| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การแก้ไขโมฆบุรุษให้เป็นอริยบุรุษ
สลักธรรม 1
ถาม อะไรเป็นผู้นั่ง ตรงไหนนั่ง ตอบ อาการทั้งหมด ความรู้สึกทั้งหมด
ถาม รู้สึกนี้ รู้สึกอย่างไร ทุกคนมีหัว แต่ไม่เห็นหัว แต่ทุกคนรู้สึกว่ามีหัวอยู่ไหม ตอบ มี นั่นคือความรู้สึก แต่ให้นึกว่าหัวเรากลม ใหญ่ ทุย นั่นเป็นความรู้สึกว่านึกเอา แต่ความรู้สึกว่ามีหัวนั่นแหละ มี นั่งอยู่นี่ มีหลังไหม แต่ไม่เห็น แต่ยอมรับว่ามีหลัง นั่นแหละความรู้สึก ไม่ต้องไปมองหรอก
ถาม การนั่งนี้ อะไรนั่ง ตอบ ศีรษะจรดปลายเท้า อาการเช่นนี้เรียกว่า นั่ง ก็รู้สึกในอาการนี้ ไม่ต้องไปสังเกตจุดใดจุดหนึ่ง
ต้องรู้ด้วยว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นเป็นการเข้าไปทำลายอภิชฌาและโทมนัส ๒ อย่าง
อภิชฌาคือความยินดี โทมนัสคือความไม่ยินดี
ยินดีก็มีกิเลส ไม่ยินดีก็มีกิเลส และถ้ามีโลภะ มีโทสะ ก็ต้องมีโมหะแน่
ฉะนั้นเพื่อเข้าไประงับดับกิเลส สงบแล้วมีสมาธิแล้ว สงบจากนิวรณ์ธรรม ระงับจากกิเลส นี่แหละวิปัสสนาล้วนๆ จึงทำลาย ๒ อย่าง โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [16 ธ.ค. 2556 , 14:47:23 น.] ( IP = 125.27.172.90 : : )
สลักธรรม 2
ถ้าเราเลือกนั่ง เช่น เมื่อนั่งแล้ว หาท่าสบายก่อน อันนี้ก่อนจะนั่งมีอภิชฌานำแล้ว มีความพอใจ มีตัณหา มีโลภะเป็นเครื่องล้อม ตัณหาเป็นตัวบงการให้นั่งผิดแล้ว เคยนั่งอย่างไรให้นั่งอย่างนั้น สังเกตรูปนั่งไป ดูอาการไป มีอะไรเกิดขึ้น เช่น มีความรู้สึกเมื่อยเกิดขึ้น
ข้อบังคับบอกว่า ก่อนจะเปลี่ยนอิริยาบถใดๆ ต้องรู้เหตุจำเป็นนั้นก่อนว่าเปลี่ยนไปเพื่ออะไร อย่าให้ตัณหาเป็นตัวบงการ ก็มีความสำเหนียกนิดหนึ่งว่า ทุกข์เกิด ทุกขเวทนา เช่น เมื่อยขาก็กำหนดนามทุกข์ แก้ไข ตรงแก้ไขมีสติ จากนามทุกข์เมื่อกี้นี้ (จะเป็นไปเอง อย่าไปสร้าง) จากทุกข์แล้วยังต้องพยาบาลคือแก้ไขอันนี้เรียกว่า สังขารทุกข์ (ทุกข์เพราะต้องแก้ไข)
ฝึกไปจะไวเอง แต่แรกๆ กำหนดทุกข์ไป แล้วก็นั่งไป อยู่ในห้องปฏิบัติก็พิงเตียงอยู่ เมื่อยก็ขยับนิดหนึ่ง เอนเอาท้าวแขนไปหน่อย วางโยนิโสมนสิการไป เมื่อยตรงไหน กำหนดนามเมื่อยหรือนามทุกข์หรือนามรู้ (ว่าเมื่อย) ไม่ใช่เราเมื่อยก็แล้วกัน
เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ดูรูปนั่ง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เราก็ห้ามไม่ได้ แต่อย่าโง่ กำหนดนามได้ยิน แล้วกลับมาดูรูปนั่งใหม่ อยู่กับประธานคือรูปนั่ง เพื่อจะได้อาศัยกาเย กายา ๑ ใน ๔ นี้ให้เกิดปรากฏรูปขึ้นมาจริงๆ
ไม่ใช่พอนามได้ยินแล้วทุกข์ แล้วเปลี่ยนไปเป็นรูปอื่นคือ รูปยืน แต่รูปนั่งนี่นะเรียกว่ายังไม่ชำนาญเลย ยังประคองให้เป็นรูปนั่งไม่ได้แล้ว ไปดูรูปอื่นแล้ว
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [16 ธ.ค. 2556 , 14:47:40 น.] ( IP = 125.27.172.90 : : )
สลักธรรม 3
ฉะนั้นเหมือนกับเราจับเด็กดื้อคนหนึ่ง กำลังดูเด็กนี้ให้นอน กำลังจะกล่อมให้นอน เด็กวิ่งไปแล้ว ทำให้ดูไม่ทัน ตามไม่ทัน เราไม่ไวหรอกเรื่องสติ แต่เรื่องกิเลสเราไว ก็ให้อยู่ในรูปนั่งนี่แหละ
ยังไงก็แล้วแต่ ถ้าจะเปลี่ยน ก็เปลี่ยนนิดหน่อย ดูรูปนั่งไป สังเกตซิ เมื่อยตรงไหน ไม่เมื่อยก็ไม่เมื่อย ก็ดูรูปนั่งไป เมื่อยแล้วก็ไม่ต้องไปประคองอิริยาบถ รู้ ก็กำหนดนามทุกข์ ที่รู้ว่านามทุกข์เพื่อป้องกันโทมนัส เพราะมีปัญญาเข้าไปแล้วเป็นนามรู้แล้ว
และเมื่อตั้งอิริยาบถใหม่แล้ว ก็รู้ว่ารูปนั่งต่อ เป็นการป้องกันอภิชฌา ความยินดีว่าสุขแล้วสบายแล้วไม่ให้เกิด ป้องกันหัวต่อด้วยอิริยาบถใหม่ปิดบังอิริยาบถเก่า เพราะคิดว่าจากทุกข์เป็นสุข ไม่มีสุข เป็นการเริ่มต้นของทุกข์ นี่คือเรื่องอิริยาบถ ดูไปเอารูปไหนก็ได้ ตั้งใจเสียงรูปหนึ่ง
และเช่นเดียวกันเรื่องนามฟุ้ง ส่วนมากฟุ้งเป็นเรื่องธรรมชาติ ความฟุ้งมี ๒ อย่างคือ ฟุ้งเป็นรูปทางใจ กับฟุ้งเป็นนามทางใจ
ในข้อปฏิบัติท่านบอกว่า "ฟุ้งก็ให้ดูนามฟุ้งไป" คำนี้ ดูอย่างไร
เช่น เรานึกไปถึงสังเวชนียสถานเห็นภาพขึ้นมากำหนดนามรู้ แต่ขณะใจนั้นเรารู้ว่ารูปทางใจ แต่ต้องกำหนดนามรู้ แต่ไม่ต้องกำหนดนามฟุ้งรูปทางใจ รูปมีอยู่แล้วก็กำหนดนามรู้ นามนี้รู้ทุกอย่างว่าเป็นนามทางใจหรือรูปทางใจ ขณะที่นามรู้ โจทย์บอกแล้วว่านี่คือรูป โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [16 ธ.ค. 2556 , 14:47:57 น.] ( IP = 125.27.172.90 : : )
สลักธรรม 4
อีกตัวอย่างหนึ่ง ในขณะปฏิบัติ เมื่อเราฟุ้งถึงดอกบัวที่เคยเห็นแล้วมาปรากฏ ดอกบัวเป็นรูปทางใจให้กำหนดนามรู้
แต่ถ้าเราคิดต่อว่า ดอกบัวนี้เป็น ๗ ก้าวที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนิน แต่ ๗ ก้าวนั้นเราไม่เคยเห็น ฉะนั้น ฟุ้งนั้นจัดเป็นนามทางใจแล้ว เพราะไม่มีปรากฏเป็นรูป และกำหนดนามรู้เหมือนกัน
นี่คือความต่างกันของรูปทางใจและนามทางใจ ฉะนั้น ในฟุ้งมีงานทั้งรูปทั้งนาม ขณะที่พระอริยเจ้าสำเร็จด้วยความฟุ้งด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอันใดอันหนึ่งในนามฟุ้ง
นามฟุ้งทำให้เป็นพระอริยเจ้ากันมากมายแล้ว เพราะอะไร? เพราะนามปริจเฉทญาณ รูปปริจเฉทญาณ แล้วก็ได้ญาณปัญญาขั้นสูงๆ ต่อไป เราจะเห็นความไม่เที่ยงระหว่างรูปทางใจกับนามทางใจ เห็นการเกิดการดับระหว่างรูปทางใจกับนามทางใจ ก็ปฏิบัติเห็นทุกขเวทนา เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขณะนั้นได้
ฉะนั้น งานมีมาก เราแค่กำหนดนามฟุ้งไม่ได้ เราไม่ละเอียด แต่กำหนดนามรู้ว่าเป็นฟุ้งที่เป็นรูปทางใจหรือนามทางใจ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [16 ธ.ค. 2556 , 14:48:15 น.] ( IP = 125.27.172.90 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ โดย พี่ดา (พี่ดา) [16 ธ.ค. 2556 , 20:50:57 น.] ( IP = 27.145.254.7 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |