| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทางสู่ความพ้นทุกข์ (๔)
สลักธรรม 1
๓. ทำลายความเห็นผิดว่าเที่ยง ทุกวันนี้เราเห็นว่าเที่ยง ฉะนั้นต้องอาศัย จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีสติกำหนดตามความเป็นจริง ว่าจิตเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เช่นการเห็น เราไม่ได้เห็น การเห็นต้องมีเหตุ มีปัจจัย ทำลายทิฏฐิความเห็นผิดอย่างหยาบๆออกไปแล้ว
๔. ทำลายความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน ได้แก่ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ มีสติกำหนดตามความเป็นจริงว่า นอกจากสภาวธรรมแล้วก็ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ตนแต่อย่างใดเลย เป็นแต่กองของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ขันธ์เป็นทุกข์ เป็นกองของความทุกข์ แล้วจิตที่โง่นี่แหละ เข้าไปอุปาทานยึดขันธ์นั้น จึงเป็นอุปาทานขันธ์ เพราะพระอริยเจ้าไม่ยึดขันธ์ มีขันธ์แต่ไม่ยึดขันธ์ พระอริยเจ้า มีรูป มีเวทนา มี สัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ แต่ปราศจากความยึด จึงไม่ทุกข์ เพราะได้ธรรมอันแท้จริง ปรากฏขึ้นแล้ว ก็คือ นอกจากสภาวธรรมล้วนๆ เท่านั้น ที่ไหลเรื่อยไป หาใช่สัตว์บุคคลไม่ ธรรมเหล่านั้นก็เป็นอนัตตาด้วยไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ความรู้แจ้งและเห็นจริงแบบนี้ ก็จะได้พาชีวิตนั้นดำเนินก้าวเข้าสู่ในการปฏิบัติ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [24 ม.ค. 2557 , 08:23:03 น.] ( IP = 58.9.111.252 : : )
สลักธรรม 2
มัคคสัจจะ ๘ หรือ มัคคสัจจะมีองค์ ๘ มรรค ๘ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ชาวพุทธต้องรู้ ผู้อยากได้ความสุขต้องรู้ว่า ชื่อถนนหนทางที่เดินไปแล้วพ้นทุกข์ชื่อนี้ ไม่เช่นนั้นถือว่าเป็นชาวพุทธโดยใบสำมะโนครัว
๑. สัมมาทิฏฐิ ได้แก่ ปัญญาที่เห็นถูกต้องตามสภาวะ ตามความเป็นจริงในอริยสัจจ์ ๔ สัมมาทิฏฐิ นี้ยังมีอาสวกิเลสอยู่
๒. สัมมาสังกัปปะ ได้แก่ ความดำริชอบ ช่วยออกไปให้พ้นจากกามารมณ์ ดำริออกจากกามคุณอารมณ์ ดำริออกจากความพยาบาทปองร้าย ดำริออกจากความเบียดเบียน
๓. สัมมาวาจา ได้แก่ เว้นจากการกระทำวจีทุจริต ๔ อย่าง คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดคำหยาบ
๔. สัมมากัมมันตะ ได้แก่ เว้นจากกายทุจริต ๓ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย และไม่ประพฤติผิดในเมถุนธรรม
๕. สัมมาอาชีวะ ได้แก่ การเลี้ยงชีวิตโดยสุจริต ทำมาหากินสุจริต โดยอาศัยกายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ เป็นเครื่องประกอบดำรงชีวิตให้อยู่ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดคำหยาบ เพื่อดำรงชีวิต ถ้าเผื่อเว้นได้เป็นสัมมาอาชีวะ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [24 ม.ค. 2557 , 08:24:26 น.] ( IP = 58.9.111.252 : : )
สลักธรรม 3
๖. สัมมาวายามะ ได้แก่ ความเพียรชอบ ในสัมมปธาน ๔ คือ
๖.๑ เพียรละ อกุศลที่มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ที่เกิดขึ้นให้หมดไป เรียกว่า เพียรละ
๖.๒ เพียรระวัง สำรวมอินทรีย์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มิให้อกุศลใหม่เกิดขึ้น อกุศลเก่าทำลาย อกุศลใหม่อย่าเกิดขึ้น
๖.๓ เพียรสร้าง เพียรให้ภาวนากุศล มีสัมโพชฌงค์ที่ ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น การสวดโพชฌังคปริตร ขณะที่องค์พระบรมบพิตรทรงประชวร พระองค์ก็ได้รับฟังสวดโพชฌงค์นี้จิตก็ได้เกาะไปตามกระแสแห่งโพชฌงค์ธรรม ฉะนั้น เวทนาต่างๆ ที่แก่กล้าอยู่ก็บรรเทาและเหือดแห้งหายไป ก็เพราะว่า กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก ดับไปหมดแล้ว ถ้าเผื่อเปรียบให้ฟังว่า ผู้ที่ป่วยอยู่นั้น ขณะนั้นจิตก็เป็นสมาธิ ความเจริญก็เกิด เจริญกุศลภาวนา มีโพชฌงค์คาถาเกิดขึ้น จิตก็เกาะกับอารมณ์แล้วเข้าใจและก็อบรมบ่มอินทรีย์ เพียรสร้างเพียรสำรวม ขณะนั้น ความปลอดภัยเกิดขึ้น จิตใจเหมือนมีเกาะปลอดภัย ผู้ที่รับความปลอดภัยคือเกาะแก้วที่เกาะใจ ความเข้าใจเสียก่อน เรียนเสียก่อน เมื่ออีกหน่อย พอป่วยเราเข้าใจแล้วล่ะ สมาธิ เป็นโพชฌงค์ ทำอย่างไร ไม่ใช่ฟังแล้ว เออ! แล้วมันต่อด้วยอะไรนะกลัวจะผิด ฟังแล้วเข้าใจ สมาธิมันเป็นอุเบกขา วางใจ ต่ออารมณ์ ต่อเวทนา ต่อสุข ต่อทุกข์ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ส่วนนี้ถ้าเป็นการกระตุ้นเตือนโยคาวจรผู้เคยเพียรวิปัสสนา ให้กลับมากำหนดตั้งได้ในฐานอารมณ์ มีกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นต้น ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
๖.๔ เพียรรักษาให้กุศลที่เกิดขึ้นให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป อย่าให้เสื่อม ยังไม่ถึงยอดเขาอย่าลงนรก พักได้แต่อย่าถอยหลัง เดินหน้าไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป หยุดแค่พัก รักทางพ้นทุกข์ อย่าไปรักสังสารวัฏฏ์อีก หยุดปฏิบัติเพื่อพัก แต่ใจจงรักทางพ้นทุกข์
สาระสำคัญในความเพียรในที่นี้ก็คือ เพียรในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ เพื่อให้กุศลธรรมเกิด และกุศลธรรมที่กล่าวมาแล้วคือ ปัญญาญาณสัมปยุต ในขณะเดียวกันก็เป็นการระงับอกุศลไปในตัวเลย โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [24 ม.ค. 2557 , 08:26:03 น.] ( IP = 58.9.111.252 : : )
สลักธรรม 4
๗. สัมมาสติ ได้แก่ การมีสติระลึกรู้อยู่ในอารมณ์ของมหาสติปัฏฐาน สติเป็นตัวกั้นอกุศล เปรียบเทียบให้ฟังว่าสีดำเปรียบเหมือนโมหะ สีเหลืองเปรียบ เสมือนสติ คู่ปรับกัน สนามรบที่ยิ่งใหญ่ก็คือ ปัจจุบัน ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน จะเจ็บ จะป่วย จะรัก จะชอบ จะชัง จะหิว จะโหย จะเมื่อย จะง่วง ก็ปัจจุบันทั้งสิ้น ฉะนั้น สติกับโมหะจึงเป็นคู่แข่งกัน สำหรับผู้ฝึก เหมือนม้าเปลี่ยว ๒ ตัว ที่พร้อมจะวิ่งเข้าวิน ตัวใดฝึกปรือมาก ความแข็งแกร่งมีมากกว่า ตัวนั้นก็วิ่งเข้าไปข้างหน้าก่อนฉะนั้น เรายังขาดสติ จึงต้องฝึกสติ สติเป็นตัวกั้นอกุศลด้วย และเผื่อให้ได้ปัจจุบันขณะด้วย ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าความจริงของสภาวธรรมนั้น ตามทวารต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ ต้องอาศัยสติ คือ สัมมาสตินี้เอง
๘. สัมมาสมาธิ ได้แก่ ธรรมชาติที่สงบมีอารมณ์เดียวกับจิตที่ไม่ซัดส่าย หรือที่เราเรียกว่าไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง ตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์ของมหาสติปัฏฐาน ๔ ต้องมีความบำเพ็ญเพียรอยู่
ฉะนั้น องค์ของโพธิปักขิยธรรมมี ๓๗ ประการ อันเป็นข้อปฏิบัติที่จะทำให้ถึงความดับทุกข์ได้จริง ประกอบด้วยมหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นเบื้องต้น และมีมรรค ๘ เป็นสุดท้าย
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [24 ม.ค. 2557 , 08:27:45 น.] ( IP = 58.9.111.252 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |