| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมนคร (๙)
![]()
![]()
ธรรมนคร (๙)
ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ
ธรรมนคร (๘)
พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระสัทธรรมว่าด้วยเหตุและผลแห่งความทุกข์และการดับทุกข์อันมีพระนามว่าพระอริยสัจจธรรม ๔ ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้คือพระโยคาวจรนั้นจะต้องเป็นผู้มีปัญญาปรีชาสามารถนำความรู้ที่ศึกษานั้นไปประจักษ์แจ้งในชีวิตตนเอง ๑๖ ญาณ คือ
ญาณที่ ๑ นามรูปปริจเฉทญาณ ก็คือ ปัญญาที่เข้าไปรู้จริงในสภาของรูปของนามว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หรือไม่ใช่อันเดียวกัน
ญาณที่ ๒ ปัจจยปริคคหญาณ เกิดขึ้นเนื่องจากการเห็นญาณที่ ๑ คือปัญญาเห็นว่านาม รูป ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน นามก็คือนาม รูปก็คือรูป หาได้ปนเปกันไม่ นามไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ รูปก็ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ และในนามรูปนี้ซึ่งเป็นคนละอย่างกัน ต้องเกื้อกูลกันเรียกว่า มีปัจจัยอุดหนุนกันและกัน มีเหตุปัจจัยให้แก่กันและกัน
ญาณที่ ๓ สัมมสนญาณ ผู้ที่ปฏิบัติมีปัญญาปรีชาเข้าไปเห็นการทำงานของชีวิตเนื่องด้วยรูปและนามเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เนื่องด้วยจากชีวิตไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เป็นรูป เป็นนาม เห็นนามรูปปริจเฉทญาณ เห็นปัจจัยของรูปนาม ที่เดินได้ นั่งได้ ยืนได้ รู้ได้ พูดได้ ฯลฯ รูปและนามเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน และรูปนามเหล่านั้นเมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้น เมื่อหมดกำลังของเหตุปัจจัยต้องดับไป เรียกว่า เห็นความดับไปของรูปนาม
ญาณที่ ๔ อุทยัพพยญาณ เริ่มตั้งแต่ญาณนี้ไป เรียกว่า ตรงทางพ้นทุกข์แล้ว แต่ก็ต้องผ่าน ญาณที่ ๑ ๒ ๓ มาก่อน (วิปัสสนาจึงมีญาณ ๑๖ ญาณ ๙ ญาณ ๑๐) ญาณ ๑ ๒ ๓ ต้องกำหนดรูป นาม ให้ปัญญาเกิด เมื่อปัญญาเกิดแล้ว ก็มาทำหน้าที่พาชีวิตตรงต่อทางพ้นทุกข์ในญาณที่ ๔ นี้ พระวิปัสสนาญาณลำดับที่ ๔ นี้ จะเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลหลังจากที่สัมมสนญาณ เกิดขึ้นแล้ว โดย ศาลาธรรม [13 มิ.ย. 2557 , 08:10:48 น.] ( IP = 110.168.146.153 : : )
สลักธรรม 1![]()
![]()
คำว่า อุทยัพพยญาณ เท่ากับปรีชา(ความสามารถของปัญญา) กำหนดความเกิดดับแห่งรูปนาม มีความชำนาญของปัญญา ตั้งถูกกาย ถูกเวทนา ถูกจิต ถูกธรรม ตามที่ของเขาไปได้คล่องแคล่วแล้วก็นำร่อง แล้วอำนาจของปัญญาที่หมั่นฝึกกำหนดรู้กำหนดดูจนมีความคล่องตัวด้วยความสามารถเป็นปรีชามีความสามารถพิเศษ จึงเข้ามากำหนดรู้ความดับแห่งรูปนาม
เพราะว่าตามธรรมดาในการเดินทางไกลนั้น ผู้เดินทางย่อมต้องประสบความลำบากบ้าง สะดวกบ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสภาพธรรมของชีวิตนั้นบังคับบัญชาไม่ได้ อันนี้ต้องเข้าใจแล้วยอมรับว่าชีวิตของทุกคนต้องเดินทางไกล ลูกลองหลับตาลง....มองไม่เห็นเงาอะไรเลย จะรู้สึกว่าตัวเองหลับตา แต่ไม่รู้สึกว่ามองเห็นอะไร ก็รู้สึกแค่ในขณะที่ตัวเองหลับตา ก็รู้สึกในชาตินี้เท่านั้นเอง ฉะนั้น ชาติหน้าจึงไม่รู้อะไร แล้วไม่รู้จะไปที่ไหน ทุกคนจึงต้องเป็นผู้เดินทางไกลโดยไม่รู้เช่นนี้ .... เอ้า! ลืมตาขึ้นได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงต้องเจอสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ลำบากบ้าง สบายบ้าง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จนกว่าจะบรรลุจุดหมายปลายทาง
อุปมาข้อนี้ฉันใด แม้ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อันเป็นการเดินทางไปตามถนนสายประเสริฐ คือ ถนนชีวิตสายที่ ๗ เพราะอาศัยโพชฌงค์ ๗ อันเป็นธรรมแห่งการตรัสรู้ ถนนสายประเสริฐนี้ ถ้ากล่าวชื่อก็คือพระสติปัฏฐาน เพื่อมุ่งหวังไปสู่อมตะมหานคร นครที่เป็นอมตะก็คือไม่ต้องตายอีกแล้ว
อมตะนครนี้ก็คือพระนิพพาน ก็ย่อมจะต้องเป็นเหมือนการเดินทางไกล ฉะนั้นผู้ปฏิบัติหรือโยคีบุคคลผู้มีศรัทธามุ่งมั่นในการปฏิบัติ บางครั้งก็ย่อมต้องได้รับความทุกข์ความลำบาก แต่บางครั้งก็ได้รับความอัศจรรย์ใจเพราะว่ามีแต่ความสงบ สุข สบายเกิดขึ้นในจิตใจ ตามสภาวะแห่งพระวิปัสสนาญาณที่บรรลุเป็นขั้นๆ ไป อันนี้เรื่องของการบรรลุจะเกิดขึ้นเป็นขั้นๆ ไป อย่างเช่นในขณะที่กำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ก็คือ อุทยัพพยญาณ
เมื่อโยคาวจรหรือโยคีบุคคลประสบความลำบากด้วยทุกขเวทนาอย่างสาหัสสากรรจ์ ในสัมมสนญาณก็ยังมีวิริยะอุตสาหะก้มหน้าฟันฝ่าอุปสรรคมา ในญาณที่ ๓ เห็นไตรลักษณ์แล้ว พระไตรลักษณ์โผล่ออกมาให้เห็นแล้ว ความอัศจรรย์ใจเกิดขึ้นแล้ว โดย ศาลาธรรม [13 มิ.ย. 2557 , 08:12:09 น.] ( IP = 110.168.146.153 : : )
สลักธรรม 2![]()
![]()
บางครั้งอนิจจังแสดงออกมาอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนเลยในชีวิตแห่งการเวียนว่ายตายเกิด (ไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว) หรือทุกขังโผล่ขึ้นมาก็ได้ อนัตตาโผล่ขึ้นมาก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นที่น่าอัศจรรย์แล้ว ก็ยังมีความอุตสาหะเดินหน้าปฏิบัติต่อไป แม้จะมีอุปสรรคในไม่ช้าสภาวญาณก็จะก้าวขึ้น จะมีกำลังขึ้นสู่พระวิปัสสนาญาณเบื้องสูงแล้ว คือเริ่มต้นจากอุทยัพพยญาณเป็นพระวิปัสสนาญาณเบื้องสูงทันที เพราะญาณที่ ๔ นี้ โยคาวจรบุคคลผู้ปฏิบัติจะได้รับความลำบากหรือสบายก็ตาม มีปัญญาและจะอุตสาหะติดตามต่อไป ญาณอันบริสุทธิ์ผุดผ่องก็จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นพระไตรลักษณ์อย่างชัดเจนมากขึ้น
เปรียบเสมือนว่า เมื่อตั้งสติกำหนดต่อไปอย่างขะมักเขม้นคือรู้ชัดในรูป รู้ชัดในนาม รู้ชัดในอาการปรากฏนั้น ติดต่อกันโดยไม่ขาดสายก็จะพบว่า รูปนามที่ตนเองตั้งใจดู หรือคอยกำหนดอยู่ เฝ้าสังเกตอยู่มีลักษณะเกิดขึ้น แล้วก็เสื่อมไป เป็นความสาหัสสากรรจ์มากในการเฝ้าดูที่กว่าจะตั้งเป็นรูปเป็นนามได้ เฝ้าคอยดูกายว่าตั้งอยู่ในลักษณะใด ให้กำหนดในอาการนั้น คอยโยนิโสมนสิการอยู่ กว่าจะได้นามรูปปริจเฉทญาณ ไม่ใช่ง่าย เมื่อนามรูปปริจเฉทญาณแล้วกว่าจะรู้ว่านามรูปนั้นเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน ก็จะต้องดูต่อเนื่องไปไม่ใช่ได้ต่อเลยทันที
ฉะนั้น เมื่อสัมมสนญาณเกิดขึ้น จึงเป็นการกระทำที่สาหัสสากรรรจ์แล้วก็ต้องลงทุนแก่กล้า ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องมีสติ มีศรัทธาอย่างแรง อุตส่าห์เฝ้าดูไม่ให้ผู้ร้ายเข้ามาคืออภิชฌาและโทมนัส คอยรื้อสัญญาไม่ให้เป็นตัวตนคนสัตว์ คอยกำหนดรูปนั้น นามนั้น การคอยกำหนดนี่ก็คือองค์ของสติมา สัมปชาโณ อาตาปี เป็นนายทวารมายืนอยู่ตรงประตูตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพื่อป้องกันไม่ให้อริคือกิเลสเข้า และทำไปโดยไม่ขาดสาย
เมื่อกำหนดอยู่ก็จะพบว่า รูปนามที่ตัวเองตั้งสติกำหนดอยู่นั้น มีลักษณะเกิดขึ้น แล้วก็เสื่อมไป หรือพูดง่ายๆ ว่า มีแต่การเกิดและการดับเท่านั้น (เมื่อญาณที่ ๑ ๓ เห็นนาม เห็นรูป แล้ว นาม- รูป เป็นปัจจัย แล้วนาม รูป เกิดดับ แต่พอญาณที่ ๔ ไม่ได้เห็นนาม รูป ไม่ได้เห็นนามรูปเป็นปัจจัยแล้วเกิดดับ เห็นแต่เกิดดับ) มีการเกิดกับการดับเท่านั้นเอง
ซึ่งถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะรูป-นามย่อมมีสภาพเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ไม่มีวันหยุดยั้งได้ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ตราบใดที่ยังไม่หมดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน เข้านิพพานแล้ว รูปนามก็ต้องเป็นอยู่อย่างนั้น คือ เกิดดับ ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ไป เมื่อติดตามดูไป จะเห็นเกิดดับชัดเจนมากขึ้น โดย ศาลาธรรม [13 มิ.ย. 2557 , 08:13:28 น.] ( IP = 110.168.146.153 : : )
สลักธรรม 3![]()
![]()
รูปนามนี้ก่อนที่จะมาปรากฏให้โยคาวจรเห็น ไม่ใช่มาจากสถานที่ใดซึ่งเป็นที่รวมของรูปนามไว้มากมายหลายล้านหลายโกฏิชาติ รูปนามชุดใดเกิดขึ้นก็จะต้องดับไป เป็นอย่างนี้เรื่อยมาไม่รู้กี่อสงไขยแล้ว
ฉะนั้น ท่านจึงเปรียบเสมือนพิณ ท่านบอกว่าเหมือนบุคคลกำลังดีดพิณ ก็จะเกิดเสียงไพเราะเสนาะโสต เสียงเหล่านั้นไม่ได้เก็บกักขังอยู่ในตัวพิณ เมื่อเสียงพิณเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นจากที่เก็บขัง ไม่ได้อยู่ในสายนั้น เมื่อเสียงพิณนั้นดับไป ก็ไม่ใช่ว่าเสียงกลับเข้าไปอยู่ในสายใดสายหนึ่ง หรือว่าเข้าไปอยู่ในตัวพิณ พิณก็ยังเป็นพิณเช่นเดิม ไม่ใช่เสียงเข้าไปอยู่รอการเกิดใหม่ ดับก็ดับไปเลย รูปกับนามก็เหมือนกัน ดับก็ดับไปเลยไม่ใช่ไปรอเดี๋ยวเกิดใหม่ ดับไปเลยไม่เหลือซาก
ผู้ปฏิบัติก็จะเห็นอย่างนี้เลย เพราะโดยแท้จริง เสียงพิณที่เกิดขึ้นที่ไพเราะ อาศัยตัวพิณและความพยายามของคนดีดอันเหมาะสมกันจึงปรากฏเสียงให้ได้ยิน แล้วก็หายไป อุปมาข้อนี้ฉันใด รูปนามที่เรามีอยู่นี่ก็เหมือนกัน คือรูปนามที่เราพิจารณาอยู่นี่ ของโยคาวจรบุคคลที่มีอยู่ในปัจจุบันขณะ คือขณะที่กำลังกำหนดอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าเก็บกักขังอยู่ในที่ใด เมื่อรูปนามนี้เกิดขึ้น ก็ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นจากสถานที่มีแหล่งเก็บรูปนามที่ไหน และเมื่อรูปนามนี้ดับไป ก็ดับไปเลย ไม่ใช่ว่าดับแล้วไปเก็บไว้รอเกิดใหม่ หรือแล่นเข้าไปซ่อนอยู่ในที่ใด ไม่ใช่อย่างนั้นเด็ดขาด
โดยแท้แล้วรูปและนามนี้อาศัยเหตุปัจจัย มีอวิชชาเป็นต้น จึงได้เกิดๆ ดับๆ อยู่เสมอๆ แต่คนธรรมดาสามัญที่ไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการทำมาหากินเลี้ยงชีวิตก็จะถูกโมหะครอบงำ ไม่ให้สามารถระลึกรู้หรือมีปัญญามาเปิดเผยต่อความเป็นจริงให้เห็นการเกิดของรูปนามและการดับไปของรูปนาม
ส่วนโยคาวจรผู้ปฏิบัติ ผู้ตั้งสติกำหนดอย่างจริงๆ จังๆ และมีใจจดใจจ่อด้วยโยนิโสมนสิการอย่างแยบยลนั้น พอบรรลุถึงอุทยัพพยญาณนี้แล้ว ย่อมสามารถจะมีปรีชาปัญญาเห็นความเกิด และความดับไปของรูปนามได้อย่างถนัดและก็ชัดเจน และเห็นว่ารูปนามนี้ตั้งอยู่ไม่ได้นาน อยู่เพียงชั่วครู่หนึ่งเท่านั้นเอง ชั่วระยะกาลนิดหน่อยแล้วก็ต้องดับไป เกิดขึ้นแล้วก็พลันดับไป ดุจน้ำค้างเวลาพระอาทิตย์ขึ้น หรือดุจฟองน้ำที่ตั้งขึ้นและก็พลันแตกสลายเพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง โดย ศาลาธรรม [13 มิ.ย. 2557 , 08:14:57 น.] ( IP = 110.168.146.153 : : )
สลักธรรม 4![]()
![]()
ฉะนั้นผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนได้อุทยัพพยญาณนั้น จะเห็นแต่รูปนั้นนามนั้นที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นแล้วก็ดับ แล้วความรู้สึกนั้นก็ดับไปกับรูปนามนั้น (ที่ผ่านมาในสัมมสนญาณ เห็นความดับแต่ผู้รู้ไม่ได้ดับด้วย ผู้รู้ยังคงเห็นรูปนามเกิด-ดับต่อไป แต่เมื่อถึงอุทยัพพยญาณ ทั้งรูป-นามก็ดับ ผู้รู้ก็ดับไปด้วย) แล้วสติมา สัมปชาโณใหม่ก็เกิดขึ้นพร้อมรูป-นามใหม่ ไม่ใช่ รูป-นามเก่า นี่ก็คือ องค์พระวิปัสสนากรรมฐาน แห่งมรรคแห่งสันติสุข
เมื่อเฝ้าดู เห็นแต่การเกิดดับ ในญาณที่ ๔ นี้ เฝ้าดูด้วย ตัวเฝ้าก็ดับด้วย ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย จึงเป็นคำถามว่า วิปัสสนาเข้าไปดูเพื่อให้เห็นว่า สิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่ แม้กระทั่ง สติมา สัมปชาโณ อาตาปี ก็เป็นอนัตตาธรรม สติมา สัมปชาโณ อาตาปี ก็เป็นอนิจจัง สติมา สัมปชาโณ อาตาปี ก็เป็นทุกขัง
ธรรมชาติทั้งหลายล้วนเป็นไตรลักษณ์ พอวิปัสสนาองค์นี้เกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติก็มีจิตใจพัฒนาขึ้นด้วยภาวนามยปัญญา เริ่มเข้าสู่ภาวนามยปัญญา เห็นสภาพรูปนามตามความเป็นจริง ที่ตนอุตสาหะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมาจนบรรลุพระวิปัสสนาญาณ คือพระอุทยัพพยญาณนี้แล้ว เพราะจะชัดขึ้นมาในจิตของโยคาวจรว่าที่เข้าใจนี้เพราะคุณค่าของพระธรรมคำสอนแห่งสมเด็จพระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้า
ศรัทธาองค์นี้ที่เกิดขึ้นมาเป็นสัทธินทรีย์ เป็นอินทรีย์ รู้ค่าของพระชินวรที่ทรงไว้ซึ่งความอัศจรรย์ ประณีต สุขุมคัมภีรภาพ เพราะตนเองได้ประจักษ์ ยากที่สัตว์จะรู้ตามได้โดยง่าย ถ้าหากไม่พิจารณาให้ดีแล้ว ย่อมจะมีอุปสรรคนานามาขัดขวาง มาปิดบังนัยน์ตาไม่ให้เห็นคุณวิเศษเบื้องสูง ก็อยู่แค่สัมมสนญาณเท่านั้น แล้วก็ยังพาให้หลงใหลผิดไป ยึดถือว่าเป็นความวิเศษเล็กๆ น้อยๆ บรรดาความวิเศษเล็กๆ น้อยๆ หรือใหญ่สุด เช่น โยคาวจรบุคคลบรรลุถึงพระวิปัสสนาญาณ เริ่มตั้งแต่อุทยัพพยญาณที่ยังอ่อนอยู่ ย่อมจะประสบกับวิปัสสนูปกิเลส คือธรรมที่เข้าไปทำวิปัสสนาให้เศร้าหมอง เมื่อพบกับธรรมชนิดนี้เข้า
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [13 มิ.ย. 2557 , 08:16:21 น.] ( IP = 110.168.146.153 : : )
สลักธรรม 5กราบนมัสการหลวงพ่อเสือด้วยความเคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ
ขอบพระคุณและอนุโมทนากับคุณศาลาธรรมด้วยค่ะโดย abctoy (abctoy) -
[13 มิ.ย. 2557 , 14:36:17 น.] ( IP = 124.122.196.34 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |