มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน









เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ


พระพุทธเจ้าทรงเทศนากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพื่อให้ปวงสาธุชนสามารถพิจารณาการเกิดดับของรูปนาม สังขารธรรมตามปรมัตถสัจจะหรือปรมัตถสภาวะ เป็นอารมณ์ที่เห็นได้ง่ายได้ชัด ให้ดูกายานุปัสสนาสติปัฏฐานก่อน จึงบอกว่าผู้ปฏิบัติใหม่ๆ ให้ดูรูปก่อน รูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง รูปนอน พระพุทธเจ้าทรงชี้อย่างนั้นเหมือนกัน

เมื่อสอนกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นอันดับแรก พระองค์จึงทรงเทศนาเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ พิจารณาเวทนาเป็นอันดับที่สอง โดยกำหนดเอาเวทนาเจตสิก ๑ ดวง ในเจตสิกปรมัตถ์ ๕๒ ดวง มาจัดในเวทนาขันธ์ คือ การพิจารณาเวทนาอันเป็นจริงอยู่

คือให้ผู้ปฏิบัติเอาเวทนาเจตสิก ๑ ดวง (ในขันธ์ ๕) เวทนามีสุข ทุกข์ เพื่อเป็นประโยชน์ของปวงพระโยคาวจรต่างๆ คือหมั่นอยู่ในวิปัสสนาภาวนา เพื่อจะได้สามารถให้ตระหนักและประจักษ์ถึงการเกิดดับของรูปนามพร้อมทั้งอาการของอสุภะ ทุกขะ อนิจจะ และอนัตตะ ให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น ทางกายแจ่มชัดแล้ว ทางเวทนาก็แจ่มชัดยิ่งขึ้น เพื่อถอนหรือเพิกจากสุภสัญญา สุขสัญญา นิจจสัญญา และอัตตสัญญาเหมือนกัน

ที่ปวงสามัญชนมีขันธสันดานอันหนาและชาด้วยตัณหาและทิฏฐิ ทำให้เกิดความสำคัญผิดและยึดผิดกันอย่างงมงาย สามารถเพิกและถอนเท่าที่เป็นไปตามวิสัยของผู้ปฏิบัติได้

ฉะนั้น การพิจารณาเวทนาเพื่ออะไร เพื่อให้ประจักษ์และตระหนักถึงความจริงของรูปนามพร้อมกับอาการ

พระพุทธเจ้าทรงมีพุทธฏีกากล่าวไว้ว่า เมื่อเสวยสุขก็พึงกำหนดรู้ในสุขนั้นๆ เมื่อเสวยทุกข์ก็พึงกำหนดรู้ในทุกข์นั้นๆ หรือเมื่อรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์คืออุเบกขาวางเฉย ไม่ยินดียินร้ายหรือตื่นเต้นรันทดใจก็พึงกำหนดรู้ตามความรู้สึกนั้นๆ ตลอดไป (เวทนาทั้ง ๓)

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2556 , 10:18:01 น.] ( IP = 125.27.180.16 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


คำว่า เวทนา เมื่อพิจารณาตามรูปศัพท์ย่อมแปลว่า การเสวยหรือความรู้สึก ซึ่งนับเป็นคำแปลที่เป็นสาธารณะทั้งทางกายและทางใจ เช่น ความรู้สึกเกิดขึ้นทางกายก็เรียกว่า สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ส่วนทางใจก็เรียกว่า โสมนัส โทมนัส อุเบกขา

เวทนาหรือสภาพธรรมที่เกิดขึ้นนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะให้พิจารณาถึงความจริงของปรากฏการณ์ของรูปของนามตามพระปรมัตถ์หรือสภาวะโดยกำหนดให้ตระหนักและประจักษ์เป็นปัจจุบัน เพื่อจะสามารถถอนและเพิกในความเข้าใจผิดที่ได้ยึดมั่นถือมั่นกันอย่างผิดๆ ให้สิ้นไปให้หมดไป หมายความว่า ความเข้าใจหรือทัศนวิสัยที่มีอยู่ของบุคคลทั่วไปต่างก็สำคัญและยึดมั่นกันว่ามีตัวตน มีบุคคล มีเรา มีเขาเป็นผู้เสวยความสุขกันทั้งนั้น

ทั้งนี้ก็เพราะว่าความเข้าใจนี้ที่มีอยู่ยังไม่ถูกต้องตามพุทธประสงค์ ไม่อยู่ในข่ายประเด็นเนื้อหาสาระในเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อรู้สึกหรือทัศนะของบุคคลทั่วไปเป็นอย่างนี้แล้ว ถ้าเป็นจริงก็ไม่ต้องมีพุทธฏีกา ดังนั้นพึงปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเข้าถึงพุทธประสงค์ได้

ทุกคนย่อมปรารถนาทรัพย์สินเงินทองเรือกนาไร่สวนอันเป็นวัตถุภายนอก ที่ออกมาทำมาหากิน เพราะต้องการเงินทองหรือปรารถนาอยากมีเรือนร่างงดงามสวยเก๋ (เช่น บ่นว่าอ้วนบ้าง ผอมบ้าง) ทั้งนี้ไม่มีขีดขั้นหรือจำกัดว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเหมือนกันหมดทั้งนั้น เมื่อบุคคลใดได้มาซึ่งสิ่งที่ตนเองปรารถนาและอยากได้แล้วก็รู้สึกเบิกบานแช่มชื่นใจ ถ้าไม่ได้มาตามมุ่งหวังหรือตามคาดฝัน ก็แสดงออกปรากฏถึงความกระวนกระวาย ว้าวุ่น และผูกใจเจ็บ อยากได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา

สมดังคำพังเพยที่มีกล่าวว่า "ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ต้องเอาด้วยคาถา" บุคคลบางคนแม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนาอยากได้ แต่ก็สำนึกในวาสนาชะตากรรมของตนก็มี ก็ยังยืนยันว่าเป็นผู้เชื่อกรรมและผลของกรรมก็ยังมีอยู่

ฉะนั้น ตรงนี้ความรู้สึกที่พระองค์ยกขึ้นมาเป็นอุทธาหรณ์ที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้นี้ ถ้าเป็นความรู้สึกที่เนื่องกับเครื่องผูกใจให้น้อมไป คือมีอารมณ์กามคุณเป็นเครื่องล่อได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความนึกคิดอันเกิดขึ้นทางกายโดยไม่จำกัดว่าเป็นความสุข ความทุกข์ หรืออุเบกขา ความรู้สึกนี้ย่อมเรียกว่า สามิสเวทนา ถ้าเป็นความรู้สึกอันเกิดขึ้นทางใจโดยไม่จำกัดว่าเป็นโสมนัส โทมนัส อุเบกขา ความรู้สึกนั้นย่อมเรียกว่า เคหัสสิตเวทนา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2556 , 10:18:40 น.] ( IP = 125.27.180.16 : : )


  สลักธรรม 2


ความรู้สึกดังกล่าวที่พูดไปนี้ถ้าไม่เนื่องด้วยอารมณ์กามคุณคือ ไม่มีอารมณ์กามคุณมาเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง หากแต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการตระหนักและประจักษ์ในความจริงที่ปรากฏขึ้นของรูปนามตามพระปรมัตถ์หรือตามสภาวะ ความรู้สึกอันเกิดขึ้นแต่ทางกายโดยไม่จำกัดว่าเป็นสุขหรือทุกข์หรือทุกข์หรืออุเบกขา ความรู้สึกนั้นย่อมเรียกว่า มิรานมิสเวทนา ส่วนความรู้สึกอันเกิดขึ้นแต่ทางใจโดยไม่จำกัดว่าเป็นโสมนัส โทมนัส อุเบกขา ความรู้สึกนั้นย่อมเรียกว่า เนกขัมมสิตเวทนา

ขณะที่เราปฏิบัติอยู่นั้น เราไม่ได้อยากเห็น แต่มีเหตุทำให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นโสมนัส โทมนัส อุเบกขา ขณะนั้นเนกขัมมสิตเวทนาเป็นโดยธรรมชาติที่เป็นเหตุปัจจัย ไม่มีเครื่องล่อ เช่น ทางกาย เมื่ออากาศร้อน เรากำหนดรูปร้อน เวลาตอนเย็นต้องอาบน้ำ ไม่ได้อยากเย็น ไม่ได้อยากสบาย แต่มีความจำเป็นต้องอาบน้ำแล้ว เพราะ ๑ วันเต็มๆ แล้ว เมื่ออาบน้ำก็กระทบเย็นเกิดสุขเวทนาขึ้นมา แต่สุขนั้นไม่มีความต้องการคือ ไม่มีอยากไม่มีเครื่องล่อจึงเรียกว่า มิรามิสเวทนา

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจึงมีเวทนาเหมือนกัน แต่เวทนานั้นปราศจากอามิสเครื่องล่อเรียกว่า มิรามิสเวทนาเกิดขึ้นทางกาย ส่วนทางใจก็เหมือนกัน เมื่อปฏิบัติอารมณ์ได้ต่อเนื่อง ไม่ทุรนทุราย เช่น ฟุ้งก็ไม่ทุรนทุราย ได้ยินก็ได้ยินไป แต่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเพราะใจไม่ได้ใส่ใจ ก็เป็นอุเบกขาเวทนา เวทนาขณะนั้นเกิดทางใจเรียกว่า เนกขัมมสิตเวทนา ซึ่งต่างจากปุถุชนธรรมดาแล้ว เป็นเนกขัมมะแล้ว

เวทนาที่ประกอบไปด้วยอรรถาธิบายข้างต้น ย่อมจะเป็นเครื่องชี้เป็นหลักให้เห็นว่า สุตามยปัญญาควรได้นำขึ้นสู่จินตามยปัญญาได้หรือไม่ เมื่อเห็นสมควรแล้ว ก็พึงพิจารณาเพียงจินตามยปัญญาเท่านั้นเองก็จะทำให้สามารถรู้แจ้งแทงตลอดตามสภาวธรรมได้ แล้วควรยกจิตนำขึ้นสู่ภาวนามยปัญญาได้อีกด้วย

พระพุทธเจ้าได้ทรงประทานพระอนุญาตให้แก่ปวงเวไนยสัตว์ได้ลิ้มรสโอชะของพระธรรมนี้ พระโยคาวจรผู้เจริญมั่นอยู่ในวิปัสสนาปัญญา เมื่อปฏิบัติตามแนวทางพระวิปัสสนาจารย์ที่อบรมด้วยดีแล้วนี้จนตระหนักและประจักษ์ว่า รูปนามตามปรมัตถ์ตามสภาวะแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นผู้ได้ละแล้วซึ่งทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดจะผูกจิตให้ข้องอยู่ในกามคุณอารมณ์ได้

ฉะนั้นเป็นการปฏิบัติทั้งนั้นเลย ไม่ใช่เวทนาที่เกิดขึ้นตามวันและเวลา เวทนาในอารมณ์วิปัสสนาเป็นเวทนาชนิดนี้ ซึ่งไม่มีกิเลสเป็นตัวดึงเข้าไป แต่เป็นเวทนาที่ผลักดันให้เกิดญาณปัญญาสูงๆ ขึ้นไป จะสามารถถ่ายถอนสุภสัญญา สุขสัญญา นิจสัญญา และอัตตสัญญาเหมือนกัน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2556 , 10:18:55 น.] ( IP = 125.27.180.16 : : )


  สลักธรรม 3


ถาม ใครเป็นผู้เสวยเวทนา และมีตัวตนมีเขามีเราในการเสวยเวทนาหรือเปล่า?

ตอบ พระโยคาวจรผู้ตระหนักและประจักษ์อันดีแล้ว จะตอบคำถามนี้โดยฉับพลันว่า ไม่มีผู้ใดหรือตัวตนที่สมมติเสวยเวทนานั้นๆ ดอก หากมีแต่เพียงการเกิดดับของความรู้สึกที่ทยอยกันเกิดดับอยู่เท่านั้น พวกสุข ทุกข์ เฉยๆ มีการทยอยมาเปลี่ยนในอารมณ์ เพราะตากระทบรูปที่เกิดเวทนา เพราะมีผัสสะนั่นเอง ผัสสะปัจจยาเวทนา จะห้ามไม่ให้กระทบไม่ได้ เพราะมีรูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ มีประสาทตาดี มีเหตุ

เมื่อมีผัสสะผัสโสก็ต้องมีเวทนา แต่ไม่มีคนสัตว์มาเสวยเวทนา เวทนามาจากไหน ก็มาจากผัสสะ ผัสสะให้เกิดเวทนา จึงไม่มีผู้ใดตัวตนที่สมมติมาเสวยซึ่งเวทนานั้น หากเป็นเพียงการเกิดการดับของความรู้สึกที่ทยอยกันเกิดดับอยู่เท่านั้น


ถาม เป็นการเสวยของใครล่ะ คือมีตัวตนที่เป็นเจ้าของในความรู้สึกนั้นหรือเปล่า?

ตอบ พระโยคาวจรผู้ประจักษ์ในเวทนานุปัสสนาสติปัฏบาน ก็จะต้องตอบว่า สภาวธรรมที่เป็นมูลอันเกิดขึ้นแก่กรณีความรู้สึก (มีสภาวธรรมเป็นมูล)นั้นๆ จะทยอยกันเกิดดับอยู่ มิได้เป็นตัวตนใครเป็นเจ้าของในความรู้สึกนั้นเลย (เวทนาก็เป็นสภาวธรรม)


โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2556 , 10:19:13 น.] ( IP = 125.27.180.16 : : )


  สลักธรรม 4


ถาม ความรู้สึกนั้นเกิดได้เพราะเหตุใด?

ตอบ ความรู้สึกนั้นเกิดได้เพราะวัตถุกระทบกับอารมณ์ เพราะเหตุนี้เองเมื่อมีความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้น พระโยคาวจรก็สามารถจะกำหนดรู้ซึ่งความรู้สึกนั้นๆ ด้วยการถึงพร้อมอยู่ด้วยโคจรสัมปชัญญะ คือปัญญาโคจรอยู่คือ ความรู้ดีในอารมณ์ การรู้ชัดในอารมณ์ที่เกิดขึ้นทางทวารหนึ่งๆ ทั้ง ๖ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และสามารถกำหนดได้ทันเป็นปัจจุบันด้วยความเพียรต่อเนื่อง

อสัมโมหสัมปชัญญะคือ การรู้ดีพร้อมด้วยปัญญา ก็จะสามารถถ่ายถอนทำให้ตระหนักและประจักษ์ชัดในนิยามธรรมที่ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมเนียมของมัน เช่น จิตตักขณะ (มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป)

จิตเกิดขึ้นเป็นวิถี เมื่อมีอวิชชาเกิดขึ้น อวิชชาเป็นปัจจัยต่อเนื่องกัน อายตนะไปกระทบก็เกิดเวทนาโดยเหตุปัจจัย เมื่อไม่มีอายตนะหรืออายตนะขาดถึงจะกระทบ เวทนาก็ไม่เกิด ฉะนั้น เวทนาเกิดเพราะธรรมชาติที่เป็นสภาวะ ยังเป็นอย่างนั้นอยู่คือธรรมนิยาม ปราศจากความเคลือบแคลงอำพรางใดๆ พระโยคาวจรจะเห็น

นอกจากเวทนาสามัญที่เรารู้จักกันแล้วนี้ ยังมีการจำแนกเวทนาขึ้นอยู่กับการให้น้อมเอาอารมณ์กามคุณเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เวทนาอันเกิดขึ้นจากการตระหนักและประจักษ์ในความจริงของการปรากฏตามสภาวธรรม

อารมณ์ที่เกิดขึ้นหรือเวทนาที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติเรียกว่า มิรามิสเวทนา (ทางกาย) ห้ามไม่ให้กระทบไม่ได้ เช่น อากาศมี กายปสาทมี หน้าร้อนมี นักปฏิบัติจะไม่ร้อนได้ไหม: ไม่ได้ แต่อยากร้อนไหม : ไม่ได้อยากร้อน เกลียดร้อนไหม : ไม่ได้เกลียดร้อน ชอบร้อนไหม : ไม่ได้ชอบร้อน มีแต่รู้ร้อน ไม่ได้ชอบไม่ได้ชัง แต่มีรู้ ตัวรู้นั่นแหละ รู้เวทนานั่นแหละ รู้เวทนานั้นเรียกว่า มิรามิสเวทนา เป็นความเยี่ยมความประเสริฐนะ เหนือมนุษย์ธรรมดา

ถ้าเกิดต่อเนื่องกันทางใจ เช่น ความฟุ้งเกิดขึ้น ความวิตกกังวลเกิดขึ้น ไม่ใช่ความคิด เช่น นั่งคิด...ทำไมถึงทำกับฉันได้ ไม่น่าทำกับฉันเลย จัดว่าเป็นความคิด แต่เวลาปฏิบัติเราพยายามประคองใจให้อยู่ในอาการ แต่มันเป็นอนัตตา จึงฟุ้ง ฟุ้งไม่ใช่คิด คิดก็ไม่ใช่ฟุ้ง ฟุ้งเป็นธรรมชาติเป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฉะนั้นเวทนาที่เกิดขึ้นทางใจ ฟุ้งบางครั้งเกิดความรู้สึกวิตกกังวลว่าฟุ้ง ความวิตกกังวลฟุ้งนั้นไม่เหมือนกับความคิด ความคิดเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลได้ แต่ความฟุ้งไม่เป็นกุศลหรืออกุศล แต่เป็นกัมมัสสกตาปัญญาเพราะเป็นเนกขัมมสิตเวทนา(ทางใจ) ที่รู้ทันกรรมที่เกิดขึ้นคือกัมมัสสกตาปัญญา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2556 , 10:19:31 น.] ( IP = 125.27.180.16 : : )


  สลักธรรม 5


ทุกวันนี้ ธรรมชาติทั้งหลายไปห้ามอะไรไม่ได้ เมื่อตากระทบรูปก็ต้องเห็น แต่การเห็นไม่ได้เห็นเฉยๆ มีการเห็นแล้วชอบหรือชัง ถ้าเห็นแล้วชอบก็โลภะเป็นกิเลส ถ้าเห็นแล้วชังก็โทสะเป็นกิเลส ฉะนั้นชีวิตของเราจะมีกิเลสไหลเข้าออกอยู่เนืองๆ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หมด แต่โยคาวจรคือผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้น จะจัดว่ากำลังเป็นบุคคลพิเศษ โดยอาศัยสภาวธรรมและคู่มือการปฏิบัติคือรูปนาม และการกำหนดถูก คือโยนิโสนั้นเป็นตัวทำลายกิเลส เป็นตัวทำลายกรรมวัฏฏะ เช่น ถ้าธรรมดาแล้ว เราคิดว่าน่าจะตอบอย่างนั้น เราตอบพลาดไปนิดหนึ่ง กลับมาแล้วคิด ในขณะที่คิดใช่ไหมเป็นความรู้สึกภายในเป็นความคิด แต่ถ้านึกถึงบรรยากาศที่ห้องสอบ นึกไปภายนอกอันนี้ฟุ้ง

ฉะนั้น ความคิดเป็นความรู้สึกภายใน คิดดีเป็นกุศล คิดไม่ดีเป็นอกุศล เป็นได้ทั้งสองอย่าง เช่นนั่งคิดว่าดีนะที่มีโอกาสถวายสักการะเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน แต่ถ้านั่งอยู่หน้าแม่ที่ป่วยหนัก ก็คิดว่าจริงๆ แล้ว ความตายเป็นของธรรมดา แต่มันหนัก ความคิดอย่างนี้ก็เป็นอกุศล ซึ่งต่างกับการปฏิบัติ ในขณะปฏิบัติไม่จำเป็นไม่ต้องทำกิจใดๆ เลย

๑. ต้องรู้จักรูปนามว่าอะไรคือรูป อะไรคือนาม

๒. เมื่อรู้จักรูปนามแล้ว ลงมือปฏิบัติทันที

๓.ในการปฏิบัติต้องคอยสังเกต ต้องดู การดูนี้ไม่ได้ดูด้วยตาเนื้อ แต่ดูด้วยความรู้สึก ไม่ให้ประคองอิริยาบถ


เมื่อเข้าใจแล้วก็มาปฏิบัติ ขณะปฏิบัตินั้นสุขทุกข์ย่อมมีเหมือนกันเพราะเป็นธรรมนิยาม เพราะจิตเกิดรู้อารมณ์เป็นธรรมดา เมื่อมีเหตุ ถามว่า เวทนาเป็นของใคร มีคนไหม ไม่มีคน เวทนานี้ใครเป็นผู้เสวย คือผู้กินอารมณ์นั่นแหละ มีตัวตนเราหรือเปล่า มีเขามีเราไหม ไม่มี ไม่มีผู้ใดเลยหรือตัวตนที่สมมติขึ้น เช่น สมมติขึ้นว่าเป็นผู้หญิงผู้ชาย ตัวตนที่สมมติขึ้นเสวยเวทนานั้นไม่มีเลย มีแต่เพียงการเกิดดับของความรู้สึก เดี๋ยวรู้สึกสุข เดี๋ยวรู้สึกทุกข์ เป็นการเกิดดับของความรู้สึกที่ทยอยกันเกิดขึ้น อันเกิดขึ้นจากวิบากที่เราทำ ทำให้มีสุข มีทุกข์ ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตาเรามี ๒ อย่างคือ พอใจกับไม่พอใจ นี่คือทฤษฏีแรก

ทฤษฏีที่สองคือ ตั้งแต่เช้าลืมตาจนหลับตา ไม่มีคนมีสัตว์มาพอใจ ไม่พอใจ มีแต่วิบากมาเกิดขึ้นสลับกันเรื่อยๆ วิบากดีบ้าง วิบากไม่ดีบ้าง ให้เสวย ให้แก่ใคร ก็ให้แก่ผู้ที่ทำกรรมนิยามนั้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2556 , 10:19:48 น.] ( IP = 125.27.180.16 : : )


  สลักธรรม 6


ถาม เมื่อไม่มีผู้ใดมาเสวยแล้ว ไม่มีคนมีสัตว์ แล้วใครเสวยล่ะ?

ตอบ ก็สภาพสภาวธรรม เช่น จิตมีหน้าที่รู้ มีหน้าที่รับอารมณ์ พิจารณาอารมณ์ ไต่สวนอารมณ์ ใครรับล่ะ ชวนะเสพอารมณ์ไปเอง ฉะนั้น ใครเก็บเสพเข้าไป ชวนจิต มีคนไหมล่ะ ก็ไม่มีคนไม่มีสัตว์ ใครเป็นผู้กินอารมณ์ เรามักบอกว่า เราทุกข์ แท้ที่จริงชวนะกินอารมณ์ เรากินแต่ข้าวขนม กินข้าวโพด ไม่เห็นกินอารมณ์ ได้แต่ไปวิ่งกับอารมณ์ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรา


ถาม ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุใด (เช่น สุข ทุกข์ เฉยๆ)?

ตอบ เกิดขึ้นเพราะมีวัตถุกระทบกับอารมณ์จึงเกิดเวทนา

ด้วยเหตุนี้ที่กล่าวคำถามต่างๆ นี้ จึงป็นที่ประจักษ์แจ้งปรากฏจริง ผู้ปฏิบัติจะปฏิบัติดูรูปดูนามตามปรมัตถ์สภาวะ โดยไม่เนื่องด้วยกามอารมณ์คือความใคร่ เขาบอกว่า กินเพื่อแก้ทุกข์นะ ก่อนกินต้องมีความสำเหนียกพิจารณาก่อน ทำไมจึงต้องกิน เพราะหิว ทุกข์มาเบียดบัง ถ้ายังไม่หิว แต่เขาส่งปิ่นโต (เวลาเข้าปฏิบัติตามสำนักต่างๆ) ต้องมีความรู้สึกอยู่เสมอว่ามีความจำเป็น เพราะถ้าไม่กิน เขาจะเก็บไป มดขึ้นอีก ทำให้เสียเวลา และต้องทุกข์มากกว่านี้ ต้องกินเพราะจำเป็น เหตุจำเป็นทั้งนั้นเลย ไม่มีอยาก

ฉะนั้นในการปฏิบัติ เราอยู่ของเราในห้อง เราก็ไม่อยากให้คนเอาขนมมาให้ แต่มีคนเอามาให้ ความรู้สึกที่รู้ว่าบุคคลนั้นดีกับเรา ความรู้สึกนั้นไม่ได้เนื่องด้วยกามคือความอยาก แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยส่งมาเอง เหตุปัจจัยที่เราทำเอาไว้คือกรรมนิยาม ผลของกรรมที่เคยทำมา เคยบริจาคทานไว้ เคยสงเคราะห์เขาไว้ มาส่งผลตอนเข้าปฏิบัตินี้ ทำให้มีคนเอาขนมมาให้กิน เราก็ไม่ได้สั่ง เขาเอามาให้ ซึ่งบางขณะก็ทุกข์ บางครั้งก็สุข บางครั้งก็เฉยๆ ความสุข ทุกข์ เฉยๆที่เกิดขึ้นในอารมณ์ขณะนั้นทางใจไม่ได้เรียกว่า กรรมวัฏฏะ ไม่มีกิเลส เป็นการประพฤติปฏิบัติสนองตอบสิ่งเร้าเรียกว่า พฤติกรรมของจิต เพราะมีธาตุกระทบจึงมีธาตุรู้ ขณะนั้นอารมณ์นั้นเรียกว่า เนกขัมมสิตเวทนา ไม่ใช่สุขเวทนา หรือทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา โสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา เป็นเวทนาที่เกิดขึ้นจากกรรมอันเป็นวิวัฏฏคามินีไม่มีผล

เช่นเดียวกับการปฏิบัติอยู่ เมื่ออากาศร้อนก็กำหนดรูปร้อน แล้วก็แก้ไข จนกระทั่งบ่ายคล้อยเย็นแล้ว ยุงมารบกวน แล้วเราอยู่มาทั้งวันเหงื่อคราบไคลอสุภะเป็นของมีจริง เราก็กำหนดโยนิโสไปว่า จำเป็นต้องอาบน้ำ จะหมดวันแล้ว ความจำเป็นเกิดขึ้น เหมือนแปรงฟัน ใครบ้างเกิดมาอยากแปรงฟัน แต่มีความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีใครอยากแปรงฟัน เพราะถ้าไม่แปรงมันมีกลิ่นเหม็น สกปรก เป็นความจำเป็นทั้งนั้น

ฉะนั้นเช่นเดียวกัน จำเป็นต้องอาบน้ำ หรือทานอาหารเสร็จจำเป็นต้องแปรงฟัน ก็มีโยนิโสมนสิการไปว่าความจำเป็น ไม่ได้แปรงฟันโดยอัตโนมัติ ก่อนจะไปรู้เหตุปัจจัยก่อน เพราะทานอาหารแล้วมีเศษอาหารติดแล้ว และเย็นแล้ว ต้องทำความสะอาดต้องไปแปรงฟัน เมื่อทำความสะอาดแล้ว ความสบายใจที่เกิดขึ้นจากความสะอาดก็ดี ความสบายใจนั้นไม่มีผลต่อสังสารวัฏ ไม่ได้เป็นกุศล ไม่ได้เป็นอกุศล แต่เป็นกัมมัสสกตาปัญญา เป็นกัมมวิวัฏฏะเรียกว่า เนกขัมมสิตเวทนา ที่สบายจากการแปรงฟัน เพราะแก้ไขทุกข์จึงสบาย และเวทนานั้นก็เกิดชั่วคราวจึงดูรูปต่อ เวทนานั้นจึงไม่มีปรากฏเป็นผลชาติหน้าและชาติต่อๆไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2556 , 10:20:07 น.] ( IP = 125.27.180.16 : : )


  สลักธรรม 7


เช่นเดียวกัน ความจำเป็นที่ต้องอาบน้ำ เราไม่ได้อยากอาบเพราะจะได้เย็น แต่พอตักลงไปความร้อนในตัวเรามีมากกว่า ความเย็นในบ่อน้ำก็มีมาก เราจำเป็นต้องอาบ มีสติในการอาบ เมื่อเย็นวาบก็กำหนดนามรู้สึกหรือรูปเย็น สุขเข้าไม่ทัน แต่เป็นสุขโดยธรรมชาติเอง บางครั้งก็รู้ บางครั้งก็ไม่รู้ เพราะเราไปอยู่กับรูปนาม ทำไมจึงต้องรูปนาม เพื่อจะได้ไม่ยินดีกับสุขนั้น สุขโดยสภาพธรรมก็ไม่ได้ยินดีด้วย แต่มันสุขเอง สบายกายเอง ความสบายกายจากการกระทำนั้น ก็ไม่ได้เนื่องด้วยกาม เวทนาที่เกิดขึ้นทางกายจะเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ความรู้สึกนั้นเรียกว่า มิรามิสเวทนา เป็นเวทนาที่เป็นกรรมวิวัฏฏะ ไม่มีผล

แต่นอกเหนือจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว เวทนาที่เกิดขึ้นนอกจากอารมณ์กรรมฐาน เป็นเวทนาที่เป็นบ่อเกิดสังสารวัฏทั้งสิ้น แม้กระทั่งความฟุ้ง เราไม่ได้อยากฟุ้ง เราดูว่านามฟุ้ง ฟุ้งอันนั้นเป็นธรรมชาติ ทำให้เกิดทุกขเวทนาได้นิดหนึ่ง ในขณะปฏิบัติก็เนกขัมมสิตเวทนา แต่ตอนที่กลับมาถามนี้แหละเป็นทุกขเวทนาเป็นกรรมในวัฏฏะ

ขณะที่เราปฏิบัตินั้น มีฟุ้ง ก็ดูไปเรื่อยๆ ดูฟุ้งไป เรามีหน้าที่ดูละคร ทำไมเราจะไปบงการละครล่ะ ตรงที่บงการเป็นกรรมวัฏฏะ ตรงดูเป็นเนกขัมมสิตเวทนาหรือมิรามิสเวทนา

ฉะนั้น การศึกษาเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้ได้ความรู้เพิ่มเติมว่า ปุถุชนทั่วไปต่างไม่ถึงพร้อมที่จะทำตัวเองให้พ้นจากการเป็นทาสของอารมณ์ ฉะนั้นเวทนาที่เกิดขึ้นตอนปฏิบัตินั้น อารมณ์นั้นไม่ได้เป็นทาส เป็นธรรมเนียมของธรรมนิยาม ซึ่งเกิดจากกรรมนิยามส่วนตนและเป็นหน้าที่ของจิตนิยาม เป็นธรรมเนียมของจิตที่รู้ เพราะว่ามีวัตถุมากระทบกับอารมณ์

ขณะที่เราเจริญพระกรรมฐานอยู่นี้ แม้จะยังไม่พร้อมที่จะพ้นการเป็นทาสของอารมณ์กามคุณ แต่หากกระทำได้เสมอๆ ในวิปัสสนาภาวนานี้ ปัญญาภูมิที่เราพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายอนุสัยภูมิที่มีอยู่ในขันธสันดานให้สิ้นไป แล้วเมื่ออะไรมีอำนาจมากกว่าก็ตัดรอนสิ่งนั้นไป เวทนาจัดเป็นวิบาก เราไม่ทันวิบากก็ตอบสนองสิ่งเร้าด้วยเจตนามีกรรมคือพอใจ ไม่พอใจ กรรมวัฏฏะก็เกิดขึ้นใหม่อยู่ร่ำไป



ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [18 ธ.ค. 2556 , 10:20:23 น.] ( IP = 125.27.180.16 : : )


  สลักธรรม 8


ดีจัง ได้รู้จักกับเวทนาในหลายแง่มุม

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ธ.ค. 2556 , 11:50:05 น.] ( IP = 27.145.254.7 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org