มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ร้อยดวงใจ ร้อยมาลัยบูชาครู (๕)









โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 พ.ย. 2556 , 10:09:20 น.] ( IP = 1.10.234.21 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1







อริยทรัพย์
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ


อริยทรัพย์เป็นทรัพย์ภายใน คือ ทรัพย์ของพระอริยะเจ้าหรือทรัพย์ที่ไม่เสื่อม เป็นทรัพย์ที่ไม่มีความวิบัติปรวนแปร ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ และไม่มีประเด็นเป็นสมบัติของผู้อื่น ใครเป็นผู้ทำ ผู้นั้นเป็นเจ้าของตลอดกาล และยังเป็นเสบียงบุญลำเลียงชีวิตไปสู่มรรคจิตผลจิต ทำแทนกันไม่ได้ ให้คนกู้ไม่ได้ โยนใส่กองไฟไม่ได้ ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ที่จะหามีอยู่ ๗ ประการ คือ

๑.ศรัทธา จัดเป็นทรัพย์คือความเชื่อ แล้วเชื่ออย่างอื่นไม่ได้นะ ต้องเชื่อ ๔ อย่างคือ เชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องผลของกรรม เชื่อเรื่องสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน เชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพราะพระบริสุทธิคุณนั้นเป็นที่ปรากฏ ใครบ้างจะกล้าอธิษฐานเวียนว่ายตายเกิดทั้งๆ ที่รู้ว่าเกิดเป็นภัย แต่ด้วยพระเมตตาธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณ แม้จะเอาชีวิตแลกเวียนว่ายตายเกิดเท่าไหร่ก็ขอสร้างบารมีเพื่อโพธิญาณ ฉะนั้นจิตของพระองค์ต้องบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ประดุจแก้วที่เจียระไนแล้วด้วยเพชรจึงเป็นบุรุษใจเพชร เรารู้ได้เลยว่า ผู้ที่มีความเชื่อไม่วิปริตแล้ว บุคคลแรกคือพระโสดาบัน แต่เราจะรอให้เราเป็นพระโสดาบันหรือ เราต้องเริ่มเดินทาง เราต้องหมั่นเชื่อเอาไว้ ความเชื่อนี่แหละจะทำให้เป็นพระโสดาบัน เชื่อเรื่องกรรม กรรมกำหนดให้เป็นผู้หญิงผู้ชาย กำหนดให้สวย ให้ตาเข่ ให้ตาเหล่

๒. ศีล คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อยปกติ เราเป็นผู้มีศีล ให้ตาเข่ ตาเหล่

๓. หิริ คือ ความละอายใจ เช่น ในอนาคตมีแฟชั่นชีเปลือย เมื่อถึงยุคนั้นเป็นแฟชั่นที่ทันสมัย เราจะยอมชีเปลือยเพื่อเป็นคนทันสมัยไหม หรือยอมเป็นคนเชย ถ้าตอบว่ายอมเป็นคนเชย เพราะมีความละอาย ความละอายนี้ซื้อไม่ได้ ใครมาปล้นไม่ได้ ยิ่งละอายต่อบาป ยิ่งเป็นกำลังกุศล ละอายธรรมดาก็เกรงความชั่วแล้วนะเพราะทำลามก แต่ละอายต่อบาป ละอายใจต่อความชั่ว เป็นสมบัติที่ไม่มีใครมาปล้นได้

๔. โอตตัปปะ คือ เกรงผลที่จะเกิดจากการกระทำชั่ว คนที่มีหิริแล้ว โอตตัปปะย่อมมีตาม

๕. สุตะ คือ การเรียนรู้ เช่น เสาร์-อาทิตย์มีคนไม่มาฟัง แล้วเราไปเล่าก็เล่าไม่หมด ซึ่งเรียนแทนกันไม่ได้

๖. จาคะ คือ ความเผื่อแผ่ที่ออกมาจากใจด้วยความเมตตากรุณา เวลาแผ่เมตตาเป็นจาคะ ถ้าเราไม่รู้จัก เราคิดว่าจาคะทำได้ยาก แต่ถ้ารู้แล้วง่าย การแผ่เมตตาทำได้ทุกคืน จัดเป็นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จาคะเป็นสมบัติที่ไม่มีใครทำลายได้

๗. ปัญญา คือความรอบรู้ เช่น เราเรียนอารมณ์วิปัสสนากรรมฐานกับผู้ที่ไม่ได้เรียน ผู้ปฏิบัติเหมือนกัน คนหนึ่งไปมรรคผลได้ อีกคนหนึ่งไปไม่ได้ เพราะขาดปัญญาในการเรียนรู้ เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เราเรียนคือสุตามยปัญญา จินตามยปัญญา ทำให้เป็นปัจจัยเกิดภาวนามยปัญญา เมื่อก่อนเราก็โทษว่าวิบากไม่ดี พอดีก็ไม่โทษวิบาก เพราะความจริงวิบากมีทั้งกุศลและอกุศล

นอกจากนี้ยังมีทรัพย์อื่นๆ ที่พหูสูตท่านกล่าวเพิ่มเติมไว้ดังนี้ว่า รูปเป็นทรัพย์ของหญิง สกุลเป็นทรัพย์ของชาย พิษเป็นทรัพย์ของงู พลนิกายเป็นทรัพย์ของพระเจ้าแผ่นดิน ศีลเป็นทรัพย์ของพระภิกษุ วิชาเป็นทรัพย์ของพราหมณ์ แต่ถึงยามวิบัติ รูปก็ช่วยไม่ได้ ความสง่ามีหน้าตาก็ช่วยไม่ได้ สกุลก็ช่วยไม่ได้ ในคราวเช่นนั้นทรัพย์เท่านั้นวิเศษแท้ ทรัพย์ในที่นี้คือ อริยทรัพย์อย่างเดียว คือมีศรัทธาเชื่อกรรม เชื่อวิบาก ทำให้เราคลายร้อนผ่อนทุกข์ ยามสิ้นทรัพย์ เพื่อนก็ทิ้ง ลูกเมียญาติที่น้องพ้องเดียวกันก็อาจทิ้งได้ คนมีทรัพย์เท่านั้นมีสง่า ทรัพย์เป็นสหายในโลกคือทรัพย์ภายใน ท่านจึงกล่าวว่า คนที่มีบุญวาสนาก็เพราะตนทำไว้เอง ความเสื่อมบุญวาสนาตนก็ทำเอง ความมีบุญมีบาป ใครทำให้ใครไม่ได้เลย



ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 พ.ย. 2556 , 10:10:00 น.] ( IP = 1.10.234.21 : : )


  สลักธรรม 2




อภิธรรมมัตถสังคหะ
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


ในสมัยหนึ่งท่านทั้งหลายก็ทราบมาแล้ว เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระกระยาหารแล้ว ในสมัยนั้นพระองค์ได้บรรลุมรรคผลใหม่ ๆ หลังจากปัญจวัคคีย์ได้เดินทางหนีไป ปัญจวัคคีย์มองเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความมักมาก เมื่อก่อนไม่ยอมฉันอาหารมากเวลานี้มาฉันอาหารเพิ่มขึ้น ปัญจวัคคีย์ก็ขาดความเลื่อมใส จึงเดินทางหนีไปอยู่ในที่แห่งหนึ่ง

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์มีความปรารถนาจะโปรดปัญจวัคคีย์เป็นเบื้องต้น ความจริงปัญวัคคีย์เหล่านั้นได้เพียรพยายามค้นคว้าหาหนทางมาเป็นเวลานานแล้ว หนทางนั้นคือ “อมตธรรม” แปลว่า ธรรมที่ไม่ตาย แต่ค้นคว้าเท่าใดก็มิได้พบจนกระทั่งมาถึงสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความหวังว่าจะได้รับผลคือ “ธรรมที่ไม่ตาย” จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

แต่ครั้นมาบัดนี้ พระองค์เสวยพระกระยาหารเสียแล้วจึงได้ชวนกันหลีกหนีไปอยู่ยังที่อีกแห่งหนึ่ง ครั้งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ก็เพ่งเล็งว่าจะต้องไปแสดงธรรมโปรดแก่ปัญจวัคคีย์ก่อนเพราะว่ามีกิเลสเบาบาง

เมื่อพระองค์เดินทางไปถึงแล้ว ปัญจวัคคีย์เหล่านั้นเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล จึงลงมติกันว่าพวกเราจะไม่ต้อนรับและจะไม่รับใช้ตามที่เคยมาแต่ก่อน เมื่อพระองค์ปรารถนาอะไรก็ให้พระองค์ช่วยตัวเอง

ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้ามาถึงแล้ว เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม ปัญจวัคคีย์ได้ลืมข้อตกลงกันไว้เสียแล้วต่างคนต่างชุลมุนปรนนิบัติรับใช้กันเป็นการใหญ่ จัดน้ำ จัดอาสนะพร้อมบริบูรณ์ ทั้งนี้เป็นเพราะเหตุใด อะไรทำให้ปัญจวัคคีย์ทั้งหลายเปลี่ยนใจ อะไรเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ข้อตกลงของปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ต้องล้มเหลวลง

ทั้งนี้ก็เพราะได้ฟังคำตรัสของพระองค์ท่านเพียงประโยคเดียวเท่านั้นที่เป็นแรงดลใจ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแล้ว “บัดนี้เราได้พบอมตธรรมแล้ว” พระองค์ทรงทราบแน่ว่าปัญจวัคคีย์ได้ค้นคว้าหาอมตธรรมกันมานานนักหนาแล้ว

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประกาศให้ปัญจวัคคีย์ทราบว่า บัดนี้ ได้พบอมตธรรมเข้าแล้วเท่านั้น ปัญจวัคคีย์จึงได้กลับความคิดใหม่ เพราะคิดว่าคงจะได้พบธรรมที่ไม่ตายที่พวกเขาได้ค้นหากันอยู่ แท้จริงคำนี้ในพุทธกาลมีความหมายหลายอย่าง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 พ.ย. 2556 , 10:10:33 น.] ( IP = 1.10.234.21 : : )


  สลักธรรม 3


ผมจะไม่ขออธิบายให้ยืดยาว การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงให้ปัญจวัคคีย์เห็นว่า ความสุขอันสถาพรนั้น ก็คือว่าไม่ต้องหมุนเวียน เกิดแล้วเกิดอีกต่อไป เพราะเมื่อชีวิตมิได้มีเสียแล้ว ความทุกข์ก็ไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาไดเพราะเมื่อชีวิตไม่มีเสียแล้ว จะเอาความทุกข์ไปวางลงตรงไหน และเมื่อชีวิตมิได้เกิดมีเสียแล้ว จะเอาความตายไปใส่ไว้ตรงที่ใด

คือเมื่อผู้ใดได้มรรคผลเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอรหันต์ สิ้นชีวิตลงแล้วไม่มีการเกิดอีกต่อไป แล้วความตายก็มีไม่ได้ ดังนั้นการแก้ไม่ให้ตายก็ต้องอย่าให้เกิดเท่านั้นเอง

ตามที่ผมได้แสดงมาทั้งหมดนี้ เพื่อให้ท่านนักศึกษาได้เห็นว่า ปรมัตถประโยชน์หรือประโยชน์อย่างยิ่งนั้นหมายความว่ากระไร การพ้นไปจากการหมุนเวียนเกิดอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ นั้นเป็นยอดปรารถนาของบัณฑิตทั้งหลาย ผู้ซึ่งเห็นแจ้งต่อทุกข์โทษภัยในวัฏฏะว่าหาอะไรมาเปรียบปานมิได้เลย

ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดเสียได้

ในพระพุทธศาสนาได้แสดงถึงหนทางที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด สำหรับเรื่องนี้อยู่แล้วโดยการศึกษาเรื่องของชีวิตเสียให้เข้าใจ นั่นก็คือ ต้องศึกษาพระอภิธรรมปิฎก

เพราะว่าพระอภิธรรมปิฎกได้กล่าวถึง เรื่องความเป็นมาและเป็นไปของชีวิตโดยตรง เมื่อเข้าใจชีวิตดีแล้วก็จะแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตได้ ทำให้ความทุกข์ความเดือดร้อนเบาบางลง ไปจนถึงการพ้นจากความทุกข์โดยเด็ดขาดสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เอง ท่านทั้งหลายที่มาศึกษาหาหนทางดังกล่าวจึงนับว่ามีประโยชน์มากมายต่อชีวิตของท่าน ถ้าจะว่าไปแล้วก็มากกว่าวิทยาการใด ๆ ในโลกนี้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 พ.ย. 2556 , 10:10:54 น.] ( IP = 1.10.234.21 : : )


  สลักธรรม 4


เรื่องชีวิตในพระอภิธรรมลึกซึ้งมากเหลือเกิน ถ้าไม่เอาใจใส่จริง ๆ แล้ว การศึกษาก็จะเป็นได้โดยยาก เหมือนเราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เราจะเกณฑ์คนทั้งหลายให้ชอบวิชาวิทยาศาสตร์เบื้องต้น เช่น เรื่องแสง เรื่องเสียง เรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ไม่ใช่เรียนได้ง่าย ๆ นอกจากนี้ยังต้องเรียนวิชาต่าง ๆ เพื่อให้เป็นผู้ที่ประกอบไปด้วยความรู้กว้างขวาง ทั้งมีเหตุผลดีด้วย

ดังนั้นผู้ที่ศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ก็มีจำนวนจำกัดเหมือนกัน อย่างไรก็ดีถ้าในอดีตชาติ ไม่ได้อบรมปัญญาบารมีมาให้เพียงพอ หรือชาตินี้อกุศลยังมีกำลังมากอยู่แล้ว ถึงจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทาง เพราะว่าเขายังไม่สนใจหรือไม่ศรัทธา แต่ในวันนี้กลับตรงกันข้าม แม้จะยังอยู่ในท่ามกลางวัตถุที่กำลังเจริญอย่างสูงสุด ท่านทั้งหลายยังอุตส่าห์มานั่งศึกษากันเป็นจำนวนมาก จึงนับว่าเป็นกุศลอย่างยิ่ง และกุศลเป็นแรงผลักส่งมาเป็นแน่

นักศึกษาทุกท่านที่มีความเข้าใจดีพอใช้ เขาก็จะกระจายความรู้ของเขาออกไปอยู่เรื่อย ๆ และในที่สุดจะกว้างขวางมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น พุทธสมาคมฯเปิดการบรรยายครั้งแรก มีนักศึกษาประมาณ ๔๐ คน เรียนไปเรียนมาเหลือประมาณ ๒๐ คน ค่อย ๆ หายไปทีละคนสองคน แต่เดี๋ยวนี้ถ้ารวมทั้งนักศึกษาต่างจังหวัด ที่เรียนโดยอาศัยหนังสือจากวารสาร "ชีวิต" ที่อภิธรรมมูลนิธิจัดพิมพ์ออกสู่มือประชาชน ก็มิใช่จำนวนร้อยสองร้อย แต่เป็นจำนวนพัน ๆ

พระอภิธรรมมัตถสังคหะนี้ พระอนุรุทธาจารย์ ท่านเป็นชาวเมืองกาวิลกัญจิอยู่ในแคว้นมัทราฐ ทางภาคใต้ของประเทศอินเดีย ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญแตกฉานในพระอภิธรรม เป็นผู้รจนาพระอภิธรรมมัตถสังคหะนี้ขึ้น เมื่อประมาณพุทธศักราช ๙๐๐

ถ้าเราไม่ได้พระคันถรจนาจารย์ผู้นี้แล้ว การศึกษาพระอภิธรรมก็แทบว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ท่านได้รวบรวมพระอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์ ซึ่งละเอียดประณีตนั้นออกมาโดยย่อแล้วตั้งชื่อว่าพระอภิธรรมมัตถสังคหะ ซึ่งมีอยู่ ๙ ปริจเฉทด้วยกัน เพื่อประโยชน์สำหรับอนุชนจะได้ศึกษากันง่ายขึ้น โดยได้อาศัยบาลี อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา เป็นหลัก

นับว่าเป็นพระคุณแก่นักศึกษารุ่นต่อมาเป็นอันมาก ผู้ศึกษามีความรู้ในอภิธรรมมัตถสังคหะนี้ดีแล้ว ก็จะได้ใช้เป็นพื้นฐานหรือเป็นบันไดก้าวขึ้นไปสู่พระอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์นั้นต่อไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 พ.ย. 2556 , 10:11:13 น.] ( IP = 1.10.234.21 : : )


  สลักธรรม 5


คัมภีร์พระอภิธรรมมัตถสังคหะนี้ จะปรากฏอยู่ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากเสมอ ตามวัดวาอารามที่มีการฌาปนกิจศพ เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งถึงแก่กรรมลม เราเรียกกันว่าสวดพระอภิธรรม ประชาชนถือว่าเป็นคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา ใครสวดแล้วได้บุญมาก แต่ก็สวดเป็นภาษาบาลีอยู่เช่นนี้นานนับร้อย ๆ ปี ถึงแม้มีผู้ใดแปลแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยให้อ่านได้ง่ายสำหรับประชาชนจะได้ใช้ศึกษายังไม่มี

ทั้งนี้ก็เพราะพระอภิธรรมนี้มีข้อความละเอียดและสุขุมคัมภีรภาพยิ่งนัก ศัพท์ภาษาบาลีบางทีก็จะแปลไปตรง ๆ ไม่ได้ เช่นคำว่า “ชีวิต” ซึ่งแปลว่าอายุหรือความเป็นอยู่ แต่อธิบายตามแนวของพระอภิธรรมแล้ว คำว่าชีวิตจำเป็นต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๑ ชั่วโมง ท่านนักศึกษาจึงจะเข้าใจดี

ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้มีความเข้าใจในพระอภิธรรมเป็นจำนวนน้อย นอกจากนี้พระอภิธรรมยังประกอบไปด้วยตัวเลขเป็นอันมาก ประชาชนส่วนใหญ่ก็ได้แต่ฟังพระท่านสวดเพื่อเอาบุญเท่านั้น ความเข้าใจดีมีไม่มาก หรือไม่มีเลย แล้วหลายท่านก็กล่าวหาว่าพระอภิธรรมนั้นไม่ใช่พุทธพจน์ เป็นธรรมที่ไม่จำเป็นต้องศึกษา เป็นธรรมที่กล่าวแต่ทฤษฎีไม่มีภาคปฏิบัติ และเป็นธรรมที่เอาไว้สนทนาโต้ตอบปัญหาต่าง ๆ กัน เพื่อความสนุกสนานพอสมควรแล้ว ก็จะพบว่า

พระอภิธรรมนั้นเป็นพุทธพจน์ มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติมากมาย และไม่มีผู้ใดอาจชี้ลงไปได้ว่า ตรงไหนแห่งใดที่ไม่ใช่พุทธพจน์ เพราะไม่ว่าจะศึกษาถึงตอนไหนก็เป็นการแสดงถึงเรื่องชีวิต และเป็นการพาผู้ศึกษาให้เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้งจริง ๆ จะรู้หนทางว่าทิศทางใดจะนำตนให้พ้นไปจากความทุกข์ พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

ซึ่งคำสอนเช่นนี้ นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีใครในโลกที่จะเข้าถึงได้เลยเป็นอันขาด เมื่อผู้ใดได้ศึกษาแล้วก็จะตัดสินเอาได้ด้วยตนเอง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 พ.ย. 2556 , 10:11:29 น.] ( IP = 1.10.234.21 : : )


  สลักธรรม 6


อภิธรรมมัตถสังคหะ คืออะไร?

อภิธรรมมัตถสังคหะแยกออกเป็น อภิ + ธรรม + อัตถะ + สัง + คหะ

อภิ = ประเสริฐยิ่ง

ธรรม = สภาพที่ทรงไว้ไม่มีการผันแปร

อภิธรรม แปลว่า ธรรมอันยิ่ง ธรรมอันประเสริฐ เป็นธรรมที่มีอยู่จริงมิได้สมมติขึ้น ได้แก่พระอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์นั่นเอง

ที่ว่าเป็นธรรมอันประเสริฐนั้นมิได้หมายถึงความประณีต หากแต่หมายถึงอวิปริต คือไม่มีการเปลี่ยนแปลง สภาพของตนเป็นอย่างไรก็จะเป็นอย่างนั้น ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกคนหรือสัตว์เดรัจฉาน ทั้งไม่เลือกว่าที่ใดเวลาไหน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 พ.ย. 2556 , 10:11:44 น.] ( IP = 1.10.234.21 : : )


  สลักธรรม 7


นอกจากนี้ยังเป็นธรรมที่นำให้ผู้ศึกษาเข้าใจในเรื่องชีวิตและหนทางที่จะพ้นไปจากความทุกข์ ตามที่อรรถกถาจารย์ได้แสดงไว้ในอัฎฐสาลินีอรรถกถา ว่า

“อภิธมฺโม นาม น อญฺเสสํ วิสโย สพฺพญฺญุพุทธานํ เยว วิสโย เตสํ วเสน เทเสตพฺพเทสนา”

แปลความว่า ที่ชื่อว่าพระอภิธรรม เพราะไม่ใช่วิสัยของผู้อื่น เป็นวิสัยของพระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้าเท่านั้น และการแสดงพระอภิธรรมที่ปรากฏขึ้นมาได้ก็โดยอำนาจแห่งพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายนั่นเอง

อตฺถ แปลว่า เนื้อความ หมายถึง ข้อความสำคัญที่เป็นเนื้อหาของพระอภิธรรมนั้น เมื่อว่าโดยย่อที่สุดก็ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน และบัญญัติ

สํ แปลว่า โดยย่อ

คหะ แปลว่า รวบรวม

ถ้าจะประมวลคำเหล่านี้แล้วก็มีความหมายว่า ได้รวบรวมธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงเอาไว้ในอภิธรรมปิฎกนั้นโดยย่อ ซึ่งได้แก่เรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพาน และบัญญัติ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 พ.ย. 2556 , 10:12:03 น.] ( IP = 1.10.234.21 : : )


  สลักธรรม 8

คือผู้ให้จากใจ..อย่างจริงแท้
ดุจพ่อแม่ไม่ทวงถามความหนหลัง
เพียงหวังเดียว..หวังยิ่งอย่างจริงจัง
คือมุ่งหวังให้ชีวิตศิษย์ได้ดี



โดย พี่ดอกแก้ว [19 พ.ย. 2556 , 17:41:32 น.] ( IP = 58.9.127.159 : : )


  สลักธรรม 9



ขอก้มกราบวันทาครูผู้การุณ ค่ะ

โดย พี่ดา [20 พ.ย. 2556 , 16:40:35 น.] ( IP = 58.9.192.240 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org