มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การทำงานของจิต (๒)









การทำงานของจิต (๒)
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ


ตัณหามี ๓ อย่าง ทำให้เกิดความยินดีติดใจยึดมั่นใน ๔ อย่างคือ

๑.กามุปาทาน ได้แก่ ความยินดีติดใจในอารมณที่เหนียวแน่นในอารมณ์ที่เป็นกาม

๒.ทิฏฐุปาทาน ได้แก่ ความยินดีติดใจในอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดความเห็นผิดที่ไม่เกี่ยวกับสีลัพพตปรามาสทิฏฐิ กับอัตตทิฏฐิ เช่น เห็นผิดว่าคนเราเกิดมาได้นั้นเพราะพ่อแม่สมสู่อยู่ด้วยกัน ไม่มีเหตุอื่น และเมื่อเกิดมาแล้วก็สบายดี ไม่ลำบากอะไร จะรวยจะจนก็เป็นโดยเหตุบังเอิญไม่ใช่เป็นผลมาจากกรรมในอดีตชาติ บุคคลเหล่านี้ถือว่าตายแล้วสูญไปหมด อาศัยเหตุผลตื้นๆ ในปัจจุบันมาตัดสิน

๓. สีลัพพตุปาทาน ความยินดีติดใจในอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นในสิ่งที่ผิดเอามาเป็นที่พึ่งดังปริพพาชกที่ชื่อนายปุณณะ นายเสนียะ ทั้งสองคนนี้มีความเห็นว่าโลกมนุษย์มีแต่ทุกข์ เห็นตัวโลกมีความสุขมากที่สุด แต่การปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดหมายดังกล่าวนี้ ต้องทำให้กิเลสต่างๆ ไม่เกิดขึ้นมาและบาปเก่าๆ ที่ทำไว้ต้องให้หายขาดสูญไป แต่ความคิดเห็นได้ออกไปนอกลู่นอกทาง คิดว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์ชั้นสูงต้องทำตัวให้ต่ำเหมือนสัตว์เดรัจฉาน จึงจะทำให้กิเลสหมดไปได้

กิเลส คือ เครื่องที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองเร่าร้อน นายปุณณะปริพพาชกจึงปฏิบัติตนเหมือนสุนัข นายเสนียปริพพาชกก็ปฏิบัติตนเหมือนกับโค แต่คนทั้งสองไม่รู้จักกันมาก่อน กินนอนอยู่ใต้ถุน ทำสุดโต่งเท่าที่จะทำได้ เช่น ไม่ใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก นายปุณณะก็ก้มลงกินอาหาร น้ำที่เคยดื่มก็ใช้ลิ้นเลียเอา แล้วก็เอามือลงเดิน ๔ เท้า เช่น สุนัขและโค แต่เมื่อบุคคลทั้งสองยังเป็นคน จึงมีอีกอย่างหนึ่งที่เขาไม่อาจมีได้คือหาง ด้วยเหตุนี้นายปุณณะและนายเสนียะจึงได้เอากิ่งไม้มาเสียบทวารอย่างน้อยที่สุด ก็ให้ใกล้สัตว์เดรัจฉานที่เขาปรารถนา ต่อมาไม่ช้าทั้งสองคนก็เดินมาพบกันเข้า ต่างคนต่างก็ถกเถียงกันว่าข้อปฏิบัติของตนดีกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เถียงกันอยู่นานเพราะไม่มีผู้ชี้ขาด นายเสนียะผู้เลียนแบบโคก็ให้ความเห็นว่า อีกฝ่าย หนึ่งยังกินอาหารหลายๆ อย่างแสดงว่าชอบอยู่ แม้ว่าจะกินด้วยปากก็ตาม แต่ฉันนี้ซินุ่งลมห่มฟ้า ยืนหลับ และกินฟาง ต่างก็เถียงกันจนหาข้อยุติไม่ได้ ทั้งสองจึงพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ก็ยังโต้เถียงกันอยู่อีก แล้วค่อยถามพระพุทธเจ้าว่า

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ต.ค. 2556 , 11:39:21 น.] ( IP = 125.27.162.166 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


“เมื่อตายจากชาตินี้แล้วจะไปเกิดที่ไหน จะไปเกิดในเทวโลกใช่ไหม เพราะยินดีติดใจในเทวโลกแต่ต้องไปด้วยการละกิเลส”

