มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทางสู่ความพ้นทุกข์ (๒)







ทางสู่ความพ้นทุกข์ (๒)


การเกิดขึ้นของสัตว์ก็เพียงเพื่อแสวงหาความรู้เอาตัวรอด แต่เราเป็นสัตว์ประเสริฐ เรียกว่า “มนุษย์” คือต้องหาปัญญา

แล้วเป็นปัญญาอย่างไรเล่า? มิใช่ปัญญา แบบหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง หรือ แผนที่ประเทศไทยเหมือนรูปขวาน โลกของเรากลม เช่นนี้เรียนมากันทั้งนั้นแล้ว สิ่งเหล่านี้มิใช่กระบวนการความรู้ที่จะช่วยชีวิตได้ ต้องมีปัญญาอีกชนิดหนึ่ง อันนี้เป็นปัญญานอกระบบ ต้องมีปัญญาญาณสัมปยุต

เราจึงต้องแสวงหาความรู้คือ ปัญญาญาณสัมปยุต เพื่อมาแก้ทุกข์ ถ้าเผื่อไม่ใช่ปัญญาญาณสัมปยุตแก้ทุกข์ไม่ได้ และทุกข์ยังมากขึ้นด้วย เพราะร้อยรัดพันความทุกข์ไว้อย่างไม่รู้จักปล่อย

ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย เมื่อมีอวิชชาคือความไม่รู้ตรงตามความเป็นจริง คือไม่เห็นถูกตามความเป็นจริงนั่นเอง มันนอนอยู่ในสันดานเรียกว่า อนุสัยกิเลส ก่อให้เกิดความปรารถนาใคร่รู้ไปต่างๆ นานา โน่น! นอกโลกไปโน่นแน่ะ ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นตนเองก็ยังไม่รู้เลย แต่ไปรู้โน่น

เช่นนั่งอยู่นี่ อยากรู้ว่าเทวดาเป็นยังไง! ถ่ายยังไง! มีนางฟ้ากี่องค์! โน่นจะไปเสพบนโน้น ตรงนี้ยังไม่รู้เลย ในโลกแห่งความเป็นจริง เรายังไม่รู้ตัวเราเองเลย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 ม.ค. 2557 , 08:06:17 น.] ( IP = 58.9.194.225 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เมื่อใดความรู้จริงเกิดขึ้นเป็นความรู้แท้จริงแล้วที่จะแก้ทุกข์ได้ ก็คือ ปัญญาญาณสัมปยุต อย่างที่เรากำลังเรียนกันอยู่ เป็นปัญญาที่รู้ตามสภาพธรรมตามความเป็นจริงคือ สภาวธรรมของชีวิตตามความเป็นจริง เช่น รู้ว่าชีวิตของเราคืออะไร?

คำตอบก็คือ รูปนามขันธ์ ๕ คือรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วปัญญาญาณสัมปยุตรู้อย่างไร? รู้ในรูป รู้ในเวทนา รู้ในสัญญา รู้ในสังขาร รู้ในวิญญาณ รู้อย่างไรเล่า?

รู้ในรูป คือ สภาวะที่รูปนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่มีแก่นสาร สภาวะที่รูปนี้มันมีอะไรเกิดขึ้นมา? มีปฐวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คันธะ รสะ โอชะ วิการรูปมี จิตตชรูปมี กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ปริจเฉทรูปมี รู้สารพัด รู้เข้าไปในรูป

รู้ในเวทนา คือ รู้ในสภาวะที่เสวยอารมณ์ สุข ทุกข์ เฉยๆ

รู้ในสัญญา คือ รู้ในสภาวะจำได้หมายรู้ที่เกิดขึ้น

รู้ในสังขาร คือ รู้ในสภาวะที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่างๆ

รู้ในวิญญาณ คือ รู้ในสภาวะของจิตที่กระทบอารมณ์

รวมความว่า ให้มีปัญญารู้อัตตภาพของตนเอง หรือรู้นามรูปหรือขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง โดยทั้งนี้ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะรู้ รู้อยู่ในสภาวะความเป็นจริงของกาย ของเวทนา ของจิต ของธรรม ตามแนวสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 ม.ค. 2557 , 08:08:23 น.] ( IP = 58.9.194.225 : : )


  สลักธรรม 2

การเกิดมาจึงเพื่อหาความรู้และการแก้ทุกข์ มิใช่เพื่อเหตุอื่นเลย ไม่ว่าจะเกิดในที่ใดก็แล้วแต่ ก็เพื่อความรู้ และแก้ทุกข์ทั้งนั้น ผู้มีปัญญาทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี้ ลองพิจารณาดูว่าคำพูดนี้จริงไหม?

เพราะทุกคนต้องการแก้ทุกข์อยู่แล้ว แต่แก้ไม่พ้น เพราะอะไร? ไม่มีปัญญาที่เข้าไปรู้สภาวธรรม จิต ประชุมกันจึงหลงว่าเป็นอัตตาตัวตน หรือว่าสุข หรือว่าดี แต่เมื่อเรามีปัญญาที่เป็นญาณสัมปยุตรู้เข้าไปในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ว่าสภาวธรรมล้วนๆ เท่านั้นที่เป็นเหตุ เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน หาใช่คนสัตว์ไม่ ไม่มีอะไรเป็นสาระเลย เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ความตายผลัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ เมื่อถึงเวลาต้องตาย ก็ต้องตาย แล้วเวลาของท่านเมื่อไร

ฉะนั้น อะไรควรทำ อะไรควรละ อะไรควรหา อะไรควรเสพ อะไรควรเชื่อ ต้องหมั่นเจริญบ้าง เจริญในสิ่งที่พระพุทธเจ้าให้เจริญคือ มรณานุสสติ เรามีความตายเป็นของธรรมดา เราจะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ เมื่อเราหมั่นเจริญมรณานุสสติ ความดำริของเรามันจะได้มีขอบเขต ไม่สุดสายป่าน คือมีจุดหมายบ้าง วางขอบเขตให้กับตัวเองว่าแค่นี้นะชีวิตเรา “อย่าอยู่อย่างอยาก” แค่ไหนล่ะพอ “อย่าอยู่อย่างอยาก” ทุกเวลา

หิว “กิน” ไม่กินเพราะ “อยาก”
หา เมื่อขาด ไม่ขาด “ไม่หา”
ทำเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อยาก
กินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กิน เพื่อแก้อยาก
อยู่เพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่อยู่เพื่อแก้อยาก
ไม่มีคำว่า “เศรษฐกิจไม่พอเพียง” พอเพียงทุกอย่าง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 ม.ค. 2557 , 08:10:18 น.] ( IP = 58.9.194.225 : : )


  สลักธรรม 3

ไม่มีใครตาย เพราะอย่างอื่น นอกจากเหตุ ๔ อย่าง คือ หมดกรรม หมดอายุขัย หมดทั้งกรรมและอายุขัย และตายด้วยอุปัจเฉทกรรม และเหตุ ๔ อย่างนี้ ก็ไม่มีเรื่องเงินเลย

ไฟที่ติดได้ก็อาศัยไส้ และน้ำมัน / แก๊สเป็นเชื้อเพลิง เมื่อมันมีอยู่ ไฟก็ติดอยู่ ไฟจะดับได้ก็ เพราะน้ำมันหมด ๑ ไฟก็ดับ ไฟจะดับก็คือ ไส้หมดอีก ๑ น้ำมันอยู่ไส้หมดไฟก็ดับได้ ทั้งไส้และน้ำมันหมด ไฟก็ดับ อีก ๑ ทั้งน้ำมันก็อยู่ ไฟก็อยู่ ลมพัดแรงๆ (อุปเฉทกรรมที่มาตัดรอนชีวิตเราเกิดขึ้นเพราะวิบากอกุศลที่เราทำไว้) ไฟก็ดับ อีก ๑ รวมเป็น ๔

เมื่อเรามีศรัทธาในคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็จงน้อมใจเชื่อก็เพราะความรักเริ่มต้นมาจากการให้ มิใช่ว่า ตาต่อตามาประสบก็พบรัก อันนั้นมันรักจอมปลอม พระพุทธเจ้าไม่เคยเห็นสัตวโลกและก็ไม่เคยเจอกับพวกเราเลย หน่อเนื้อพุทธางกูรได้ก่อสร้างด้วยเรือนร่างของโครงธรรม ซึ่งมีเราเป็นส่วนประกอบในการกระทำนั้นเกิดพฤติกรรมนั้นขึ้นด้วยจิตอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณ แต่มีเราเป็นสัตวโลกผู้กระตุ้นใจให้พระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั้นบำเพ็ญบารมีไปเพื่อปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการของเรา



โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [22 ม.ค. 2557 , 08:12:39 น.] ( IP = 58.9.194.225 : : )


  สลักธรรม 4

มีความรู้แล้ว ยังไม่พอเพียง จะต้องใช้ชีวิต...
"ทำเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อยาก"
ขอบพระคุณหลวงพ่อค่ะ

โดย เซิ่น [22 ม.ค. 2557 , 08:14:12 น.] ( IP = 58.9.194.225 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org