มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความสุขที่หายไป






ความสุขที่หายไป


เพื่อความดีแล้วเราทุกคนพึงต้องปฏิบัติ แสวงหา และฝักใฝ่ในสิ่งที่เป็นความดี เพราะความดีให้ผลอันมีประโยชน์แก่ชีวิตมากมาย และความดีก็มีหลายระดับ การที่เราได้ศึกษาทำความเข้าใจมาแล้ว ในวันนี้เราทุกคนจึงรวมใจมาสร้างสรรค์ความดี มีการสวดมนต์ไหว้พระ มีการเจริญชีวิตอยู่ในคุณงามความดี และมีการศึกษาพระอภิธรรมปิฎกเพื่อจะให้เข้าใจ ความเข้าใจ โดยเฉพาะความเข้าใจในเรื่องราวของชีวิต ก็จะนำให้เรามีทิศทางเดินที่ถูกต้อง หรือจะพูดได้ว่าเรากำลังสร้างสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้น เพราะสัมมาทิฏฐิเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะทำให้เราไม่หลงทาง คือ ความไม่หลงผิดในเรื่องราวของชีวิตและการดำเนินชีวิต เพราะเมื่อเรามีสัมมาทิฏฐิแล้วการสร้างสรรค์ความดีย่อมเป็นสิ่งที่ง่าย

และในเช้าวันนี้เราได้สวดมนต์สร้างสรรค์ความดีและได้กล่าวคำแผ่เมตตากันแล้ว คำแผ่เมตตาก็คือความปรารถนาดีจากใจของเราที่เกิดขึ้นกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเราศึกษาแล้วก็จะทราบว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายก็มีแหล่งกำเนิดอยู่ในแหล่งกำเนิดทั้ง 4 อยู่ในถนนชีวิต 6 สาย คือ เกิดในครรภ์มารดา เกิดในฟองใข่ เกิดในของโสโครก เกิดเป็นโอปปาติกะ การที่เราแผ่เมตตาไปให้เพื่อนผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็คือการส่งความปรารถนาดีด้วยเมตตาจิต ให้เขาทั้งหลาย “จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย ขอจงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ”

นี่คือคำจำกัดความที่ไพเราะมาก เป็นบทแผ่เมตตาที่แปลออกมาจากภาษาบาลีที่มีเนื้อความครอบคลุมและกะทัดรัด แต่เมื่อเราลองมาคิดดูว่าสิ่งที่เราปรารถนาดีออกไปสู่ผู้อื่นหรือแม้กระทั่งให้ตัวเราเองนี้เป็นความอยากได้ คือ ขอจงมีความสุขกายสุขใจ ขอให้เรารักษาตนให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในชีวิต เช่น ความทุกข์กาย เราก็มีอยู่ประจำหนีไม่พ้นเลย ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้หวัด หรือพออายุมากๆ ก็ปวดเข่า เพราะความเสื่อมชรา และเมื่อมีความทุกข์กายเกิดขึ้นก็มีความทุกข์ใจตามมา เช่น ความไม่โล่งใจ

ความทุกข์กายทุกข์ใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราหนีไม่พ้น แต่ถ้าเราศึกษาธรรมะและเราวางใจได้ถูกต้อง เราก็จะสามารถดำเนินชีวิตไปในทางที่ดีและพ้นจากเรื่องความทุกข์ใจ หรือเบาสบายจากความทุกข์กายทุกข์ใจที่ไม่ปกติอยู่ อย่างที่หลวงพ่อท่านสอนอยู่เสมอว่า “ไม่มีใครพูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง” แต่เราก็ยังโกรธกันอยู่ ไหนใครไม่โกรธแล้วยกมือขึ้น ? ไม่มี

การที่เราศึกษาธรรมะว่าด้วยเรื่องจิต เจตสิก รูป มาแล้วก็จะทำให้ทราบถึงสภาวธรรมต่างๆ อย่างในเรื่องรูป เช่น สัททรูป คือ เสียง ส่วนเจตสิกเป็นนาม จิตเป็นนาม ฉะนั้นในชีวิตของเรามีแต่นาม-นาม-รูป หรือรูปกับนามเท่านั้นเอง แต่เราหาความสุขใจได้ยากเพราะเรามีตัวตน เรายึดมั่นในตัวตนอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น คำพูดที่หลวงพ่อสอนเราว่า “ไม่มีใครพูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง” ทำไมเราถึงโกรธ? เพราะเรายังมีคำว่า ”ฉัน” มีความยึดมั่นในความเป็นฉันอยู่ เขาว่าฉัน เขาด่าฉัน เขานินทาฉัน สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เราโกรธเพราะความยึดถือ

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2556 , 06:27:57 น.] ( IP = 58.11.179.97 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




การที่เรามาศึกษาเล่าเรียนก็เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจว่าคำว่า ”ฉัน” นี้คืออะไร? ”ฉัน” นี้คือบัญญัติ เป็นคำพูด เป็นเสียงที่เป็นบัญญัติหมายถึงตัวเรา ตัวเราคืออะไร? ก็คือนามและรูป มีทั้งจิต เจตสิก และรูป ความยึดมั่นนี้เรียกว่าความอุปาทาน และความอุปาทานนี่เองที่ทำให้เรามีชีวิตที่มีพิษสง ทำลายทั้งผู้อื่นและทำลายทั้งตนเอง เพราะความยึดมั่นในฉัน ทั้งๆที่เสียงเป็นเพียงรูป เขาไม่ได้ว่าให้เราโกรธแต่เราโกรธเอง เราก็ท่องกันได้แต่เรานึกไม่ทันว่าเสียงนี้เป็นเพียงรูป

ในทางวิทยาศาสตร์ .. เสียง คือ ความสั่นสะเทือนของอากาศที่สะท้อนมาเข้าหูเราเท่านั้นเอง ฉะนั้นความสั่นสะเทือนของอากาศทำให้เราเจ็บได้ไหม? ไม่ได้

มาดูลึกไปกว่านั้นก็คือ ความสั่นสะเทือนของอากาศ คำว่าอากาศ ประกอบด้วย ออกซิเจน ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วเราจะโกรธสิ่งเหล่านี้ได้ไหม ? และมาดูให้ลึกเข้าไปอีกว่า ...

ออกซิเจน...เข้าไปฟอกโลหิตของเรา เวลาที่หายใจเข้า-ออก ออกซิเจนจึงมีประโยชน์กับเรา ออกซิเจนนี้ทำร้ายเราไหม? ไม่ได้ทำร้าย ไม่มีการทำร้ายเราได้

ไนโตรเจน...มีปริมาณมากกว่าออกซิเจนในอากาศ ไนโตรเจนมีหน้าที่ลดปริมาณออกซิเจนลงมา เพื่อให้เกิดความสมดุล เพราะถ้าในอากาศมีแต่ออกซิเจนไม่มีไนโตรเจน ไม่มีคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้ามีแต่ออกซิเจนก็จะมีแต่ความยิ้มแย้มแจ่มใส ยิ้มทั้งวันจนเสียสติไปเลย

คาร์บอนไดออกไซด์...ก็มีประโยชน์ต่อชีวิตเราเพราะพืชพันธุ์ธัญญาหารที่เราปลูก คะน้า ผักสีเขียว ผักไร้สาร ก็ต้องสังเคราะห์แสงเอาคาร์บอนไดออกไซด์ไปสร้างความเจริญเติบโต

เมื่ออากาศประกอบไปด้วยสามตัวนี้แล้วจะทำให้เราโกรธได้ไหม? ไม่ได้ ความสั่นสะเทือนของอากาศ ได้ก็นำเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิต แล้วเราจะโกรธทำไม ฉะนั้นเราต้องหัดคิดให้ลึกอย่างมีธรรมะ เราต้องพยายามแยกและต้องทำความเข้าใจ อย่าไปเรียนอะไรแบบรู้ไม่จริง อย่างคนที่ไม่รู้ว่าอากาศประกอบด้วยก๊าซสามอย่าง วันนี้ก็ได้ความรู้เพิ่มเข้าไป

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2556 , 06:29:41 น.] ( IP = 58.11.179.97 : : )


  สลักธรรม 2



ฉะนั้นเราจะโกรธเสียงได้ไหม? ไม่ได้ แต่”ฉัน” เป็นตัวปรุงแต่ง คือ เป็นสภาพอุปาทานที่เก็บเอาบัญญัติไปตีความว่า”เขาว่าเรา” ... เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วอย่าไปโกรธใครเลย พยายามอย่าไปโกรธใครเลย

ถ้าห้ามใจไม่ทันก็ให้คิดว่าเป็นออกซิเจน ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ..พยายามเอาทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เข้ามาประกอบกับชีวิตของเรา ให้จิตของเรามีอาการระลึกรู้ว่า ตอนนี้มีออกซิเจน มีไนโตรเจน มีคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อจิตไประลึกรู้ตรงนั้น จิตของเราจะมีความโกรธน้อยลง ให้จิตระลึกรู้ เพราะจิตของเราทำงานได้ทีละอย่าง เมื่อเรามีงานทำของตัวเราเองสิ่งที่มากระทบภายนอกก็เบาบางลง

สิ่งที่นำมาบอกในวันนี้ก็เพื่อจะได้วางชีวิตให้ดีขึ้น ถ้าเราวางชีวิตไม่ดีขึ้น ก็จะมีความน่ากลัว อย่างเช่นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้

เรื่องลิง ...คือได้ข่าวจากทางทีวีว่า ศาลพระกาฬที่ลพบุรีมีลิงมากมาย เวลานักท่องเที่ยวเดินไปที่ไหน ลิงก็มาแย่งกระเป๋า ลิงบุกบ้านเข้าไปรื้อของ คุ้ยของ หาของกิน เพราะว่าจำนวนประชากรลิงมีมากขึ้น และคนเราก็มีเงินไปซื้ออาหารให้ลิงก็น้อยลง ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีก็คิดว่าต้องเอาลิงไปปล่อยตามที่ต่าง ๆ เพื่อกระจายพลเมืองลิงไปให้ทั่วประเทศ เขาก็เอากรงมาเพื่อดักลิง เป็นกรงใหญ่แล้วเอากล้วยไปใส่ไว้ในนั้นปรากฏว่าลิงมันแสนรู้ มันไม่เข้าไปกินเลย พอมันไปมองๆแล้วแทนที่มันจะเข้ากรงก็ให้ลูกลิงแขนเล็กๆ เอื้อมมือเข้าไปหยิบกล้วยมาให้

แต่ถ้าเป็นความคิดของคนโบราณ เขาก็มีวิธีการที่จะจับลิง คือ เขาจะเอามะพร้าวหรือเอาภาชนะที่เหมือนกรวยหรือหม้อใบเล็กๆที่ปากแคบใส่อาหารไว้ข้างใน แล้วเขาก็วางไว้ตามจุดต่างๆ พอเช้าขึ้นมาเขาก็จับได้ เพราะเมื่อลิงมันได้กลิ่นอาหาร มันก็จะเอามือล้วงเข้าไปแล้วกำไว้จนแน่นไม่ยอมปล่อยมือ มือของมันก็เลยติดดึงออกไม่ได้ จะหนีก็ลำบากเพราะเหลือมือเดียวก็เลยถูกจับได้ง่าย

เรื่องนี้ก็สอนเราว่าอย่าทำตัวเหมือนลิง คือ “ภาราหเวปัญจักขันธา ภาระหาโรจะปุคคะโล ภาราธานังทุกขังโลเก ฯลฯ “ บุคคลเป็นผู้แบกภาระก็คือ ความคิด ความนึก ความอุปาทาน ความเป็นฉัน ...ก็ไม่ต่างจากลิงที่ไม่ยอมปล่อย ทั้งๆ ที่ถ้ายอมปล่อยมือก็หลุดออกมาได้ ก็เหมือนเรา-ท่านทั้งหลายที่ไม่ยอมวางปัญหา ไม่ยอมวางเรื่องอดีต ทั้งๆที่อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือจริง

เรื่องราวต่างๆมีมามาก ไปทำงานก็มีปัญหา แต่เมื่อออกจากที่ทำงานเราก็วางปัญหาไว้บ้าง บางคนไม่วางเลยแต่เอาปัญหาพกใส่กระเป๋าแล้วก็หิ้วกลับบ้านมาด้วย แทนที่จะอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข ฉะนั้น เรื่องอะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ให้วางลงไปบ้าง คืออย่าทำตัวเหมือนลิงที่ไม่ปล่อย เพราะเมื่อแบกแล้วเราก็ไม่ต่างจากลิงตัวนี้ที่ไปไหนภาระก็ไปด้วย ทำให้ชีวิต หนักขึ้น

ชีวิตของเรา...เราลิขิตเองได้ วันนี้ก็ไม่อยากให้ใครเป็นลิงคือไม่รู้จักปล่อย เพราะขันธ์ ๕ เป็นของหนักที่สุด บุคคลแหละเป็นผู้แบกของหนักพาไป ผู้สลัดของหนักลงเสียได้เป็นสุข พระอริยเจ้าเท่านั้นเป็นผู้สลัดของหนักลงเสียได้และไม่หยิบฉวยของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก ...เมื่อเราต้องการเดินทางไปสู้ความเสรีเราก็ต้องรู้จักปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการออกเสียบ้างตั้งแต่วันนี้

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2556 , 06:31:19 น.] ( IP = 58.11.179.97 : : )


  สลักธรรม 3




เรื่องต่อไปคือ เรื่องยาย... มียายคนหนึ่งเดินหาของอยู่นานแล้วที่โคนเสาไฟที่มีแสงสว่าง หาอยู่จนกระทั่งมีชายหนุ่ม ๓-๔ คน เดินมาเห็นแล้วก็เกิดความสงสาร

ชายหนุ่มคนหนึ่งถามว่า "ยายกำลังหาอะไรอยู่ จะได้ช่วยหา"

ยายตอบว่า "กำลังหาเข็ม "

ชายหนุ่มทั้งหลายก็ช่วยหากันใหญ่ พอหาไปๆ ก็ยังไม่เจอ ก็มีหนุ่มคนหนึ่งถามยายว่า "ยายหามานานหรือยัง?"

ยายตอบว่า "หามาสองชั่วโมงแล้ว พอเริ่มมืดแล้วยายจึงเลยมาหาตรงแสงสว่างนี่ไง"

ชายหนุ่มก็ถามยายว่า "ก่อนที่เข็มจะหายนี่ ยายใช้เข็มครั้งสุดท้ายที่ไหน ? "

ยายตอบว่า "ยายใช้ในห้อง .. ยายกำลังเย็บผ้าในห้อง"

ชายหนุ่มเลยอุทานว่า " อ้าว ! แล้วยายมาหานอกห้อง มันจะหาเจอได้ยังไง?"

นี่ก็เป็นอุทาหรณ์ว่า ทุกวันนี้แสงก็เหมือนความสุขชั่วคราว เราไปกิน ไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปดูแสง สี เสียง ก็มีความสุขเพียงชั่วคราว ..เราจึงต้องหาให้เจอว่าความสุขที่หายไปเหมือนกับเข็มนั้นมันหายไปที่ไหน? เมื่อความสุขของเราเกิดขึ้นที่ใจแล้วเราก็ไปหาข้างนอกไม่ได้ เราต้องกลับมาหาที่ใจ ไม่ใช่ไปหาข้างนอกเพราะเป็นความสุขที่มีเพียงชั่วคราว เช่น พอไม่สบายใจก็ออกไปหาอาหารรับประทานนอกบ้าน ในขณะที่รับประทานนั้นเราก็ลืมไปชั่วคราว แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้หมดไปจากใจ เราไปหาสิ่งอื่นมาแก้เท่านั้นเอง

ฉะนั้นเราจึงต้องหาให้เจอว่าความสุขมันหายไปจากที่ไหน อย่าเป็นยาย...เข็มมันหายในห้องแต่มาหานอกห้องก็หาไม่เจอ ฉันใดก็ฉันนั้น ความสุขที่หายไป คือ ความสุขที่หายไปจากใจเรา เราจึงต้องพยายามสังเกตใจของเรา แล้วก็รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ อย่าทำตัวเป็นลิง ให้รู้จักวางลงเสียบ้าง ...และอย่าเป็นยายบวกลิง ..คือ ยายลิง

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2556 , 06:34:07 น.] ( IP = 58.11.179.97 : : )


  สลักธรรม 4




เรื่องที่สามมีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นโรคปวดหัวมาก รักษาเท่าไรก็ไม่หาย เขาจึงป่าวประกาศว่า ใครก็ตามที่สามารถรักษาโรคที่เป็นอยู่ให้หายได้จะแบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง ..จึงมีคนมากมายทั้งข้าทาส บริวาร พากันเอายามารักษาเศรษฐีแต่ก็ไม่หาย

ต่อมามีพราหมณ์คนหนึ่งได้ข่าวนี้แล้วก็เดินทางมามือเปล่าๆ แล้วบอกว่าจะช่วยรักษา เศรษฐีก็เลยสงสัยว่ามามือเปล่าๆ ไม่มียาอะไรเลยแล้วจะรักษาให้หายได้อย่างไร พราหมณ์ตอบว่า ยาที่กินนี้มีทั้งคุณและโทษ ถ้าถูกกับโรคก็ให้คุณ ถ้าไม่ถูกกับคุณก็ให้โทษ เพราะถ้ากินมากไปก็มีการตกตะกอนของสารเคมี สารพิษต่างๆ ที่ตับ ไต และก็บอกว่าโรคของเศรษฐีนี้รักษาไม่ยาก วิธีที่จะทำให้หายปวดหัว คือต้องมองอะไรที่เป็นสีเขียว เพราะใบไม้ ใบหญ้า สีเขียวๆ จะทำให้จิตใจเบิกบาน อย่าอยู่แต่ในห้อง ให้ออกไปดูอะไรที่เป็นสีเขียวๆบ้าง

พอถึงตอนเย็นท่านเศรษฐีก็ลองทำตามที่พราหมณ์บอกโดยออกไปเดินดูต้นไม้ในสวน อาการปวดหัวก็หายเนื่องจากไม่เครียด ต่อมาเศรษฐีก็เกิดความกลัวที่เห็นบ้านช่องข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ไม่ใช่สีเขียว จึงเรียกคนใช้ให้ไปซื้อสีเขียวมา แล้วลงมือทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเขียวหมด แม้แต่ถนนก็เป็นสีเขียว ฉะนั้นทั้งหมู่บ้านจึงเป็นสีเขียว

เศรษฐีก็มีความสุขมากจนกระทั่งเวลาผ่านไปพราหมณ์ก็กลับมาหาเศรษฐี เมื่อคนรับใช้เห็นพราหมณ์ใส่ชุดลายเสือก็ไม่ยอมให้เข้าไปพบท่านเศรษฐี และจะจับพราหมณ์ถอดเสื้อออกให้ใส่เสื้อผ้าสีเขียว แต่พราหมณ์ก็ไม่ยอม และเมื่อพบกับเศรษฐีแล้วก็บอกว่า คนของท่านจะมาทำร้ายเรา จะมาถอดเสื้อผ้าของเรา เป็นเพราะอะไรกัน? คนใช้ก็บอกท่านเศรษฐีว่า "คนๆนี้ไม่ใส่สีเขียวเข้ามา"

เมื่อพราหมณ์ได้ยินดังนั้นก็รู้ทันทีว่าเศรษฐีผู้นี้เป็นคนโง่ แล้วก็บอกเศรษฐีว่า ทำไมท่านจึงโง่ขนาดนี้ ท่านไม่ต้องเสียเงินเสียทอง ทาสี เปลี่ยนชุดเสื้อผ้าเลย … ว่าแล้วพราหมณ์ก็ล้วงเข้าไปในย่ามหยิบแว่นตาสีเขียวขึ้นมาแล้วก็ส่งให้เศรษฐี พร้อมกับบอกว่า แค่เปลี่ยนมาใส่แว่นตาที่ตัวเองก็พอ ไม่ต้องไปเปลี่ยนภายนอกแล้วไปเดินที่ไหนมันก็จะเขียวหมด

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เราทุกคนชอบเห็นสิ่งข้างนอกว่า อันนั้นผิด อันนี้ผิด อันนี้ไม่ดี คนนั้นผิด คนนี้ผิด เรามักจะมุ่งแก้ไขที่ข้างนอก โดยเราลืมไปว่ามือของเราที่ชี้ข้างนอก ๒ นิ้ว แต่ชี้กลับมาที่ตัวเอง ๓ นิ้ว เราจึงเป็นคนที่โง่เอง ไม่มีใครทำให้เราโง่

และการที่เราจะเปลี่ยนแปลงภายนอกให้เหมือนดังใจเรานั้นไม่มีทางเปลี่ยนได้ทั้งหมด เพราะมันมีสิ่งอื่นที่จรเข้ามา คือ วิบากต่างๆ จรเข้ามา เราจึงต้องสวมแว่นที่ตัวเราเองหรือทำที่ใจของเรา ปรับปรุงที่ใจของเราเท่านั้น ไม่ต้องปรับปรุงข้างนอก และอย่าไปชี้นิ้วว่าใคร ให้กลับมาดูที่ตนเองบ้าง การที่ชี้นิ้วข้างนอก มองแต่ข้างนอกอย่างเดียวจะเป็นภัยกับตนเอง เป็นหายนะได้ง่าย

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2556 , 06:35:50 น.] ( IP = 58.11.179.97 : : )


  สลักธรรม 5




เรื่องที่สี่ตะเกียงวิเศษ ..มีเด็กคนหนึ่งมีหน้าที่ไปขุดดิน พอขุดไปก็ไปกระทบกับของแข็งๆ จึงงัดขึ้นมาก็เห็นว่าเป็นตะเกียง เด็กดีใจมากที่ได้ตะเกียง แต่ตะเกียงเปื้อนดินก็เลยเอาไปล้างน้ำแล้วก็ขัด ขัด พอขัดไปจนเงาขึ้นปากตะเกียงก็มีควันพุ่งออกมาพร้อมยักษ์ตนหนึ่ง ยักษ์ก็ดีใจมากที่ได้อิสรภาพ และยอมเป็นทาสรับใช้ของเด็กคนนี้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้ให้ทำงานตลอดเวลา เมื่อใดไม่มีงานให้ข้าทำ เด็กก็จะถูกจับกิน

เด็กคนนี้ก็คิดว่าเรื่องการใช้งานนะเรื่องเล็กจึงตอบตกลง แล้วก็ให้ยักษ์เนรมิตสิ่งที่อยากได้จนครบทุกอย่างแล้ว เด็กก็คิดว่าถ้าไม่สั่งงานต่อยักษ์ก็จะจับตัวเองกิน ก็เลยบอกให้ยักษ์สร้างเสาขึ้นมาเสาหนึ่ง .. ยักษ์ก็สร้างให้ จากนั้นเด็กก็สั่งให้ยักษ์ปีนขึ้นไปบนเสา..โดยเมื่อปีนขึ้นไปถึงยอดเสาแล้วก็ให้ปีลงมา พอลงมาถึงพื้นแล้วก็ให้ปีนขึ้นไปใหม่ ให้ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเช้า แล้วจะมาสั่งงานใหม่ จากนั้นเด็กก็มีโอกาสไปนอนพัก

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ต้นเสา..ที่ให้ยักษ์ปีนขึ้นลงเหมือนกับอารมณ์ ที่ปีนขึ้นปีนลง...ก็คือลมหายใจเข้าออก การหายใจเข้า..เหมือนปีนขึ้น หายใจออก...เหมือนปีนลง เป็นวิธีที่ให้มีงานทำ เพราะอารมณ์ของเรามักกระจัดกระจายคิดนั่นคิดนี่ อยากได้นั่นอยากได้นี่มากมาย

ความอยากได้..เป็นโทษ เพราะถ้าอยากได้จนกระทั่งทำผิดเงื่อนไขก็จะถูกยักษ์ฆ่า .. คือกิเลสมาฆ่าตลอดเวลา ต้นเสานี้จึงเปรียบเสมือนอารมณ์ที่ทำให้มีที่ตั้งมั่น เราจะเอาพุทโธมาภาวนาเป็นอารมณ์ก็ได้ แล้วขึ้นหายใจเข้า...พุท หายใจออก...โธ ก็จะเหมือนกับการเลี้ยงยักษ์ไว้ให้อยู่กับที่เราก็จะพ้นจากอันตราย

โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2556 , 06:37:35 น.] ( IP = 58.11.179.97 : : )


  สลักธรรม 6




ฉะนั้น ชีวิตเราจึงต้องหัด .. อย่าทำตนเองเป็นลิงที่ไม่รู้จักปล่อย อย่าทำตนเป็นยายที่หาของผิดที่ อย่าเป็นเศรษฐีโง่ และอย่าเป็นยักษ์ ทั้งสี่เรื่องนี้สอนกลับมาที่เราว่าทุกอย่างจะสุขจะทุกข์อยู่ที่เรา ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ ไม่มีใครทำให้เราได้ถ้าเผื่อเราไม่ทำตนเอง

ต้องหัดปล่อย ... ไม่เช่นนั้นลิงก็จะถูกถ่วงมือไว้ด้วยหม้อ

ต้องหาให้ถูกที่ ... ไม่เช่นนั้นก็จะหาเข็มไม่พบแบบยาย เพราะความสุขอยู่ที่ภายในไม่ใช่ภายนอก

ต้องแก้ไขที่ตน ... ไม่เช่นนั้นจะเป็นเศรษฐีโง่คือทำไม่ถูก แก้ให้ถูกที่ แก้ที่ตนเอง สุขทุกข์อยู่ที่ตนเอง

ต้องมีความสงบ ...คือการมีลมหายใจที่เป็นประโยชน์ ...สมาธิช่วยเราได้ ทำให้เราสงบจากกิเลสนิวรณ์ได้ ทำให้เราพ้นจากเครื่องพันธนาการ อย่างน้อยทำเสียวันละนิดจิตแจ่มใส ไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง


โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2556 , 06:39:14 น.] ( IP = 58.11.179.97 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org