มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จิตตวิสุทธิ




โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:47:59 น.] ( IP = 58.9.246.220 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1






จิตตวิสุทธิ
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ


จิตตวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์หมดจดแห่งจิต ตามปกติคนเรามีสภาพสำคัญอยู่ ๒ ประการ คือ กายกับใจ โบราณเขาบอกว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ฉะนั้นคนเราจะเดินได้เพราะใจมันสั่งให้เดิน คนเราจะนอนได้เพราะใจมันสั่งให้นอน เป็นต้น

ชีวิตของคนเรามี ๒ ประเภท คือ รูปชีวิตได้แก่สภาพเป็นกาย นามชีวิตได้แก่สภาพที่เป็นนาม สภาพที่เป็นจิตเป็นความรู้สึกนึกคิดในสิ่ง ๒ ประการ คำว่า ชีวิต คือ สภาพที่เป็นจิตใจเป็นสภาพนามธรรม และสำคัญมากที่สุด เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้สำเร็จได้ด้วยจิต เช่น ลูกระเบิดปรมาณูก็เกิดจากจิต ความวิจิตรบรรจงต่างๆ เพราะว่าคนเราจะมีความสุขหรือความทุกข์ก็อยู่ที่จิตที่ใจ คนเราจะดีจะชั่วก็อยู่ที่จิต ศีลก็อยู่ที่จิต สมาธิสงบจิตปัญญาเกิดขึ้นกับจิต

ฉะนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้

ส่วนสภาพร่างกายก็ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีสภาพเหมือนกัน จะผิดแผกแตกต่างกันก็คือสภาพภายนอก แต่ในร่างกายของคนเราประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ (ปฐวี อาโป เตโช วาโย) เนื้อหนังมังสานี้สมมติ แท้ที่จริงคือธาตุดิน (ไม่ใช่ดินปลูกต้นไม้) คือธาตุที่แข็ง ในโลกนี้ไม่มีนิ่มมีแต่แข็งน้อย ธาตุน้ำคือธาตุที่เกาะกุมไม่ให้กระจัดกระจาย ธาตุดินเปรียบเสมือนแป้งข้าวสาลี น้ำเปรียบเสมือนที่เอามาใส่แป้งแล้วนวด ทำให้สามารถปั้นเป็นตัวได้ ธาตุลมก็คือทำให้เกิดการอ่อนไหวได้ ถ้ามีแต่ธาตุดินและธาตุน้ำ ธาตุลมไม่มี ก็ทำให้เหยียดคู้ไม่ได้ แข็งทื่อ ธาตุไฟคือธาตุที่เผาผลาญให้เกิดพลังงาน ทำหน้าที่สันดาป ไฟในตัวเราของเราก็คือไฟกรรม ที่เกิดขึ้นจากกรรมเป็นกรรมชรูป ทำให้ทรงสภาพไม่บูดไม่เน่าอยู่ หน้าร้อนจับตัวแล้วจะเย็น หน้าหนาวจับแล้วตัวร้อน เพราะธาตุไฟเกิดขึ้นจากกรรม

กรรมนั้นเป็นตัวสรรค์สร้างทุกอย่าง มีสภาพเหมือนกัน แต่จะผิดแผกแตกต่างกันที่รูปกายภายนอกเพราะศีล ทำศีลมาดีก็ดูสะสวย ทำศีลด่างมาก็กะปุกะปะ หรือความไม่สมบูรณ์บางประการ แต่สภาพจิตใจนั้นมีความสำคัญมากที่จะบันดาลให้ชีวิตของคนเรามีความสุขความเจริญรุ่งเรือง หรือจะมีความทุกข์หรือความเดือดร้อน หรือคนเราจะไปเกิดเป็นอะไร จะเป็นมนุษย์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี หรือสัตว์เดรัจฉานก็ดี และเป็นสัตว์นรก ก็เพราะจิตทั้งนั้นเลย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสั่งสอนการอบรมจิต แล้วพระองค์ก็ทรงสละราชสมบัติออกบรรพชา ประพฤติและปฏิบัติฝึกฝนอบรมจิตใจของพระองค์ จนทำให้จิตของพระองค์นั้นบริสุทธิ์เรียกว่าจิตตวิสุทธิ และพระองค์ก็ได้นำเอาคำสอนและธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้แล้วมาสอนให้พุทธบริษัทมาทำจิตใจของตนให้ดี

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:54:21 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )


  สลักธรรม 2

ทำอย่างไรจิตใจของเราจะบริสุทธิ์ได้

เรื่องจิตเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่ถ้าเรารู้จักวิธีแล้วง่ายมาก การฝึกจิตง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย ทำไมบอกว่าง่ายเพราะกล้วยอยู่ภายนอก แต่จิตเราอยู่ภายในกายที่เราสมมติเรียกว่าตนนั่นเอง ถ้าเราบอก ตัวเรานอนก็คือกาย ตนในคือใจ เราก็รักษาตนรักษาจิตของเราได้ เราก็สามารถทำจิตให้ผ่องใสสะอาดได้ บริสุทธิ์ได้ แต่ว่าเราต้องหมั่นรักษาหมั่นชำระจิตใจ เพราะร่างกายภายนอกนี้เราเอาสบู่มาขัดได้ ล้างสิ่งสกปรกออกได้ แต่ไม่มีสบู่ชนิดใดที่ไปล้างใจได้ นอกจากสบู่ของพระพุทธเจ้า สบู่วิเศษก็คือ ธรรมโอสถ

ความปกติของร่างกายของเราต้องชำระทุกวัน ไม่อาบน้ำวันหนึ่งก็ค่อนข้างเหนียวแล้ว ร่างกายของเราเป็นของปฏิกูล ถ้าไม่ชำระล้างร่างกายก็สกปรกและมีกลิ่น เพราะข้างในเหม็นทั้งนั้น เนื่องจากเรากินของเหม็นของตายเข้าไป ชีวิตของเราก็เป็นอสุภะอยู่แล้ว เอาของที่เป็นอสุภะอีกป้อนเข้าไป เอาของเหม็นบำรุงของเหม็น ก็เหม็นกันใหญ่ ดูแล้วน่าขยะแขยงไม่น่าพิศวาสกันได้เลย สกปรกสิ้นดี ถ้าเราไม่ชำระร่างกายก็สกปรก ถ้าเอาน้ำโคลนตมมาชำระล้างร่างกาย ก็ยิ่งสกปรกไปใหญ่

ฉะนั้น เราต้องหาน้ำสะอาดมาชำระร่างกาย เช่นเดียวกันกับจิตของเราต้องอาศัยสิ่งที่เป็นความดี จิตพร้อมจะสกปรก เพราะมีโลภ โกรธ หลงประจำอยู่ จึงต้องอาศัยความดีความบริสุทธิ์ที่เรียกว่า พระธรรมหรือคุณธรรมมาชำระจิตใจของเราอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้ความชั่วครอบงำ ฉะนั้น หยุดเดี๋ยวนี้ เพราะเราเดี๋ยวก่อนมานานแล้ว พระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ที่เราผ่านมา ฉะนั้นให้เดี๋ยวนี้ เมื่อมีคนมาบอกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วนะ จะได้ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ไปฟังเทศน์ฟังธรรม ไม่ใช่เดี๋ยวก่อน แล้วพระธรรมทำให้เข้าถึงจิตใจที่เรียกว่า ฟังเข้าใจ

การเรียนธรรมะเก่ง ไม่ใช่ท่องเก่ง คันถธุระจะประสบความสำเร็จได้อยู่ที่ความเข้าใจ ฟังได้มาก พูดได้มาก แต่ไม่เข้าใจเขาเรียกว่าไม่จบ ธรรมะนั้นต้องเข้าไปถึงใจ เข้าไปซาบซึ้งอยู่ที่ใจ และพิจารณาธรรมะให้เกิดเป็นองค์พระธรรมขึ้นในใจ ปฏิบัติธรรมจนธรรมะมาปกป้องคุ้มครองใจเรียกว่าเป็นคนมีธรรมนั่นเอง

เพราะภายนอกเราสามารถชำระกลิ่นสาบสางและความสกปรกต่างๆ ให้เบาลงได้ดังนั้น ภายในใจของเราก็ต้องชำระให้สิ่งสกปรกก็คือ กิเลสที่เบาบางลงด้วยพระธรรม

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:54:46 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )


  สลักธรรม 3

คำว่า กิเลส แปลว่า สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง เครื่องเศร้าหมอง เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความโลภเปรียบเสมือนชะลอม ความโกรธเปรียบเสมือนลูกระเบิด ความหลงเปรียบเสมือนความมืด

ลักษณะของชะลอมมีรูเต็ม จิตที่ประกอบด้วยโลภะความต้องการนั้นเหมือนชะลอม ลองเอาไปตักน้ำซิ รั่วออกไปหมด วันนี้อยากได้ เมื่อได้หมด ก็อยากๆๆ จนไม่มีที่สิ้นสุด เช่น อยากดูหนัง อยากฟังเพลง อยากดูโขนลิเก เป็นต้น

ความโกรธหรือโทสะเปรียบเสมือนลูกระเบิด ตูมแรกผู้ถืออยู่นั่นแหละระเบิดก่อน แล้วลามไปถึงผู้อื่น

ความมืดคือโมหะนั้นไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย และความยึดมั่นถือมั่นคืออุปาทาน ความคิดฟุ้งซ่านก็เป็นกิเลสทำให้จิตใจหวั่นไหวไป เหล่านี้เป็นสิ่งเศร้าหมองที่มีอยู่ในจิตใจ อารมณ์ภายนอกที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่เป็นอารมณ์ดีบ้างไม่ดีบ้างที่เรียกว่า อิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ใจของเราขุ่นมัวเศร้าหมองได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องพยายามชำระจิตใจของเราอยู่เสมอ เหมือนกับเราชำระร่างกาย สถานที่อยู่ที่อาศัยของเรา เราก็พยายามปัดกวาดเช็ดถู เมื่อสีเริ่มมัวหมองก็ซื้อสีมาทาใหม่ อะไรทรุดโทรมก็แก้ใหม่ เรารักของภายนอกมากกว่ารักของภายในคือจิตใจเป็นส่วนมาก

ฉะนั้น จิตของเราก็ต้องรักษาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพราะจิตใจของคนเรานี้กลับกลอกดิ้นรนรักษายาก หากจิตใจของเราขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนและเป็นทุกข์ จะทำให้เรามีแต่ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความไม่สงบ ไม่มีความสุข แม้จะมีเงินทองมากมายเท่าไหร่ มียศถาบรรดาศักดิ์มากเท่าใด จะมีบ้านใหญ่โตสักปานใด นอนบนเตียงอันนุ่มหนาขนาดไหน แต่จิตใจของเราเร่าร้อนขุ่นมัวแล้ว เศร้าหมองแล้วก็เหมือนอยู่บนกองเพลิงไม่มีผิด

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:55:12 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )


  สลักธรรม 4

มีเศรษฐีชาวอินเดียผู้หนึ่งมั่งมีเงินทองมาก วันหนึ่งได้เชิญศาสตราจารย์นักสอนศาสนาให้ไปรับประทานอาหารที่บ้านของตน เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เศรษฐีคนนี้ก็ได้พาศาสตราจารย์นักสอนศาสนานี้ไปชมคฤหาสถ์ของตนเองที่ใหญ่โตมโหฬาร แล้วไปชมเตียงซึ่งเคลือบด้วยทองคำ ปลอกหมอนของเศรษฐีประดับด้วยอัญมณีล้อมรอบ จตุรมุขต่างฝังด้วยเพชรด้วยพลอย แล้วบอกว่าเตียงหลังนี้ซื้อมาจากประเทศเยอรมันราคา ๑๕๐,๐๐๐ ปอนด์

ศาสตราจารย์นักสอนศาสนานั้นจึงถามว่า ท่านนอนหลับบนเตียงทองนี้วันละกี่ชั่วโมง เศรษฐีผู้เป็นเจ้าของก็ตอบว่า แม้ข้าพเจ้าจะรับประทานยานอนหลับ ก็ยังนอนหลับบนเตียงนี้ คืนหนึ่งไม่ถึง ๒ ชั่วโมงเลยท่าน เป็นโรคนอนไม่หลับ เพราะข้าพเจ้ามีภารกิจมากต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องการงาน

ศาสตราจารย์นักสอนศาสนาก็พูดตรงไปตรงมาว่า “ถ้าหากท่านเป็นเช่นนั้น คนจนที่เขานอนในกระต๊อบซอมซ่อ แต่เขาสามารถนอนหลับได้สนิทตลอด ๖ ชั่วโมง เขามีความสุขกว่าท่านมากมายนัก เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่กาย”

จะเห็นได้ว่า เรื่องที่แสดงมานี้ ใจของเรามีความสำคัญ พระพุทธเจ้าจึงได้สอนให้เราฝึกจิต ให้ฝึกจิตให้ดี แล้วขยับดีไปถึงความบริสุทธิ์ ขยับด้วยอะไร? ด้วยธรรมะ

ฉะนั้น การที่เราทั้งหลายได้มีโอกาสมาฟังธรรม มาประพฤติและปฏิบัติธรรม แม้จะได้คืนหนึ่งวันหนึ่ง และทำที่บ้านอยู่อย่างสม่ำเสมอก็เป็นที่น่าอนุโมทนา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:55:32 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )


  สลักธรรม 5

เราก็ต้องมาฝึกใจให้อ่อนลง ให้เป็นใจที่ดี เมื่อใจของแต่ละท่านมีศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว จิตใจนั่นแหละเรียกว่า จิตใจงดงาม ความงดงามนี้ก็ได้ขยับไปสู่ความบริสุทธิ์แล้ว ก็พลอยทำให้กายทำดี พูดดีไปด้วย เพราะว่าคำพูดที่ออกมานั้นใจสั่ง เมื่อฝึกจิตที่ดีแล้ว ก็ทำให้กายทวารและวจีทวารดีไปด้วย เพราะคำว่า กายวาจานั้นเกิดจากใจ เมื่อใจชั่วขุ่นมัวเศร้าหมอง ใจมีความคิดไม่ดี ก็สั่งให้กายวาจา พูดไม่ดีไปด้วย

แต่เมื่อมีกุศลจิตเกิดขึ้น เราก็มีโอกาสได้มากที่ทำให้กายวาจาของเราดีตามไปด้วย เราจึงจะมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีความสุข เนื่องจากใจของเรานี่เอง อย่างอื่นร้อยแปดพันเก้า ที่ดิน ดั่งทอง เตียงทอง ไม่ได้ให้ความสุข แต่สุขทุกข์อยู่ที่ใจ

คำว่า จิตตวิสุทธิ แปลว่า ความบริสุทธิ์แห่งจิต หมายถึงจิตที่สงบ จิตที่เป็นสมาธิ จิตนั้นต้องประกอบด้วยคุณธรรมคือ สติ คือความระลึกรู้สึกตัว และประกอบไปด้วยศีลเป็นพื้นฐาน เพราะเบื้องต้นได้บอกแล้วว่าศีลเป็นรากฐานเหมือนดิน เมื่ออบรมศีลดีแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิ หรือบางทีท่านก็กล่าวว่า จิตที่สงบนั้นต้องอาศัยกายที่สงบเรียกว่า กายวิเวก ความสงบความสงัด หมายความว่า เราอยู่ในสถานที่อันสงบสงัด ไม่มีเสียงที่หนวกหูอื้ออึง และทางกายของเราก็ไม่ไปทำผิดทางกาย เมื่อมีความวิเวกความสงบสงัดทางกายแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดจิตวิเวกความสงบสงัดทางจิต

เมื่อเราได้ฝึกจิตให้สงบแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดอุปธิวิเวกเป็นความสงบจากกิเลสคือโลภ โกรธ หลง ความสงบนี้เป็นเหตุให้เกิดความสุขที่เรียกว่า นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี

ท่านบอกว่า คนเรามีความสงบน้อยก็สุขน้อย สงบพอประมาณก็สุขพอประมาณ สงบมากก็สุขมาก

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:55:52 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )


  สลักธรรม 6

สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่น อันนี้มุ่งหมายว่าจิตที่ตั้งมั่นเองเรียกว่า จิตมีสมาธิ จิตที่ประกอบด้วยคุณธรรมที่มีสมาธิเป็นฐานนี้ ทำให้จิตของเรามีสมาธิ อันนี้พิสูจน์ว่าถ้ากล่าวในเรื่องของขันธ์ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตัวจิตคือวิญญาณขันธ์ เป็นธรรมชาติรู้อารมณ์นึกคิด ส่วนตัวสมาธิเป็นสังขารขันธ์ฝ่ายกุศลเรียกว่า เอกัคคตาเจตสิก แปลว่า เจตสิกที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง

หมายความว่าเมื่อเจตสิกที่เรียกว่า เอกัคคตาเจตสิกนี้เกิดขึ้นประกอบกับจิตแล้ว จะทำให้จิตนั้นมีสมาธิคือความตั้งมั่น แต่การตั้งมั่นนี้มี ๓ ระยะคือ

ระยะแรกเรียกว่า ขณิกสมาธิ ตั้งมั่นชั่วขณะ

ระยะที่สองเรียกว่า อุปจารสมาธิ ตั้งมั่นใกล้จะแนบแน่น

ระยะที่สามเรียกว่า อัปปนาสมาธิ ตั้งมั่นแนบแน่นถึงความเป็นฌาน

ขณะที่เรากำลังนั่งฟังธรรมะก็จัดว่าจิตของเราท่านนั้นมีสมาธิ และหากสามารถกำหนดเนื้อความที่ฟังเข้าใจทุกขณะ ไม่คิดล่องลอยฟุ้งซ่านไปในเรื่องอื่น ก็ถือว่าจิตเรามีสมาธิ แต่หากว่าจิตของเรากำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ ลอยไปที่นั่นลอยไปที่นี่ ก็แสดงว่าจิตของเราไม่มีสมาธิไม่ได้อยู่ในสิ่งที่กำลังทำงาน การที่เราตั้งใจฟังธรรมก็มีเอกัคคตาเจตสิก มีสมาธิในที่นี้ก็หมายถึงสัมมาสมาธิคือตั้งมั่นชอบ ตั้งมั่นอย่างถูกต้อง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:56:14 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )


  สลักธรรม 7

การมีสัมมาสมาธินั้นก็ถือว่าจิตนั้นได้ตั้งมั่นแห่งอารมณ์กรรมฐาน ตั้องยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งและประกอบด้วยปัญญา อีกทั้งสมาธินั้นต้องเป็นสมาธิที่เป็นไปด้วยความดับทุกข์ เป็นสมาธิที่เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลส ถ้าหากสมาธินี้ทำไปเพื่อลาภผลหรือต้องการทำร้ายผู้อื่น สมาธิอย่างนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ เช่น นั่งสมาธิอยากได้เห็นเลข ได้ตาทิพย์ หูทิพย์ เป็นต้น ก็ไปทางผิด เช่น ผู้ที่มีความสามารถฝึกจิตให้เป็นสมาธิ แล้วเอาสมาธิไปสะกดจิตผู้อื่นให้เขาทำตาม ให้ถอดสร้อย ถอดนาฬิกา วางกระเป๋า ให้ส่งเงินมาหมดแล้วไปหรือที่เราเรียกว่า ไสยาศาสตร์ ก็มีสมาธิ แต่เป็นสมาธิที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ แม้กระทั่งอิทธิปาฏิหาริย์ก็ไม่ใช่ทางดับทุกข์ ถ้าคนทำสมาธิแล้วใช้ไปในทางที่ให้โทษกับผู้อื่น ก็ถือว่าเป็นการใช้สมาธิในทางที่ผิด

ในครั้งพุทธกาลก็มีสมาธินอกพุทธศาสนา เมื่อจิตมีสมาธิแล้ว ก็เอาไปใช้แสดงอภินิหารต่างๆ บางครั้งก็ทำร้ายกันก็มี เช่น เสกหนังวัวหนังควายเข้าท้องด้วยอำนาจของฌาน อำนาจของฤทธิ์เดช อย่างนี้ไม่เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ แต่เป็นไปเพื่อความทุกข์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้นทรงพบ สัมมาสมาธิคือสมาธิที่ถูกต้องอันประกอบด้วยปัญญา หมายถึงต้องฝึกจิตของเราให้สงบ มีสติประกอบ และมีปัญญาประกอบ เป็นไปเพื่อขัดเกลาจิตใจคือกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสได้ชั่วขณะหนึ่ง จิตของเราก็ถึงความบริสุทธิ์ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อขัดเกลากิเลสให้สงบไปนานๆ ก็เรียกว่า จิตของเราบริสุทธิ์ขึ้นๆ ขณิกสมาธิความตั้งมั่นชั่วขณะหนึ่งก็เป็นฐานบันไดอันสำคัญแห่งวิปัสสนากรรมฐาน ทำแล้วทุกอย่างก็มีอำนาจ

อำนาจของสมาธิ เช่น ทำให้เกิดมโนมยิทธิฤทธิ์ทางใจ ใจจะสั่งให้เป็นอะไรก็ได้ ภาพทางใจก็มีตามนั้น บางครั้งนั่งสมาธิบ่อยๆ เห็นเสมอๆ นานๆ อย่างนี้เรียกว่า อุปจารสมาธิ

ในครั้งหนึ่งมีพระเถระรูปหนึ่งมีชื่อว่า พระมหานาคเถระ ท่านเจริญกรรมฐานด้วยญาณปัญญาเบื้องต้น และมีสมาธิมาก ทำให้มีปัญญามาก แต่จิตของท่านอยู่แค่จินตามยปัญญา เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากการนึกคิด ยังไม่เป็นภาวนามยปัญญา แต่ก็มีความละเอียดลึกซึ้ง จนท่านเข้าใจผิดคิดว่า ท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็มีลูกศิษย์อยู่องค์หนึ่งชื่อว่า พระธัมมทินเถระ ครั้นต่อมาลูกศิษย์ก็ได้ไปปฏิบัติธรรมที่ภูเขาสูงลูกหนึ่งที่สำนักหนึ่ง ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์จริงๆ และท่านได้เจโตปริยญาณ คือญาณที่สามารถรู้วาระจิตของคนอื่นว่ารู้นะคิดอะไรอยู่

ท่านก็ได้ส่งจิตไปดูพระมหานาคเถระที่เป็นอาจารย์เก่า ปรากฏว่าจิตของอาจารย์นั้นยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ว่าได้สมาธิขั้นฌาน และติดแค่วิปัสสนูปกิเลสได้ปัญญาญาณขั้นที่ ๓ ลูกศิษย์คนนี้ก็คิดจะไปแนะนำอาจารย์ของตัวท่านเองที่ยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ ก็เดินทางไปยังสำนักอาจารย์ เมื่อไปถึงแล้วพระธัมมทินเถระผู้เป็นลูกศิษย์ก็ตั้งปัญหาถามอาจารย์มากมาย ผูกปัญหาตั้งแต่ขั้นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ พระมหานาคเถระผู้เป็นอาจารย์เก่าตอบให้หมด

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:56:34 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )


  สลักธรรม 8

ลูกศิษย์จึงถามต่อว่า “อาจารย์ครับ อาจารย์ได้คุณธรรมข้อนี้มานานแล้วหรือยัง”

อาจารย์ตอบว่า “อาจารย์ได้คุณธรรมนี้มานานประมาณ ๖๐ ปีแล้ว”

ลูกศิษย์ก็ทดลองต่อไปอีกว่า “อาจารย์ครับ อาจารย์สามารถจะเนรมิตช้างซัก ๑ เชือก ต่อหน้าอาจารย์ได้หรือไม่”

อาจารย์หัวเราะและบอกว่า “ได้” เมื่อบอกแล้ว จิตก็สั่งเพราะมีสมาธิเป็นทุน เมื่อจิตสั่งก็มีช้างขึ้นมาทันที

ลูกศิษย์ถามว่า “อาจารย์ครับ อาจารย์สามารถให้ช้างวิ่งเข้ามาหาอาจารย์ได้ไหมครับ”

อาจารย์ตอบว่า “ได้” แล้วตั้งจิตทันที ช้างก็วิ่งกระโจนเข้ามาหาอาจารย์ อาจารย์ไม่ได้ตั้งตัว ตกใจลุกขึ้นวิ่งหนีช้าง เพราะกลัวช้างเหยียบ ลูกศิษย์ก็จับชายจีวรดึงเอาไว้ เขย่าให้ได้สติเพราะความกลัวทำให้ขาดสติ

ลูกศิษย์ก็พูดว่า “อาจารย์ครับ อันธรรมดาว่าอรหันต์ย่อมไม่กลัวตายมิใช่หรือ ทำไมอาจารย์ยังกลัวตายอยู่เล่า”

เมื่อลูกศิษย์พูดอย่างนี้ อาจารย์ก็สำนึกตนว่า ตนเองยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงขอให้ลูกศิษย์แนะแนวทางวิธีปฏิบัติกรรมฐานขั้นสุงสุดต่อไป ลูกศิษย์ก็แนะวิธีกำหนดขณะเดินเป็นต้น ไม่ให้ติดอยู่ในสมาธิ อาจารย์ก็ปฏิบัติตาม ปฏิบัติอยู่ไม่นานก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:56:56 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )


  สลักธรรม 9

เรื่องที่นำมาแสดงข้างต้นจึงสรุปได้ว่า แม้ว่าสมาธิจะทำให้จิตมั่นคงมีอำนาจก็จริงอยู่ แต่ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า จิตบริสุทธิ์ด้วยสมาธิไม่มี เพราะทำได้ขนาดไหนก็แล้วแต่ ไม่สามารถทำจิตให้บริสุทธิ์ได้ หรือกล่าวโดยการปหานกิเลส ก็เป็นเพียงวิขัมภนปหานไม่เป็นสมุจเฉทปหาน ละกิเลสได้แต่เพียงข่มไว้เท่านั้นเอง ด้วยอำนาจฌานด้วยอำนาจสมาธิ

สำหรับศีลที่จะละกิเลสหรือป้องกันกิเลสอย่างหยาบ คือโลภ โกรธ หลงที่มันรุนแรงขึ้นมาเป็นเหตุให้เกิดความชั่วทางกายวาจา ศีลก็ป้องกันควบคุมได้

กิเลสอย่างกลางได้แก่นิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ มีกามฉันทะ พยาปาทะ ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา กิเลสชนิดนี้จะไม่เกิดขึ้นด้วยอำนาจสมาธิ (วิขัมภนปหาน)

กามฉันทะ ข่มความรักในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

พยาปาทะ ข่มความโกระในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส

ถีนมิทธะข่มความง่วง

อุทธัจจกุกกุจจะ ข่มความคิดฟุ้งซ่านใจหงุดหงิด

วิจิกิจฉา ข่มความสงสัยไม่แน่ใจในข้อปฏิบัติ ไม่แน่ใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่แน่ใจในวิธีปฏิบัติ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:57:17 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )


  สลักธรรม 10

ผู้ที่เจริญกรรมฐานได้สมาธิ ก็สามารถละกิเลสอย่างกลางนี้ได้ เมื่อได้ขณิกสมาธิคือ ตั้งมั่นได้ชี่วขณะหนึ่งๆ ก็จะละนิวรณ์ได้ชั่วขณะนั้น อุปจารสมาธิเป็นสมาธิที่ใกล้จะแนบแน่น ส่วนอัปปนาสมาธิได้ฌานแล้วก็ละนิวรณ์ได้นานตามกำลังของฌาน

ส่วนผู้ที่เจริญวิปัสสนากรรมฐานแม้จะไม่ได้นาน ก็สามารถทำจิตใจให้สงบได้ชั่วขณะหนึ่งเหมือนกัน และเป็นเหตุให้ถึงความบริสุทธิ์ได้ เมื่อจิตบริสุทธิ์ตามแนวทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเรื่องของวิปัสสนา ก็อธิบายใน ๕ ข้อสุดท้ายของวิสุทธิ

สำหรับเรื่องวิสุทธินั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการให้ฝึกจิตใจมีสมาธิเป็นเบื้องต้น เมื่อจิตมีสมาธิดีแล้ว ก็เป็นเหตุให้ปฏิบัติเกิดปัญญาได้ง่าย

ฉะนั้น ต้องหมั่นฝึกจิตไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ฝึกให้บรรเทาเบาบางจากกิเลส ฝึก หลีก ละ ลด และเลิก ถ้าเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือการฝึกหลีก ละ ลด เลิก คือกินส่งๆ อย่ากินสั่งๆ จิตก็มีสมาธิอันเป็นสัมมาสมาธิ ตั้งมั่นชอบ เป็นเหตุให้เกิดความรู้ถูกคือรู้ว่าเป็นรูป รู้ว่าเป็นนามในปัจจุบัน

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้นจึงจะได้ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้




ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [5 พ.ย. 2556 , 17:57:46 น.] ( IP = 171.97.8.235 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org