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ฟังคำถามแล้วก็ทรงห้ามว่า “อย่าถามเช่นนี้เลย” พระองค์ทรงห้ามอยู่ ๓ ครั้ง ปริพพาชกทั้ง ๒ ก็ไม่ยอมนิ่ง จนกระทั่งถามครั้งที่ ๔ พระองค์จึงได้ตรัสขึ้นว่า

“ดูก่อนปริพพาชก ผู้ใดปฏิบัติตนให้เหมือนสุนัข พยายามทำตนให้ใกล้เคียงกับสุนัขทุกอย่าง ถ้าหากตายลงไปจะได้ไปเกิดเป็นสุนัขแน่ ส่วนที่ปฏิบัติตนเหมือนโค เมื่อตายไปจะได้เกิดเป็นโคอย่างแน่นอนทีเดียว ความคิดที่มีอยู่ว่าการปฏิบัติเช่นนี้เป็นหนทางนำไปสู่เทวโลกเป็นความคิดที่ผิดจัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะจริงแท้เทียวจะต้องไปเกิดในนรกเสียก่อนก็อาจจะเป็นไปได้”

เมื่อปริพพาชกทั้งสองได้ยินดังนั้นก็ตะลึงรู้สึกเสียใจ แล้วก็ร้องไห้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้แสดงธรรมให้แก่ปริพพาชกทั้งสองฟัง เมื่อแสดงธรรมจบปริพพาชกทั้งสองก็กล่าวคำขอถึงซึ่งไตรสรณคมณ์เป็นที่พึ่งแทนของเก่า แล้วอยู่บวชเรียนเพียรสร้างกับพระพุทธเจ้า

ตัวอย่างที่ยกมานี้ ก็จะทำให้เราท่านทั้งหลายรู้ว่า ตัณหาที่เกิดขึ้นด้วยความที่หวังสุขในชาติหน้าก่อให้เกิดสีลัพพตุปรามาสยึดมั่นถือมั่นในสิ่งผิด นอกจากนี้บุคคลบางคนที่ยังหาที่พึ่งไว้อย่างเหนียวแน่นในทางที่ผิด โดยคิดว่าที่พึ่งเหล่านั้นช่วยให้ทุกข์หมดไปจากตนได้ และมีความสุขความสบายด้วยไม่ต้องเจ็บไม่ต้องป่วย ไม่ต้องแก่เฒ่าชั่วนิรันดร์กาล โดยยึดถือต้นไม้ ภูเขา ยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพรหม พระอิศวร บูชาอ้อนวอนเช่นเจ้าแม่กาลี เป็นต้น

บางครั้งก็เอาสัตว์มาบูชายัญเพื่อหวังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เห็นใจ แล้วเกิดปรานีกับตนเอง และจะได้ประทานความสุขทั้งในชาตินี้และชาติหน้า แต่ในพระพุทธศาสนาไม่ได้ห้ามให้คนกราบไหว้บูชาพระพรหม เทวดา ผู้มีคุณ หรือปู่ยาตายายที่ล่วงลับไปแล้ว แม้กระทั่งผู้มีอำนาจจิต แม้กระทั่งเป็นโอปปาติกะผู้ปฏิสนธิและมองไม่เห็น ทำไมมองไม่เห็น ทำไมไม่เห็นผีสางเทวดา เพราะว่าชีวิตร่างกายของโอปปาติกะไม่สะท้อนแสง ธรรมชาตินั้นมีอยู่จริงสมควรกราบไหว้ การบูชานั้นมีอยู่ ถ้าผู้ใดกราบไหว้บูชาฐานะบุคคลที่ควรกราบไหว้เป็นกุศล

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ต.ค. 2556 , 11:39:45 น.] ( IP = 125.27.162.166 : : )


  สลักธรรม 2


๔.อัตตวาทุปาทาน ความยินดีติดใจเป็นปัจจัยให้เห็นผิดว่าเป็นตัวตนคนสัตว์

อัตตวาทุปาทานนี้ก็คือ อัตตทิฏฐิหรือสักกายทิฏฐิ ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตนคนสัตว์ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยรูปขันธ์ วิญญาณขันธ์เป็นตัวตนคนสัตว์ เป็นหญิงเป็นชาย เช่น เข้าใจว่าเรากับร่างกายเป็นอันเดียวกัน เปลวไฟกับแสงไฟเป็นอันเดียวกัน เรากับร่างกายเป็นคนละอันกันเหมือนคนกับเงา หรือเห็นว่าการรู้อารมณ์เป็นเรา เราคือการรู้อารมณ์ เรากับการรู้อารมณ์เป็นอันเดียวกัน (ทิฏฐิ ๖๒) ความเชื่อในอัตตะเป็นตัวตนนี้แบ่งเป็น ๒ อย่าง คือ

๔.๑ ปรมอัตตะ คือ ผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตนอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่บนสรวงสวรรค์ที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เป็นผู้ที่มีความสามารถกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายเพราะว่าสร้างโลกได้ สร้างสัตว์ได้ สร้างชีวิตต่างๆ ได้

๔.๒ ชีวอัตตะ คือ ผู้ที่เห็นและมีความยึดมั่นว่าร่างกายของสัตว์ทั้งหลายมีสิ่งกายสิทธิ์อาศัยอยู่ข้างในเรียกว่า เจตภูต กายทิพย์บ้าง ตัวชีวิตบ้าง วิญญาณบ้าง เมื่อร่างกายแตกทำลายลงแล้ว ตัวชีวิตหรือกายทิพย์นี้ไม่มีวันแตกดับเป็นอาตมัน ไม่มีวันตาย หากจะออกจากร่างไปแล้วล่องลอยไปเกิดใหม่ตามบุญบาปที่ตนทำไว้

ฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นเรื่องที่เราต้องศึกษาเพราะ “การทำดีไม่มีวัยไม่มีวัน ความรู้ก็เหมือนกันไม่มีวันและไม่มีวัย”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ต.ค. 2556 , 11:40:01 น.] ( IP = 125.27.162.166 : : )


  สลักธรรม 3


เมื่อหมดจากกิเลส (อกุศลจิต ๑๒) นี้ได้จึงจะพ้นทุกข์ และไม่ใช่จะหมดได้ง่าย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐจริงๆ ไม่มีพระองค์ไม่มีทางนี้ พระองค์ทรงวางทางมัชฌิมาหรือสติปัฏฐาน ๔ หรือเรียกว่า มรรคพรหมจรรย์ คือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แปลว่า ปัญญาวิเศษ เพราะว่าคนเรามีความเห็นผิด ชอบได้ต้องมีความโง่ เช่น เห็นดอกบัวว่าสวย ขณะที่เห็นว่าสวยนั้นมีโมหะและโลภะ ๒ เหตุ ส่วนขณะที่เห็นว่าไม่สวยก็มีโมหะและโทสะ ฉะนั้นก็คือโมหะ

วิปัสสนากรรมฐานอาศัยปัญญา ปัญญาเป็นคู่ปรับกับความมืด ความหลง ความเห็นผิด ทำลายโมหอวิชชาเท่านั้นเอง เมื่อร่างกายไม่มีต้น ดอกก็ไม่ออก ฉะนั้นสกัดกั้นที่โมหะ ทำลายความเห็นผิดว่าเป็นเรานั่ง เป็นรูปนั่งเสีย ถ้าเป็นเรานั่ง เรานั่งนานๆ เมื่อย ก็เกิดโทสะ เรานั่งในที่สบาย เรามีความเห็นผิดโลภะเกิด แต่ไม่ใช่เรานั่งทำลายโมหะเป็นรูปนั่ง

ฉะนั้น วิปัสสนากรรมฐานเท่านั้นจึงสามารถตัดตอวัฏฏะคือ อกุศลจิต ๑๒ ได้ เพราะว่าพระโสดาบันทำลายโลภมูลจิตได้ ๔ ดวง (สัมปยุต)และโมหะดวงที่ ๑

พระสกทาคามีทำลายโลภมูลจิต ๔ ดวง (วิปปยุต) ที่ไม่เห็นผิดให้เบาบางลง พระอนาคามีทำลายโลภะที่เหลือได้หมดและโทสมูลจิต ๒ พระอรหันต์ตัดกิเลสทั้งหมดเป็นสมุจเฉทขาดหมด

เมื่อศึกษาพระอภิธรรมอย่างนี้แล้ว ไม่ต้องไปนั่งท่อง แต่ความสำคัญอยู่ที่ไหน? จิตที่พิเศษแต่ไม่ประเสริฐ เราก็รู้คือมหัคคตจิต คือพวกที่ได้ฌาน อรูปฌาน และเราก็รู้ว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ชีวิตต้องเกิด

ฉะนั้น วิปัสสนากรรมฐานประเสริฐที่สุด ขอน้อมศิโรราบกราบพระชินสีห์ พระศากยมุนีผู้มีพระพุทธประสงค์อันดีเลิศประเสริฐกล้า ที่อบรมบ่มปัญญานำพาให้เกิดความตรัสรู้ ความอยู่และความเป็นของชีวิต และโปรดลิขิตเส้นทางอันห่างจากทุกข์ ทั้งปลอบทั้งปลุกด้วยธรรมะมาแก้ไข ข้าพเจ้าและเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายลูกรักทั้งหญิงชาย ขอวันทาบูชาพระธรรมนั้น ศึกษาพระธรรมนั้น กำหนดชีวิตด้วยพระธรรมนั้น เพื่อธรรมอันประเสริฐนั้น ด้วยกุศลศรัทธา ด้วยความมั่นใจในปรารถนา และความตั้งมั่นในเจตนาของพ่อลูก ที่จะพยุงพระศาสนาและประกาศพระศาสนา ขอจงเป็นพลวปัจจัยให้เราพ่อลูกคลาดแคล้วจากความเป็นเดียรถีย์ หนีจากภัยแห่งอบาย ย้ายเปลี่ยนจิตสู่ภูมิที่สูงคืออริยภูมิได้โดยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน

สรุปว่า “ขันติเท่านั้นช่วยเราได้ ต้องอดทน”

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ต.ค. 2556 , 11:40:18 น.] ( IP = 125.27.162.166 : : )


  สลักธรรม 4


ทุกคนลองตอบคำถามซิว่า ในวันหนึ่งผ่านไปไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงานมีสิ่งที่เราพอใจคือเราต้องการอะไรแล้วสมความปรารถนา เราสบายใจ เรายิ้มใช่ไหม สิ่งที่เราไม่ต้องการ เช่น เรื่องราวของความทุกข์ร้อนนั้น เราเสียใจใช่ไหม วันหนึ่งเรามีแต่เสียใจและไม่เสียใจ สลับกันอยู่อย่างนี้ใช่ไหม

ฉะนั้น การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านจึงมีอยู่ข้อหนึ่งที่สำคัญกว่า จงทำใจให้เหมือนดูละคร อย่าไปเล่นละคร เพราะชีวิตของเราคือละคร โลภะเดี๋ยวก็ออกมาแสดงแล้ว ทำให้เรายิ้ม ทำให้เรารู้สึกสบายใจ ชีวิตดูน่าอยู่ขึ้น แต่พอเสียใจแล้ว โทสะออกมาเล่นหน้าเวที มายืนที่จิตเราได้ มาปรุงแต่งจิตเราได้ บางครั้งก็ร้องไห้ ร้องไห้ด้วยความผิดหวัง เคยดีใจหัวเราะจนน้ำตาไหลเหมือนกันหมด

ฉะนั้น ชีวิตของเราก็คือโรงละครที่ถูกผู้กำกับคือโมหอวิชชา ชีวิตของเราจึงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปมาอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ อดีตที่มาไกลโพ้นก็เป็นอย่างนี้ และอนาคตที่จะมีต่อไปก็เป็นอย่างนี้ สุขทุกข์อยู่ที่ใจ แต่สุขที่เรามีนั้นไม่ใช่สุขจริงๆ เป็นสุขที่เกิดขึ้นจากสันดานดิบคือโลภะที่เราไม่เคยไปหา บางครั้งเราก็เสียใจ เพราะรู้เท่าไม่ทันตามความเป็นจริง ฉะนั้น เราเล่นละครกันมานานมากแล้ว ท่านจึงบอกว่าการปฏิบัตินี้ให้ทำใจเหมือนดูละคร มีอารมณ์อะไรผ่านเข้ามาก็ดูอารมณ์นั้น คอยสังเกต ให้รู้ว่าเป็นรูป เป็นนาม และเป็นรูปชนิดไหน เป็นนามชนิดไหนเท่านั้น นี่คือผู้ดูที่แท้จริง

ตัวอย่างเช่น เราดูหนังดูละคร เราเลิกวิจารณ์แล้วหรือยังว่า คนนี้ไม่เหมาะจะเล่นเป็นนางเอกเลย ขนาดละครทีวีเรายังเข้าไปเล่นเลย แล้วละครจริงของตัวเองล่ะ เราก็เล่นอีก ฉะนั้นชีวิตของเรามีแต่ละคร เคยไปงานสังสรรค์ งานวันเกิด ทั้งๆ ที่เพลียมากแล้ว แต่ต้องไปยืนยิ้ม แต่พอถึงบ้านก็นอนเลย ฉะนั้น เบื้องหลังที่เราไปนั้น กลับมาเราเป็นผู้แย่ เช่นเดียวกันละครโลภะ โทสะที่มาเล่นนี้ เล่นไปเถอะ แสดงยิ้มพอใจไป โลภะนำไปไหน เป็นเปรต โทสะนำไปไหน ไปนรก โมหะนำไปไหน ไปเป็นเดรัจฉาน และเราจะรักษาภพภูมิมนุษย์อยู่หรือ ถ้าเราปล่อยให้มันครอบงำเราอยู่ทุกวันนี้ มนุษย์เป็นภูมิที่ต่ำสุดแล้วที่จะสามารถฉุดไปเป็นพระอรหันต์ได้ นอกนั้นขวางต่อทางมรรคผลนิพพาน ดังนั้นเราดูละครและเล่นละครมานานแล้ว ลองเชื่อพ่อเถอะ ขอร้องให้หันกลับมาดูตัวเองกันเถอะ

พระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ชีวิตจากอดีตกาลอันไกลโพ้นก่อนสำเร็จโพธิญาณ พระองค์ก็มีชีวิตเฉกเช่นปุถุชนธรรมดาที่โลดแล่นไปกับความรู้สึกตามอารมณ์ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวต้องการ เดี๋ยวไม่ต้องการ เดี๋ยวอยากได้อารมณ์รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เดี๋ยวก็อยากมีอย่างนั้นอย่างนี้ อยากไปยังภพนั้นภพนี้ ต้องการปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่อยากได้อย่างนั้นไม่อยากได้อย่างนี้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ต.ค. 2556 , 11:40:35 น.] ( IP = 125.27.162.166 : : )


  สลักธรรม 5


สมุทัยคือชื่อของตัณหาทั้ง ๓ มีอยู่เต็มล้นของชีวิตสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิด แต่เมื่อพระองค์ได้บำเพ็ญบารมีธรรมและรู้ธรรม ได้อธิษฐานธรรม ตั้งมโนปณิธาน วจีปณิธาน เปล่งเพื่อเวไนยสัตว์ทั้งหลายว่า เราจะปรารถนาโพธิญาณเพื่อความสุขสงบอันถึงซึ่งสันติสุขแก่สัตวโลกทั้งหลาย เราจะโปรดสัตว์เพื่อให้เห็นความจริงว่าชีวิตเหมือนฝัน เราหลงพร่ำเพ้อ พร่ำพลอด หลงยินดี หลงไม่ยินดีกับอารมณ์ที่อาศัยชีวิตชั่วคราว เพียงชั่วขณะหนึ่งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วดับไป ไม่มีอะไรเหลือเลย และแต่ละภพแต่ละชาติ เราเสวยแต่สุข เรามั่วสุมกับความทุกข์ แต่ลืมมรณานุสติว่าความตายกำลังเข้ามาใกล้ทุกขณะ พระพุทธองค์เมื่อทรงรู้และโปรดสัตว์แล้ว ขอยกอ้างพระพุทธรูปที่อยู่เบื้องหน้าว่า

พระองค์สงบนิ่ง หยุดแล้ว หมดแล้ว ปราศจากแล้วจากชีวิตละคร แต่เราทุกคนยังอยู่ในชีวิตของละครที่เล่นไปกับอารมณ์ หลงไปกับอารมณ์ และจมไปกับสังสารวัฏ บัดนี้พระองค์ผู้ให้ธรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมถวายนมัสการบูชาอภิวาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระองค์ให้เราหยุดเล่นละคร แล้วดูละครให้เป็นแล้วจะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดขึ้นจากญาณปัญญา ญาณปัญญาเท่านั้นที่จะพาให้เราพ้นทุกข์ ชีวิตเราเป็นละครเร่คือชีวิตผู้ไม่รู้ธรรม ละครเร่ใน ๓๑ ภูมิ จะทำดีอย่างไรก็หมดไป ทำชั่วอย่างไรก็หมดไป แต่มีผลจริงในชาติหน้า แต่ละชาติหมดไปๆ เราหวังชาติหน้าเพื่อจะได้ดีกว่านี้ เรามองไปสูง หวังว่าชีวิตเราจะรวยกว่านี้ มีโอกาสมากกว่านี้ แต่ลืมคิดว่าเมื่อมีชีวิตแล้ว ทุกข์มันเข้าไปทุกขันธ์ ทุกที่ ไม่ว่ารวยหรือจน หยุดมีขันธ์ จะได้ไม่ทุกข์

ทุกวันนี้มีเงินก็เป็นความทุกข์ เศรษฐีไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะมีไหม ไม่มี พระราชามหากษัตริย์ก็หนีไม่พ้นการกินอยู่ขับถ่าย ยากจนก็เหมือนกัน มีใครหนีความตายพ้นบ้าง ไม่มี ตายแล้วก็เกิด ยกเว้นพระอรหันต์เท่านั้น

ฉะนั้น ให้หัดช่วยเหลือตัวเองด้วยการเริ่มต้นที่ตนเองหรือกตัญญูต่อผู้มีพระคุณด้วยความจริง และสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายน้าหลานล้วนอวสานด้วยความตาย และตายก็ต้องเกิด ที่หวังมีความสุขในชาติหน้านั้น เราก็ลืมไปว่าทุกข์นั้นตามไป ต้องขับถ่ายนอนสารพัด ชีวิตชาตินี้สั้นแล้วนะ สั้นลงแล้ว จะเดือดร้อนอีกก็ไม่นานอย่างมาก ๗๕ ลบอายุปัจจุบัน ทุกข์อีกไม่กี่ปี แต่เมื่อเกิดใหม่ถึงจะมีพร้อมก็ต้องเริ่มต้นทุกข์อีก ๗๕ ปี

ฉะนั้นต้องทนอาศัยขันติตบะเครื่องเผากิเลสคือ ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม เพราะกรรมจะทำให้เราเริ่มต้นดีหรือไม่ดี ในชาติหน้าคือสุคติหรือทุคติ ฉะนั้นจงระวัง เหลือเวลากันสั้นแล้ว สั้นลง รีบนำทางสั้นๆ ให้เป็นทางยาวแห่งปัญญาบารมี อยู่ด้วยสัมมาทิฏฐิ ดำริอะไรให้ไตร่ตรอง ประคองอารมณ์และผสมผสานสติมา สัมปชาโน อาตาปี ให้มีดีกับชีวิต ชีวิตจะได้อยู่ในร่มเงาคำสั่งสอนของพระตถาคตเจ้า

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ต.ค. 2556 , 11:40:50 น.] ( IP = 125.27.162.166 : : )


  สลักธรรม 6


เราโชคดีมีโอกาสฟังธรรม รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ปฏิบัติได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางคนปฏิบัติมาหลายครั้งก็ไม่รู้จักนามรูปปริจเฉทญาณ แต่เคยเข้าไปดูนามรูป ไปอยู่กับสันโดษ อยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน เราก็เป็นหนึ่งในแสนล้านๆๆ ชีวิต เช่นเดียวกันมีคนอีกหลายแสนล้านๆๆๆ ชีวิตที่ยังไม่รู้ความจริงเลยว่าชีวิตคือรูปนาม ฉะนั้น จงรักษาชีวิตถึงยังไม่สุดทางนั้น แต่เราก็ยืนอยู่บนเส้นทาง คนใกล้ตัวเรา บ้านเดียวกับเรา ก็มีหลายคนที่ไม่ได้เดินอยู่บนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอน มีแต่การทำบุญตามประเพณี เกิดมาเป็นมนุษย์ แต่ไม่ได้อะไรก็มีมาก

ชีวิตเราก็พยายามออกจากบาป อยู่กับบุญ โอนโคตรปุถุชน อย่าทิ้งทางนี้ อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวเด็ดขาด เพราะไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในโลกหล้า ฉันจะมั่นใจมีศรัทธาในทางนี้เท่านั้นเอง ยังไงก็เป็น ๑ ในล้านๆๆ ชีวิตที่รู้จักคิดและรู้จักทำแล้วว่า อะไรคือสัมมาทิฏฐิ เมื่อรู้แล้วก็ต้องเตรียมเสบียง เสบียงก็คือบุญต่างๆ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทาน ศีล ภาวนา เป็นเสบียงที่ลำเลียงชีวิตของเราให้ได้ดีมีความสุข อย่าไปยึดติดดีเพราะว่าดีก็ไม่เที่ยง แต่จงตั้งใจคุ้มครองให้มีสติ ให้มีความดีเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ อย่าไปติดดี

เช่นทุกวันนี้ เมื่อทำบุญแล้วจะต้องทำกับคนนี้ ทำเพราะอะไร ฉันทาคติมีความพอใจส่วนตัว ฉะนั้นท่านจึงบอกว่า ฉันทาคติ ภยาคติ โทสาคติ ไม่ดีนะเพราะทำแล้วไม่คุ้มค่า ทำอะไรก็แล้วแต่ต้องคุ้มค่าทุกนาที เพื่อให้ได้ดีในเรื่อง ๓ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

แม้จะสอนอย่างไรก็เป็นอย่างนี้กันอยู่ เพราะอะไร เพราะเรายังไม่ได้ทำดีที่สุด ดีที่สุดคือใจ ที่จิตนี่แหละทำหน้าที่รู้รูปรู้นาม รู้งานของรูป รู้งานของนาม เพราะชีวิตคนเราเกิดมาเพื่อกินอย่างเดียว บางคนทำทานอย่างเดียว ทานทำอย่างไร ได้อย่างนั้น ใช่เป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เช่น ให้ข้าวก็ย่อมได้ข้าว ให้น้ำย่อมได้น้ำ ให้กักขังย่อมได้กักขัง

เราเรียนรู้ว่าธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ แล้วพอทำทานประณีต คนชื่นชมก็ติดแล้ว เราคิดว่าลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เราไม่นะ แต่มันแฝงเข้าไปแล้ว เช่น ขอบคุณมากถ้าไม่ได้ข้าวคุณนี้ชีวิตต้องตาย ขอให้เจริญๆ เถิด เป็นต้น หูของเรามีกิเลสอยู่แล้ว สรรเสริญกันเข้าไป ตัวสรรเสริญก็แทรกซึมเข้าไป เมื่อทำอะไรอีกก็มีแรงผลักดันจากสรรเสริญ ก็ทำให้ไปเลี้ยงข้าวๆ ไปใส่บาตรเลี้ยงข้าว นี่เป็นการเปรียบให้ฟังนะ เมื่อเราเกิดใหม่ มีแต่ข้าว แต่ไม่มีส้วมใช้ เพราะไม่เคยบริจาคสุขาเลย ไม่สะดวก ไม่เคยร่วมสร้างไฟฟ้า ถึงจะมีข้าวทาน แต่ต้องจุดตะเกียง เราต้องคิดให้กว้างไกล

พูดถึงความติด ก็ขอยกตัวอย่างให้เห็น เพราะเราต้องใช้ทุกอย่าง อุปกรณ์ทุกอย่างรอบชีวิตของเรานี้เป็นเครื่องทำให้เราเกิดความสะดวก นอกจากนั้นการปล่อยนกปล่อยเต่าเพื่อให้อิสรภาพ ถ้ามีข้าวกิน แต่กินอยู่ที่บ้านนี้ เกิดมาไม่เคยช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ ก็นั่งกินนอนกิน

ฉะนั้น อย่าไปติดอะไรว่าดี อย่าติดบุคคลเป็นอุปาทาน ทำดีให้ทำทุกวัน เพราะวันไหนไม่ทำดี จิตที่ไม่เกิดกุศล อกุศลก็เกิดขึ้นแทน



ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [31 ต.ค. 2556 , 11:41:10 น.] ( IP = 125.27.162.166 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org