| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความเข้าใจกับการปฏิบัติธรรม
สลักธรรม 1
ฉะนั้น ผู้ที่ประกอบความเพียรได้สมบูรณ์ก็คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ต้องอาศัยคันถธุระและวิปัสสนาธุระ จึงมีหวังจะถึงผลแห่งความสำเร็จได้ ความสมบูรณ์ในธรรมทั้ง ๓ อย่าง หรือความไม่สมบูรณ์ในธรรมทั้ง ๓ อย่าง มีความสำคัญที่สุดอยู่ข้อเดียวคือ ความเข้าใจถูกหรือการปฏิบัติถูกเท่านั้น
สำคัญอย่างไร? ถ้ายังไม่รู้ก็ขอให้เข้าใจ คือ ถ้าตัวเองยังไม่รู้ ขอให้เข้าใจว่าตัวเองยังไม่รู้ ข้อนี้ข้อเดียวนี่แหละมีหวังจะทำให้เกิดความเข้าใจได้ถูกต้อง เพื่อกันความสู่รู้
การที่เรารู้ว่าเรายังไม่ได้ เราก็ต้องรู้ว่าเรายังไม่ได้ จะรำพึงว่าสงสัยจะได้หรือยังก็ไม่รู้ เพราะก็รู้อยู่ว่าใครเป็นผู้ได้
พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดปฏิบัติผู้นั้นจะรู้เอง ธรรมะเหมือนกระจกส่องเงา อย่าไปคิดว่า ไม่แน่ใจสงสัยว่าเราได้แล้วหรือยัง ถ้าเราไม่รู้ในการเรียน ก็ต้องบอกว่าเราไม่รู้เพื่อจะได้ซักถาม โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มี.ค. 2557 , 14:03:41 น.] ( IP = 1.10.243.56 : : )
สลักธรรม 2
การยอมรับความจริง เป็นเรื่องความสำคัญที่สุด ในการปฏิบัติเราไม่ได้เห็นปัจจยปริคหญาณ ว่ารูปเป็นปัจจัยแก่นาม นามเป็นปัจจัยแก่รูป เราต้องยอมรับว่าเราไม่ได้เห็นอันนั้น เราไม่ได้รู้อันนั้น ตรงนี้ความยอมรับเป็นความสำคัญ จะสามารถทำให้ถูกต้องได้ เรียนให้เข้าใจ ไม่เข้าใจก็ไม่รู้ จึงต้องมีการให้โอกาสแก่ตนเองว่าเมื่อไม่รู้แล้วต้องซักถาม ฉะนั้น การบอกตนเองว่าไม่รู้ และมีความสำนึกอยู่เสมอว่า เมื่อยังไม่รู้ก็ต้องรู้ให้ได้ ต้องมีแผนที่ให้ได้ และต้องอ่านแผนที่ให้ออก และต้องเร่งเดินทาง
ฉะนั้น ความสำคัญ ๓ ประการนี้ต้องมีอยู่คู่กับจิตเสมอ คือ
ประการแรก เรายังไม่มีแผนที่ ต้องหมั่นหาแผนที่
ประการที่สอง เมื่อเรามีแผนที่แล้ว ต้องหมั่นดูแผนที่ เตือนตนเองอยู่เสมอ
ประการที่สาม สำคัญที่สุดคือต้องออกเดินทางสม่ำเสมอ หยุดไม่ได้
สมดังพระพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า คนโง่รู้สึกว่าตนเองโง่ รู้สึกว่าตัวยังไม่รู้ จะเป็นผู้ฉลาดได้ มีหวังจะเป็นบัณฑิตได้
โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มี.ค. 2557 , 14:03:59 น.] ( IP = 1.10.243.56 : : )
สลักธรรม 3
เพราะอะไร? เพราะเหตุที่รู้ว่าตัวไม่รู้นั่นแหละ จะเป็นตัวที่ทำให้ความรู้เกิดขึ้น เช่น รู้ว่าสิ่งนี้เราไม่เคยศึกษามาเลย และรู้ว่าเป็นของดี เราไม่เคยปฏิบัติเลย ยอมรับว่าไม่รู้อะไรคือรูป อะไรคือนาม เมื่อยังไม่รู้ก็จะทำให้เกิดความขวนขวาย
แต่ถ้าคิดว่าตัวเองรู้แล้ว ก็เข้าทำนองยิ่งอวดยิ่งอดยิ่งลดยิ่งเพิ่ม เช่น เมื่อมีคำถามว่ามีอะไรถามไหม? เงียบ! นั่นแสดงว่ารู้หมดแล้ว ก็เท่ากับไม่มีอะไรจะศึกษาแล้ว ฉะนั้น เราจะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องได้ ก็อยู่ตรงที่ว่า เรายังไม่รู้นี่แหละ และในที่สุดเราจะเป็นผู้รู้ได้
ในการศึกษานั้นเมื่อเรามีโอกาสก็จะต้องหมั่นซักถาม ในการปฏิบัตินั้น เมื่อเรายังไม่รู้ว่าอนิจจังในรูปเป็นอย่างไร ทุกขังในรูปเป็นอย่างไร อนัตตาในรูปเป็นอย่างไร เรารู้ว่าเรายังไม่รู้ใช่ไหม
เมื่อยังไม่รู้ก็มีความเพียรในการปฏิบัติต่อเพื่อจะรู้ ก็ไม่ย่อท้อต่อความเพียร เพราะเรารู้ว่าเรายังไม่รู้ แต่สิ่งที่เราอยากรู้นั้นเป็นพระปรมัตถ์ และเมื่อรู้เมื่อไหร่ก็พบเมื่อนั้น เมื่อเรายังไม่รู้ก็ทำให้เราปฏิบัติต่อ เมื่อเรารู้แล้วก็เลิกซิ เปรียบเหมือนเราอิ่มแล้ว เราก็ไม่ต้องกินแล้ว ฉะนั้นเมื่อเรารู้ว่าเรายังหิวอยู่ จึงทำให้เราท้องอิ่มได้
![]()
ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [7 มี.ค. 2557 , 14:04:20 น.] ( IP = 1.10.243.56 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |