| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ร้อยดวงใจ ร้อยมาลัยบูชาครู (๖)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
![]()
![]()
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 พ.ย. 2556 , 11:30:46 น.] ( IP = 125.27.181.211 : : )
สลักธรรม 2
![]()
![]()
ความสวัสดีของชีวิต
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เราตถาคตมองไม่เห็นความสวัสดีคือ ความเจริญของสัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญหา ๑ นอกจากความเพียร ๑ นอกจากการสังวรอินทรีย์ ๑ นอกจากการสลัดการยึดมั่นถือมั่น ๑ และเจริญรอยตามพระพุทธพจน์เพื่อถึงพระนิพพาน ๑ นั่นเอง
ความสวัสดีมี ๕ ประการคือ ปัญญา ความเพียร การระวังสังวรอินทรีย์ การพยายามทำลายความยึดมั่นถือมั่น และการกระทำพระนิพพานให้แจ้ง นั่นแหละเป็นความสวัสดีที่สุด
ความสวัสดีไม่ใช่การยกมือไหว้กัน การกระทำนั้นเป็นการอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นบุญชนิดหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงความสวัสดี
นาญตร โพชฺฌาตปสา นาญญตร อินฺทฺริยสํวรา
นาญญตร สพฺพนิสฺสคฺคา โสตฺถึ ปสฺสามิ ปาณินํ
สมเด็จพระสุคตตรัสเหตุที่ทำให้เกิดความสวัสดีของสัตว์ทั้งปลายนี้มี ๕ อย่าง แต่โดยสงเคราะห์แล้วจะทำให้ถึงพระนิพพานมี ๔ ประการ คือ
๑.ปัญญา ปัญญาที่รู้เห็นจริงชัดแจ่มแจ้งอย่างประจักษ์ชื่อว่า โพชฌา ดังบาลีว่า นาญตร โพชฺฌาตปฺสา โพชฌงค์คือ องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ ในคาถาบาทนี้ นาญตร โพชฺฌาตปฺสา คือโพชฌงค์นั่นเอง ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงนั้นแยกออกเป็น ๒ อย่างคือ
ปัญญาที่รู้เห็นเหตุผล คือ รู้เห็นอริยสัจ ๔ ว่าอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์จริง ตัณหาความทะยานอยากทั้ง ๓ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์จริง ทุกข์ดับไปได้จริง และศีล สมาธิ ปัญญาเป็นเหตุให้ดับทุกข์ได้จริง
ปัญญาที่รู้เห็นความจริงเฉพาะหน้า ได้แก่ ความรู้เห็นว่าสังขารคือ สิ่งที่ผสมผสานกันทั้งปวงในโลกนี้เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา รู้ว่าธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงที่ถูกปรุงแต่งสังขารขันธ์นี้ผสมอยู่ในโลกธรรมเป็นอนิจจังไม่เที่ยงยั่งยืน เป็นทุกข์คือมีแต่ความเสื่อมสิ้นไปแปรปรวนและแตกดับไปทนไม่ได้จริงๆ เป็นอนัตตาไม่มีอำนาจบังคับบัญชาอ้อนวอนขอร้องได้เลย
เมื่อรู้เห็น อย่างนี้เท่ากับดับความไม่รู้ออกไปหมดเลย ความสำคัญผิด คิดผิด เห็นผิด คือทำลายวิปลาส ดับความไม่รู้ทั้งปวงหมดให้หายไป แล้วตื่นอยู่ในความเป็นจริงได้ นี่คือความสวัสดีข้อที่ ๑
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 พ.ย. 2556 , 11:31:11 น.] ( IP = 125.27.181.211 : : )
สลักธรรม 3
๒. ความเพียร ได้แก่ ตบะ คือ ตปฺปสา นั่นเอง เพราะเผาบาปกรรมความชั่วกิเลสให้เร่าร้อนกรอบเกรียมหรือให้มอดไหม้สาบสูญไปเลย คำว่า ตปฺปสา ตัวนี้ท่านบอกว่า เหมือนแสงแดดที่แผดเผาน้ำค้างให้เหือดแห้งหายไป เช่น ฝนตกถนนเปียก ใครทำให้แห้ง? แดดทำให้แห้ง ดินแห้งกรอบก็เพราะแสงแดดแผดเผาเอง หรือเหมือนไฟเผาเชื้อให้มอดไหม้หมดสิ้นไป
