มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


โลกุตตรภูมิขั้นที่ ๔









โลกุตตรภูมิขั้นที่ ๔
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ


ผู้ใดมีโอกาสพบบวรพระพุทธศาสนา มีความอุตสาหะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จนบรรลุโลกุตตรภูมิขั้นนี้ ท่านผู้นั้นชื่อว่า เป็นพระอริยบุคคลสูงสุดในพระพุทธศาสนาย่อมเป็นผู้สมควรแก่การบูชาของเหล่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณอันสุงสุดโดยเป็นพระขีณาสพเจ้า สิ้นกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาณ จึงถูกขนานนามว่าพระอรหันต์

พระอรหันต์แปลว่าท่านผู้สมควรแก่การบูชา ข้อปฏิบัตินั้น ต้องบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานผ่านพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี มาตามลำดับ มีวิริยะอุตสาหะเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนมีความเจริญยิ่งขึ้น เมื่อวาสนาบารมีเต็มที่ อินทรีย์แก่กล้าขึ้นมาอีก พรั่งพร้อมสม่ำเสมอเป็นอันดีแล้ว สภาวญาณก็จะเกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่อุทยัพพยญาณไปจนถึงสังขารุเปกขาญาณ จะปรากฏชัดแจ้งและละเอียดที่สุด

ครั้นสังขารุเปกขาญาณเกิดขึ้นบริบูรณ์แล้ว อนุโลมญาณก็จะเกิดติดตามมาด้วยโวทานตามลำดับ วาระที่สำคัญที่สุดก็พลันมาถึงนั่นคือ พระจุตตถญาณหรือพระอรหัตตมรรคจะอุบัติขึ้นมา ก็เปรียบเสมือนดาบอันคมกล้าฟาดฟันไปที่อาสวะ ซึ่งหมักดองอยู่เป็นเวลานาน ประหาณอาสวะให้ขาดสะบั้นไปจากสันดาน

เมื่อพระอรหัตตมรรคเกิดขึ้น ต่อจากนั้นพระอรหัตตผลญาณก็ติดตามมา เป็นผู้มีวาสนาบารมีน่าเคารพบูชาที่สุด เสวยอารมณ์พระนิพพานเป็นขันธวิมุติ หลุดพ้นจากขันธ์ ๕ คือรูปนาม เป็นพระขีณาสพ ถือความเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างยิ่ง กิเลสธุลีแม้แต่เถ้ายองใยไม่เหลือติดอยู่ในขันธสันดานอีกเลย

หรือมีพระบาลีกำกับไว้ว่า ท่านที่สามารถปฏิบัติเป็นพระอรหันต์หรือได้อรหัตตมรรคญาณอุบัติขึ้นในสันดานแล้ว ได้กล่าวว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา ปัญญาบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 ธ.ค. 2556 , 15:50:23 น.] ( IP = 125.27.160.253 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ชาวพุทธผู้มีปัญญาทั้งหลายต้องทำความเข้าใจและเลื่อมใสในพระศาสนาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะพระปัญญาธิคุณ เพราะในบวรพระพุทธศาสนานี้เต็มบริบูรณ์ไปด้วยหลักการ ๓ หลักการคือ ศีล สมาธิ และปัญญาอันยอดเยี่ยมเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะบรรลุมรรคผลอันสูงสุดนี้ได้ด้วยหลักการ ๓ หลัก ดังกล่าวคือ

ผู้ที่จะบรรลุพระโสดาปัตติมรรค สกิทาคามีมรรคได้ด้วย อธิศีล คือศีลขั้นยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง

ผู้ที่จะบรรลุพระอนาคามีมรรคได้ด้วย อธิจิต คือมีจิตเป็นสมาธิขั้นยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง

ผู้ที่จะบรรลุพระอรหัตตมรรคได้ด้วย อธิปัญญา คือปัญญาขั้นยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง

การที่สมเด็จพระชินบวรทรงสอนทางให้บรรลุพระอรหัตตมรรคญาณนี้ ด้วยคุณวิเศษแห่งพระบรมพุทธโอวาทที่สามารถรื้อสัตว์ขนสัตว์ ผู้ปรารถนาพ้นไปจากกองทุกข์ ได้พ้นจากกองทุกข์อย่างเด็ดขาด เที่ยงแท้ และแน่นอน ก็เพราะทรงสอนหลักใหญ่ ๓ ประการข้างต้นนั่นเองรวมเรียกว่า พรหมจรรย์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 ธ.ค. 2556 , 15:50:49 น.] ( IP = 125.27.160.253 : : )


  สลักธรรม 2


คุณวิเศษของพระอรหันต์

บุคคลที่มีวาสนาบารมีเต็มเปี่ยม มีความเจริญ มีความเพียร จนได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว เป็นพระอริยบุคคลขั้นสูงสุดในบวรพระพุทธศาสนา ย่อมกำจัดอาสวะได้ ๒ ประการคือ ภวาสวะ เครื่องหมักดองคือ ภพ และอวิชชาสวะ เครื่องหมักดองคืออวิชชา ตัดได้เด็ดขาดเป็นสมุจเฉทปหาน

ภวาสวะ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิก หมายถึง ความยินดีพอใจในรูปภพ อรูปภพ และความยินดีต่อรูปฌาน อรูปฌาน ซึ่งเกิดด้วยโลภทิฏฐิคตวิปยุตจิต ๔ ดวง หมายความว่า กาลก่อนที่ว่างจากบวรพระพุทธศาสนา ยังมีปัญญาชนจำพวกหนึ่งซึ่งมีปัญญาวิเศษสามารถทราบชัดว่า ประชาสัตว์ต่างๆ ประกอบอกุศลกรรมบถทำบาปหยาบช้าแล้ว จะไปสู่อบายภูมิ หากได้ทำกุศลกรรมไว้ย่อมได้อุบัติในสวรรค์ชั้นฟ้า แต่การไปเกิดในสวรรค์ยังไม่ถือว่าเป็นที่สุดของความสุขอย่างบริบูรณ์ แต่เป็นความสุขที่เกี่ยวข้องกับกามคุณอารมณ์

ฉะนั้นไม่พึงปรารถนาในสุขชั้นนี้ ก็ตั้งความปรารถนาสุขยิ่งขึ้นไปกว่านี้คือ สุขในพรหมโลก เมื่อปัญญาชนเหล่านี้ทราบชัดเช่นนี้ก็มีความพอใจพรหมโลกเป็นอย่างยิ่ง ก็อุตสาหะปฏิบัติสมถภาวนา อยากเป็นรูปพรหมก็เพ่งรูป อยากไม่มีรูปก็เพิกรูป เมื่อได้ลุโลกนี้ไปแล้วก็ไปปฏิสนธิในพรหมโลก ครั้นได้สำเร็จรูปฌานแล้วก็อุบัติขึ้นเป็นพระพรหมตามอำนาจของรูปฌานในขั้นต่างๆ

ฝ่ายผู้ที่มีความวิริยะอุตสาหะยิ่งกว่านั้นก็เจริญสมถกรรมฐานจนสำเร็จฌานดังกล่าวแล้ว ก็ไม่พอใจปรารถนาจะได้ฌานที่อุกฤษฏ์คือ อรูปฌาน ก็เจริญสมถกรรมฐานต่อไป มุ่งหมายว่าตนเองละโลกนี้ไปแล้วจะไปปฏิสนธิที่อรูปภพ ครั้นเข้าสู่อรูปฌานเรียบร้อยแล้ว ก็ได้อุบัติเป็นอรูปพรหมดังเจตนานั่นเอง

ลัทธิเช่นนี้ย่อมมีอยู่ประจำโลก ซึ่งผู้มีปัญญาในยุคต่างๆ ได้บำเพ็ญเพียรเป็นประจำ แม้เมื่อพระพุทธศาสนาบังเกิดขึ้นในโลกนี้แล้วก็ยังปรากฏการกระทำเช่นนี้อยู่ และมีต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ฉะนั้นการบำเพ็ญสมถกรรมฐานจนสำเร็จรูปฌาน อรูปฌาน ก็ได้อุบัติขึ้นในรูปภพ อรูปภพ ซึ่งต้นเหตุก็เกิดจากความยินดีพอใจในอรูปภพเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นความยินดีพอใจเช่นนี้ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งภวาสวะเครื่องหมักดองคือภพ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 ธ.ค. 2556 , 15:51:06 น.] ( IP = 125.27.160.253 : : )


  สลักธรรม 3


จะเห็นว่าอาสวะเครื่องหมักดองนี้มีพิษสงร้ายเพียงใด ทำให้ติดข้องอยู่ แม้กระทั่งผู้มีปัญญาอันเลิศล้ำได้บำเพ็ญสมถกรรมฐานได้ฌานอุบัติในชั้นพรหมผู้วิเศษ ก็ถูกอาสวะข้อนี้ไหลอาบสู่ภวัคคพรหมได้ เป็นเหตุทำให้มึนเมา ด้วยเหตุนี้คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงทำให้เห็นพิษของอาสวะทั้ง ๔ อย่างว่า อาสวะทั้ง ๔ นั้นไหลเวียนวนอยู่เป็นนิจนับตั้งแต่เบื้องต่ำคือ อเวจีนรก ขึ้นมาจนถึงภพสูงสุดคือ ภวัคคพรหมชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมโลก ทำให้สัตว์ต่างๆ มึนเมางมงายอย่างไม่มีวันสร่างได้

ตราบจนกาลที่ปรากฏมีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอุบัติขึ้นในโลกนี้ พระองค์ย่อมแสดงพระธรรมเทศนาให้ประชาสัตว์ปฏิบัติตาม เหล่าสัตว์มีความเลื่อมใสพร้อมศรัทธาปฏิบัติตามพระโอวาทของพระองค์ อุตสาหะเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนกระทั่งพระอรหัตตมรรคเกิดขึ้นในสันดานของตน สำเร็จเป็นพระขีณาสพย่อมกำจัดภวาสวะเครื่องหมักดองของเมาอันเป็นพิษร้ายที่ทำให้สัตว์หลงติดอยู่ในรูปภพ อรูปภพได้อย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ยังทำลายอวิชชาสวะได้เด็ดขาดด้วย เครื่องหมักดองคืออวิชชา องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก อวิชชาสวะนี้คือสภาพไม่รู้ อวิชชาอันเป็นสภาพความไม่รู้แบ่งออกเป็น ๖ ประเภท คือ

๑.ญาณทัสสนอวิชชา ความไม่รู้ทั่วๆไป เช่น ไม่รู้ว่าการเห็นเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นต้น

๒.อปฏิบัติอวิชชา ความไม่รู้เพราะไม่ปฏิบัติ และหมายรวมถึง มิจฉาปฏิบัติอวิชชา คือ ความไม่รู้เพราะปฏิบัติผิด

๓. ความไม่รู้ในอาการที่ไม่ประกอบด้วยเวทนา ๓ คือ โสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา และอุเบกขาเวทนา(ฉะนั้นการศึกษาพระอภิธรรมทำให้ความไม่รู้นี้หายไปได้)

๔. ความไม่รู้ในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความสิ้นสุดทุกข์ และหนทางเดินสู่ความพ้นทุกข์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 ธ.ค. 2556 , 15:51:22 น.] ( IP = 125.27.160.253 : : )


  สลักธรรม 4


๕. ความไม่รู้ในคติ ๕ คือ ที่ไปทั้ง ๕ ว่าตายแล้วเกิดทันทีในมนุษย์คติ เทวคติ เปรติคติ นิรยคติ และเดรัจฉานคติ ว่าไปได้อย่างไร กล่าวคือ

มนุษย์คติ เกิดได้เพราะมีกุศลอย่างแรงกล้าประกอบด้วยเบญจศีล เบญจธรรม

เทวคติ เกิดได้เพราะกุศลอย่างแรงกล้าประกอบด้วยจาคะ หิริ โอตตัปปะ

เปตติคติ เกิดได้เพราะอกุศลอันประกอบด้วยโลภะอย่างแรงกล้าที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ

นิรยคติ เกิดได้เพราะอกุศลอันประกอบด้วยโทสะอย่างแรงกล้าที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ

เดรัจฉานคติ เกิดได้เพราะอกุศลอันประกอบด้วยโมหะอย่างแรงกล้าที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ

๖. ความไม่รู้ทวารทั้ง ๖ และอารมณ์ทั้ง ๖ ไม่รู้ว่าอายตนะภายในกับภายนอกทำงานกันอย่างไร

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 ธ.ค. 2556 , 15:51:38 น.] ( IP = 125.27.160.253 : : )


  สลักธรรม 5


รวมความว่า ความไม่รู้ทั้ง ๖ อย่างนี้เรียกว่า อวิชชา โดยถือเอาจากอรรถธรรมที่มาจากคำว่า น วิชานาตีติ อวิชชา สภาพความไม่รู้ชื่อว่า อวิชชา

อวิชชาเป็นเครื่องหมักดองที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายในโลกมีความมึนเมา ตะเกียกตะกายเปะปะเหมือนความเมาไปในสังสารวัฏอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่สัตว์ทั้งหลายยังมีอวิชชาติดอยู่ในสันดาน อย่าได้หวังเลยว่าจะได้ออกไปจากวัฏสงสาร เพราะย่อมจะต้องถูกอวิชชาชักพาให้ต้องประกอบกรรมนานาประการจากความไม่รู้ ตามประสาโง่แห่งตน และให้เวียนว่ายตายเกิดตลอดไป

ตราบเมื่อใดก็แล้วแต่ได้มีโอกาสพบบวรพระพุทธศาสนา อุตสาหะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนได้พระอรหัตตมรรคญาณอุบัติขึ้นในสันดานตนแล้ว เป็นพระอรหันต์อริยบุคคลแล้ว ก็สามารถทำลายอวิชชาสวะนี้ได้เด็ดขาด ไม่มีวิชชาใดในโลกนี้ที่จะทำลายอวิชชาได้ นอกจากปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีศีล สมาธิ และปัญญาเป็นตัวกำจัด

ถ้ามีความสงสัยสภาพที่ไม่รู้คือ อวิชชานี้ยังมีอยู่ ตราบนั้นก็จะนั่งคอยให้อรหัตตมรรคญาณประหาน รอไม่ได้ เพราะต้องมีการประหานเป็นลำดับไป ถ้าทิฏฐิไม่หมดไปก่อน กามาสวะออกไปไม่ได้ ทิฏฐิและกามาสวะไม่ออก ภวาสวะและอวิชชาสวะก็ไม่สามารถออกได้

เมื่อศึกษาแล้วทำให้รู้ว่า กิเลสที่ละแล้วคืออะไร กิเลสที่ยังไม่ได้ละคืออะไร ฉะนั้นความสงสัยจะหมดไป เพราะเมื่ออริยมรรคเบื้องต่ำอุบัติขึ้นในจิตของโยคาวจรผู้ปฏิบัติแล้ว ทำให้เห็นจตุราริยสัจกำจัดอวิชชาได้ทุกๆ อย่าง พระอริยมรรคเกิดขึ้นก็มีสภาพเป็นวิชูปมา ธมฺมา คือมีสภาพเหมือนสายฟ้าแลบ เพราะธรรมดาสายฟ้าที่เห็นแลบอยู่นี้ ในยามราตรีที่มืดย่อมมีแสงเกิดขึ้น แล้วความมืดก็ปกคลุมต่อทันที ในกรณีของพระอริยมรรคเบื้องต่ำทั้ง ๓ ที่เห็นจตุราริยสัจกำจัดอวิชชาก็เช่นเดียวกันกับสายฟ้าแลบ

ส่วนพระอรหัตตมรรคอันประเสริฐสุดมีสภาพเหมือนวชิรูปมา ธมฺมา คือมีสภาพเหมือนสายฟ้าผ่าเพราะตามธรรมดาของสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมานี้ สิ่งกีดขวางไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ถูกทำลายหมด จะไม่ถูกทำลายไม่มี ถ้าอยู่ในเนื้อที่ เนื้อที่ในที่นี้คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นฐานให้ฟ้าผ่าลงมา กองอวิชชาคือโมหะที่ติดอยู่ในขันธสันดานมานานนักหนาไม่รู้เวลากี่แสนโกฏิชาติ ย่อมจะพลันถูกทำลายแตกกระจายสูญหายไปหมด ไม่มีในสันดานตน ไม่อาจปกคลุมความมืดอีกต่อไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 ธ.ค. 2556 , 15:51:57 น.] ( IP = 125.27.160.253 : : )


  สลักธรรม 6



บรรดาสรรพกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลาย (กิเลส ๑๐) รวมเรียกว่า อาสวะได้ถูกกำจัด ได้ถูกประหานด้วยอำนาจอริยมรรคญาณหมดสิ้นลงไป พระอรหัตตมรรคญาณสามารถประหานอาสวะที่เหลืออยู่อีก ๒ประการ คือ ภวาสวะและอวิชชาสวะ สมกับคำที่ว่า อิตเรเทฺว จตุตฺถญาณวชฺชยา

อาสวะ ๒ ประการนี้คือภวาสวะและอวิชชาสวะนั้นประหาณได้ด้วยปัญญาญาณที่ ๔ คือพระอรหัตตมรรคญาณนั่นเอง

พระอรหันต์แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๑.เจโตวิมุตอรหันต์ คือผู้เห็นภัยในวัฏสงสารได้นามว่า โยคีบุคคล มีความอุตสาหะบำเพ็ยสมถกรรมฐานสำเร็จได้ฌานก่อน ภายหลังปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ หรือโยคีผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้สำเร็จอรหัตตมรรคญาณพร้อมกับฌานก็ได้ชื่อว่า พระเจโตวิมุตอรหันต์

๒. อัปปฏิสัมภิทาปัตตอรหันต์ ได้แก่ พระอรหันต์ซึ่งไม่แตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ พระอรหันต์ประเภทนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มูฆอรหันต์ คือพระอรหันต์ผู้ไม่มีความรู้ในปริยัติธรรม

การที่จะสำเร็จพระอรหันต์ผู้ทรงคุณวิเศษประเภทฌานลาภีบุคคล เป็นพระอรหันต์ที่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ ทรงคุณวิเศษประเภทปฏิสัมภิทานั้น ก็ด้วยอำนาจแห่งบุพพาธิษฐาน การสร้างสมมาแต่อดีตชาตินับย้อนไปไม่ถ้วน เมื่อชาติปางก่อนท่านประกอบไปด้วยบุญกุศลใดๆ ก็ตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาไว้

เช่นเคยอธิษฐานตอนที่ได้อำนาจฌานลาภีว่า ต่อไปภายหน้าเมื่อข้าพเจ้าบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันตสาวกแห่งองค์สมเด็จพระทศพลแล้วไซร้ ขอให้มรรคสิทธิญาณหรือพระปฏิสัมภิทาญาณบังเกิดขึ้นพร้อมกับการได้บรรลุมรรคผลนิพพานนั้นเทอญ โดยเอาอำนาจวสีมาตั้งเจตนาอธิษฐาน ด้วยอำนาจแห่งบุพพาธิการนั้นท่านก็จะได้สำเร็จตามมโนรถทุกประการ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 ธ.ค. 2556 , 15:52:17 น.] ( IP = 125.27.160.253 : : )


  สลักธรรม 7


ฝ่ายพระอรหันต์ผู้ที่ไม่มีฌานและไม่มีปฏิสัมภิทาญาณ เพราะไม่มีบุพพาธิการในอดีตชาติ เมื่อท่านประกอบกุศลใดๆ ก็ไม่เคยตั้งความปรารถนาใดๆ ฉะนั้นคุณวิเศษ คือฌานและปฏิสัมภิทาจึงไม่เกิดขึ้น

พระอรหันต์อริยบุคคลทุกประเภท นอกจากจะสิ้นกิเลสเป็นสมุจเฉทแล้ว ยังกำจัดอาสวะทั้งหลายหายจากความมึนเมา เป็นผู้สร่างเมาโดยสิ้นเชิง ท่านยังสามารถเข้าสู่อรหัตตผลสมาบัติได้ด้วยเป็นการเสวยอารมณ์พระนิพพานตามจิตปรารถนา แต่ที่วิเศษสุดกว่านั้นก็คือ ท่านหมดกิจ หมดจดในการอยู่พรหมจรรย์แล้ว เป็นพระขีณาสพผู้ไม่ต้องเรียนแล้ว เป็นพระขีณาสพผุ้ทรงคุณอันวิเศษสุดกว่าประชาสัตว์ในโลกทั้งผอง ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดให้ทนทุกข์ทรมานอีกต่อไปในห้วงมหรรณพแห่งภพสงสารทั้งหลาย

เมื่อถึงอายุขัยแล้ว ก็ดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพาน สามารถยึดถือพระบรมไตรโลกนาถเจ้าเป็นนาถะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้อย่างแท้จริงและแน่นอนที่สุด

ฉะนั้นพุทธสาวก พุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถผู้มีบารมีปรมาภิเษก สัมมาสัมโพธิญาณ อบรมธรรมะมานานนักหนาได้เสด็จอุบัติตรัสในโลกแล้ว ย่อมเปรียบเสมือนประทีปธรรมส่องให้ประชาสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเทวดา อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ มนุษย์ ให้เกิดความสว่างแก่ปัญญา มีความทราบชัดว่า ตนกำลังมึนเมาอยู่ในอาสวะ พระองค์อุบัติขึ้นทำให้ทราบว่าทำดี ก็ยังเกิดทำไมทำบุญก็เกิด ทำบาปก็เกิด ความยินดีติดใจในภพในภูมิก็เป็นที่เกิด อาสวะไหลอาบตามไปทุกหนทุกแห่งทุกภพทุกภูมิ

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถศาสดาจารย์ทรงลงทุน ๔ อสงไขกำไรแสนมหากัป เพื่อจะตรัสรู้ว่าอะไรคือทุกข์ อะไรคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ อะไรคือความสิ้นสุดทุกข์ อะไรคือหนทางสู่ความพ้นทุกข์ พระองค์ทำทาน บริจาคร่างกาย เสียสละเลือดเนื้อและชีวิต ๓ อสงไขย และทำปรมัตถบารมีอีก ๑ อสงไขย

ฉะนั้น พุทธสาวก พุทธบริษัททั้งหลายรับทราบและศรัทธา พร้อมน้อมนำกาย วาจา และใจเคารพกราบกรานอภิบาลธรรมให้เกิดขึ้นที่ตน แล้วมุ่งหาธรรม เพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง เพียรรักษา ไม่ช้าอาสวะโดยเฉพาะทิฎฐิจะหมดไปจากสันดานได้อย่างแน่นอน




ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [20 ธ.ค. 2556 , 15:52:32 น.] ( IP = 125.27.160.253 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org