| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ก่อนที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องรู้อะไรบ้าง ตอนจบ.
สลักธรรม 1
ทำไมถึงเรียกว่ารูปนั่ง? ตรงนี้แหละสำคัญการเรียกร่างกายนี้ว่ารูป เพราะว่าร่างกายรู้อารมณ์ไม่ได้ ต้องย่อยยับไปด้วยปัจจัยที่เป็นข้าศึก คือความเย็นความร้อน จึงเรียกว่ารูป
- ร่างกายของคน ร่างกายของสัตว์ทั้งหลายมีความเสื่อม ความดับไปด้วยความเย็นความร้อน จึงเรียกว่า รูปกาย รูปกาย แปลว่าที่ประชุมของสิ่งที่ต้องแตกดับย่อยยับ เอาไฟเผาก็ได้ เอามีดเฉือนออกเป็นชิ้นๆก็ได้ ทำร้ายก็ได้ ด้วยอะไรก็ถูกทำลายได้...รูป - อีกประการหนึ่ง ที่เรียกว่ารูปก็เพราะว่ารู้อารมณ์ไม่ได้ (ธรรมชาติใดที่รู้อารมณ์ไม่ได้ธรรมชาตินั้นเรียกว่า รูป) เพราะฉะนั้น ธรรมชาติใดที่รู้สึก นึกคิดไม่ได้ รู้อารมณ์ไม่ได้ จึงเรียกธรรมชาตินั้นว่า รูป
เมื่อรูปกายนี้ หรือรูปนี้อยู่ในท่านั่ง จึงต้องรู้สึก และเรียกรูปนี้ว่าเรียกว่า "รูปนั่ง" นั่นเอง
ความเข้าใจต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่ฟังมาต้องเข้าใจละเอียด ==> ศรัทธา ==> แล้วปฏิบัติ เข้าใจความหมายของรูปแล้ว แค่นี้ยังไม่พอ
ต้องเข้าใจต่อไปว่า ที่นั่งอยู่เป็นรูป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน และไม่ใช่ของๆเรา...ทำไม? เพื่อฝึกจิตใจให้รู้สึกตรงกับความเป็นจริง เพื่อทำลายความเห็นผิด การฝึกจิตใจให้รู้สึกตรงกับความเป็นจริงนี้แหละ เรียกว่า โยนิโสมนสิการ
ฝึกจิตใจให้รู้สึกตรงกับความเป็นจริง เรียกว่าเป็นพวกมีโยนิโสมนสิการอยู่ในใจ เพราะอะไร?
เพราะแต่ก่อนเรา มีความสำคัญผิดอยู่ ว่าเป็นเรา เป็นหญิง เป็นชาย เป็นตัวตนคนสัตว์ มานั่ง
เพราะความสำคัญผิดคิดว่า รูปนี้เป็นเรานั่นเอง เป็นตัวเรา เป็นของๆเรา แล้วก็ยึดว่าเป็นรูปนั่ง รูปนั่งนี้เป็นของเรา แต่ก่อนเรายึดอย่างนี้ เพราะไม่ได้ศึกษา พอมานั่งก็รู้สึกทันทีว่าเป็นเรานั่ง เราเมื่อย .ไม่ว่ารูปอะไร ก็เป็นเราหมด
เมื่อได้ศึกษา ได้รับรู้ความจริงแล้ว จึงรู้ว่านั่งอยู่นี้ไม่ใช่เรานั่ง เป็นการประชุมของรูป ๒๘ หรือ
เป็นการประชุมของ ธาตุดิน ๒๐ธาตุ น้ำ ๑๒ ธาตุไฟ ๔ ธาตุลม ๖ ตามนัยพระสูตรเมื่อศึกษารู้แล้วว่าไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของๆเรา เป็นเพียงรูปกายที่อยู่ในท่านั่ง เท่านั้นเอง ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ และความหมายรู้แบบนี้ จึงรู้เข้าไปในความจริงว่า อาการที่ปรากฏคือรูปนั่ง และมีธรรมชาติที่รู้อยู่ว่ารูปนั่ง คือนาม เพราะรูปเป็นสิ่งที่รู้อะไรไม่ได้ (ธรรมชาติที่ตรงข้ามกับรูปคือนาม) โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2557 , 18:25:56 น.] ( IP = 171.97.0.74 : : )
สลักธรรม 2
รู้แบบนี้มีประโยชน์อะไร?
ถ่ายถอนความเข้าใจผิด ถ่ายถอนความสำคัญผิด คือเมื่อใส่ใจให้ถูก ใส่ใจบ่อยๆให้ถูกๆ ให้ตรงกับความเป็นจริง ที่นั่งอยู่นั้นเป็นรูป ไม่ใช่ตัวตน ที่เคยยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นเรา ก็จะถูกถ่ายถอนออกไปเรื่อยๆ ความเข้าใจผิดก็ถูกถ่ายถอนออกไปเรื่อยๆ
ฉะนั้นผู้ปฏิบัติทั้งหลาย จึงต้องมีโยนิโสมนสิการ คือใส่ใจให้ถูก ให้ตรงกับความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา ที่นั่งอยู่ ก็ต้องรู้ว่ารูปนั่ง
ที่เคยยึดมั่นว่าเป็นเรานั่ง เป็นเรานอน เป็นเรายืน เป็นเราเดิน เป็นความเข้าใจผิด เป็นความสำคัญผิด
ฉะนั้นต้องใส่ใจใหม่ สำคัญใหม่ คือ เมื่อเรียนแล้ว ต้องตรงดิ่งแห่งการมอง เหมือนการทิ้งสมอลงไป สมอหนัก ก็จะดิ่งลง หยั่งลงสู่ก้นมหาสมุทรเลย
ฉะนั้นเหมือนกัน ปัญญาก็ดิ่งตรงเหมือนแทงอนุสัยเข้าไป ที่เคยเห็นผิด แทรกซึมเข้าไป รากค่อยๆแทรกซึมเข้าไป ฝังรากเข้าไป ฝังทุกวัน รากฝอย รากแขนง รากขนอ่อน จนรากแก้วเจริญเติบโต ชำแรกดินเข้าไป ชำแรกความเห็นผิดเข้าไป ความเข้าใจผิดก็ถูกถ่ายถอนออกไปเรื่อยๆ เรียกว่ามีโยนิโสมนสิการในใจ จนใจนั้นมีโยนิโสมนสิการเป็นใหญ่
ฉะนั้น ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นเราเลย เป็นตัวเราไม่มี เป็นของเราอย่างจริงแท้แน่นอน..ไม่มี ยึดได้ชั่วคราวโดยของสมมุติเท่านั้น ไม่มีอะไรสักอย่างในโลกนี้ที่ควรยึดไว้ได้เลย เพราะสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครยึดอะไรไว้ได้สักอย่างหนึ่ง ไม่มีใครยึดอะไรว่าเป็นตัวเราได้สักอย่างหนึ่ง และเป็นเราได้ตลอดไป ใครยึดชีวิตไว้ได้บ้าง...ไม่มี แต่เพราะความไม่รู้ จึงยึด
ในความเป็นจริงชีวิตของเราตลอดมา ที่เรายึดไว้นี้ ยึดด้วยความเห็นผิด ยึดด้วยความหลงผิด ความเข้าใจผิดนี่แหละสำคัญ ทาสแท้ๆของความเป็นจริง ตลอดเวลาที่ยึดนั้น ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เป็นเพียงรูป เป็นเพียงนาม แต่มาแสดงบทบาททุกอย่างด้วยความเห็นผิด เข้าใจผิด เข้าใจผิดให้เป็นเรา ปรากฏเป็นเรา ขันธสันดานนั้นก็เก็บ เก็บ เก็บ เก็บ ไป ไม่เคยถ่ายถอนเราจึงได้วัฏฏะสงสารครอบครองอยู่จนทุกวันนี้
ฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ คือกำหนดรู้ตามความเป็นจริง แล้วเอาของจริงมารู้ เอาของจริงมากำหนด จิตเราอาจจะนึกคิดไปในเรื่องไม่จริง แต่พอรู้สึกตัวให้กลับมาอยู่ที่จริง
ฉะนั้น การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ได้เอาอะไรที่เสแสร้งมาปฏิบัติเลย แต่เอาของจริงมาปฏิบัติเรียกว่าปฏิบัติวิปัสสนา
ของจริงในที่นี้ก็คือรูปกับนาม หรือเรียกว่าขันธ์ ๕ เมื่อนั่ง จึงต้องกำหนดรู้ตามความเป็นจริงว่า รูปนั่ง ที่นั่งอยู่นั้น เป็นรูป จึงต้องเป็นรูปนั่ง เมื่อนั่งนี้มาปรากฏ...
==> เป็นรูป ==> ไม่ใช่เป็นเรา ==> ไม่ใช่ตัวเรา ==> ไม่ใช่ของๆเรา ==> เป็นธรรมชาติที่เป็นรูปกาย ==> มีนามธรรมเป็นตัวรู้ ==> เมื่อกำหนดวิปัสสนาเกิดขึ้น ==> ต้องกำหนดรู้ ==> กำลังดูรูปนั่ง โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2557 , 18:29:40 น.] ( IP = 171.97.0.74 : : )
สลักธรรม 3
แล้วอย่างไร จึงเรียกว่า ดูรูปนั่งถูก ?ต้องเข้าใจก่อนว่า การดูนั้นมี ๓ ดู ๑. ดูด้วยตา... ต้องลืมตาดู จึงจะเห็นอย่างนั้นเห็นอย่างนี้ เห็นด้วยจักขุวิญญาณ คือจักขุวิญญาณเป็นผู้เห็น ๒. ดูด้วยใจ... ไม่ต้องอาศัยดวงตา หลับตาก็ได้ เป็นการเห็นด้วยใจ คือสร้างมโนภาพขึ้นมา หรือจินตนาการขึ้นมา เอาของเก่าขึ้นมานึก นึกในใจ รู้ในใจ ทดลองดูได้ด้วยการให้เพื่อนคนหนึ่งยืนกางแขน มองดูด้วยตา (ลืมตา) แล้วหลับตาลง ก็นึกถึงภาพเพื่อนที่ยืนกางแขนได้
วิทยาศาสตร์ หรือจะเหนือพุทธศาสตร์ เป็นไปไม่ได้เลย วิทยาศาสตร์ เครื่องมือเยอะแยะ ต้องใส่โน่นใส่นี่ แต่พุทธศาสตร์ได้เรียนของจริง เกิดมาทั้งที ได้เรียนดี เรียนถูก ไม่เสียชาติเกิด
๓. ดูด้วยปัญญา... คือดูด้วยใจอีกนั่นแหละ แต่เป็นการเห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา จากศึกษามา เข้าใจมา และการเห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญานี้ไม่ใช่ง่าย มี ๒ แบบ ๑) เห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา โดยรู้เรื่องกรรมและผลของกรรม มีอารมณ์ที่เป็นบัญญัติ เป็นอดีตอารมณ์ และอนาคตอารมณ์ ๒) เห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา รู้รูป รู้นาม โดยมีอารมณ์เป็นปรมัตถ์ เป็นปัจจุบันอารมณ์
แต่ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต้องหมายถึงเห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญาโดยมีรูปมีนามเป็นอารมณ์ คือดูด้วยใจที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของรูปนามที่เป็นปัจจุบัน โดยปฏิเสธบัญญัติออกหมด จึงไม่ต้องพึงกสิณต่างๆเพราะข้อ ๑ เป็นสมาธิ สมถกรรมฐาน มีบัญญัติกรรมฐานพิเศษเป็นอารมณ์ ข้อที่ ๒ เป็นวิปัสสนากรรมฐาน มีรูปนามเป็นอารมณ์
ฉะนั้น การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน บางคนก็ใช้คำว่า "ดู" บางคนก็ใช้คำว่า "กำหนด" บางคนก็ใช้คำว่า "พิจารณา" บางคนก็ใช้คำว่า "เพ่ง" แต่ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า คำต่างๆนี่ เหมือนกัน คือดูด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา และปัญญาไหน ปัญญาจากการศึกษา ปัญญาที่ยอมรับความจริงด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ปัญญาคนอื่น ปัญญาตนเอง ที่ศึกษามา พิสูจน์มา เข้าใจแล้ว จึงกำหนดได้ฉะนั้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จะลืมตาก็ได้ จะหลับตาก็ได้ ไม่มีกฏไม่มีเกณฑ์ เพราะการดูด้วยใจที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ได้อาศัยตาเลย แต่อาศัยความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2557 , 18:32:19 น.] ( IP = 171.97.0.74 : : )
สลักธรรม 4
การดูรูปนั่งดูอย่างไร ดูตรงไหน?การดูรูปนั่ง ให้ดูที่อาการนั่ง ในท่าที่นั่ง
ท่านั่งเป็นอาการของรูป ๒๘ หรือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มาประชุมกันอยู่ในอาการที่นั่งนี้ในพระบาลีสติปัฏฐานสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า ..ตั้งกายอยู่ในอาการอย่างไร ก็ให้รู้ชัดอยู่ในอาการอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น จึงจะต้องศึกษา เพื่อให้เข้าถึงคำของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง แล้วจะได้ทำถูกต้อง รูปกายที่ตั้งอยู่ด้วยอาการนั่งนี้ หรือท่าทางนั่งนี้ เรียกว่ารูปนั่ง จึงไม่ผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้วต้องเข้าใจไปอีกว่า..อาการนั่ง หรือท่านั่ง มีมากมาย เช่น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งห้อยเท้า นั่งชันเข่า นั่งคุกเข่า ฯ ล้วนเรียกว่านั่งทั้งสิ้น จะนั่งอยู่ในอาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วแต่ ท่าไหนก็แล้วแต่ ก็เป็นรูปทั้งสิ้น
ฉะนั้นการเจริญวิปัสสนานั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะนั่งท่าไหนจึงจะเป็นวิปัสสนา ก็ไม่ต้องเรียกว่านั่งท่าไหน จะนั่งอย่างไร มีแต่คอยรู้สึกมีสติมีปัญญา แต่ไม่ควรทำพิสดารผิดปกติ ผู้ปฏิบัติจะต้องมีวิธีพิจารณารูปนั่งโดย เทพธรรม...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2557 , 18:33:48 น.] ( IP = 171.97.0.74 : : )
สลักธรรม 5วิธีพิจารณารูปนั่งทำอย่างไร?
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในข้ออิริยาบทบรรพ เรียกว่า
..ตั้งกายไว้ในอาการอย่างไร ก็ให้กำหนดรู้ใน
อาการอย่างนั้น
..อาการนั่งของรูปมีอย่างไร ก็ให้รู้ชัดในอาการนั่งของรูปอย่างนั้น
..อาการของรูปมีอย่างไร ก็ให้รู้ชัดในอาการอย่างนั้น
ก็คือว่า การพิจารณารูปหรือกำหนดรูป เป็นการดูหรือพิจารณาอาการของรูป จะอยู่ในท่าไหนก็แล้วแต่ ก็ให้รู้อยู่ในอาการนั้น หรือท่านั้น คือใจจะต้องรู้อยู่ในรูปนั่ง พร้อมกับความรู้สึกตัวในอาการนั่ง หรือท่าที่นั่ง
คือจะต้องมีสติปัญญา (สติระลึกรู้ ปัญญารู้ตาม) ทำงานคู่กัน
เมื่อสติมีความแก่กล้า ปัญญามีความแก่กล้า ก็จะระลึกรู้ว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม เมื่อระลึกรู้บ่อยๆ ตัวที่ไม่ได้ฝึกนั้นก็จะเฉื่อย ฉันก็จะเฉื่อยแล้ว ก็คือมีสติสัมปชัญญะอยู่กับปัจจุบันด้วย ไม่ให้คิดเลยไปจากรูปนี้ที่กำลังปรากฏ ดูรูปนี้อยู่ ฟุ้งก็ไม่เกิด แล้วก็ประเสริฐอยู่ในทาง ไม่ตกไปจากนามรูป เป็นวิปัสสนาด้วย
ผู้ปฏิบัติจึงควรทำความเข้าใจให้ดี แล้วก็ค่อยๆฝึก ดูบ่อยๆ และก็ขอให้เข้าใจว่า การกำหนด เมื่อพิจารณารูปนั่ง ก็ต้องพิจารณาแบบนี้ มนสิการแบบนี้ ไม่ใช่ไปนั่งท่องเป็นรูป เป็นนาม หรือคิดอยู่ในใจ ต้องรู้และเข้าใจแน่ชัดว่าเป็นรูปนั่ง กำหนดรูปนั่ง พร้อมกับความรู้สึกออกมาอยู่ที่อาการนั่งที่กำลังปรากฏอยู่ขณะนั้น จึงจะเรียกว่าถูกต้อง และถูกตรงตามความเป็นจริงในขณะกำหนด
ฉะนั้นหัวใจของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในเรื่องการดูรูปนั่ง..อยู่ตรงรู้สึกออกมาอยู่ในท่านั่ง
อย่าลืม...ต้องเตือนตนเสมอว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องมีความเข้าใจถูกเป็นประธาน <อย่าให้มีความเพียรเป็นประธาน> และต้องมีรูปนามเป็นอารมณ์เสมอ ทำบ่อยๆ เข้าใจเช่นนี้บ่อยๆ นามจึงเป็นผู้รู้ รูปจึงเป็นผู้ถูกรู้ สติสัมปชัญญะเป็นผู้กำหนดรู้
นามเป็นผู้รู้ว่า ..รูปนั่ง และนามก็ต้องออกมารู้..ในท่าที่นั่ง ในอาการที่นั่ง รูปที่อยู่ในอาการนั่งหรือท่าที่นั่ง..เป็นผู้ถูกนามไปรู้
สรุปว่าวิธีการดูรูปนั่ง
..ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องดูรูปนั่งด้วยดูอาการของรูปนั่ง
..ต้องคอยสังเกตด้วย เวลาปฏิบัติ ถ้าใจกำหนดรูปนั่ง รูปนั่ง รูปนั่ง แต่ใจไม่ได้ออกมาอยู่ในอาการ - ก็เป็นนึกแล้ว ..การปฏิบัติจึงต้องค่อยๆไป คอยสังเกต ไม่ชัดดูต่อ ไม่ชัดดูต่อ หมายถึงไม่ชัดในอาการ
..ต้องให้ความรู้สึกออกมาอยู่กับอาการนั่ง พร้อมกับรู้ด้วยว่ารูปนั่ง เหมือนเห็นคนตาย ต้องมีสิ่งที่เห็น และต้องรู้ ต้องดูออกว่าคนตาย .....รูปนั่งจึงจะถูกต้องด้วยเหตุผล......โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2557 , 18:38:33 น.] ( IP = 171.97.0.74 : : )
สลักธรรม 6
การดูรูปนอนเมื่อเข้าใจวิธีการดูรูปนั่งแล้ว วิธีการดูรูปนอนก็มีความหมายนัยเดียวกัน
คือดูอาการของรูปที่อยู่ในอิริยาบทนอน หรือดูอาการของรูปที่อยู่ในท่านอนทดลองนอนลง ชันเข่าขวาขึ้น เอามือก่ายหน้าผาก ต้องรู้สึกถึงอาการในท่านอน ความรู้สึกต้องทั่วว่ามืออยู่ที่หัว ไม่ต้องเห็นด้วย ขาต้องยกขึ้นมา
ฉะนั้นต้องรู้หมด อาการของรูปที่อยู่ในท่านอน
โดยกำหนดรู้ว่าดูรูปนอนพร้อมกับมีความรู้สึกออกมาอยู่ที่อาการนอน หรือท่านอนของรูปกายนั้น ตัวเองย่อมเป็นผู้รู้เองว่า ขาขึ้น หรือขาลง มือก่ายหรือไม่ก่าย ต้องรู้สะพรั่งตัว คือปรากฏรูปนั้นชัดออกมา
จิตที่รู้นั้นรู้ชัดยิ่งกว่าฟิล์มที่ถ่ายอีก เพราะกายปสาทมีทั่ว (เรียนแล้ว)
ฉะนั้น ไม่ว่านอนท่าไหน ต้องรู้สึก จะไม่รู้สึกตอนนอนหลับสนิทเท่านั้นเอง
การดูรูปยืนคือดูอาการของรูปที่ยืนในท่ายืน
รูปกายที่ประชุมกันอยู่ในอิริยาบทยืน หรืออาการยืน เรียกว่ารูปยืน
ทำไมเรียกรูปยืน..ก็ได้คำตอบมาจากรูปนั่งแล้ว..เพราะเป็นรูป
โดยกำหนดรู้ รูปยืนพร้อมกับมีความรู้สึกออกมาอยู่ในท่ายืน ให้ใจออกมาอยู่ในอาการยืนของรูป
เพราะรูปไม่รู้ว่ายืน แต่จิตเป็นผู้รู้ว่ายืน จิตจะต้องทำหน้าที่สำรวจนั่นเอง รู้สะพรั่งกาย
ต้องรู้สึกออกมาว่าขณะนี้ ยืนตรง ยืนย่อขา ยืนพัก ฯ รู้สึกหมดในอาการนั้นๆ
ต้องมีความสังเกต ต้องมีความสำเหนียก ต้องมีความรู้สึกในรูปนั้น รูปนั้นคือรูป
การดูรูปเดินคือดูอาการของรูปกายที่กำลังก้าวไป อาการที่กำลังก้าวไป
อาการที่กำลังก้าวไปคืออาการของขาทั้งสองข้างที่ก้าวไป ในการกำหนด..ให้ดูอาการของรูปเดินที่กำลังก้าวไปของขาทั้งสอง แต่ละก้าวๆให้กำหนดรู้อยู่ว่ารูปเดิน
ทุกวันนี้เราก็เดินแบบนี้ แต่เราไม่เคยรู้ว่าเป็นรูปเดิน และไม่รู้ว่าตรงไหนคือเดิน
ไม่ต้องไปกำหนดปลายเท้า เคยเดินแบบไหนก็เดินแบบนั้น แต่ให้มีความรู้สึกทั่วและการเดินนี้ ไม่ควรเดินเร็ว หรือช้าเกินไป ให้เดินเหมือนเดินทอดน่อง เพื่อสติจะได้ระลึกรู้ทันในอาการที่กำลังก้าวไป
ดังนั้น เมื่อรู้และเข้าใจ ๕ อย่าง ปฏิบัติได้
เพียงอาศัยเวลา สะสม สะสม โยนิโสมนสิการ
จนกระทั่งมีกำลัง เป็นผู้ที่อุดมไปด้วยโยนิโสมนสิการ
ก็จะสิ้นเหตุการณ์แห่งการวิบัติ
นั่นก็คือ การเวียนว่ายตายเกิดได้โดยไว
ขอทุกอย่างจงสัมฤทธิ์ผลได้โดยไว
อนุโมทนา
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [19 มี.ค. 2557 , 18:42:42 น.] ( IP = 171.97.0.74 : : )
สลักธรรม 7
![]()
![]()
ตั้งใจประนบก้มกราบตักพ่อ
ผู้ให้เกิดช่วยก่อทางไสว
ผู้ให้คำอธิบายด้วยหัวใจ
เป็นผู้ให้..ให้ให้..ตลอดกาล.
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร [19 มี.ค. 2557 , 18:44:56 น.] ( IP = 171.97.0.74 : : )
สลักธรรม 8สาธุในธรรมครับ ขอบพระคุณครับ
โดย ธันวันตรี [20 มี.ค. 2557 , 14:30:59 น.] ( IP = 1.2.208.181 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |