| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทางสู่ความพ้นทุกข์ (๗).
สลักธรรม 1
พอพูดถึงยาหม้อ เราจะนั่งว้า! มันเยอะจังเลย เกสรทั้ง ๕ กินวันละเกสร ๕ วัน ๕ เกสรก็ไม่ได้ นั่นไม่ใช่ยาแล้ว จึงไม่ครบสูตร ฉันใดฉันนั้น ไม่ได้กินทีละอย่าง มรรคองค์ ๘ นี้ เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะจิตหนึ่ง โดยกำลังของมรรคองค์หนึ่งๆ ต่างมีกำลังตัวยาของตัวเอง เกสรทั้ง ๕ ก็เป็นตัวละลายเลือด ประดำดีควายเป็นตัวขับไขมันในเส้นเลือด กำลังราชสีห์เป็นการฟอกเลือด ฟอกเลือดที่ดำ ผิวมะกรูด สมอแห้ง เป็นตัวขับน้ำปัสสาวะที่ข้น สารตกค้าง
แต่พอเราดื่มไปแล้ว เรารู้หรือไม่ว่า ตัวนี้ก็แยกไปทำงานตามสูตรของเขา สูตรต่างๆ ก็ทำงานกัน เราไม่มีโอกาสหรอกวันนี้เรากินประดำดีควาย แล้วพัก พรุ่งนี้กินอีกอย่าง กินไปทีละอย่าง
ฉะนั้น ก็เหมือนสมุนไพรนี้ จะทานทีละอย่างๆ ก็หาไม่ เหมือนกัน องค์มรรค ๘ นี้ก็ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ในขณะจิตเดียว โดยกำลังขององค์มรรค องค์หนึ่งๆ นี้ เท่าเทียมกัน โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 ม.ค. 2557 , 09:02:45 น.] ( IP = 58.9.201.208 : : )
สลักธรรม 2
ที่นี้องค์มรรค องค์หนึ่งๆ ที่มีกำลัง สัมมาทิฏฐิก็มีกำลังอย่างหนึ่ง (เห็นถูก) สัมมาสังกัปปะ ก็ ยก กามวิตก เป็นต้น สัมมาอาชีวะ ก็เว้นจากทุจริต ๗ สัมมาวาจา เว้นจากวจีทุจริต ๔ สัมมากัมมันตะ เว้นจากกายทุจริต ๓
เมื่อกำลังของเขาปรับเข้ากัน ไม่มีใครยิ่งหย่อนกว่ากัน ก็จะเกิดวิปัสสนาปัญญาขึ้นมา รู้สภาวะความเป็นจริง เป็นความรู้ที่เห็นประจักษ์เช่นนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นการรู้โดยสมมติเลย หรือรู้โดยบัญญัติรู้ หรือรู้โดยได้ยินสอน หรือหนังสือ หรือครูบาอาจารย์สอน และเคยได้ฟังได้กล่าวเล่าขานกันมา
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ เป็นหลักย่อทั้งสิ้น เพื่อให้เข้าใจเบื้องต้นเท่านั้นเอง ถ้าต้องการศึกษาโดยละเอียดถี่ถ้วน ต้องศึกษาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค และมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งแต่ละคัมภีร์นั้นใหญ่มาก
พระบาลีที่เรารู้นี้ คือ รู้เท่า Dictionary ขอโทษนะ เคยเห็นปลากระดิกหางไหม? หรือหมากระดิกหาง ปลาว่ายน้ำ มันแค่กระดิกหางนิดเดียว มันก็ว่ายไปได้ แต่ไปแค่กำลัง ทำได้แค่กำลัง
<กำลังในที่นี้คือ ยกกำลัง ๗๕ ปี ขึ้น ลบ ด้วยอายุปัจจุบัน เรามีโอกาสไปเปิดวิสุทธิมรรค สติปัฏฐานไหม? มี แต่ถ้าเผื่อเรียนอย่างเดียวไม่กระทำเลย ไม่เคยฝึกสติเลย เมื่อถึงวัยถึงวันแห่งวาระรูปธรรมเสื่อม ความจำก็เสื่อม สมองฝ่อ ต่อไม่ติด คราวนี้แหละ เอ๋อ ถามหาตอนแก่ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 ม.ค. 2557 , 09:04:14 น.] ( IP = 58.9.201.208 : : )
สลักธรรม 3
คราวนี้ เมื่อโมหะเข้า สติไม่เกิด สติเตลิดจึงไม่เกิดปัญญา เมื่อไม่มีปัญญา เท่ากับมีอวิชชา ความมืดแล้วจะไปไหนล่ะ? ก็ไปที่ชอบๆ ฉะนั้น ต้องฝึกด้วย
วิปัสสนาญาณ ถ้าจะให้ละเอียด ต้องไปศึกษาที่วิสุทธิมรรค และสติปัฏฐานสูตร การปฏิบัติวิปัสสนา เราต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมิใช่ปฏิบัติวิปัสสนาญาณ หรือเรียกว่าตั้งจิตไว้ในศีล วิปัสสนากรรมฐานจะต้องตั้งจิตไว้ในศีล คือ มีศีลเป็นรากฐาน เป็นคนมีศีล จะต้องตั้งจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อให้จิตนั้นเกิดกำลังความสามารถ
เพราะทุกวันนี้จิตเราไม่มีความสามารถ จิตเรามีกำลังอ่อน ก็เปรียบเหมือนเครื่องรองแสงอาทิตย์ มันกระจัดกระจาย ฟุ้งซ่าน ความเข้มข้นไม่มี เพื่อจะให้มีความสามารถ และความสามารถในวิปัสสนากรรมฐานนี้ คือ ความสามารถไปเพ่งดูนาม-รูปต่อไปได้ถ้าเผื่อมันไม่มีความสามารถ มันก็เบื่อ ฟุ้ง จิตถดถอย จิตหดหู่ หาวนอน มีความสามารถเพื่อไปเพ่งดูนามรูปต่อ โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 ม.ค. 2557 , 09:05:32 น.] ( IP = 58.9.201.208 : : )
สลักธรรม 4
สมาธิในขั้นแรกนี้หมายถึง เพียงขณิกสมาธิ คือ สมาธิที่เกิดขึ้นเป็นขณะๆ โดยเอานาม-รูปในปัจจุบันขณะ เป็นอารมณ์กำหนดของจิต เราไปกำหนดนามรูป ในปัจจุบันที่กำลังเกิดอยู่ รู้สึกตัวอยู่ มาเป็นอารมณ์กำหนดของจิต คือ ตั้งสติให้อยู่กับนามรูปนั้น โดยอาศัยนามรูปฝึกเข้าไปในสมาธิให้มีกำลังด้วย จึงเรียกว่าเหมือนภาวนาก็ได้ ความรู้สึกจึงเหมือนการท่อง
นักปฏิบัติใหม่ๆ จะต้องเพียรพยายามพิจารณา อย่าให้เผลอไปจากนามรูป คือคอยสังเกต ความรู้สึกตัวเองอยู่ตลอดเวลา ก็คือ หมั่นจำ ขยัน พอเปิดเทอมมาปุ๊บ ครูเข้าห้องไปนักเรียนในห้องมีกี่คน ร้อยพ่อพันแม่เข้ามาจะเรียกถูกไหม? นี่เธอ! ชื่ออย่างนี้ ผู้นั้นก็รู้ ผู้นี้ก็รู้ ต่างคนต่างรู้ ก็ต่างจิตต่างใจ ต่างอาการกัน แต่มันไม่พ้นอุ้งมือฉัน จิตนั้นสำคัญ บ่มอินทรีย์ไป
สมาธิที่เกิดขึ้นเป็นขณะๆ นี้ เอานามรูปมาเป็นปัจจุบันขณะ เป็นอารมณ์กำหนดของจิต คือ ตั้งสติกำหนดอยู่กับรูปกับนาม หรือใช้คำว่า ย้ำคิดย้ำทำอยู่นั่นแหละเหมือนคิดนั่นแหละแต่ทำด้วย คิดแล้วทำ คิดแล้วทำๆๆ มันก็มีผลงานเกิดขึ้นบ้าง แต่คิดให้ถูก เมื่อคิดถูกทำก็ถูกเลย โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 ม.ค. 2557 , 09:06:40 น.] ( IP = 58.9.201.208 : : )
สลักธรรม 5
ฉะนั้น ย้ำคิดย้ำทำ ที่คิด คิดโดยสัมมาทิฏฐิ ทำก็คือทำที่ กาย เวทนา จิต หรือธรรม ถูกต้องตามที่ถูกต้องตามหลัก ไม่พลาด รถไฟขึ้นไปสายเหนือ รางมันก็วิ่งไปตรงไปทางเหนือ ไม่มีหรอกที่ผ่านสุโขทัยแล้ว โผล่ปุ๊บสงขลา เป็นไปไม่ได้ ขึ้นเหนือไม่ไปใต้ ลงใต้ไม่ไปเหนือแน่นอน
คือ ตั้งแต่สติกำหนดอยู่ที่รูปนาม คอยเฝ้าสังเกตหรือเรียกว่าดูอาการ ความเป็นไปของรูปธรรมนั้น นามธรรมนั้น คือ ความเกิดดับ มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ แต่ในขณะที่เกิดขึ้นต้องรู้อันนี้ แต่ไม่รู้อีกอันหนึ่ง รู้อันนี้สภาพอันนั้นต้องดับไปแล้ว หรือผ่านเราไปแล้ว อันที่ผ่านไป อดีตผ่านมาเป็นปัจจุบัน อดีต คือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือ ความจริง อยู่กับความจริง สิ่งที่ไม่จริงคือ มันดับไปหมดแล้ว เรื่องมันจบไปแล้ว แต่เราไม่จบด้วย มันกลุ้ม
ฉะนั้น เรามีสิทธิเข้าใจดับ ในขณะเกิดอารมณ์ใหม่ เพราะอารมณ์ไม่ใช่หลอดไฟที่มันดับแล้วเห็นเมื่อได้ปฏิบัติวิปัสสนาจนต่อกันไปเรื่อยๆ ไม่ท้อถอย ก็จะเกิดญาณปัญญา ปัญญา ความรู้แจ้งก็จะประจักษ์ขึ้นตามกำลังแห่งความเพียรเป็นลำดับ และเป็นสาระสำคัญให้แก่กันและกันเอง
จบเรื่อง ทางสู่ความพ้นทุกข์
![]()
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [28 ม.ค. 2557 , 09:09:20 น.] ( IP = 58.9.201.208 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |