มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กฎของกรรมกับการให้ผล









กฎของกรรมกับการให้ผล
ธรรมะบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ



กรรมจะให้ผลก็ต่อเมื่อสุกงอมเต็มที่ ถ้าไม่สุกงอมเต็มที่นั้นไม่ให้ผลหรอก ฉะนั้น อย่าด่วนว่า ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว เป็นไปไม่ได้ กรรมยังมีระยะฟักตัวอีก ต้องรอระยะฟักตัวตามสมควร ฉะนั้นเรื่องของกรรมจึงเห็นได้ยาก เป็นเพราะว่าขัยอายุของมนุษย์มี ๗๕ ปี ชีวิตนี้น้อยนิดและสั้นเหลือเกิน จึงไม่เพียงพอแก่การพิสูจน์กรรมให้ตลอดได้ จะเรียนเรื่องกรรมอย่างเดียวให้สมบุกสมบันอย่างไรก็พิสูจน์ไม่พอหรอกในช่วงเวลา ๗๕ ปี เพราะอายุสั้นเหลือเกิน เพราะฉะนั้นจึงสอนสั้นแบบย่นย่อยากง่าย ให้ปฏิบัติเสีย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่เพียงพอที่จะใช้ชีวิตน้อยนิดเพียง ๗๕ ปี พิสูจน์เรื่องกรรมให้หมดได้ แต่หากบุคคลทำกรรมแล้วมีผลทันทีทันใด ใครจะกล้าทำชั่ว เช่น ตบยุงปั๊บ ยุงตบเราตอบทันที หรือพอตบยุงปั๊บ นิ้วด้วนทันที ใครจะกล้าทำ ก็ไม่กล้าทำ

ท่านจึงบอกว่า ให้ผลทันทีนั้นมันไม่ให้ แต่จะคอยเวลาและโอกาสอยู่ มีระยะฟักตัว พระองค์เปรียบเหมือนกับสตรีและบุรุษที่อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาแล้ว ต่อมา ๓-๔ เดือน ทั้งสามี แม่สามี แม่ภรรยา พวกญาติพี่น้อง จึงเห็นว่าสตรีนั้นมีครรภ์ กรรมก็เป็นเช่นนี้ ทำปุ๊บไม่ได้เห็นผลทันทีทันใด และเมื่อเห็นครรภ์แล้ว ท้องก็ไม่ได้นูนทันที ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป

และเมื่อตั้งครรภ์แล้วจะคลอดทันทีได้ไหม ก็ไม่ได้ ต้องรอระยะเวลาฟูมฟัก เวลาตั้งครรภ์ก็ต้องมีการปฏิสนธิ มีสเปิมร์กับโอวั่มผสมกัน แล้วแบ่งเซลล์ต่างๆ เมื่อครบ ๔ สัปดาห์ขึ้นไปก็จะหมุนตัวเองขึ้นไปฝังตัวเองอยู่ในโพรงมดลูก แล้วค่อยๆ เจริญเติบโต เมื่อโตเต็มที่ก็ต้องรออำนาจของกรรมของพ่อแม่ผลักให้เด็กกลับหัว ฉะนั้น ๙ หรือ ๑๐ เดือนที่อยู่ในท้องก็เปรียบเหมือนกรรม มันรอเวลา ไม่ใช่อยู่ในท้องแล้วคลอดทันที สตรีที่ตั้งครรภ์ก็ต้องถึงเวลาอันควรด้วยจึงจะคลอดได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 เม.ย. 2557 , 13:31:12 น.] ( IP = 1.10.229.32 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ฉะนั้น การให้ผลของกรรมบางอย่างต้องใช้เวลาเป็นพันๆ ปี เช่น การสร้างบารมีของพระเวสสันดรใช้เวลาเป็นพันปี เป็นพันชาติกว่าจะเห็นว่า ทรัพย์สมบัติเป็นเหมือนก้อนดิน ไม่มีประโยชน์อะไรเลยต่อชีวิต แต่จำไว้ทุกคนนะ แม้จะนานมากแค่ไหน บางครั้งเหมือนว่า เราขโมยของไว้ตอน ๘ ขวบ ไม่เห็นมีใครจับได้เลย ๘ ขวบชาตินี้จับไม่ได้ ไปรอจับชาติหน้า เป็นไปไม่ได้ อย่าลืมว่าแม้จะนานเป็นพันๆ ปี หรือจะนานแค่ไหน กรรมก็สามารถหาบุคคลผู้ทำกรรมได้ถูกต้องเสมอ ไม่ผิดเป้าเลย ท่านบอกว่าเปรียบเสมือนแม่โคกับลูกโครวมกันอยู่ในฝูงใหญ่ แต่แม่โคก็สามารถหาลูกโคเจอนั่นเอง ฉะนั้นไม่ต้องกลัว ไม่ต้องพึ่งใครเลย กรรมนี้ตาวิเศษที่สุด นี่คือเรื่องอำนาจจิตที่สะสมไว้

ท่านกล่าวว่า คำว่า กรรม เช่น กรรมดีนี่ การกระทำดีเป็นหน้าที่ของผู้ที่รักดี แต่การให้ผลดีเป็นหน้าที่ของกรรม บุคคลจึงไม่มีโอกาสเร่งเร้าอะไรได้ เมื่อกระจายมาอย่างนี้ ก็ทำให้เราหมั่นระลึกว่า เมื่อเรารักดี ก็มีหน้าที่ทำแต่ความดีไป แต่การให้ผลดีไม่ใช่สิทธิ์ของเราที่จะไปอยากได้ แต่เป็นหน้าที่ของกรรมแล้ว เมื่อถึงเวลาก็ให้ผลเอง เหมือนเราตั้งท้องก็รู้อยู่แล้วว่า เราเป็นผู้ตั้งท้อง แต่เรามีสิทธิ์ไหมว่าไปดัดมือลูกให้อ่อนตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ไม่มีสิทธิ์เลย เพราะเป็นหน้าที่ของกรรม ลูกจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็เพราะกรรมส่งมา หน้าตาจะคล้ายเราเพราะมีเซลล์ที่แบ่งออกมาเท่านั้นเอง แต่นิสัยว่าจะต้องดีเหมือนเรา นั่นกำหนดไม่ได้ เป็นหน้าที่ของกรรม

ท่านบอกว่า บุคคลไม่อาจเร่งเร้าได้เลยเพราะเป็นหน้าที่ของกรรม เสมือนการไถคราดหรือหว่านข้าวทำนา ซึ่งเป็นหน้าที่ของชาวนา ส่วนการออกรวงเป็นหน้าที่ของต้นข้าว ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เพราะเราไม่รู้หน้าที่ เราคิดเกินหน้าที่ เราจึงอยากได้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น เมื่อเราพยายามทำความดีแล้วตลอดชีวิต รอเวลาซิ เมื่อทำดี มั่นใจว่าชาติหน้าและชาติต่อๆไป ต้องได้ดีแน่นอน จะไม่ตกต่ำหรอก แต่เราต้องเห็นถูกด้วย มีทิฏฐุชุกรรมด้วย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 เม.ย. 2557 , 13:32:15 น.] ( IP = 1.10.229.32 : : )


  สลักธรรม 2

ถาม กรรมลบล้างกันได้ไหม ด้วยการทำความดีลบล้างกรรมชั่ว?

ตอบ ฟังแล้วยากที่จะอธิบาย แต่คำตอบจริงๆ คือ ลบล้างกันไม่ได้ แต่ถ้าเมื่อพูดว่าลบล้างกันไม่ได้ทีเดียวก็ไม่ได้ จึงขอใช้คำว่า ละลายดีกว่า ไม่สามารถละลายได้ เช่น เราตักน้ำร้อนๆ มาแล้วเอาเกลือใส่ลงไปในน้ำ เมื่อชิมดูก็รู้ว่าเค็ม เค็มจัดด้วยเพราะเกลือเม็ดโต เราต้องการให้เกลือนี้เจือจางลง เราก็เอาน้ำเกลือไปใส่ลงในน้ำที่มีปริมาณมากกว่า หรือเติมน้ำเข้าไป น้ำก็เค็มเพราะเกลือนั้นละลายลงไปในน้ำ แต่ถ้าใส่น้ำลงไปปริมาณมากๆ ความเค็มก็เช่นเดิม แต่ลดน้อยลงไป แล้วเมื่อใส่น้ำลงไปเรื่อยๆ ตั้งคำถามว่า เค็มไหม ชิมแล้วไม่เหลือความเค็ม แต่ถามว่า เกลืออยู่ไหน ก็อยู่ในนี้ แต่มีปริมาณน้อยกว่า เพราะถุกความจืดละลายไป กลบไป ละลายให้เบาบางลงไป คำว่า ละลาย พระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องนี้ท่านเรียกว่า อัพโพหาริก แปลว่า เบาบาง เจือจาง ละลาย

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 เม.ย. 2557 , 13:32:53 น.] ( IP = 1.10.229.32 : : )


  สลักธรรม 3


ถาม บาปก็ดี บุญก็ดี เมื่อยังไม่ให้ผล บาปบุญนั้นอยู่ที่ไหน?

ตอบ บาปบุญนั้นคอยติดตามผู้ทำอยู่ เช่น ผลมะม่วง ในฤดูฝนเราไม่เห็นมีผลมะม่วง แต่เมื่อต้นปีมีผลมะม่วงเต็มต้นและหมดไปแล้ว ถามว่า ปีหน้าเมื่อถึงฤดูของมัน จะมีผลอีกไหม ตอบว่า มี ถามว่า เวลานี้ผลของปีหน้านั้นอยู่ที่ไหน ในเมื่อปีหน้าก็ต้องออกดอกออกผล เราก็ตอบไม่ได้ ฉะนั้น เราต้องเป็นคนช่างคิด คนส่วนมากหาทางคิดมาหักล้างเรื่องกรรม หักล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระองค์จึงเปรียบเหมือนมะม่วงว่า มะม่วงกับผลมะม่วงเป็นฉันใด เรื่องของผู้ทำกรรมกับผลของกรรมก็เป็นฉันนั้น มันรอโอกาส รอปัจจัยพรั่งพร้อม ผลพรั่งพรู มันอยู่ที่ไหน ก็เก็บอยู่ในอาเสวนปัจจัย กรรมดีกรรมชั่วไม่ได้ให้ผลครั้งเดียว จะส่งผลต่อกันอยู่เสมอๆ เหมือนต้นมะม่วงปลูกครั้งเดียว แต่ออกผลอยู่เสมอๆ จนกว่าจะหมดฤทธิ์หมดแรงไปเหมือนต้นมะม่วง เช่น พอแก่ก็ออกลูกเล็กเป็นอีแกลบ จนแก่มากเหมือนคนแก่ ก็มีลูกไม่ได้ รอความตาย กรรมก็เหมือนอย่างนั้น มันคอยจะติดตามไปจนกว่าจะหมดฤทธิ์

ทุกวันนี้ที่เราได้รับนั้นเป็นเศษฤทธิ์ของกรรม ที่เราปวดหัวตัวร้อนนั้น เรารู้ไหมเราทำอะไรไว้ เป็นเศษที่กรรมให้ผลเหลือแล้ว จึงได้มาฟังธรรมะได้ ไม่อย่างนั้น คนมีกรรมหนา มาไม่ได้ เพราะกิเลสไม่อนุญาต เมื่อรอปัจจัยก็ได้รับผล เหตุนั้นมีอยู่ เช่น การฆ่าสัตว์ รอเพียงปัจจัยพรั่งพร้อม ผลก็ย่อมพรั่งพรู

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 เม.ย. 2557 , 13:33:16 น.] ( IP = 1.10.229.32 : : )


  สลักธรรม 4


ถาม เมื่อไหร่กรรมจะหยุดให้ผล?

ตอบ กรรมจะหยุดให้ผลด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ

๑.เมื่อหมดแรง คือให้ผลจนสมควรแก่เหตุแล้วจึงหยุดให้ผล เปรียบเหมือนนักโทษที่ถูกจำคุกตามความหนักเบา เช่น ศาลพิพากษา ๒ ปี เมื่อครบกำหนด ๒ ปีก็พ้นโทษ นี่ไงให้ตามสมควรแล้ว คำพิพากษาเหมือนอำนาจกรรม เมื่อครบ ๒ ปี ก็ต้องปล่อยให้เป็นอิสระ หรือไม่บางคนทำกรรมหนักมาก โดนคำสั่งจำคุกตลอดชีวิต แต่ในระหว่างอยู่ในคุกเป็นคนทำดี ช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบให้กรมราชทัณฑ์ เป็นคนว่านอนสอนง่าย เป็นนักโทษตัวอย่าง ก็ได้ลดหย่อนผ่อนโทษเหลือ ๒๐ ปี อันนี้แล้วแต่กรณี กรรมให้ผลตามความหนักเบา แต่เมื่อให้ผลตามสมควรแล้ว ก็หลุดออกมาได้ เรื่องของกรรมก็ทำนองเดียวกัน

๒. บุคคลที่ได้ทำกรรมมาแล้วสำเร็จเป็นพระขีณาสพสิ้นอาสวะทั้งปวง เมื่อมีชีวิตอยู่ก็เป็นชาติสุดท้าย กรรมย่อมหมดโอกาสให้ผลในชาติหน้า เพราะจิตของพระอรหันต์ย่อมบริสุทธิ์สิ้นเชื้อ เปรียบเหมือนเมล็ดพันธ์พืชสิ้นยางเหนียวหรือเม็ดลีบ ปลูกไม่ขึ้นอีกต่อไป ฉะนั้นกรรมจะให้ผลได้เฉพาะเวลามีชีวิตอยู่เท่านั้น เพราะฉะนั้น ในชาติสุดท้ายของพระขีณาสพ ท่านได้ทำดีถึงที่สุดแล้ว แต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ กรรมก็ให้ผลในตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่เท่านั้น เช่น คนตาย ๑ นาที ถูกยุงกัดก็ไม่คันแล้ว ยุงกัดเป็นวิบาก แต่ไม่คันแล้ว เมื่อไม่เกิดแล้ว กรรมก็เป็นอโหสิกรรมไป

อุปมาพระขีณาสพเป็นเมล็ดพันธ์ที่ดี แต่ปลูกไม่ได้แล้ว เพราะมะม่วงเม็ดดีคือ เนื้อมากแต่เม็ดลีบ เม็ดนั้นปลูกไม่ขึ้นแล้ว เป็นผู้ที่มีเนื้อหาสาระ อยู่ด้วยเนื้อหาสาระ แต่พวกเราเป็นพวกเม็ดมากเนื้อน้อย เป็นพวกไร้สาระ ดูได้จากการปฏิบัติวิปัสสนาต้องอาศัยความน้อย แต่ปุถุชนนั้นพูดมาก กินมาก เดินมาก บุญน้อย ทำให้เนื้อน้อย เม็ดจึงใหญ่ จึงปลูกขึ้น

เมื่อถึงขีดความเจริญเต็มที่แล้วเม็ดก็ลีบ ปลูกไม่ขึ้นแล้ว คนก็ทำนองเดียวกัน เมื่อคุณธรรมเจริญเต็มที่แล้วถึงขีดสุด พรั่งพร้อมแล้ว ด้วยความดีอย่างเต็มที่ก็ปราศจากกิเลสเยื่อเมือก และสิ่งชั่วต่างๆ เหมือนมะม่วงที่อุดมไปด้วยเนื้อเม็ดลีบ แล้วก็ปลูกไม่ได้เช่นเดียวกับกรรมที่ไม่อาจให้ผลได้เพราะไม่เกิดนั่นเอง

๓. กรรมอื่นแทรกซ้อนเข้ามาเป็นบางครั้งบางคราว คือ กรรมดีจะหยุดให้ผลชั่วคราวก็ได้ กรรมชั่วจะหยุดให้ผลชั่วคราวก็ได้ เมื่อบุคคลนั้นทำกรรมชั่วแรงๆ เป็นการเปิดโอกาสให้กรรมชั่วให้ผลก่อน คือกวักมือเรียกวิบากก่อน กรรมจะหยุดให้ผลชั่วคราว เช่น เมื่ออดีตทำดีอยู่ แล้ววิบากดีส่งผล แต่ปัจจุบันทำชั่วแรงๆ หรือผลของความชั่วกำลังให้ผลอยู่ แล้วทำกรรมดีแรงๆ เปรียบเหมือนพระราชากำลังปรึกษางานราชการกับอำมาตย์ราชมนตรีในมณเฑียรสถาน แม้ประชาชนธรรมดามีเรื่องเดือดร้อนมาร้องทุกข์ ก็ต้องรอให้การปรึกษางานราชการเสร็จเสียก่อน แต่หากว่ามีข่าวด่วนจากชายแดนว่า ขณะนี้มีกองทัพของปัจจามิตรเข้าประชิด พระราชาก็ต้องหยุดประชุมทันที เพื่อออกไปปราบปัจจามิตรก่อน นี่แหละกรรมหนักจะแทรกเข้ามาทันทีไม่ว่าดีหรือชั่ว ในที่นี้หมายถึงกรรมตัดรอน ตัดรอนทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว หมดโอกาสให้ผลเป็นบางขณะชั่วคราวเท่านั้น

เราเห็นได้ว่า บางคนถูกกักขังต้องโทษอยู่ในคุกเพราะเคยกักขังสัตว์ไว้ ต้องกินข้าวแดงแกงร้อน เมื่อถึงวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสั่งข้าหลวงไปเลี้ยงแทนข้าวแดง นี่คือกรรมตัดรอน เขาเหล่านั้นก็จะได้กินอาหารประณีตได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 เม.ย. 2557 , 13:33:38 น.] ( IP = 1.10.229.32 : : )


  สลักธรรม 5


ฉะนั้นเรื่องกรรมจึงน่าศึกษา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ศึกษาไปชั่วชีวิตเราก็ศึกษาและพิสูจน์เรื่องกรรมไม่หมด

เราจะได้รู้ว่าที่เราทำนั้นไม่ได้หายไปไหน ทำดีย่อมต้องได้ดี แต่รอฟักตัวรอคลอด ถึงเราจะได้รับทุกขเวทนาหรือทุกข์กายทุกข์ใจตอนนี้ ไม่ใช่กรรมที่เราทำดี แต่เป็นกรรมไม่ดีที่เราเคยทำ ต้องหมั่นเตือนตน แต่เราทำกรรมดีใหม่ ต้องให้ผล ตอนนี้กำลังตั้งท้องอยู่ก็ได้

วิปัสสนากรรมฐานมีหน้าที่ทำอย่างเดียว ส่วนมรรคผลนิพพานเป็นหน้าที่ของอำนาจญาณปัญญามีนามรูปปริจเฉทญาณเป็นต้นไปที่จะพาให้เราสู่ความพ้นทุกข์ ใครจะพาให้เราหมดโคตรปุถุชน ก็คือโคตรภูญาณ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใคร เราเป็นผู้มีโคตรปุถุชน ผู้ที่จะพาข้ามโคตรคือญาณปัญญา

เมื่อเรียนอย่างนี้แล้ว จะไปนั่งทอดอาลัยทำไมว่าเมื่อไหร่จะได้ ให้ทำซิ ทำความดีไป ชาตินี้จนก็ต้องหมั่นทำทานทำบุญตามกำลัง ชาตินี้สมองไม่ดีปัญญาเสื่อม ก็ต้องพยายามเจริญสติ ทำไมเป็นคนขี้ลืม เพราะขาดสมาธิ ขาดสติ ไม่เห็นยากเลย ก่อนนอนดื่มน้ำวันละ ๑ แก้ว เข้าถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา ดื่มน้ำด้วยสติรู้สึกตัว ทำอย่างนี้ไป มีสติรู้สึกกลืน ก็จะเป็นผู้ที่มีระเบียบในเรือนใจ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 เม.ย. 2557 , 13:33:58 น.] ( IP = 1.10.229.32 : : )


  สลักธรรม 6


กรรมแรงที่สุดของสัตวโลกทั้งหลายคือ วิปัสสนากรรมฐาน จะสามารถตัดรอนทุกอย่างได้ ไม่ต้องกลัวเลย เพราะวิปัสสนากรรมฐานตัดสังสารวัฏได้ จะคัดกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิด เช่น อุปสรรคต่างๆ ปวดหัวต่างๆ วิปัสสนากำหนดไป ดูไป เชื่อเรื่องกรรม ศรัทธากรรม เข้าใจกรรม แล้วอยู่ด้วยกรรม แต่เลือกทำกรรม

ฉะนั้นเวลาได้รับอะไรไม่ดี ได้ยินไม่ดี ก็พยายามคิดไปว่า วิบากทางหู แล้วเอาใจดูด้วย ปัญญาแค่นั้นเอง เมื่อรู้แล้วว่ามาจากการทำวจีทุจริต ๔ และยอมรับวิบาก และประกาศว่าจะไม่ทำอย่างนั้นอีก

การยอมรับวิบาก แล้วแก้ไขใจด้วยกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป ทำกรรมดีใหม่ ย้ายอารมณ์จากชั่วให้เป็นดี เช่น กลุ้มใจเรื่องเงินไม่พอใช้ เดือนไม่ชนเดือน เพราะเคยขัดขวางทานผู้อื่นไว้ เป็นการขัดขวาง ๓ อย่าง คือ ๑. ผู้ทำไม่ได้ทำบุญ ๒. ผู้รับไม่ได้รับวิบากดี ๓. ตัวเราไม่ได้อนุโมทนาทำความดีเลย ดังนั้นต้องเพียรพยายามสร้างกุศลจิต นึกไปในทางที่ดีว่า ทุกอย่างเราทำมาเอง แก้ไข ติดต่อ ทำใจให้สบายแล้ว ทำหน้าที่ตนต่อไป แล้วตั้งเจตนาเลยว่าจะไม่ขัดขวางงานบุญใคร แม้กระทั่งงานของตัวเอง จะไม่พ่ายแพ้ต่ออุปสรรคนานาประการ อธิษฐานอย่างนี้ทุกวันทุกคืน

อำนาจกรรมนั้นวิจิตรมาก จึงอย่าดูถูกเวรกรรมเลย ทำนิดทำหน่อยมีผลแล้ว กรรมนั้นสะสมเอาไว้ และรอโอกาสให้ผล ดังนั้น อกุศลกรรมบถ ๑๐ จึงอยากให้ทุกคนท่องให้จำ และไม่ทำอกุศลกรรมบถ ๑๐ และอกุศลทั้งปวงให้ได้



ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [4 เม.ย. 2557 , 13:34:19 น.] ( IP = 1.10.229.32 : : )


  สลักธรรม 7

กราบแทบเท้าขอบพระคุณหลวงพ่อเจ้าค่ะ

อนุโมทนากับน้องนวลด้วยค่ะ

โดย abctoy (abctoy) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [16 พ.ค. 2557 , 11:58:48 น.] ( IP = 124.121.122.69 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org