| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ตักของพ่อ
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
การไปครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกัน เกิดฟุ้งไป ( แล้วไม่ดูฟุ้ง แต่เล่นไปกับเรื่องเลย) ว่าถ้าเราสามารถใช้ชีวิตประคองจิตให้อยู่กับอารมณ์ของรูปนามที่เกิดอยู่ได้ทุกขณะ ประการสำคัญ เราเรียนรู้มาแล้วว่าจิตที่เกิดดับนั้นก็ต้องไปตามวิถีของเขาอยู่แล้ว และแน่นอนขณะที่ปฏิบัติ ความระลึกรู้สึกตัวที่เกิดทุกขณะย่อมหมายถึงสติซึ่งเป็นเจตสิกฝ่ายกุศลต้องประกอบอยู่แล้ว ถ้าจิตเสพความสันทัดในการระลึกกำหนดได้ แล้วเมื่อถึงเวลาที่จิตเกิดอยู่ในมรณาสันนวิถีล่ะ เชื่อแน่ว่า .พอจิตดับปุ๊ป เกิดปั๊ป (น่าจะเป็น)ที่ตักของพ่อทันที
แล้วเราก็คงจะได้ฟังธรรมที่เป็นหนทางเดินสู่ความพ้นทุกข์ต่อจากพ่อ และคงปฏิบัติอยู่ใกล้พ่อ คอยฟังพ่อชี้แนะ และแก้ไขอารมณ์ให้เพื่อจะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่พ่อต้องการให้ลูกทุกคนถึง คือ มรรค ผล นิพพาน
ขอเกริ่นสักเล็กน้อยถึงที่มาของคำว่า ตักของพ่อ เริ่มจากก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์ได้ให้การบ้าน ให้ไปเขียน พุทธวิธีหนุนตักพ่อ มาคนละ ๕๐๐ จบ แล้วยังบอกว่า หลวงพ่อของเรามีตักกว้างมากคอยให้ลูกๆ ไปหนุน ..แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีใคร ?
เพราะอะไร เพราะเรายังไม่สร้างเหตุที่จะไปหนุนได้ อาจารย์จึงแนะให้ไปเขียนพุทธวิธีที่จะหนุนตักพ่อมา ซึ่งหลวงพ่อเคยสอนมานาน(จนพวกเราลืมกัน)แล้ว
พุทธวิธีหนุนตักพ่อ มี ๑๐ ประการ
๑. ยึดมั่นกตัญญู
๒. ใฝ่รู้ใฝ่เรียน
๓. พากเพียรสม่ำเสมอ
๔. ไม่เผลอไปจากสติ
๕. ดำริด้วยปัญญา
๖. คบหาแต่คนดี
๗. มั่งมีน้ำใจ
๘. พูดคำว่า ไม่เป็นไรให้เป็น
๙. เยือกเย็นทุกสถาน
๑๐. ประหารกิเลสอยู่เสมอ
หลวงพ่อเสือ ท่านได้สอนหลัก ๑๐ ประการนี้มานานแล้ว เพื่อให้พวกเราลูกๆ ทุกคน ใช้เป็นกฏเกณฑ์ในการประคองชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยไปจนถึงทางพ้นทุกข์โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:26:24 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : )
สลักธรรม 2ยึดมั่นกตัญญู
หลวงพ่อเคยสอนพวกเราว่า ความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่สำคัญมากในการสร้างความดี ทั้งนี้ก็เป็นเพราะความกตัญญูจะคอยช่วยเหนี่ยวรั้งใจเราไม่ให้ทำชั่ว ท่านยังบอกว่าเราต้องรู้ด้วยว่าสิ่งใดบ้างที่เราควรกตัญญู
๑. กตัญญูต่อบุคคล คือผู้ที่พระคุณต่อชีวิตเรา นับตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ เราจึงควรระลึกถึงพระคุณท่าน เชื่อฟังและทำตามคำสอนของท่านอยู่เสมอ
๒. กตัญญูต่อสัตว์ คือสัตว์ที่ช่วยเราทำงาน เช่นช้าง ม้า วัว ควาย สุนัข เราควรระลึกถึงบุญคุณโดยการให้อาหาร ให้ที่หลับนอนอย่างพอดีๆ
๓. กตัญญูต่อสิ่งของ สิ่งอะไรก็แล้วแต่ที่มีคุณค่าต่อชีวิตเรา เช่นสถานที่ที่ให้คุณประโยชน์แก่ชีวิตเรา เราไม่ควรไปดูแคลนหรือทำให้ตกต่ำเสียชื่อ ระลึกถึงบุญคุณโดยช่วยอุดหนุนส่งเสริม หรือดูแลรักษาให้ดี
๔. กตัญญูต่อบุญ คือระลึกถึงคุณค่าของการที่ได้ทำกุศลมา เพราะรู้ว่าบุญจะนำมาซึ่งความสุข จึงควรหมั่นสั่งสมบุญทุกครั้งที่มีโอกาส
๕. กตัญญูต่อตัวเอง เพราะรู้ว่าตัวเราชีวิตเรานี้เป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะทำให้เกิดความดีได้ จึงต้องคอยดูแลสุขภาพ ไม่ควรทำลายตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ
โดยเฉพาะในข้อ ๔ และ ๕ นี้หลวงพ่อท่านยังได้ให้แนวทางว่า ตื่นนอนเช้าๆ ให้ระลึกถึงพระคุณของบุญเก่า ที่ทำให้เรามีชีวิตมาจนถึงวันนี้ และตั้งเจตนาให้มั่นที่จะทำบุญใหม่ให้ได้ทั้งวัน ทำได้ก็ถือว่าเป็นการกตัญญูต่อตนเองด้วยโดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:27:50 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : )
สลักธรรม 3ใฝ่รู้ใฝ่เรียน
ผู้ใดที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมามากมาย ย่อมเป็นผู้รู้จักสังเกตที่เป็นต้นเหตุให้เกิดการสร้างสรร อันจะนำมาซึ่งปัญญาได้ การศึกษาเล่าเรียนจึงจำเป็นสำหรับชีวิต แต่ต้องฉลาดเลือกเรียนในสิ่งที่ควรเรียน (ไม่สร้างทุกข์ให้ตนเอง) และเมื่อเลือกแล้วเราก็ตั้งในเรียนอย่างเต็มความสามารถ มีความกระตือรือร้นในการศึกษาเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ และที่สำคัญต้องรู้จักหมั่นทบทวนทำความเข้าใจเพื่อนำไปปฏิบัติได้ ในการศึกษาพระอภิธรรมก็เช่นเดียวกัน
เราเรียนปริยัติด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อความเข้าใจ เพราะความเข้าใจนี้จะไปช่วยแก้ไขความเห็นผิดให้ถูก
แต่การปฏิบัติก็ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อความเข้าถึง(ธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสรู้) ดั่งพระพุทธดำรัสที่ว่า ผู้ใดถึงธรรมผู้นั้นถึงเราตถาคต
ประการสำคัญ การใฝ่รู้ใฝ่เรียนพระอภิธรรม จะทำให้เรามีชีวิตที่เลือกได้
ชีวิตที่เลือกได้ คือ ผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรม แล้วนำชีวิตไปสู่ โยคาวจร ปฏิบัติเพื่อสิ้นภพสิ้นชาติ
ชีวิตที่เลือกไม่ได้ คือ ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม ซึ่งจะนำชีวิตไปสู่ ผู้พเนจร ท่องเที่ยวไปสู่ภพนั้นภพนี้ตราบนานเท่านานโดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:29:22 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : )
สลักธรรม 4พากเพียรสม่ำเสมอ
วิริยะ คือ ความเพียร เป็นอุปกรณ์สำคัญที่จะทำให้ถึงความสำเร็จ จะเห็นได้ว่าในหมวดธรรมต่างๆ จะต้องมีวิริยะอยู่เสมอ โดยเฉพาะหมวดธรรมที่จะนำชีวิตสู่ความพ้นทุกข์ เช่น สัมมัปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, โพชฌงค์ ๘ และ มรรค ๘
การเรียนรู้เรื่องราวความจริงของชีวิต จะทำให้เราสลดใจกับในอดีต(ของตนเอง) หลวงพ่อท่านเคยให้ลูกๆ ท่องเสมอว่า จงเดินหน้าไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต ให้เอาอดีตนั้นมาเป็นครู แล้วเอาความรู้ที่เรียนมาพยาบาลจิตใจ ด้วยการมีความเพียรก้าวเดินใหม่ เพื่อจะได้ไปข้างหน้าคืออนาคตที่ดีที่รอเราอยู่ หลวงพ่อเตือนพวกเราว่า
ชีวิตที่มีแต่การเรียน แต่ปราศจากความเพียร ก็ย่อมไร้ค่า ก็ไม่ต่างไปจากเข็มเย็บผ้า แม้จะมีประโยชน์แต่ถ้าหากไม่นำ(ด้าย)ไปสนเข็มก็ไม่สามารถเย็บผ้าได้ โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:30:36 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : )
สลักธรรม 5ไม่เผลอไปจากสติ
สติเป็นจอมทัพของฝ่ายกุศล บุญเกิดขึ้นครั้งใดย่อมมีสติเป็นหัวหน้านำ หลวงพ่อท่านจึงพยายามฝึกสติลูกๆ ทุกคน ท่านสอนแม้กระทั่งวิธีการดื่มน้ำ การรับประทานอาหาร ฯลฯ ที่ประกอบด้วยสติ และยังได้ให้หลักของการฝึกฝนสติ ๑๒ ข้อ คือ
๑. มีสติไม่ล่วงเกินคำสอนของพระพุทธองค์ และให้ความเคารพผลของการปฏิบัติ เช่นไม่กล่าวว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป หรือปฏิบัติแล้วไม่เห็นมีผลอะไรเลย
๒. มีสติรักษาร่างกายให้อยู่ในอาการสงบ ไม่ลุกรี้ลุกรน
๓.ถ้าจำเป็นต้องทำกิจใดๆ ไม่ควรลงมือทำทันที ควรสงบนื่งสักนิดเพื่อเปิดทางให้สติมีกำลังมากขึ้น
๔. ควรมีสติควบคุมร่างกายเมื่อมีสิ่งใดมารบกวน เช่นฟ้าร้อง เราต้องระวังไม่ให้แสดงอาการผวาหรือสะดุ้ง
๕. ควรมีสติเฝ้าดูอิริยาบทต่างๆ ให้เป็นไปตามปกติ เช่นจากนั่งจะเดิน เราควรมีสติรู้ตัวจากท่านั่งไปเป็นท่ายืนก่อนแล้วจึงค่อยก้าวเดิน
๖. ควรมีสติคอยควบคุมอิริยาบถที่คล่องแคล่วผิดปกติ เช่นนั่งปุ๊ปไขว่ห้างทันที หรือนั่งสั่นขา เพราะสิ่งนี้ทำให้สำรวม เวลาจะหยิบจับอะไรให้มองก่อนสักนิด
๗. เวลาที่พูด ควรมีสติคอยระวังอาการเคลื่อนไหวของมือเท้า ศีรษะ ไม่ให้แสดงออกจนมากเกินไป เช่นพูดโทรศัพท์ไม่ควรใช้มือประกอบ
๘. ควรมีสติในการพูด พูดให้ผู้ฟังเข้าใจชัดเจน ไม่ควรดังหรือเบาเกินไป และไม่ใช้วาจาทุจริต
๙. เมื่อต้องพบปะบุคคลที่มีฐานะและการศึกษาที่ต่ำกว่า ต้องมีสติทำความคิดของตนให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น และเราต้องยอมรับความคิดของเขาด้วย
๑๐. มีสติระลึกเสมอว่า จิตของเรานั้นเปรียบเสมือนช้างตกมันต้องคอยล่านไว้กับเสา คือสติ เพื่อไม่ให้หลุดแล่นไปกับกิเลสตัณหา
๑๑. ควรมีสติหมั่นตรวจสอบสภาพจิตของตนเองอยู่เสมอว่า ขณะนี้มีอะไรเกิดขึ้น กุศลหรืออกุศล
๑๒. เมื่ออยู่ในที่ชุมชน หรือมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น ควรมีสติระลึกถึง ๑๑ ข้อที่กล่าวมาแล้วเพื่อเป็นการเตือนใจให้เกิดสติ
ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อท่านต้องการให้จิตลูกๆ สมบูรณ์ด้วยสติ เพื่อเป็นหนทางสู่การปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน ๔ นั่นเองโดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:32:42 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : )
สลักธรรม 6ดำริด้วยปัญญา
หลวงพ่อจะพูดย้ำให้พวกลูกๆ ได้ฟังจนทุกคน(แค่)จำจนขึ้นใจว่า เวลาจะมีค่า เวลานั้นต้องประกอบด้วยปัญญา และวิธีการสอนของหลวงพ่อนั้นทำให้พวกเราภูมิใจในความเป็นพุทธศาสนิกชน พร้อมทั้งมั่นใจที่จะเดินตามคำชี้แนะที่ท่านให้
ท่านเคยพูดว่า พ่อสอนจี้ให้ลูกสลดจิต สอนให้ลูกคิดเป็น และสอนประเด็นให้จับ ท่านจึงสรุปประเด็นให้เราได้เห็นว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมี ๓ ขั้น คือ
๑. สอนให้เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
๒. สอนให้เชื่อว่า การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์
๓. สอนให้รู้จักวิธีการพ้นทุกข์ คือพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด
ท่านยังบอกว่า ถ้าลูกเอาแต่เรียน โดยไม่เพียรปฏิบัติ การเรียนนั้นอาจเป็นพิษกับลูกได้ เพราะทำให้เกิดมานะ ท่านจึงพยายามทั้งชักจูงและเคี่ยวเข็ญให้พวกเราเดินไปให้ครบ ๓ ขั้น ด้วยคำพูดนานาประการ
ทุกๆ ชาติ พ่อจะตามล่ารัก ตามล้วงควักกิเลส ตามทวงสัญญา ไหนที่ลูกว่า จะเดินตามทางพ่อ
พระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้นิพพานไปกับพระองค์ ดังนั้นพระองค์ไม่ได้ทอดทิ้งเรา เราจึงควรเร่งรีบรับพระมหากรุณาธิคุณนั้นก่อนที่จะหมดโอกาส
อย่างผยองว่า ข้าสิเป็นมนุษย์ มันสิ้นสุดเวลาเอาง่ายๆ เพราะมนุษย์นั้น เวลาน้อย แต่เรื่องมาก หากชักช้าไม่เริ่มต้นแสวงหาปัญญา เราอาจจบชีวาลงก่อนก็ได้
จงวางตนเองไว้บนกองกุศล จงวางใจตนไว้บนกองปัญญา เพราะผู้มีปัญญาย่อมเผชิญหน้าความความจริงในสิ่งที่ตนทำมาเอง (วิบาก) ผู้มีปัญญามองเห็นอะไรๆ ก็ล้วนเป็นเรื่องของกรรม และผลของกรรม(วิบาก)ทั้งสิ้น เพราะพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุและผล นั่นคือ กรรมและวิบาก
ปริยัติ หรือสุตามยปัญญาที่เรียนมา นอกจากทำทิฏฐิให้ตรงแล้ว ยังปิดความชั่วคือไม่ทำบาปได้ ส่วนการปฏิบัติ หรือจินตามยปัญญานั้น นอกจากเป็นการทำทิฏฐิให้วิสุทธิแล้ว ยังสามารถปิดอบายได้ เพราะพระโสดาบันไม่ตกนรกแล้ว
แม้อาจารย์บุษกรก็เคยเตือนพวกเราว่า ก่อนที่สัปเหร่อจะมาเรียงกระดูกให้เรา เราควรจะเรียง(โมเลกุล)ชีวิตของตนเอง ด้วยการ
๑. เป็นตัวเองให้ได้ ต้องมีความเข้มแข็ง กล้าคิด กล้าทำ กล้าพูด และที่สำคัญต้องกล้าที่จะอยู่ในคุณธรรม อะไรชั่วก็กล้าตัดสิน และเดินออกจากสิ่งนั้ชั่วนั้น .นี้คือ ฉันทะ
๒. รู้จักตนเองให้ได้ การรู้จักตนเองนั้นเกิดขึ้นจากการเรียนพระอภิธรรม และการเรียนที่จะสำเร็จได้นั้นต้องมีความเพียรประกอบ .นี้คือ วิริยะ
๓. ควบคุมตนเองให้ได้ ด้วยการมีสติควบคุมตนเองได้ก็โดยรู้สึกตัวว่าอะไรดี อะไรชั่ว และเกลือกกลั้วอยู่แต่สิ่งดีๆ เท่านั้น .นี้คือ จิตตะ
๔. จริงใจกับตนเองให้ได้ ด้วยการยอมรับความจริงว่าทุกวันนี้เราอยู่กับสิ่งจอมปลอมคือวิปลาสธรรม และพยายามหาความจริงอันเป็นสัจจธรรมเพื่อนำชีวิตออกจากความทุกข์ทั้งปวง .นี้คือ วิมังสา (ปัญญา)
โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:34:59 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : )
สลักธรรม 7คบหาแต่คนดี
หลวงพ่อเคยสอนเรื่องมงคลชีวิต ๓๘ โดยเฉพาะข้อที่ ๑ คือไม่คบคนพาลนั้น หลายๆคนมักเข้าใจว่าคนพาลซึ่งหมายถึงบุคคลที่มีจิตใจขุ่นมัวเป็นปกติวิสัยในที่นี้คงต้องเป็นบุคคลอื่น แต่หลวงพ่อท่านบอกว่า รวมทั้งตัวเรา ไม่คบก็คือเราต้องไม่เป็นเช่นนั้นด้วย
มงคลสูตรทั้ง ๓๘ ข้อนั้น รวมได้เป็น ๑๐ หมู่ ๕ หมู่แรกเป็นข้อปฏิบัติในการสร้างชีวิต ส่วน ๕ หมู่หลังเป็นการฝึกใจโดยตรง โดยเฉพาะหมู่แรกที่มีอยู่ ๓ ข้อนั้นเป็นหมวดที่ฝึกให้เป็นคนดี นั่นเป็นเพราะนิสัยของคนเรา ส่วนใหญ่มาจากสิ่งแวดล้อม คนรอบตัว เราคบกับคนอย่างไรบูชายกย่องใคร เราก็จะค่อย ๆ มีนิสัย ไปตามเขา หากคบคนขี้เหล้าเมายา ไม่ช้าไม่นานเราอาจเมาตามไปด้วย ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะเป็นคนดีจึงต้องสร้างมงคลให้เกิดกับตนดังนี้
๑. ไม่คบคนพาล เพราะคนพาลจะชักจูงเราไปในทางที่ผิด
๒. คบบัณฑิต เพื่อซึมซับถ่ายทอดสิ่งที่ดีๆ อันเป็นคุณธรรมมาสู่ตัวเรา
๓. บูชาบุคคลที่ควรบูชา เพราะท่านจะเป็นแบบอย่างให้กับเรา
นอกจากนี้คนดี ยังต้องมีสัปปุริสธรรม ๗ ประการ คือ เป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักเลือกคบคน ซึ่งหลวงพ่อพยายามโน้มน้าวให้พวกเราได้ใช้หลักทั้ง ๗ ประการนี้อยู่เนืองๆ โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:36:31 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : )
สลักธรรม 8มั่งมีน้ำใจ
หลวงพ่อยังเคยให้ข้อคิดว่า น้ำบ่อ(น้ำคลอง)ยังเป็นรองน้ำใจ เพราะน้ำบ่อ(น้ำคลอง)แค่ทำให้บัวสดใส แต่น้ำใจทำให้(ชีวิต)คนสดชื่น
ดังนั้นน้ำที่ดีที่สุดคือน้ำใจ และอาศัยน้ำคำ - น้ำใจก็คือเมตตา น้ำคำก็คือกรุณา
หลวงพ่อยังได้สอนถึงคุณลักษณะของน้ำ (ในช่วงวันสงกรานต์นานมาแล้ว) ๕ ประการที่เราควรนำมาให้มีที่ตนเอง คือ
๑. มีความเย็น ความมีน้ำใจ น้ำคำย่อมทำให้เกิดความร่มเย็น
๒. มีความเกาะกุม ความมีน้ำใจ น้ำคำย่อมทำให้เกิดความสามัคคี
๓. มีการประสานติดกันได้ง่าย ความมีน้ำใจ น้ำคำย่อมทำให้จบเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ได้เร็ว
๔. มีการปฏิรูปตนเองให้เหมือนภาชนะที่บรรจุ ความมีน้ำใจ น้ำคำย่อมทำให้พัฒนาตนเองให้เข้ากับใครๆก็ได้
๕. มีความสามารถชำระล้างสิ่งสกปรกได้ ความมีน้ำใจ น้ำคำคือเมตตากรุณาอันเป็นพรหมวิหารธรรมย่อมนำชีวิตสู่ความดีที่สูงสุด คือพระนิพพานได้
ดังนั้นน้ำใจมาจากความมีเมตตา เราจึงควรฝึกเมตตาให้มีมากขึ้น และหลวงพ่อยังกำชับให้พวกเราบอกตนเองบ่อยๆ ว่า บุคคลที่ควรเมตตามากที่สุด คือตนเอง
จงสงสารตนเองที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันมานาน แล้วพยายามเตือนตนเองว่า เราต้องค่อยๆไป ค่อยๆ เป็น คือ ค่อยๆไปจากคนพาล แล้วจึงจะค่อยๆเป็นคนดีได้โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:38:19 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : )
สลักธรรม 9พูดคำว่า ไม่เป็นไรให้เป็น
หลวงพ่อเคยนำบทสวดกรณียเมตตสูตร มาอธิบายให้พวกเราฟังว่าบทสวดนี้ได้กล่าวถึงวิธีการปฏิบัติตน ๑๕ อย่างที่จะทำให้เราอยู่ที่ไหนๆ ใครก็รัก มีแต่ความเจริญ ในบทที่ ๓ ได้กล่าวถึงหัวข้อที่ว่า สุหุชู ความเป็นผู้ใจดี ใจเย็น นั้น ท่านยกมาเป็นกลอนว่า
สุหุชูใจดีมีเมตตา.........ยึดคำว่าไม่เป็นไรไว้สามหน
เป็นแม่น้ำเป็นศาลาสุธาดล.......เป็นร่มไม้เป็นสายฝนชนชื่นเย็น
ความใจดี ใจเย็น (เป็นเสมือนน้ำ)เป็นคนโกรธน้อยคือเก็บความโกรธไว้ได้ รู้จักให้อภัยด้วยการพูดคำว่าไม่เป็นไรให้ได้ ให้ด้วยความรู้สึกที่มองผู้อื่นเป็นเสมือนญาติ เพราะความเป็นญาติเราจะให้อภัย ให้โอกาสได้ง่าย โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:39:49 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : )
สลักธรรม 10เยือกเย็นทุกสถาน
ดังกล่าวแล้วว่า น้ำ(ใจ) ให้ความร่มเย็น เพราะน้ำเมื่อไหลไปที่ใดๆย่อมให้ความเย็นแก่สถานที่นั้นๆ บุคคลที่มีน้ำใจก็เช่นเดียวกันไปอยู่สถานที่ไหนๆ ก็ย่อมเป็นที่ชื่นใจเย็นใจให้กับบุคคลอื่น หลวงพ่อท่านจึงสอนให้ลูกๆ เป็นคนใจเย็นและใจดี พร้อมที่จะมีน้ำใจกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตในทางโลก หรือทางธรรม
และหลวงพ่อยังได้สอนให้พวกเราอธิษฐานใจให้เป็นเสมือนน้ำว่า
น้ำมีความเย็น เราจะต้องทำจิตใจให้เยือกเย็นเป็นเสมือนน้ำ เป็นบุคคลที่เยือกเย็น ทำจิตใจให้สุขุมคัมภีรภาพ อย่าเอาความร้อนใจ ใจร้อนไปประกอบการงาน เพราะประโยชน์จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
น้ำมีลักษณะเกาะกุมเชื่อมต่อ จงทำตนเองให้เหมือนน้ำสมานสามัคคีทั้งภายนอกคือบุคคลรอบข้าง และสามัคคีภายใน คือ สติมา สัมปชาโณ อาตาปีที่เรียกว่า เอกสามัคคี ผู้ที่ทำความสามัคคีทั้งภายนอกและภายในได้ย่อมอยู่เย็นเป็นสุขและปลอดภัยจากสังสารวัฏ
น้ำมีความประสานติดกันอย่างรวดเร็ว จงทำตนเองให้เหมือนน้ำ เวลาโกรธใครไม่พอใจอะไร รีบแก้ไข อย่าปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน โดยเฉพาะในการปฏิบัติวิปัสสนานั้น เมื่อจิตตกจากอารมณ์รูปนาม รีบตั้งต้นจิตใหม่ในฐานใดฐานหนึ่ง อย่าปล่อยให้ความผิดนั้นครอบงำความก้าวหน้าของตนเองจนเนิ่นนาน
น้ำมีลักษณะปฏิรูปตนเองให้เข้ากับภาชนะใดๆก็ได้ จงทำตนเองให้เหมือนน้ำสามารถปฏิรูปตนเองไปด้วยการกระทำแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความยืดหยุ่นด้วยเมตตา สามารถปฏิรูปตนเองให้เข้ากับบุคคลได้ทุกชั้นด้วยความเมตตาและกรุณา
น้ำมีลักษณะชำระล้างสิ่งสกปรกได้ จงทำตนเองให้เหมือนน้ำที่สามารถชำระล้างความสกปรกในจิตใจคือกิเลส พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เราตถาคตไม่เห็นความสวัสดีอื่น นอกจากการกระทำความดี มีปัญญา มีวิริยะ มีอินทรียสังวร มีการสลัดความยึดมั่นนั่นก็คือ การกำจัดกิเลสเป็นเหตุให้ถึงมรรค ผล นิพพาน
ความสวัสดีสูงสุดคือพระนิพพาน จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าโดยเร็วเทอญ โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [3 ธ.ค. 2556 , 10:41:53 น.] ( IP = 171.97.14.77 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |