มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมนคร (๔)








ธรรมนคร (๔)

ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ



ธรรมนคร (๓)

บรรหารสีหนาทที่กล่าวมานี้ทุกคนสามารถทำได้ด้วยศรัทธาแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น มาดูว่า ใครบ้างมีสิทธิเข้าไปอาศัยในธรรมนครนี้? ก่อนอื่นก็ขอจงตั้งใจไว้ว่า “ฉันมีแน่” ให้ตั้งใจเดี๋ยวนี้ลูกว่า “สักวันหนึ่งต้องมีฉัน ข้าพเจ้าจะเข้าไปในธรรมนครให้ได้”

ในธรรมนครนี้นอกจากจะมีตลาดอันวิเศษมากมายแล้ว ยังมีชนเหล่าต่างๆ ปรากฏทุกเพศทุกวัยทั้งชายทั้งหญิงและผู้ใหญ่ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณวิเศษทั้งสิ้น เช่น เป็นพระธรรมกถึกที่พร่ำธรรมอยู่เสมอๆ ในที่นี้หมายถึง ผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความคร่ำคร่า เช่น บวชมานาน แล้วก็เรียนจำพระธรรมจนท่องได้หมดเลย

เป็นผู้ที่ประพฤติตัวไปในทางที่ดีพวกหนึ่ง ผู้มีปัญญาแตกฉานทรงไว้ซึ่งวินัยปิฏกพวกหนึ่ง และผู้มีปัญญาแตกฉานทรงไว้ซึ่งพระสุตันตปิฏกพวกหนึ่ง และผู้มีปัญญาลึกล้ำทรงไว้ซึ่งพระอภิธรรมปิฏกพวกหนึ่ง มาปฏิสนธิลงมาอยู่ในมหานครนี้ นอกจากนี้ก็ยังมีท่านผู้มีความมักน้อยสันโดษ พอใจเที่ยวไปในอรัญถือธุดงควัตรเป็นประจำพวกหนึ่ง สามารถสร้างความสังเวชสลดจิตเห็นภัยในวัฏฏสงสาร พากันจำเริญภาวนาศึกษาเล่าเรียนจากวิปัสสนาจารย์ เจริญวิปัสสนาบารมี ให้ถึงความสำเร็จได้

ผู้ใดเล่าจะเป็นผู้เข้าไปอยู่ในนครนี้ได้ เราตถาคตขอกล่าวว่า ผู้ที่เข้าไปในเขตธรรมนครของเรานั้น ก็คือ ผู้ที่วางศาสตราวุธ อันมีการฆ่าเป็นต้น และการขาดสติเป็นที่สุด ก็จะเห็นว่า เริ่มต้นเลยต้องเป็นคนมีศีล จึงจะสามารถเข้าอยู่ในนครนี้ได้ และสุดท้ายท่านบอกว่าผู้รักษาธรรม ประพฤติธรรม ก็จะสามารถนั่งอยู่ในครของเราได้อย่างสง่างาม พร้อมที่จะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้นจากเครือข่ายแห่งทิฏฐิ

โดย ศาลาธรรม [6 มิ.ย. 2557 , 07:45:26 น.] ( IP = 115.87.151.126 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ในวิปัสสนากัมมัฏฐานขอเริ่มยกเอาพระมหาสติปัฏฐานสูตรมากล่าวเป็นเครื่องรำพึงให้ก่อน เพราะว่าสติปัฏฐานเท่านั้น คือ กาย เวทนา จิต ธรรม จะไปพ้นทุกข์ได้ นอกนั้นไปไม่ได้

สติปัฏฐาน ๔ มีอะไรบ้าง สติปัฏฐาน ๔ ก็คือผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ในพระธรรมวินัยย่อมพิจารณาถึง “ภัย” ว่า

๑. ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ในพระธรรมวินัย ย่อมพิจารณาเห็นเห็นภัยในกาย คือ กายในกาย มีความเพียรมีสติและสัมปัญชัญญะ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้

๒. ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ในพระธรรมวินัย ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีเพียงความเกิดและความดับ มีสติและสัมปัญชัญญะ พิจารณากำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกนี้เสียได้

๓. ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสารในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียรมีสติ มีสัมปัญชัญญะ พึงกำจัดเสียซึ่งอภิชฌา และโทมนัสลงเสียได้

๔. ผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสารในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายอยู่ โดยมีความเพียรด้วยสติ สัมปัญชัญญะ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสนั้นลงเสียได้

คือ กาย เวทนา จิต และธรรม นี่แหละ คือ พระสติปัฏฐาน ๔ ที่เราทุกคนควรจะต้องทำ และจะต้องพ้นทุกข์ได้ จะต้องถึงนิพพานได้ก็ตรงนี้

โดย ศาลาธรรม [6 มิ.ย. 2557 , 07:47:02 น.] ( IP = 115.87.151.126 : : )


  สลักธรรม 2




ลูกจะต้องท่องไว้ในใจว่า “หวังน้ำบ่อหน้า ชีวิตข้าจะบรรลัย” เพราะว่า ขณะนี้พระศรีอริยะเมตไตรยในอนาคตก็ทำปรมาภิเษกบารมี ๓๐ ทัศ ครบแล้ว แต่อยู่อันดับที่ ๒ ยังไม่นับ ๑ ใน ๕๗ โกฏิกว่าปีนั้น จะนับ ๑ ตอนสิ้นพระพุทธศาสนาของพระสมณะโคดม แล้วตอนนั้นลูกจะไปอยู่ที่ไหน ไปรอพระศรีอาริย์อยู่มุมไหน จำไว้เลยว่าถนนของทุกคนเป็นทางสายเปลี่ยว และไปคนเดียวจริงๆ เรามีความมุ่งหวังที่จะไปสุดถนนบนทางเปลี่ยวก็จริง แต่ระหว่างทางเรามีกำลังพอหรือยัง มีพลังพอหรือยังที่จะสู้กับสิ่งที่ไม่รู้จักเลยหรือภัยมืดต่างๆ

มีคำบอกว่า เมื่อล้มกลิ้งใดใครหนอวิ่งเข้ามาช่วย? คำตอบก็คือบิดามารดา แต่ถ้าถามว่า “เมื่อใจรุ่งริ่ง ใครจะวิ่งเข้ามาช่วย” ถ้าไม่มีพระธรรม พระธรรมเท่านั้นที่เป็นมิตรที่สนิทที่แท้จริง อย่าคิดว่าคนจะซื่อสัตย์ มีแต่พระธรรมเท่านั้นที่ซื่อสัตย์ที่สุด ฉะนั้น “อย่าหวังอะไรจากชีวิต จงหวังพระธรรม” เพราะพระธรรมนั้นเป็นอมตะรส เป็นของที่พระพุทธเจ้าหามาให้กับเวไนยสัตว์ ผู้ที่ต้องการจะต้องเอาศรัทธามาแลก เอาวิริยะมาแลก และเอาชีวิตมาแลก

ฉะนั้น ในวิปัสสนากัมมัฏฐาน เราจะต้อง...

รักษาศีลนั้นให้ถึงความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์แห่งศีล เรียกว่า ศีลสุทธิ

รักษาจิต จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ จิตวิสุทธิ

รักษาจิต จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ จิตวิสุทธิด้วยสมาธิ

ทิฏฐิวิสุทธิ วิริเยน ทุกฺขม เจติ คนจะก้าวพ้นความทุกข์ความโง่ไปได้ด้วยความเพียร

ทำทิฏฐิให้บริสุทธิ์ ทำความเห็นให้ถูกต้อง คำว่า “เรา” มีที่ไหนลูก ไม่มีนั่นเป็นคำสมมติ เพราะถ้าเป็นของเรา เราต้องบังคับบัญชาได้ เช่น อย่าดื้อนะ อย่าซนนะ แต่ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นของเรา “สพฺเพ ธมฺมา” ธรรมทั้งหลายทั้งหมดแม้กระทั่งพระนิพพานก็เป็น “อนตฺตา” บังคับบัญชาไม่ได้ ฉะนั้น ชีวิตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเลย เราไม่ได้เป็นใหญ่ในชีวิตแล้ว เมื่อเราหาตัวเองพบแล้วว่า เราไม่ได้เป็นใหญ่ในชีวิต แล้วอะไรล่ะที่เป็นใหญ่ในชีวิต ? ก็คือ กรรมลิขิต

โดย ศาลาธรรม [6 มิ.ย. 2557 , 07:49:18 น.] ( IP = 115.87.151.126 : : )


  สลักธรรม 3




ฉะนั้น เมื่อเราสามารถทำศีลของเราให้เกิดขึ้นแล้ว จิตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ ความบริสุทธิ์ของปัญญา (ปัญญามี ๓ ระดับ สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ที่กล่าวถึงนี้ก็หมายเพ่งเล็งเอานัยของภาวนามยปัญญา) ความบริสุทธิ์ของปัญญาที่ข้ามพ้นความสงสัยว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น คุณบิดร มารดา ครูบาอาจารย์ และสิ่งที่เป็นบาปบุญคุณโทษย่อมมีผลจริง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้จริง รู้แจ้งโลกจริง เพราะเราจะต้องเห็นเหมือนพระองค์ท่าน

พระองค์ท่านเห็นอะไร? เห็นความจริงปรมัตถ์ คือปรมัตถอารมณ์ ไม่ใช่บัญญัติอารมณ์ ไม่ได้พูดถึงรูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ พูดถึงปรมัตถอารมณ์อย่างเดียวอารมณ์ ๘ หมวด พอพูดถึงปรมัตถอารมณ์ แล้วเราประคองปรมัตถอารมณ์ เราจะได้นิพพานเป็นอารมณ์ แต่ถ้าเผื่ออยู่กับรูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ หรืออะไร อารมณ์ต่างๆ ที่ไม่ใช่ปรมัตถอารมณ์ จะเป็นโลกุตรมรรคจิต – ผลจิต และเป็นอารมณ์พระนิพพานไม่ได้ สรุปอารมณ์ ๘ หมวดลงมาตรงนี้

และเมื่อความเห็นค่อยๆ ถูกไปตามปัญญา มัคคามัคญาณทัสสนวิสุทธิ ความเห็นที่ประกอบไปด้วยปัญญาที่บริสุทธิ์รู้ว่าขณะที่ตนเองเข้าไป เช่น อยากจะไปให้พ้นจากการมีนาม – รูป หาทางออก แต่อย่างไรก็ไปไม่ได้ จึงวางใจยอมรับภัยแล้วดูเฉยๆ เห็นธรรมชาตินั้นผ่านไป ไม่อภิชฌาและโทมนัส ภังคญาณ ภยญาณ อาทีนวญาณ นิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมมัญญตาญาณ ขึ้นไปโน่น อะไรใช่ทาง อะไรไม่ใช่ทาง ก็ดำเนินไปสู่ทางพระนิพพานได้ เป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิ์ของปัญญาที่รู้การปฏิบัติตนที่ถูกต้องแล้ว

ญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิ์ของปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่าอะไรเป็นทุกข์ ? ภาราหะเว ปัญจขันธา ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ รูปเป็นทุกข์ ศีรษะจรดปลายเท้า รูป ๒๘ นี่แหละเป็นทุกข์ และรูปนี้แหละเรียนยากกว่าเพื่อน เพราะมันเป็นของหยาบท่าทางน่าจะดูง่าย แต่มันเกิดขึ้นจากของละเอียดที่มองไม่เห็นเลย จากกลาปมารวมกันเป็นกลุ่มๆ เช่น ทสกกลาป แล้วรวมมาเป็นของใหญ่ เช่น ความเสื่อมในภูเขา เห็นไหม? ไม่เห็น นี่แหละของใหญ่มันลวง เรานึกว่าไม่แก่ แต่ที่จริงผมหงอกทีเดียวทั้งเส้นไหม? ไม่ แต่มันหงอกทีละน้อยๆ หรืออย่างตีนกาก็ขึ้นทีละเส้น พอมากๆ เข้าก็เลยดูเยอะ อยู่ดีๆ แก่เลยจึงไม่มี มีแต่ค่อยๆ แก่ เด็กที่คลอดออกมาปุ๊บพออีกวันหนึ่งก็แก่จากเมื่อวานนี้แล้ว ฉะนั้น เสื่อมทั้งนั้น

โดย ศาลาธรรม [6 มิ.ย. 2557 , 07:50:51 น.] ( IP = 115.87.151.126 : : )


  สลักธรรม 4




ญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิของปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดในทุกข์ คือ ขันธ์ ๕รูปเป็นทุกข์ รูปํ อนิจฺจํ เวทนาอนิจฺจํ สญฺญาอนิจจํ สงฺขาราอนิจฺจํ วิญญานํอนิจฺจํ มีอะไรสุขํบ้างล่ะ ไม่มีเมื่อ เจอเข้าจังๆ

แต่ถ้าสุขมันขังจิตแล้ว ขังไว้ไม่ให้ออก ติดสุข สุขมันขัง แต่ “จัง” เจอจังๆ ปุ๊บ ไม่เอาแล้ว ถ้าเผื่อใครเจอทุกข์เข้าจังๆ จะไม่เอาแล้ว อย่างพระอริยะนั่นไง ทุกข์จึงเป็นของดี ของพระอริยะเจ้า

ในวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ นอกจากประกาศถึงเรื่องวิสุทธิ ๗ แล้ว ในหมวดที่ ๒ ท่านยังกล่าวถึง อนิจฺจลกฺขณะ ไม่ว่าจะเป็นคนใหม่ คุณคนเก่า ท่านคนใหม่ท่านคนเก่า ทั้งร่างกายของเราเต็มไปด้วยลักษณะนี้ก็คือไม่เที่ยง ทั้งรูป – นาม ขันธ์ ๕ ลักษณะของรูป – นาม ขันธ์ ๕ นั้นเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน เป็นอย่างนี้ เรียกว่า “พระไตรลักษณ์” แต่เราไม่รู้จัก

ไตรลักษณ์มีอยู่ในทุกรูปและทุกนาม ไม่ต้องพูดว่าทุกคนนะ เพราะบอกอยู่แล้วว่าทุกรูป – ทุกนาม ก็คือทุกขณะมีแต่รูปนาม ไม่ใช่มีอยู่ในทุกคน มีอยู่ตั้งแต่ปฏิสนธิรูปแรกเลยจนถึงตาย

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาธรรม [6 มิ.ย. 2557 , 07:52:15 น.] ( IP = 115.87.151.126 : : )


  สลักธรรม 5

กราบนมัสการหลวงพ่อเจ้าค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับคุณศาลาธรรมด้วยค่ะ

โดย abctoy (abctoy) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [6 มิ.ย. 2557 , 19:44:55 น.] ( IP = 110.169.146.43 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org