มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จิต เจตสิก รูป







จิต เจตสิก รูป
คัดมาจากหนังสือคนเป็นกะเทยได้อย่างไร โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


จิตคืออะไร? เกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุอะไรบ้าง? มันทำงานอะไรกัน? แล้วทำงานกันอย่างไร ?

เจตสิก คืออะไร? เจตสิกกับเจตภูตเหมือนกันหรือไม่? และรูปคืออะไร?

จิต คือ อะไร ? เป็นคำถามที่ตั้งขึ้นมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงในปัจจุบัน แต่ก็หามีผู้ใดเข้าถึงความจริงไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า "จิต คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์" (อารมฺมณ วิชฺชานน ลกฺขณํ) ด้วยเหตุนี้ เราก็จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในคำว่า "อารมณ์" คืออะไร ? "อารมณ์" ก็คือ ธรรมชาติที่ถูกจิตรู้ หรือธรรมชาติที่จิตเข้าไปจับนั่นเอง

ก็จะเห็นได้ว่า จิตจะเกิดขึ้นโดดเดี่ยวลำพังไม่ได้เสียแล้ว เพราะจะต้องมีอารมณ์เข้ามาร่วมด้วย คือ อารมณ์เป็นตัวที่ถูกจิตเข้าไปรู้ และจิตเป็นตัวรู้

ท่านยังแสดงด้วยว่า ในโลกนี้ เมื่อย่นย่อลงแล้วก็มีธรรมชาติอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น คือ ธรรมชาติที่ "รู้" อย่างหนึ่ง และธรรมชาติที่"ไม่รู้" อีกอย่างหนึ่ง

ธรรมชาติที่ "รู้" ได้แก่ จิต (รวมทั้งเจตสิกด้วย) เรียกว่าเป็นนามธรรม

ธรรมชาติที่ว่ารู้ ก็ได้แก่ รู้ในเรื่องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัสทางกาย และคิดนึกได้

ธรรมชาติที่ "ไม่รู้" ได้แก่ รูป ซึ่งได้แก่ สสารและพลังงาน เป็นรูปธรรม

สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนาเรียกว่า "รูป" เป็นธรรมชาติ ที่ถูกผันแปรเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยอำนาจของความเย็นและร้อน

โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2557 , 15:03:43 น.] ( IP = 125.27.168.22 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


จิตจะเกิดขึ้นมาทำความรู้สึกเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัสทางกาย และคิดนึก ก็จำเป็นจะต้องมีอารมณ์ คือตัวที่จิตเข้าไปรู้ นั่นก็คือจะต้องมีอารมณ์มาร่วมประชุม ซึ่งเราเรียกกันโดยทั่วไปว่า มีอารมณ์มากระทบ และอารมณ์ที่มากระทบนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นรูปเสมอไป อาจจะเป็นนาม หรือเป็นบัญญัติที่สมมุติกันขึ้นมาก็ได้ แต่ถ้าไม่มีอารมณ์มากระทบเลย จิตจะเกิดขึ้นมาเฉยๆ ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้

ความรู้สึก "เห็น" เกิดขึ้น ก็จะต้องมี"รูปารมณ์" คือ รูป อันได้แก่คลื่นของแสงที่สะท้อนจากวัตถุมากระทบกับจิตที่ประสาทตา

ความรู้สึก "ได้ยิน" เกิดขึ้น ก็จะต้องมี"สัททารมณ์" คือ รูป อันได้แก่คลื่นของเสียงมากระทบกับจิตที่ประสาทหู

ความรู้สึก "ได้กลิ่น" เกิดขึ้น ก็จะต้องมี"คันธารมณ์" คือ รูป อันได้แก่กลิ่นมากระทบกับจิตที่ประสาทจมูก

ความรู้สึก "รู้รส" เกิดขึ้น ก็จะต้องมี"รสารมณ์" คือ รูป อันได้แก่รสต่างๆ มากระทบกับจิตที่ประสาทลิ้น

ความรู้สึก "เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง" ทางกาย ก็จะต้องมี"โผฏฐะพพารมณ์" มากระทบกับจิตที่ประสาทกาย

ความรู้สึก "คิดนึก" เกิดขึ้น ก็จะต้องมี"ธัมมารมณ์" ซึ่งได้แก่อารมณ์ที่มากระทบทางใจที่หทยวัตถุ

สำหรับธัมมารมณ์ คือ เรื่องราวที่คิดนึกนั้น อารมณ์อาจจะเป็นรูปก็ได้ หรือเป็นนาม คือความยินดีอยากจะได้ก็ได้ หรืออารมณ์ที่เป็นบัญญัติที่สมมุติขึ้น เช่น นายแดง นายดำ ก็ได้

โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2557 , 15:04:09 น.] ( IP = 125.27.168.22 : : )


  สลักธรรม 2


อย่างไรก็ดี "จิตทั้งหลายจะต้องมีที่อาศัยเกิด" เช่น "จิตเห็น" จะต้องเกิดที่ประสาทตา จิตได้ยินก็จะต้องเกิดที่ประสาทหู ได้กลิ่นจะต้องเกิดที่ประสาทจมูก รู้รสต้องเกิดที่ประสาทลิ้น รับสัมผัสทางกายจะต้องเกิดที่ประสาทกาย และคิดนึกจะต้องเกิดที่หทยวัตถุ คือ ภายในหัวใจ อันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิต (การเปลี่ยนหัวใจ มิได้ตัดหัวใจออกไปทั้งหมด)

การงานของจิตใจตามทวาร คือ ประตูต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ถ้าได้ศึกษาโดยละเอียดก็จะเห็นความวิจิตรพิสดารมาก ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผู้ใดคาดคิด หรือไม่มีใครคิดเข้าไปให้ใกล้เคียงได้เลย

สรุปความเรื่องจิตว่า จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และอารมณ์เป็นธรรมชาติที่จิตเข้าไปจับ จิตจะว่างจากอารมณ์ ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ จิตเกิดขึ้นอยู่ที่ไหน อารมณ์ก็จะอยู่ ณ ที่นั้น จิตเกิดขึ้นทางทวารใด อารมณ์ก็จะอยู่ทางทวารนั้นเสมอไป และอารมณ์ที่เป็นรูปต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือ ปากกา มันก็ยังคงเป็นรูปอยู่นั่นเอง เราเรียกว่าเป็น "อารมณ์" เฉพาะที่มาเป็นตัวการทำให้จิตเกิดขึ้นเท่านั้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนเลยแม้แต่สิ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือเป็นนามก็ตาม ล้วนแต่มีความผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาทุกๆ วินาที จิตก็โดยทำนองเดียวกันแม้แต่รูปที่เราเห็นว่ามันใหญ่โต หรือกว้างขวาง แท้จริงก็เป็นหน่วยเล็กๆ มารวมกัน

สัพเพสังขารา อนิจจา = สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีการปรุงแต่งย่อมไม่เที่ยง ย่อมจะผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอตลอดเวลา สรรพสิ่งทั้งหลายก็ได้แก่จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ประเภท

สัพเพสังขารา ทุกขา = สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีการปรุงแต่งย่อมจะเป็นทุกข์ (ทุกข์ไม่ใช่เจ็บป่วยไม่สบายอย่างเดียว) หมายถึงสรรพสิ่งทั้งหลาย ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ได้แก่จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ประเภท

สัพเพธัมมา อนัตตา = ธรรมชาติทั้งหมด ทั้งที่มีการปรุงแต่ง หรือมิได้ปรุงแต่ง ย่อมไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ หรือสิ่งของอะไร สักแต่ว่ามาประชุมกันชั่วคราวแล้วก็สลายตัวไปบังคับบัญชามันไม่ได้ ได้แก่จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ สำหรับ “สัพเพธัมมา” นี้ หมายถึงธรรมชาติทั้งหมดรวมพระนิพพานด้วย แต่นิพพานมิได้ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย นิพพานเป็นนิจจังเป็นสุขขังแต่เป็นอนัตตา

โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2557 , 15:04:33 น.] ( IP = 125.27.168.22 : : )


  สลักธรรม 3


สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่ารูปหรือนาม ก็ย่อมจะไม่มีสิ่งใดตั้งมั่นอยู่ได้ ผู้ไม่ได้ศึกษาให้มีความเข้าใจก็คิดเอาง่ายๆ ว่า จิตนั้นเป็นอมตะ เป็นสิ่งกายสิทธิ์ ทั้งล่องลอยไปเกิดใหม่ได้ด้วย เมื่อเอาสรรพสิ่งทั้งหลายมาว่าไม่เที่ยงแล้ว จิตจะเป็นสิ่งกายสิทธิ์ และล่องลอยไปเกิดได้อย่างไร ก็เป็นการไม่ถูกต้องตามสภาวธรรม

นอกจากนี้แล้วยังชอบพูดว่า จิตดวงเดียวชอบท่องเที่ยวไป นี่แสดงว่าจิตไม่มีความดับ ซึ่งผิดกับหลักของธรรมชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางเอาไว้ เพราะในโลกนี้หรือโลกไหนไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนแม้แต่สักวินาทีหนึ่ง แท้จริงเวลาจิตเกิดนั้น มีเหตุประชุมกันมากมายทั้งรูปทั้งนาม แต่จิตนั้นเป็นประธาน เป็นหัวหน้า เป็นผู้นำให้ท่องเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่างๆ แต่หาได้เกิดขึ้นมาแต่จิตอย่างเดียวโดดเดี่ยว และไม่มีการเกิด-ดับ ซึ่งผิดสภาวะได้ไม่

จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่มีความเกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย ไม่ว่าเวลาหลับ เวลาตื่น ไม่ว่าตอนเกิดหรือตอนตาย เพราะเป็นอนันตรปัจจัย

เปรียบเหมือน"เซลล์" ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย มันแยกตัวเองแล้วก็ขาดออกจาก ๑ เป็น ๒ จาก ๒ เป็น ๔ จาก ๔ ก็เป็น ๘ และเรื่อยๆ ไป ข้อสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ เมื่อ "เซลล์" แยกตัวออกเป็น ๒ เป็น ๔ แล้ว เซลล์ทั้งหมดก็ได้ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยจากเซลล์ตัวเดิมมาทั้งหมด

จิตก็ทำนองนี้ เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์แล้วก็เก็บอารมณ์ต่างๆ เอาไว้ในจิตใจ เราจึงจำสีเขียว สีแดง จำ ก.ไก่ ข.ไข่ได้ ตลอดจนจำภรรยา สามี หรือเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ แม้การสอบไล่ของนักศึกษา ก็เอาของเก่าที่เคยศึกษาเล่าเรียนมาแล้ว เก็บเอาไว้ในจิตใจออกมาตอบในข้อสอบ ส่วนคิดนึกไม่ออกนั้นก็เพราะ กำลังแรงของอารมณ์ไม่พอ หรือมีความสันทัดจัดเจนน้อยไป หรือไม่ได้คิดนึกบ่อยๆ ด้วยไม่ได้มีความสนใจ

เมื่อจิตเกิดดับสืบต่อกันไปแล้ว การสืบทอดทุกอย่างก็ติดตามไปเหมือนกับเซลล์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ความสันทัดจัดเจนต่างๆ ก็ติดตามไปด้วยทุกอย่าง ตลอดจนเรื่องของบุญ ของบาป เรื่องอุปนิสัยใจคอก็สืบต่อไปด้วยเช่นเดียวกัน

โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2557 , 15:04:55 น.] ( IP = 125.27.168.22 : : )


  สลักธรรม 4


จิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงเอาไว้เป็นหลักการ เป็นบาลีว่า "เย ธมฺมา เหตุปปฺภวา" ซึ่งแปลว่า "ธรรมชาติทั้งหลายย่อมไหลมาจากเหตุ" ซึ่งก็หมายถึง ผลที่ปรากฏขึ้นมาได้นั้นไม่มีผู้ใดมาดลบันดาลหรือเสกสรรค์ขึ้นมาได้ หากจะต้องมี "เหตุ" เป็นแดนเกิด ถ้าปราศจากเหตุเสียแล้ว ผลจะปรากฏขึ้นมาเฉยๆ ย่อมจะเป็นไปไม่ได้เลยเป็นอันขาด

ด้วยเหตุดังนี้เอง จิตจะเกิดขึ้นมาทำการเห็น จึงต้องอาศัยเหตุเหมือนกัน โดยแบ่งเป็นเหตุใกล้ ๒ เหตุ และเหตุไกล ๒ เหตุ รวมเป็น ๕ เหตุด้วยกัน ทั้งนี้สำหรับผู้เริ่มศึกษาเล่าเรียนเรื่องจิต เพราะถ้าว่าโดยละเอียดแล้วก็มีเหตุเป็นจำนวนมาก

๑. อดีตกรรม เป็นเหตุไกล (มิใช่เกิดที่จิตโดยตรง)
๒. อารมณ์ เป็นเหตุไกล (มิใช่เกิดที่จิตโดยตรง)
๓. เจตสิก เป็นเหตุใกล้
๔. วัตถุรูป เป็นเหตุใกล้

๑. อดีตกรรม

อดีต หมายถึงกาลที่ล่วงไปแล้ว อาจจะเป็นกาลที่ล่วงไปแล้วในชาตินี้ หรือล่วงไปแล้วในชาติก่อนๆ ก็ได้ ส่วนคำว่า กรรม หมายถึงการกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่ได้ทำเอาไว้แล้วเก็บเอาไว้ในจิตใจ จิตจะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องอาศัยกรรมที่ได้กระทำไปแล้วในอดีต ทั้งเป็นอดีตชาติ หรือชาติก่อนๆ และอดีตในชาตินี้

ธรรมชาติของจิตนั้นย่อมเกิดดับ สืบต่อกันเรื่อยๆ ไปไม่ขาดสายอย่างรวดเร็วสุดที่จะพรรณนาได้ จิตนั้นย่อมจะเก็บและสะสมอารมณ์ต่างๆ ที่รับเอาไว้ เช่นในเรื่องที่ได้เห็นมา ได้ยินมา หรือคิดนึกมา เอาไว้ภายในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี เรื่องร้าย บุญ หรือบาปประการใด ตลอดไปจนที่เป็นความสันทัดจัดเจน จิตที่สืบต่อๆ กันมานี้ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า วิบากจิต ซึ่งแปลว่าเป็นผลของกรรมอันเป็นบุญและบาป วิบากจิตนี้จะเกิดขึ้นสืบต่อกันไปเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย ไม่ว่าเวลาหลับหรือเวลาตื่น ยกเว้นเวลาจิตขึ้นวิถีเท่านั้น คือจิตทำการงานในขณะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางกาย เรียกว่าอารมณ์เกิดขึ้นทางปัญจทวาร และคิดนึกเป็นอารมณ์เกิดขึ้นทางใจเรียกว่าทางมโนทวาร

อำนาจของการสั่งสมอบรมมาย่อมจะเก็บไว้ในจิตใจ แล้วก็ส่งต่อไปเรื่อยๆ แก่จิตที่สืบต่อกันไม่ขาดสาย และอำนาจของกรรมที่ได้อบรมเหล่านั้นก็จะช่วยอุดหนุนให้เป็นไปต่างๆ ด้วยเหตุนี้พี่น้องท้องเดียวกันจึงมีอัธยาศัยใจคอแตกต่างกันมาก เป็นฟ้ากับดินก็ได้

อำนาจของการอบรมที่ได้กระทำผ่านมาแล้วในอดีต ที่เห็นได้ง่ายที่สุดประการหนึ่งก็คือ เมื่อเวลาจิตเกิดขึ้นมีความโลภหรือมีความโกรธ ความโลภหรือความโกรธนั้นก็ติดมาจากอดีตชาติทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครในชาตินี้สอนอะไรให้เลย ชาติก่อนมิได้ติดตัวมาแล้ว จะเอาความโลภ ความโกรธมาแต่ไหน

จิต"เห็น" ก็ดี จิต"ได้ยิน" ก็ดี ก็ล้วนแต่เป็นวิบากจิต เป็นจิตอันเป็นผลของกรรมที่ได้ทำเอาไว้แล้วทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ อดีตกรรมไม่มี จิต"เห็น" จิต"ได้ยิน" จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2557 , 15:05:16 น.] ( IP = 125.27.168.22 : : )


  สลักธรรม 5


๒.อารมณ์

จิตจะเกิดขึ้นมาได้จิตจะต้องจับอารมณ์ หรือจะต้องมีอารมณ์มากระทบกับจิต เช่น "จิตเห็น" เกิดขึ้น จะต้องมีรูปารมณ์ คือรูปอันได้แก่คลื่นของแสงมากระทบกับจิตที่ประสาทตา ถ้าไม่มีอารมณ์มากระทบจิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ที่ว่าอารมณ์มากระทบนั้น มีมั้งที่มากระทบจริงๆ ก็มี มากระทบโดยสืบต่อก็มี

กระทบทางกายนั้น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ก็มากระทบกับจิตที่ประสาทกายโดยตรง แต่บางทวาร เช่น กระทบทางตาเป็นต้น รูปอันได้แก่คลื่นของแสงหาได้กระทบโดยตรงไม่ หากแต่สืบต่อๆ เข้าไปภายใน และเปลี่ยนสภาพจากคลื่นของแสงในทางธรรมเรียกชื่อการกระทบโดยการสืบต่อ ๆ ไปนั้นว่า อสัมปัตตคาหกรูป และกระทบโดยตรงเรียกว่า สัมปัตตคาหกรูป

๓. เจตสิก

เหตุให้เกิดจิตตัวที่ ๓ ได้แก่ เจตสิก และเจตสิกนี้ก็จะต้องเกิดร่วมกับจิตเสมอไป ไม่มีเจตสิกก็ไม่มีจิต

๔. วัตถุรูป

ไม่ว่าสิ่งใดในโลกนี้ จะต้องมีที่ตั้งที่อาศัยสิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้วไม่มีที่อาศัยก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของใดๆ ก็ตาม แม้ขอทานไม่มีบ้านเรือนอันเป็นที่อยู่ เขาก็มีที่นั่ง ที่นอน อาจจะเป็นตามใต้ต้นไม้หรือใต้สะพาน จิตจะเกิดขึ้นมาก็โดยทำนองเดียวกัน จะต้องมีที่ตั้งที่อาศัยเหมือนกับธรรมชาติทั้งหลายนั่นเอง ไม่มีที่ตั้งที่อาศัยจิตจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร (ยกเว้นในอรูปพรหมภูมิ)

วัตถุรูป ก็ได้แก่ที่ตั้งที่อาศัยที่จิตใจจะเกิดขึ้น เมื่อจิตเกิดขึ้นทางตามาทำหน้าที่ "เห็น" ก็อาศัยที่จักขุวัตถุ คือประสาทตา ทางหูเรียก โสตวัตถุ ทางจมูกเรียก ฆานวัตถุ ทางลิ้นเรียกว่า ชิวหาวัตถุ ทางกายเรียกว่า กายวัตถุ ทางใจเรียกว่า หทยวัตถุ (ก็ได้แก่ที่ตั้งที่อาศัยของจิตที่จะทำการงานทางมโนทวาร คือ คิดนึกนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะ หทยวัตถุ อันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตที่ทำงานคิดนึก และเป็นที่ตั้งที่รองรับจิตที่ทำหน้าที่ภวังค์ หรือบางทีก็จุติและปฏิสนธิ)

โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2557 , 15:05:33 น.] ( IP = 125.27.168.22 : : )


  สลักธรรม 6


เจตสิก คืออะไร ?

ผู้ที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรมก็จะตีความคำว่า เจตสิก เอาง่ายๆ เป็นเจตภูต เพราะพูดคล้ายกัน บางท่านก็คิดเอาง่ายๆ โดยอธิบายเป็นจิตไปเลย ว่าเจตสิกก็คือความรู้สึกนั่นรู้สึกนี่ นั่นมันเป็นจิตที่ผสมเจตสิกเสร็จแล้ว จึงรักบ้าง โกรธบ้าง แล้วบางคนก็แถมท้ายว่ามันเป็นจิตดวงเดียวนั่นแหละ

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่เกิด ไม่ดับ และตั้งอยู่โดดเดี่ยวแต่ลำพัง หากแต่จะต้องเกิดดับแล้วยังรวมกันอยู่หลายๆ อย่าง เหตุผลที่ควรจะทำความเข้าใจก็คือ มันรวมกันอยู่หลายอย่างทำไม

ธรรมชาติทั้งหลาย มันเกิดขึ้นมารวมกันหลายอย่าง ก็เพราะแต่ละอย่างมันมาช่วยกันทำงานเพื่อให้งานที่ทำนั้นสำเร็จไป

เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งพูดว่า "บ้าน" ออกไป คนไทยทั้งหลายก็พากันเข้าใจว่า "บ้าน" นั้นคืออะไร แต่ว่าบ้านจะมีของชิ้นเดียวอย่างเดียวได้หรือ แน่นอน บ้านมันก็จะมีเสา มีพื้น มีหลังคา มีข้างฝา มีประตู หน้าต่าง และน๊อตหรือตะปู

ชิ้นส่วนต่างๆ ที่มารวมกันเป็นบ้านนั้น มันล้วนแต่มีงานของมันทั้งสิ้น เพราะเสามันก็ทำงานค้ำยันให้บ้านตั้งเป็นรูปทรงอยู่ได้ มีพื้นจะได้เป็นที่อาศัยของคน มีหลังคาเอาไว้กันแดดกันฝน มีข้างฝาเอาไว้กันขโมย และกันแดด กันฝน กันลม มีหน้าต่างก็จะได้ใช้ให้อากาศถ่ายเท มีประตูก็จะใช้เข้าออกได้ มันเกิดขึ้นมาช่วยกันทำงานทั้งนั้น และแต่ละชิ้นส่วนรวมกันเราจึงสมมุติเรียกว่าเป็นบ้าน แต่ว่าบ้านจริงๆ หาได้มีไม่ เพราะถ้าชิ้นส่วนต่างๆ มากองกับพื้น บ้านก็จะหายไป

จิตก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นนามธรรมก็ตามที่เกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องมีการประชุมที่มาเกิดร่วมกันก็เพื่อจะทำงาน ตัวที่มาประชุมร่วมกันเหล่านี้เรียกว่า เจตสิก

เมื่อตั้งคำถามว่า เจตสิกคืออะไร ก็ได้คำตอบว่าเจตสิกคือธรรมชาติที่ประกอบกับจิต เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์เดียวกับจิต และที่ตั้งที่อาศัยก็อยู่ในที่เดียวกันกับจิต เรียกว่า เจโตยุตฺตลกฺขณํ คือการประกอบที่บริบูรณ์ด้วยลักษณะ ๔ ประการ ที่ชื่อว่า "จิต" เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ก็เหมือนกัน เพราะมีเจตสิกมาร่วมประชุมกันจึงได้เป็นจิต และเพราะมีเจตสิกมาร่วมช่วยกันปรุงแต่ง ดังนั้นจิตจึงเป็นโลภะบ้าง โทสะบ้าง ซึ่งเป็นบาป และอโลภะบ้าง อโทสะบ้าง ซึ่งเป็นบุญ เป็นต้น

โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2557 , 15:06:40 น.] ( IP = 125.27.168.22 : : )


  สลักธรรม 7


ถ้าบ้านพังลงไป ชิ้นส่วนต่างๆ ของบ้านก็ทลายลงไปด้วย คำว่าบ้านก็หายไป ถ้าชิ้นส่วนต่างๆ ของบ้านประชุมกันขึ้นมาใหม่ บ้านก็เกิดขึ้นใหม่ ธรรมชาติของจิตก็เหมือนกัน ถ้าเราจะอธิบายเหมือนกับจุดไฟขึ้นที่เทียนก็ได้ เมื่อจุดไฟแล้ว ไฟก็เกิดขึ้น แสงสว่างก็เกิดขึ้น ความร้อนก็เกิดขึ้น พลังงานจากความร้อน และพลังจากแสงสว่างก็เกิดขึ้น ถ้าไฟเกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้าไฟดับมันก็ดับพร้อมกัน ทั้งมันก็อยู่ในที่เดียวกันด้วย

เจตสิกที่รวมกันทั้งหมดนั้นมีอยู่ ๕๒ ประเภท เป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆ สามารถเกิดร่วมกับบาปก็ได้ กับบุญก็ได้ และไม่บาปไม่บุญก็ได้ ประเภทหนึ่ง อกุศลเจตสิกจะประกอบกับเฉพาะจิตที่เป็นอกุศลจิตเท่านั้นประเภทหนึ่ง และโสภณเจตสิกจะประกอบกับเฉพาะจิตที่เป็นโสภณจิตเท่านั้นอีกประเภทหนึ่ง

เมื่อเวลาจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ จิตกับเจตสิกก็จะเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ เพราะจิตเกิดขึ้นที่ไหนเจตสิกก็จะอยู่ในที่นั้น จิตรับอารมณ์อะไรเจตสิกก็ร่วมรับอารมณ์อย่างเดียวกัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกแยะเจตสิกแต่ละตัวให้ศึกษาเหมือนแยกชิ้นไม้แต่ละชิ้นส่วนมากมายที่ใช้ทำบ้านออกมาให้เข้าใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอธิบายถึงหน้าที่การงานของเจตสิกแต่ละตัวให้ทราบว่ามันทำหน้าที่การงานอย่างไร เหมือนอธิบายชิ้นไม้ที่จะทำบ้านแต่ละชิ้นให้รู้หน้าที่การงานของมัน

และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเอาเจตสิกทั้งหมดมาประชุมกันให้เราได้ศึกษา จะได้ทราบว่าจิตโลภะ โทสะ โมหะ หรือจิตอโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดนั้น รวมเจตสิกประเภทต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างไร เหมือนเรียนชิ้นไม้ทำบ้านเสร็จแล้ว ก็สอนให้ประกอบบ้านเป็นรูปบ้านแบบต่างๆ ได้ทุกๆ แบบไม่ว่าจะปลูกแบบไหน เมื่อนเรียนเจตสิกแล้วก็จะเข้าใจเรื่องของจิตทุกประเภท

โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2557 , 15:07:00 น.] ( IP = 125.27.168.22 : : )


  สลักธรรม 8


รูป คืออะไร

รูปเป็นปรมัตถธรรมข้อที่ ๓ ในจำนวนทั้งหมด รูปในพระพุทธศาสนาก็ได้แก่สสารและพลังงานในวิชาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง รูปมีแสดงอยู่ในพระอภิธรรมปิฎกอย่างละเอียดพิสดารอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่เคยได้ศึกษาพระอภิธรรมมักจะมีความเข้าใจผิด แล้วคิดว่า ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงเรื่อง "รูป" หรือบรรยายคำว่า"รูป"เอาไว้ เป็นรูปที่ใช้เป็นอารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นต้นนั้น เป็นรูป คือร่างกายแต่เพียงเท่านั้น ความจริงรูปมีถึง ๒๘ ประเภทด้วยกัน

รูปทั้งหมดมีอยู่ ๒๘ รูป เป็นรูปปรมาณู แต่เป็นรูปหยาบเสีย ๑๒ รูป เหลืออีก ๑๒ รูป เป็นรูปละเอียดประณีตยิ่งกว่าปรมาณู และทุกๆ ปรมาณู แม้จะเห็นไม่ได้ และสัมผัสทางกายไม่ได้ก็ดี แต่ประกอบไปด้วยปฐวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คันธะ รสะ โอชะ คือธาตุดิน น้ำ ไป ลม สี กลิ่น รส และโอชะ เรียกชื่อปรมาณูนี้ว่า อวินิพโภครูป ๘

และอวินิพโภครูปนี้จะต้องมีธาตุทั้ง ๘ เสมอไป จะไม่มีปรมาณูหนึ่งปรมาณูใดที่มีธาตุเกินกว่า ๘ หรือน้อยกว่า ๘ อย่างแน่นอน คือจะแยกอย่างไรก็จะต้องมี ๘ เสมอ เพราะธาตุทั้ง ๘ นี้แยกออกจากกันไม่ได้

ทุกปรมาณูนั้นมิได้ติดกัน หากแต่มีช่องว่างระหว่างปรมาณู เรียกในภาษาธรรมะว่า ปริจเฉทรูป มีช่องว่างระหว่างปรมาณูเสมอไป ทุกๆ ปรมาณูจะได้หยุดนิ่งเฉยๆ มิได้ เคลื่อนไหวอยู่เสมอตลอดเวลาไม่หยุดพักเลยด้วยอำนาจของอุณหเตโช ธาตุไฟ คือ ความร้อน (สีตเตโช-เย็น ก็คือ ร้อนน้อย) ปรมาณูนั้นแม้จะเห็นไม่ได้ สัมผัสด้วยกายไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อมันมารวมกันเป็นรูปต่างๆ เข้าแล้ว มันก็จะประจักษ์ต่อสายตาของบุคคลได้ เมื่อเหมาะสมก็สามารถรับการสัมผัสได้ มันจึงได้กลายเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย หรือเป็นบ้าน เป็นเรือน เป็นต้นไม้ใบหญ้า ไปตามสามัญสำนึกของบุคคลทั้งหลายที่ได้สมมุติขึ้น แล้วบุคคลทั้งหลายต่างก็พากันหลงใหลในรูปปรมาณูที่มีช่องโปร่งอยู่ทั่วไป หลงเตลิดเพลิดเพลินไปกับปรมาณูที่ขาดเสถียรภาพเอาเป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนสภาพอยู่ร่ำไป ดังนั้น ปรมาณูทั้งหลายย่อมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา




โดย ศาลาธรรม [28 มี.ค. 2557 , 15:07:17 น.] ( IP = 125.27.168.22 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณค่ะ

โดย abctoy (abctoy) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [16 พ.ค. 2557 , 15:04:35 น.] ( IP = 124.121.122.69 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org