มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมนคร (๑)










ธรรมนคร (๑)

ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ



ในปริจเฉทที่ ๙ ตามพระอภิธัมมัตถสังคหบาลีที่แสดงไว้โดยลำดับ แต่การแสดงโดยลำดับนั้น ต้องมีอรรถาธิบายให้เกิดความรู้ และความเข้าใจว่า การเรียนโดยลำดับนั้นให้เกิดความรู้ตามขั้นตอน และในขั้นตอนนั้น ผู้สอนจะต้องมีอุปกรณ์และวิธีการที่แยบยล เกิดศรัทธามั่น ขยันในความดี และพลีชีวิตเพื่อเดินตามทางสายเอกนั้น ท่านกล่าวว่า

วิปัสสนากมฺมฏฐาน ปน สีลวิสุทฺธิ จิตฺตวิสุทฺธิ ทิฏฐิวิสุทฺธิ กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ปฏิปทาญารทสฺสนวิสุทฺธิ ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ เจติ สตฺตวิเธน วิสุทฺธิ สงฺคโหฯ

คาถาที่ยกขึ้นเพื่อจะกล่าวถึงในวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ท่านบอกว่า ขอให้เราพึงทราบว่า พูดถึงคำว่า “วิสุทธิ” มีถึง ๗ อย่าง

“วิสุทธิ” แปลว่า ความบริสุทธิ์ และมิใช่บริสุทธิ์ธรรมดา แต่เป็นความบริสุทธิ์โดยศีล ๑ บริสุทธิ์โดยสมาธิ ๑ บริสุทธิ์โดยสมาธิ ๑ บริสุทธิ์โดยความเห็นถูก ๑ บริสุทธิ์ด้วยปัญญา ๑ บริสุทธิ์ด้วยปัญญาที่รู้ว่าเป็นทางเอกยมคฺโค ๑ และความบริสุทธิ์นี้เป็นความบริสุทธิ์ที่รู้การปฏิบัติที่ตนเองนั้นได้กระทำได้ถูกต้องแล้วอีก ๑

เป็นความบริสุทธิ์ในปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดตามพระพุทธเจ้าท่านก็คือ พระองค์ตรัสรู้อริยสัจธรรม ปัญญานี้ก็บริสุทธิ์ในพระอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เรียกว่าวิสุทธิ ๗ ความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมองโดย อาศัย ศีล สมาธิ และปัญญา

ศีลวิสุทธิ คือ บริสุทธิ์โดยศีล

จิตวิสุทธิ คือ บริสุทธิ์โดยสมาธิ

ทิฏฐิวิสุทธิจนกระทั่งถึงญาณทัสสนวิสุทธิ คือ บริสุทธิ์โดยปัญญา

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2557 , 08:04:29 น.] ( IP = 58.9.201.94 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ศีล สมาธิ ปัญญา คือ พรหมจรรย์มรรค เมื่อกล่าวตรงนี้แล้ว เราได้เรียนกันมาตั้งแต่ปริจเฉทที่ ๑ ที่ว่าด้วย จิต เจตสิกรูป นิพพาน บัญญัติต่างๆ และก็เรียนกันมามากมาย เรียนทั้งทางด้านอนุโลมปฏิโลม เรียนทั้งสารพัด แต่จะทำอย่างไรให้เราสามารถเอาความรู้และเกิดความเข้าใจมาเพาะบ่มอบรมจิตใจของตนให้พ้นจากอาสวะกิเลสเป็นเหตุสำคัญที่สุด

เพราะว่าลาภ ยศ เงินทอง สรรเสริญ สุข ดังที่อาจาร์บุษกรท่านกล่าวไว้เมื่อเช้าว่า แม้กระทั่งความร่ำรวยมหาศาล ชื่อเสียงอันเกรียงไกร พลังต่างๆ ก็ยังเป็นสมบัติจอมปลอม แม้กระทั่งสมบัติจักรพรรดิก็ผลัดกันชม แต่สมเด็จพระปิ่นมงกุฏศรีศากยมุนีโคดม พระองค์ได้ประทานสมบัติที่ไม่วิบัติ ที่ใช้คำว่า “สมบัติแท้” และนอกจากแท้แล้วยังเที่ยงอีก เมื่อผู้ใดพบผู้นั้นก็พ้น และไม่ไปจากผู้นั้นเลย

เช่น ความเป็นพระโสดาบัน ใครก็แล้วแต่สำเร็จเป็นพระโสดาบันในชาตินี้ และเวียนว่ายตายเกิดจะไปเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ชาติหน้าก็ยังเป็นพระโสดาอยู่ แต่ใครเป็นคนจนชาตินี้ ชาติหน้าก็อาจไปเกิดเป็นคนรวยได้ หรือใครเป็นคนรวยชาตินี้ ชาติหน้าก็เป็นคนจนได้ ใครเป็นหญิงชาตินี้ ชาติหน้าเป็นผู้ชายได้ ใครเป็นชายในชาตินี้ ชาติหน้าเป็นหญิงได้ และใครเป็นชายเป็นหญิงในชาตินี้ ชาติหน้าอาจไม่เป็นหญิงเป็นชายเป็นเพศที่ ๓ ก็ได้

ฉะนั้น สมบัติเหล่านี้จึงวิบัติหมด แต่สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้นั้นไม่วิบัติ เราจึงจะต้องตั้งใจเลยว่า เราเรียนพระพุทธศาสนาก็เพื่ออบรมใจของเราให้ไปจากความชั่วเท่านั้น นั่นคือ ความตรงดิ่งแห่งความดี

เมื่อเรามีความตั้งมั่น ตรงดิ่งแห่งความดีแล้ว ก็เข้ามาศึกษาตรงดิ่งแห่งการมอง เพราะพระพุทธศาสนาจะสอนว่าอะไรถูก อะไรผิด แต่ให้ตรงดิ่งแห่งความดีเสียก่อน ด้วยการรู้ว่า การเรียนเป็นหนทางแห่งความดีทั้งสิ้น

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2557 , 08:06:01 น.] ( IP = 58.9.201.94 : : )


  สลักธรรม 2




หนังสือธรรมบททั้งหลายเป็นหนังสือเริ่มต้นทางแห่งความดี ฉะนั้น เราต้องหาความดีเข้าตัว คือ ละความชั่วนั่นเอง อะไรที่เป็นกิเลสทำแล้วเกิดกิเลสอีกเราจะไม่ทำ เพราะทำให้เกิดทุกขเวทน าและโทมนัสใจตัดอาลัยไม่ขาด ทางแห่งความต้องการปรารถนาอันนั้นไม่ใช่ทางที่พระพุทธเจ้าสอน

แม้กระทั่งศึกษาธรรมมาแล้วเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าก็ไม่สอน เช่นศึกษาแล้วต้องมานั่งท่อง นั่งบ่น แล้วเกิดความกลุ้มใจกลัวจำไม่ได้กลัวสอบไม่ได้ นั่นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่สัจธรรม ไม่ได้ออกจากพระโอษฐ์ ไม่ได้เป็นพุทธพจน์ นั่นเป็นไม้ตะพตไว้ตีกัน

ฉะนั้น เราเรียนเพื่ออะไร? เพื่อทิฏฐิวิสุทธิ หรือทำความเห็นให้ทิฏฐิวิสุทธิ แต่ก่อนจะทำความเห็นให้วิสุทธิได้ต้องผ่านด่าน ๒ คือ ศีลวิสุทธิ กับ จิตวิสุทธิ

“ศีล” ขัดเกลากาย วาจา ใจให้ดี
“สมาธิ” ขัดเกลาจิตให้ดี


เมื่อปัญญาดีเข้ามา กาย วาจา จิตดี ความดีทั้งหลายก็ไหลเข้ามา ดังนั้น ด้วยความอุตสาหะวิริยภาพของสมเด็จพระมิ่งมงกุฏศรีศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์มีอุปมาประดุจสถาปนิก เป็นนายช่างที่วิเศษมากก็เพราะเหตุที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๑๐ ทัศ หรือบารมี ๓๐ ทัศมาก่อน พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๔ อสงไขย แสนมหากัปป์ ซึ่งมิใช่ง่ายๆ ในการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ที่ผ่านเวลานานไม่รู้เท่าไร ในเรื่องของศีลนั้นโดยปรมัตถบารมีแล้ว ก็ทรงยอมสละชีวิตได้เพื่อรักษาศีล

เมื่อทรงบำเพ็ญบารมีก็เพื่อพระปรมาภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อทรงบำเพ็ญจนบริบูรณ์ทุกประการแล้ว พระองค์ก็อุบัติไปเกิดเป็นเทพบุตรที่ประเสริฐที่สุด ณ บนสวรรค์เทวโลกชั้นดุสิต และในชั้นดุสิตนั้นผู้ที่ไปเกิดจะต้องเป็นผู้ที่มีมหากุศลญาณสัมปยุต พระองค์พระนามว่า “พระเสตุเกตุเทพบุตร” มีทิพยสมบัติเป็นบรมสุขตามธรรมเนียมอยู่ถึง ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี เรียกว่า เป็นธรรมประเพณีของพระหน่อชินสีห์มหาบุรุษ ฟังแค่นี้ก็สลดแล้วที่ใครจะขออธิษฐานรอพบพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆไป หลังจากพระศรีอาริยเมตไตรย

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2557 , 08:07:34 น.] ( IP = 58.9.201.94 : : )


  สลักธรรม 3




นี่ก็เป็นพุทธธรรมเนียมที่พระโพธิสัตว์ต้องไปนั่งประจำที่ตามลำดับเหมือนเราเห็นพระนั่งลำดับ คือ ประธานนั่งคนที่หนึ่งคือเจ้าอาวาสแล้วก็ต่อด้วยพระลูกวัดตามลำดับไปจนถึงสามเณร ซึ่งในขณะนี้ก็เท่ากับศรีอาริยเมตไตรยรออำนาจของเจ้าอาวาสคือ พระสมณโคดมเจ้าอยู่ยังนั่งเป็นองค์รอง ต้องรอไปอีก ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี

แล้วที่เราอธิษฐานขอไปพบองค์นั้นองค์นี้ ก็ลองคิดดูว่าชีวิตมนุษย์ยาวสูงสุดแค่ ๑๐๐ ปี เมื่อตายแล้วเราจะไปไหนกันบ้าง? เราจะหลงทางเตลิดเปิดเปิงไปอยู่ในมุมอับตรงไหนนานที่สุด? ไม่มีใครรู้เลย มุมใดที่ใจมีแต่รอ มุมนั้นคือมุมเศร้า มุมอับ

เราต้องนึกถึงตอนที่พระมาเทศน์ พุทธศาสนิกชนที่ดีนั้นต้องนั่งหน้าพระแล้วก็พนมมือ รับพรพระ แต่พุทธศาสนิกชนมีหลายประเภท นั่งหน้าพระก็มี นั่งหลังพระก็มี นั่งข้างพระก็มี หลบพระก็มี ในครัวก็มี กินเหล้าก็มี...นานาจิตตัง แล้วเราล่ะวางฐานะตนเองไว้ตรงไหน ?

ในขณะที่กำลังฟังธรรมนี่แหละ เรา กำลังวางฐานะของตนเองไว้ก็คือทำเครื่องรับกับเครื่องส่งให้จูนตรงกัน ระยะเวลา ๕๗ โกฏิ ๖ ล้านปี เป็นพุทธธรรมเนียมของพระหน่อชินสีห์มหาบุรุษรัตน์ทุกองค์ ที่จะต้องมาปฏิสนธิ เมื่อครั้นบารมีครบสมบูรณ์แล้ว ทรงพิจารณาเห็นสะดือทะเล หรือเรียกว่า สะดือดิน จุดศูนย์กลางของดิน อันเป็นมัชฌิมประเทศว่า ในชมพูทวีปแห่งนี้ย่อมเป็นที่ประดิษฐานของรัตนบัลลังก์ และต้นมหาโพธิพฤกษ์

เมื่อพระองค์พิจารณาเห็นแล้วสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งปวง ที่ผ่านมาในโลก ย่อมได้ตรัสรู้เหนือรัตนบัลลังก์ ทุกองค์เสมอมา และสถานที่ที่เดียวเท่านั้นเอง ที่มีที่สามารถเหนือรัตนบัลลังก์นั่นก็คือ “มนุษยโลก” เพราะในถนนชีวิต ๗ สาย ถนนสายมนุษย์อยู่ตรงกลาง เพราะฉะนั้น มนุษย์ย่อมเป็นถิ่นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2557 , 08:09:08 น.] ( IP = 58.9.201.94 : : )


  สลักธรรม 4




ทรงหยั่งรู้ว่า “ธรรมนคร” จะต้องประดิษฐานอยู่ที่มนุษย์แน่ ทำให้หมู่เทพเทวดาต่างๆ สามารถไปเสพซ้องอมตธรรมนี้ได้ หมู่นิกรต่างๆ ก็มาเสพซ้องอมตธรรมนี้ได้เพื่อจะนำตนพ้นภัยจากวัฏฏะทุกข์ไปได้ ทำให้ภัยพิบัติต่างๆ หมดไปได้ เมื่อเทพบุตรผู้ทรงมเหศักดิ์ หน่อพระชินสีห์ทรงพิจารณาประโยชน์เช่นนี้แล้วก็ตั้งเจตนาอธิษฐาน “จุติ” ด้วยพุทธประเพณีแล้วก็เคลื่อนจากดุสิตเทวโลกมาอุบัติเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในมนุษยโลก

สมเด็จพระชินสีห์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งเราท่านทั้งหลายที่เราเรียก “พระสมณโคดม” นี้ เป็นพระบรมศาสดาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐหาบุคคลใดประเสริฐเท่าพระองค์ใดไม่มีแล้ว พระองค์ทรงไว้ซึ่งพระพุทธคุณ และพระบารมีคุณอย่างสุดประมาณที่จะนับได้ ทรงมีพระเดชและพระกำลังอันเป็นพุทธพล มีอำนาจของพุทธเป็นกำลัง คือ บารมี ๓๐ ทัศ มีพระธรรมเป็นกองพล กองหน้า กองหลังที่ไม่ตาย ฉะนั้น จึงไม่มีใครฆ่าได้

ทรงทำลายเสียซึ่งเครือข่ายทิฏฐิที่ต่อพ่วงไปในกิเลสทั้ง ๑๐ เช่น โลภะ โทสะ โมหะ วิจิกิจฉา อุธัจจะ ที่กระจัดกระจายอยู่ พระองค์ทำลายเสียซึ่งอวิชชา คือ ความไม่รู้ และกามตัณหา คือ ความติดข้องในกามคุณอารมณ์ อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส พระองค์ทำลายเครือข่ายของทิฏฐิและกามคุณอารมณ์ตลอดมาโดยนับภพนับชาติไม่ถ้วน ในที่สุดพระองค์ทรงมีพระปัญญาผ่องใส วิชาที่พระองค์ต้องการก็บังเกิดขึ้น พระองค์ทรงใช้ธรรมที่ประเสริฐสุดประมาณไม่ได้ คือ พระธรรมจักรกัปปวัตนสูตร เป็นธรรมที่หมุนไป

รวมความว่า พระพุทธเจ้าได้สำเร็จสัพพัญญุตาญาณ ตรัสรู้สารพัดทุกอย่าง เมื่อตรัสรู้ทุกอย่างแล้วพระองค์จัดเป็นเอกอัครบุรุษมงคล และเป็นมิ่งขวัญของชาวโลกทั้งหลายไม่เคยเป็นรองใครเลย และพระองค์ก็ทรงสถาปนาตกแต่งนครธรรมที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา ทรงสร้างนครธรรมลงไว้ เหมือนนายช่างที่สร้างนครไว้งามวิจิตรบรรจงเหลือเกิน

ในนครแห่งธรรมะนี้ พระองค์ทรงเป็นสถาปนิกวางแบบแปลนไว้และทรงวางเครือข่ายทำลายกิเลสต่างๆ ไว้อย่างวิจิตรบรรจง คือ “ละความชั่ว ทำความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์” ทรงทำทุกอย่างวางลำดับขั้นตอนไว้ดังในจักรราศรีท่านกล่าวเป็นนครทิพย์ นครแก้ว ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสร้างขึ้น งามตระการไปด้วยสรรพสิ่งอันแสนประเสริฐด้วยกรรมเป็นผู้จัดวางไว้ ก็เหมือนกับว่า เธอเป็นผู้หญิงนะโตขึ้นต้องอ้วนนะ โตขึ้นต้องตาเหล่นะ โตขึ้นต้องเป็นอย่างนี้ นี่เป็นลำดับขั้นของกรรม

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2557 , 08:11:21 น.] ( IP = 58.9.201.94 : : )


  สลักธรรม 5




สมเด็จพระปรมาภิเษกสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีลำดับขั้นกรรมของพระองค์ แต่เป็นลำดับขั้นของกรรมที่เหนือกรรม เป็นกรรมที่วิจิตรเเลิศล้ำไปด้วยเครื่องประดับ

ธรรมอันเลิศล้ำค่า ก็เช่นมีหิริที่คู่อยู่กับนครของพระองค์ เหมือนอย่างการสร้างนครในสมัยโบราณ หรืออย่างเช่นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีคลองให้เรือพายไปตามรองกรุงรัตนโกสินทร์ได้ คลองของพระองค์นี้ขุดด้วยหิริ

หิริ เป็นคลอง

ศีล เป็นกำแพง ๔ ทิศ (ประตูเข้าพระนคร ๔ ทิศ)

สติ เป็นนายทวารทำหน้าที่กวดขันคนเข้านคร

ฌาน เป็นซุ้มประตูอันงามวิจิตรด้วยอภิญญาต่างๆ

วิริยะ เป็นหอรบ อันมั่นคงและแข็งแรง

ศรัทธา เป็นยอดปราสาทอันงามเพริศพริ้ง

ปัญญา เป็นปราสาทอันโอฬารและยิ่งใหญ่

พระวินัยปิฏก เป็นโรงราชวินิจฉัย

พระสุตันตปิฏก เป็นนครหลวง

พระอภิธรรมปิฏก เป็นถนนที่เรียบราบ เรียกว่า ถนนสามแจ้ง

พระมหาสติปัฏฐาน เป็นถนนใหญ่สำหรับเข้าไปสู่นครธรรม อันเกษมสำราญ

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2557 , 08:13:56 น.] ( IP = 58.9.201.94 : : )


  สลักธรรม 6




ฉะนั้น คู่บารมีของพระองค์ มี ๑. หิริ ๒. ศีล ๓. สติ ๔. ฌาน ๕. วิริยะ ๖. ศรัทธา ๗. ปัญญา ๘. พระวินัยปิฏก ๙. พระสุตันตปิฏก ๑๐. พระอภิธรรมปิฏก ๑๑. พระมหาสติปัฏฐาน แต่ถ้ากล่าวแล้วจะต้องยกพระพุทธเจ้ามาเป็นที่ ๑ เพราะพระองค์มาก่อนหิริ เพราะเป็นเจ้าของนคร นี่คือสิ่งแวดล้อมในเมืองนั้น

ถ้าเราจะไปอธิษฐานรอคอยพระพุทธเจ้าองค์หน้า เราจะต้องเข้าไปอยู่ในเมืองนี้ให้ได้ เพราะเมืองนี้มีผู้ทำหน้าที่ตรวจกวดขันสติ ถ้าไม่มีสติมาคุณเข้ามาในเมืองนี้ไม่ได้ คนบ้ามาไม่รับ เมืองนี้ขอบเขตเป็นธรรมหมด ฉะนั้น เราต้องรีบฝึกเตรียมไว้ เราต้องผ่านด่านตรวจให้ได้

เราจะไปเข้าเมืองนี้หรือว่าจะพาตัวเองไปถึงพระศรีอาริยเมตไตรยได้นี่ ต้องผ่านคูคลองที่เป็นแม่น้ำแห่งหิริให้ได้ มีความละอายชั่ว คนชั่วข้ามไปไม่ได้เพราะต้องมีศีล เพราะพอผ่านคูคลองไปแล้วถึงกำแพง ก็ทะลุไม่ได้ถ้าเป็นคนไม่มีศีล ฉะนั้น ศีลทะลุ ศีลด่างพร้อยไม่ได้ ต้องเป็นอาชีวปริสุทธิศีล จะต้องมีสติ เพราะจะต้องถูกนายสติกวดขัน จะต้องมีกำลังจะต้องมีวิริยะ จะต้องมีความเพียร และต้องมีศรัทธาด้วย จะต้องประกอบไปด้วยปัญญา และมีความจงรักภักดีต่อพระธรรมวินัย ต่อพระสุตันตปิฏก ต่อพระอภิธรรมปิฏก เพื่อจะเข้าสู่ใจกลางนคร คือ พระมหาสติปัฏฐาน

นอกจากนี้แล้ว นครของพระองค์ พระนครที่ทรงหอบสัตว์รื้อขนสัตว์ไปนี้ ที่เราจะมากล่าวถึงย้อนหลัง กลับไปสู่มิติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนครของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะมีตลาด การค้า แห่งนครคือบริเวณ ๒ ฝั่งถนนในหมู่ของนครนี้จะต้องมีร้านต่างๆ เรียงรายกันจำนวนมาก เหมือนเราเห็นถนนที่แล่นไปก็จะมี ๒ ฟากฝั่ง ที่ขายของมากมาย จนกระทั่งเป็นตลาดใหญ่ๆ เลย จะประมวลมากล่าวให้ฟังนับได้มี ๘ ตลาด

ตลาดของพระพุทธเจ้ามี ๘ ตลาดที่จะให้เราไปซื้อของ คือ ตลาดของเบ็ดเตล็ด ตลาดดอกไม้ ตลาดผลไม้ ตลาดของหอม ตลาดยาดับงูพิษ ตลาดรักษาโรค ตลาดน้ำอมฤต ตลาดรัตนะ เมื่อตลาดทั้ง ๘ รวมแล้วอยู่ในนครใด ท่านเรียกว่า “สิริตลาด”


โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาธรรม [3 มิ.ย. 2557 , 08:16:16 น.] ( IP = 58.9.201.94 : : )


  สลักธรรม 7

กราบนมัสการหลวงพ่อเจ้าค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับคุณ ศาลาธรรมด้วยค่ะ

โดย abctoy (abctoy) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [4 มิ.ย. 2557 , 16:56:24 น.] ( IP = 115.87.25.145 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org