ฉะนั้น ไฟมีหน้าที่กินเชื้อ ตราบใดที่ยังไม่มอดไหม้หมดไป มันก็ยังไม่ดับ แต่ถ้ามอดไหม้เป็นขี้เถ้าแล้วไฟก็ดับ ความชั่วความเสียหายโทษทุจริตทางกายวาจาใจ ท่านบอกว่า ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ล่มจมป่นปี้ มีแต่ได้รับทุกข์ความเดือดร้อนอยู่ตลอดเวลา ความชั่วความเสียหายเป็นข้าศึกของคนดี
ฉะนั้นวิธีตรวจสอบว่าเราดีหรือยัง ค่อยๆดีไป เรายังจมปลักอยู่กับความชั่ว เราทุกคนมี ๒ ชั่ว เพราะมีกิเลสตั้งแต่เกิดคือ ชั่วแบบสามัญ กับชั่วแบบวิสามัญ พระพุทธเจ้าทรงจำแนกเป็นความเพียรที่เป็นความสวัสดีออกเป็น ๔ อย่าง คือ
สังวรปธาน เพียรระวังบาปกรรมความชั่วกิเลสที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น
ปหานปธาน เพียรละเลิกถ่ายถอนออกเสีย ไม่สะสมเอาไว้ ไม่ปรุงแต่งเสริมต่อให้มากขึ้น
ภาวนาปธาน เพียรสร้าง รีบปลูกอบรมทำความดีให้เกิดขึ้นแทนที่ แม้กระทั่งยังบกพร่องอยู่ก็ต้องเพียรซ่อมแซมให้สมบูรณ์ขึ้น
อนุรักขณาปธาน เพียรรักษาความดีนั้นไม่ให้ลดน้อยถอยลง
เมื่อความเพียรทั้ง ๔ สามัคคีพร้อมเพรียงกันแล้ว ก็ช่วยเผาบาปกรรมความชั่วคือกิเลสให้กรอบเกรียม ไหม้มอดสาบสูญสิ้นไป เมื่อต้นเหตุดับไป ทุกข์กาย ทุกข์ใจที่เป็นผลก็ย่อมดับไปตามกัน
สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนจะก้าวหน้าได้ก็เพราะคาถา ๙ คำ คนจะออกจากทุกขเวทนาได้ หรือแก้ปัญหาได้ หรือออกจากความจนได้ก็เพราะคาถา ๙ คำ ไม่มีอะไรเหนือไปกว่าความเพียร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า สาธุชนย่อมล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ความเพียรชอบเป็นเหตุให้พ้นทุกข์ ประสบสุขกายใจ นับว่าเป็นความสวัสดีอย่างสำคัญอย่างหนึ่ง และก็ได้เสวยผลในปัจจุบันชาติและเบื้องหน้าเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น ความเพียรจึงเป็นเหตุแห่งความสวัสดีความเจริญของสัตว์ทั้งหลาย โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 พ.ย. 2556 , 11:31:39 น.] ( IP = 125.27.181.211 : : )
สลักธรรม 4
๓. การระวังสังวรอินทรีย์ ความระวังอินทรีย์นั่นเอง คำว่า อินทรีย์ ว่าโดยปริยายมี ๒ คือ เป็นธรรม ๑ เป็นอายตนะ ๑
อินทรีย์ที่เป็นธรรมมี ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ตามพระบาลีที่กล่าวว่า สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์
คำว่า อินทรีย์ แปลว่า ความเป็นใหญ่ สัทธินทรีย์คือ เป็นใหญ่ในการกำจัดความไม่เชื่อ วิริยินทรีย์คือ เป็นใหญ่ในการกำจัดความเกียจคร้าน ๑ (โกสัชชะ) สตินทรีย์คือ เป็นใหญ่ในการกำจัดการกระทำที่ประมาทสมาธินทรีย์คือ เป็นใหญ่ในการกำจัดใจไม่แน่วแน่ (วิจิกิจฉา) ปัญญินทรีย์คือ เป็นใหญ่ในการกำจัดความไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง (โมหอวิชชา)
อินทรีย์ที่เป็นอายตนะมี ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีใครเถียงได้เลย พระบาลีท่านกล่าวว่า จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ตาเป็นใหญ่ในการเห็นรูปเท่านั้น จะเป็นใหญ่ในการฟังเสียงไม่ได้ และอินทรีย์อื่นก็เช่นเดียวกัน
ฉะนั้น การระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อไม่ให้ความชอบหรือความไม่ชอบ ยินดีหรือยินร้ายครอบงำใจ เพราะถ้าความยินดีหรือยินร้ายครอบงำใจ ทำให้อำนาจบาปธรรม ทำให้จิตใจขุ่นมัวรั่วหล่นออกไปทางกาย วาจา และใจได้ เกิดเป็นทุจริต ก่อเวรก่อภัยพิบัติเป็นอเนกอนันต์ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ทั้งในปัจจุบัน และทุกข์ในเบื้องหน้า จะเป็นความชอบ(อภิชฌา) หรือความไม่ชอบก็ตาม ท่านจัดว่าเป็นเหมือนต้นไทร ต้องระวังระงับให้หมดไป ต้องตัดเสียแต่ตอนแรก
เหมือนไฟที่กำลังติดไหม้ป่า มีน้ำต้องสาดน้ำ มีน้อยต้องสาดน้อยทันที ถ้าปล่อยให้ลาม เช่น จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะดับทันที เมื่อจิตฟุ้งก็รู้ว่าจิตฟุ้งก็ดับทันทีเช่นกัน นี่แหละต้นตอ
เมื่อฟุ้งเกิดขึ้น กำหนดนามฟุ้ง ขณะที่กำหนดนามฟุ้งนั่นแหละ ตัดฟุ้งแล้ว ต้นตอไฟ เพราะว่าเป็นการป้องกันการเกิดนิวรณ์ หากรู้สึกเมื่อย กำหนดนามเมื่อย ตัดต้นตอแล้ว (โมหอวิชชาออก) นี่แหละความสวัสดี โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 พ.ย. 2556 , 11:32:02 น.] ( IP = 125.27.181.211 : : )
สลักธรรม 5
๔.การพยายามทำลายความยึดมั่นถือมั่น คือการสละการยึดมั่นถือมั่นทั้งหมดให้หมดไป เป็นคุณความดีอย่างสูงสุด เพราะความยึดมั่นถือมั่นคืออุปาทาน เป็นโทษทุกชนิด การทำอย่างไรไม่ให้ยึดติด? ต้องปฏิบัติวิปัสสนาเท่านั้น เพราะมีหน้าที่ดูแต่อารมณ์ปัจจุบัน ไม่มีโอกาสอย่างอื่นเลย
อุปาทานไม่เพียงแต่เป็นทษเท่านั้น แต่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์แก่ผู้ที่ยึดถือทุกหมู่เหล่าด้วย แม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า ภารา ทานํ ทุกฺขํ โลเก ภารนิเขปนํ สุขํ หมายความว่า การถือภาระเป็นของหนักเป็นความทุกข์ในโลก ภาระคืออะปาทาน การวางภาระของหนักลงเสียเป็นความสุขในโลก
จะเห็นได้ว่า การถือภาระเป็นทุกข์ที่สุดในโลก และเป็นโทษเป็นภัย เป็นความยึดมั่นทางใจโดยตรง เป็นโทษด้วยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ด้วย เป็นทุกข์ใจก่อน แล้วก็ลุกลามก่อให้เกิดทุกข์กาย เป็นเหตุให้เกิดเชื้อแห่งความทุกข์ทั้งหลายมีชาติ ชรา มรณะ ในสังสารวัฏนี้มีการเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ความสละความยึดมั่นถือมั่นทั้งหมด คือ ภารานิเขปนํ สุขํ จึงเป็นเหตุแห่งความสวัสดีความเจริญอย่างยอดยิ่งของสัตว์ทั้งหลาย โดยพรรณนาไว้มากมาย
ธรรมอันเป็นเหตุให้เกิดโพชฌาคือ ปัญญา วิริยะ อินทรีย์สังวร การสละความยึดมั่นถือมั่นทั้งหมด ๔ ข้อนี้เป็นเหตุให้เกิดความสวัสดีอันเป็นผลเปรียบดั่งอุบลที่พร้อมจะบานเมื่อต้องแสงสุริโยทัย ก็คือไปถึงพระนิพพานได้
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 พ.ย. 2556 , 11:32:23 น.] ( IP = 125.27.181.211 : : )
สลักธรรม 6โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 พ.ย. 2556 , 11:33:28 น.] ( IP = 125.27.181.211 : : )
สลักธรรม 7
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 พ.ย. 2556 , 11:33:56 น.] ( IP = 125.27.181.211 : : )
สลักธรรม 8
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 พ.ย. 2556 , 11:34:17 น.] ( IP = 125.27.181.211 : : )
สลักธรรม 9ยอกรขึ้นบรรจง
ดัวยมั่นคงแห่งศรัทธา
เพียรทำกุศลมา
กายวาจาและจิตใจ
ช่วยสอนพระกัมมฐาน
เร่งชำนาญงานแก้ไข
ปลีกจากกรรมชั่วไป
มั่นฝึกใจให้ตรงทาง
กุศลอันไพศาล
ที่ยาวนานก่อสะสม
รวมเป็นภาพอุดม
ขอพนมถวายพระพร.( คณาจารย์ )
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [20 พ.ย. 2556 , 16:36:11 น.] ( IP = 58.9.192.240 : : )
สลักธรรม 10
ขอก้มกราบวันทาครูผู้การุณ ค่ะโดย พี่ดา [20 พ.ย. 2556 , 16:41:28 น.] ( IP = 58.9.192.240 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |