| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กิเลสอยู่ที่ไหน?
สลักธรรม 1
ถ้าเรามีการเห็นเกิดขึ้น เช่น ตาเห็นมะม่วง แล้วชอบกินมะม่วง ภาพของมะม่วงมากระทบกับประสาทตา เกิดความชอบขึ้นคือในขณะเห็นนั่นแหละเกิดกิเลส ขณะได้ยินนั่นแหละเกิดกิเลส ขณะได้กลิ่นนั่นแหละเกิดกิเลส แต่ถ้ากิเลสอยู่ที่เราก็เที่ยงสิเป็นอัตตาแล้ว ถ้ากิเลสเกิดขึ้นที่จิต ก็ตัดจิตทิ้งไปนั่นก็เที่ยงนะสิ
แต่พระพุทธศาสนาสอนว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา จึงไม่มีอัตตาเลย แม้แต่พระนิพพานยังเป็นอนัตตาเลย บังคับบัญชาไม่ได้ ให้เกิดกับใครไม่ได้ สภาวะนิพพานเป็นนิจจัง เป็นสุขัง ส่วนสภาพอารมณ์ของเราเป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง แต่เปลี่ยนตัวที่ ๓ ไม่ได้ คือชีวิตของเราเป็นอนัตตา นิพพานเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราป้องกันกิเลสไม่ให้เกิดได้ขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะรู้กลิ่น ขณะรับรส ขณะถูกต้องสัมผัส ขณะนึกคิด แต่สมาธิไปปิดการรู้เสียแล้ว นิพพานก็ไม่มีเพราะกิเลสเกิดขึ้นในขณะเห็น ขณะได้ยิน ขณะรู้กลิ่น ขณะรับรส ขณะถูกต้องสัมผัส ขณะนึกคิด เป็นบาปเป็นบุญอยู่ตรงนั้น กิเลสอยู่ตรงนั้น
ฉะนั้น การทำสมาธิ เช่น พุทโธ ทำให้จิตสงบ เมื่อไม่สงบก็เกิดความไม่พอใจ ตรงไม่พอใจนั่นแหละกิเลสเข้าไปแล้ว ดังนั้นสมาธิจึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงไม่สามารถรื้อกิเลสออกไปได้ แต่วิปัสสนาเป็นตัวรื้อสัญญา เมื่อรื้อสัญญาแล้วก็ละสังโยชน์ได้ คือทำให้สิ้นภพสิ้นชาติได้ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2556 , 14:51:09 น.] ( IP = 1.10.227.27 : : )
สลักธรรม 2
รื้อสัญญาที่เราเห็น เป็นนามเห็น
รื้อสัญญาที่เราได้ยิน เป็นนามได้ยิน
รื้อสัญญาที่เราหอม เป็นรูปหอม
รื้อสัญญาที่เราเหม็น เป็นรูปเหม็น
รื้อสัญญาที่เราเปรี้ยว เป็นรูปเปรี้ยว
รื้อสัญญาที่เรานั่ง เป็นรูปนั่ง
เมื่อรื้อสัญญาแล้ว สังโยชน์คือวัฏฏะ ปัญญาก็ตัดกิเลสเอง เมื่อกิเลสไม่เกิด สังโยชน์ที่จะแล่นต่อไป เหมือนเราไม่อมปรอท ความร้อนจะไม่ขึ้น สังสารวัฏก็ไม่ต่อเนิ่นนานไป ก็มีชำระเท่าเก่า
ท่านเปรียบชีวิตเราเหมือนเรือคนละลำคือเรือชีวิต เรือมนุษย์ มีรอยรั่วอยู่ ๖ รอย ก็เพียรพยายามเอาชันอุดไว้ อย่าให้น้ำทะเลเข้า เมื่อเอาสติอุดรูต่างๆ แล้ว น้ำก็เข้าไม่ได้ ขณะอุดนั้นก็วิดน้ำเก่าออกไปด้วย น้ำใหม่ก็ไม่ไหลเข้า น้ำเก่าก็ถูกวิดออก แต่อย่าห่างจากความเพียร
เรือชีวิตนั้นก็เบา ภาระเริ่มเบาแล้ว ภารา หเว ปญฺจกฺขนฺธา ภาระเริ่มเบาแล้ว และมีความเพียร ความเพียรในที่นี้คือ เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง เพียรรักษา จัดเป็นตบะเพราะเผากิเลสให้หมดได้ ตบะนี่แหละคือความเพียร เป็นการเผากิเลสอยู่เรื่อยๆ
นอกจากนี้ยังเป็นตัวผลักดันก็คือ เราไม่ทิ้งอารมณ์ปัจจุบัน ก็ผลักดันให้เรือเบาเข้าสู่ฝั่งพระนิพพาน อุดด้วย วิดด้วย น้ำใหม่ก็ไม่เข้า น้ำเก่าก็ไหลออก ความโง่ก็ออก ของใหม่ก็ไม่เข้า แล้วเราไม่หมดต่อความเพียร เรือก็แล่นด้วยความสบาย แทนที่จะว่ายอยู่ในแม่น้ำตัณหา ก็ไปขึ้นท่า ๔ ท่า คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ จอดแล้วจบชีวิตในสงสาร
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ธ.ค. 2556 , 14:51:26 น.] ( IP = 1.10.227.27 : : )
สลักธรรม 3![]()
![]()
![]()
โดย พี่ดา (พี่ดา) [16 ธ.ค. 2556 , 21:04:04 น.] ( IP = 27.145.254.7 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |