มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมนคร (๑๐)








ธรรมนคร (๑๐)

ธรรมบรรยายจากศาลาเสือพิทักษ์ โดย หลวงพ่อเสือ



ธรรมนคร (๙)


ถ้าโยคาวจรบุคคลผู้ใดไปถือเอาสิ่งที่เกิดขึ้นนี่เป็นจริงเป็นจังเข้า ก็ย่อมหมดหวังที่จะก้าวเข้าสู่พระวิปัสสนาญาณที่ ๕ เพราะเหตุนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อพระองค์สร้างทางมหาสติปัฏฐานแล้วได้ทรงปิดประกาศบอกด้วยว่า พอถึงตรงนี้จะพบอะไร อย่าเลี้ยว.. อย่าจอด เพราะไม่ใช่ทางจริงนะ เพราะฤทธิ์แห่งวิปัสสนูปกิเลสบันดาลให้เป็นไป

วิปัสสนูปกิเลสที่องค์พระศาสดาจารย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพบและรู้ว่าเป็นอุปสรรคทำให้พระวิปัสสนาเศร้าหมอง มี ๑๐ ประการ คือ โอภาส ญาณะ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐาน อุเบกขา นิกันติ

วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ประการนี้เป็นตัวการทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นบ่วงมารอย่างละเมียดละไม เป็นมารชนิดละเอียด คอยฉุดดึงไม่ให้ผู้ปฏิบัติวิปัสสนา เดินทางไปถึงมรรค ผล นิพพานได้ เพราะผู้จะถึงมรรค ผล นิพพาน ต้องถึงโคตรภูญาณ เมื่อไม่ผ่านญาณ ๕ ก็ไปไม่ถึง ตรงนี้เป็นบ่วงอันตรายที่สุด แต่อันตรายของผู้รู้นะ คือยังเป็นผู้ที่อยู่ในเส้นทาง

แต่อย่างพวกเรา ทุกอย่างอันตรายหมดเลย โมหะเป็นอันตรายของผู้เกิด แต่วิปัสสนูปกิเลสเป็นอันตรายของนักพรต เราเรียนไว้ให้รู้อย่างนี้เพราะอีกหน่อยเราเป็นนักพรตผู้ปฏิบัติ เราจะได้รู้ว่าพระองค์สอนไว้

นี่ไง ...ก่อนจะออกเดินทาง เราจะต้องรู้ทิศทางว่าพระพุทธเจ้าปักป้ายไว้ที่ไหน เวลาเดินทางจะได้มองเห็น ไม่ได้เดินเป๋อๆ ไป๋ๆ คอยสังเกตป้ายให้ดี จอดให้ถูก วิปัสสนูปกิเลสนี้ ทำให้โยคาวจรเข้าใจผิดมามากต่อมากโดยเฉพาะในสมัยพุทธกาล วิปัสสนูปกิเลสไม่ใช่กิเลสธรรมดา แต่เป็นธรรมที่ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2557 , 17:07:32 น.] ( IP = 58.11.11.145 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




โอภาสหรือวิปัสสโนภาส คือ แสงสว่างที่เกิดเพราะวิปัสสนา เมื่อผู้ปฏิบัติตั้งสติ กำหนดรูป-นามอยู่ อย่างขะมักเขม้น ก็เกิดมีแสงสว่างขึ้นมา เป็นความสว่างไสวขึ้นมายากที่จะพรรณนาและรู้เฉพาะตน คือผู้ปฏิบัติจะรับทราบในแสงนั้นเอง แต่จะพูดให้ผู้ที่ไม่รู้ไม่เคยเห็น....ไม่ได้ ต้องประสบเอง

ฉะนั้น แสงนี้รู้เฉพาะตนแต่มีไม่เท่ากัน บางคนพบโอภาสที่สว่างไสวมา เพราะบัลลังก์สมาธิแห่งตนที่เคยทำมา โยคาวจรบุคคลเกิดโอภาสสว่างไสวไปทั่ว บางคนเกิดสว่างทั่วทิศ เพราะเกิดจากกสิณที่เคยขยายไว้ โดยแสงจะเป็นสีประจำของกสิณที่เคยทำมา ไม่เหมือนนิมิตในสมาธิแต่เป็นแสงสว่างที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ ประกอบกับความดิ่งตรงในขณะนั้น เหมือนตาทิพย์ทะลุทะลวงไป ไม่ได้คิดแต่เห็นจริง

โยคาวจรเห็นขณะที่ตนบำเพ็ญวิปัสสนา ขณะนั้นรูป-นามดับ แล้วผู้รู้ดับด้วย สิ้นแล้วกิเลสไม่เหลืออะไรเลย เหลือแต่ความสว่างไสว ไม่มีสัตว์ไม่มีบุคคล ไม่มีรูป ไม่มีนาม ไม่มีอะไรเลย มีแต่ความสว่าง สะอาด สงบ ที่เขาบอกนั่นแหละ ความรู้สึกจะชัดยิ่งกว่าจักขุธรรมดา ทำให้พิจารณาคิดเห็นว่าตรงนั้นตนหลุดพ้นแล้ว

ในอดีตกาลนานโพ้น มีภิกษุกลุ่มหนึ่งเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในวัฏฏสงสาร ได้พากันไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ภูเขาแห่งหนึ่ง ในบรรดาพระภิกษุเหล่านั้นมีภิกษุรูปหนึ่งบรรลุถึงอุทยัพพยญาณ แล้วก็เกิดโอภาสก็ทำให้เกิดความแปลกประหลาด มหัศจรรย์ใจเกิดขึ้น และในวันนั้นเป็นวันอุโบสถ ข้างแรมที่แสนจะมืด เพราะเมฆหมอกมาก เป็นราตรีกาลอันประกอบไปด้วยความมืดครบองค์ ๔ แต่ไฉนความสว่างไสวจึงเกิดอยู่ทั่ว

จึงเกิดความสงสัยเป็นกำลัง อดใจไม่ได้ ก็เข้าไปหาเพื่อนพระที่ปฏิบัติกันอยู่อีกรูปหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ เข้าไปพูดกันเรื่องดินฟ้าอากาศ วิปัสสนาก็เลยไม่เจริญเพราะไปติดการคุยแล้ว

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2557 , 17:08:58 น.] ( IP = 58.11.11.145 : : )


  สลักธรรม 2




และก็เริ่มเล่าอาการที่ตนเองประสบขึ้นว่า “นี่! ท่าน เมื่อตะกี้อาตมานั่งอยู่ในกุฏิที่แสนมืด เหตุไฉนเสนาสนะก็ดี กุฏิก็ดี สามารถมองเห็นดอกไม้ที่ลานเจดีย์โน้นได้ ซึ่งกำลังเบ่งบานอยู่พอดีเลย ท่านเห็นหรือเปล่า”

พระเถระผู้เป็นเพื่อนที่มาปฏิบัติด้วยกันก็พยักหน้าช้าๆ แล้วกล่าวตอบไปว่า “ดูก่อนท่าน ที่ว่ามานั้น ไม่น่าอัศจรรย์อะไรเลย เพราะว่าเมื่อตะกี้ ก่อนหน้าที่ท่านจะมาหา ปลาและเต่ามากมายในมหาสมุทร ปรากฏให้กระผมเห็นถนัดชัดเจนเลย แค่ท่านเห็นดอกไม้นี่ ยังน้อย ข้าพเจ้าเห็นไปในบาดาล ทั้งปลา เต่า ว่ายกันไม่มีปิดบังเลย”

ผู้พบโอภาสครั้งแรกจะได้รับความแปลกใจมาก ย่อมทำให้โยคาวจรบุคคลมีมนสิการไม่ดีเกิดขึ้น เกิดทึกทักเอาเองว่านั่นคือความเห็นจริง เพราะตนเองไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่เคยเห็นไปในทะเล มหาสมุทร ฯลฯ เปรียบเสมือนคนที่มีจักษุทิพย์ เพราะอำนาจสมาธิ ทีนี้คนที่มีวาสนาบารมีแท้ๆ จะมาประสบสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ผู้ที่ไม่ทำสมาธิไม่ทำกสิณมาก็จะไม่ประสบอย่างนี้

ตรงนี้ก็จะได้เห็นชัดเลยว่า ช่างเป็นบุญกุศลแท้ๆ ที่มาสายตรงไม่ได้เคยไปกักขังชีวิตไว้ในสมาธิ สร้างอำนาจโดยกสิณต่างๆ เพราะเมื่อเห็นอะไรพิสดารแล้วจิตมันจะฟุ้ง แล้วไปคลุกคลีอยู่ตามจริต ก็จะเสียนิสัยไป คือจะมีแต่การสนทนาในสิ่งที่เกิดขึ้นมากับตน สนทนากันถึงแสงสว่างที่ทำให้เห็นได้ถึงภวัคคพรหมด้วยอำนาจฌานมาเป็นนิกันติเครื่องกั้น

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2557 , 17:10:31 น.] ( IP = 58.11.11.145 : : )


  สลักธรรม 3




ญาณะ ได้แก่ความรู้ที่เกิดขึ้น เพราะบำเพ็ญวิปัสสนา คือ โยคาวจรบุคคลบำเพ็ญรูปนามกำหนดใจได้คล่องแคล่วและว่องไว เทียบกับเมื่อก่อนหน้านี้ จะกำหนดอย่างไรแต่ละทีดูมันยากแสนยาก เช่นจะดูรูป ก็กว่าจะตั้งให้เป็นรูปนั่งก็ยาก มันเป็นฉันนั่ง เพราะมีอดีตสัญญา (ถ้าผ่าน ญาณ ๔ แล้ว ปัจจุบันอารมณ์จะไม่มีอดีตสัญญาแล้ว) เมื่อมาถึงตรงก็จะมีปรีชามาก พอลุกขึ้นยืน รูปยืนปรากฏขึ้นชัดมาก เร็วมาก ก็ทำให้เกิดระลึกนึกไปว่า นี่เป็นความไวของสติสัมปชัญญะ เมื่อก่อนอุตสาหะระมัดระวังก็ยังพลาดเสมอเลยต้องตั้งต้นใหม่ ลำบากเหลือเกิน

แต่พอมาถึงญาณนี้ จะเป็นรูปยืน เปลี่ยนเป็นเดินก็จะชัดในเดิน เดินอยู่โยนิโสมนสิการว่าเมื่อยแล้ว จะนั่งก็จะเห็นแต่รูปนั่ง เป็นรูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน โดยไม่ต้องไปสังเกต ไม่ต้องไปกำหนด เป็นรูปหมดเลย ความเข้าใจอันนี้มันคล่องแคล่วไปเสียหมดทุกอย่าง ซึ่งต่างกับเมื่อก่อน จึงมีความเห็นผิดว่าเป็นผู้แตกฉานแล้ว เหลือแต่รูป เหลือแต่นาม กิเลสไม่เกาะแล้ว เป็นต้น ฉะนั้น จึงเป็นนิกันติ เครื่องห้าม ขอยกวิปัสสนูปกิเลสมาอธิบาย ๒ อย่าง แค่นี้

พวกลูกทุกคนเมื่อไปเจอวิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๑๐ จะต้องไม่ไปแช่อารมณ์ เหมือนบอกว่า ลูกเดินทางไปจะเจอป้าย เจอแล้วเดินต่อนะ เช่นเจอแสงสว่าง ให้กำหนดนามรู้สึก แล้วกำหนดรูปต่อไป ฉะนั้น ผู้มีรากฐานแห่งวิปัสสนาภูมิถูกต้องคือผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด ในอนาคตอาจจะเจอก็มีไม่เจอก็มี ถึงเจอก็เจอเฉยๆ ไม่ไปจับจองว่าเป็นของดี ไปต่อเลย แต่ผู้ที่ไม่ศึกษาก็จะไม่เคยรู้ว่า พระพุทธเจ้าติดป้ายไว้ ก็ไปหลงป้าย

ฉะนั้น การศึกษาคันถธุระจึงเป็นแผนที่และเป็นลายแทง จึงไม่สอนมาก ทำไมไม่พูดทั้ง ๑๐ เพราะว่าพวกเราแต่ละคนจะผ่านพ้นนิกันติได้ด้วยปัญญาที่ศึกษานี่แหละ

คำว่า นิกันติ ได้แก่วิปัสสนานิกันติ ก็คือความใคร่ ความต้องการ ความยินดีติดใจ ความชอบใจในคุณวิเศษ ๙ อย่าง หรือจะสรุปว่าวิปัสสนูปกิเลสเป็นธรรมที่ทำให้วิปัสสนาเศร้าหมองมีอยู่ ๑๐ ประการ วิปัสสนูปกิเลส ตั้งแต่ โอภาส ถึง อุเบกขา แล้วก็มีนิกันติตัวที่ ๑๐ แต่พระพุทธเจ้านั้น พระองค์วางทางมหาสติปัฏฐาน แล้วติดป้ายระหว่างทางให้ด้วย ฉะนั้น ผู้ศึกษาจึงมีโอกาสดีกว่า

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2557 , 17:12:16 น.] ( IP = 58.11.11.145 : : )


  สลักธรรม 4




ในวิสุทธิมรรคบอกไว้ว่าวิปัสสนูปกิเลส จะไม่เกิดแก่บุคคลเหล่านี้ คือ

๑. พระอริยสาวกผู้ถึงปฏิเวธ คือ ท่านปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผ่านโสฬสญาณไปครั้งหนึ่งแล้ว อธิษฐานกลับลงมาถึง อุทยัพพยญาณ พระอริยสาวกที่สูงขึ้นไปกว่านี้ก็ดี

๒. โยคาวจรผู้ปฏิบัติผิดทาง คือ ไม่ปฏิบัติตามแนววิปัสสนากรรมฐานในสติปัฏฐาน ๔

๓. โยคาวจรบุคคลผู้ปฏิบัติถูกทาง คือ ปฏิบัติตามแนววิปัสสนากรรมฐานที่ถูกต้องแล้ว แต่ว่าเกียจคร้าน ไม่พยายามปฏิบัติ จนถึงอุทยัพพยญาณนี้

โยคาวจรผู้บำเพ็ญวิปัสสนาธุระ ปฏิบัติถูกทางเป็นสัมมาปฏิบัติ พยายามกำหนดรูป กำหนดนาม อย่างไม่ท้อถอย ก็จะไม่เจอ ฉะนั้น การปฏิบัติที่ดำเนินไปอย่างถูกต้องแล้ว กิเลสนุปัสสนานี้ ก็จะไม่บังเกิดขึ้น

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2557 , 17:13:49 น.] ( IP = 58.11.11.145 : : )


  สลักธรรม 5




ทำไมวิปัสสนูปกิเลส เกิดขึ้นได้ในวิปัสสนา? ก็เพราะว่าเรากำลังอยู่ที่อุทยัพพยญาณ ยังไม่ถึงอนุโลมญาณเลย เมื่อยังไม่อนุโลมญาณ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ จึงเป็นตัวทำให้เกิดวิปัสสนูปกิเลส ยังไม่ถูกปหานให้เป็นสมุจเฉท ถ้าผ่านอุทยัพพยญาณไปแล้ว เจ้าเพื่อนขี้เมา (ตัณหา มานะ ทิฏฐิ) จะติดสอยห้อยตามอย่างห่างๆ ตีสนิทกับชีวิตเราไม่ได้อีกแล้ว แล้วก็จะไปถูกสลัดทิ้งตอนอนุโลมญาณ กำลังของเขาจะถูกตัดไปตอนนั้น

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ขณะนี้เราได้ถึงอุทยัพพยญาณแล้ว ก็จะต้องรู้ลักขณาทิจตุกะของอุทยัพพยญาณ ญาณที่ ๔ คือ อุทยัพพยญาณ ได้แก่ ตัวปัญญาแล้ว ปัญญาที่เข้าไปเห็นความเกิดขึ้นและดับไปของนามรูปที่ตนได้กำหนดอยู่ แล้วตามนัยสติปัฏฐานด้วย มีกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ฉะนั้น อุทยัพพยญาณคือการเห็นความเกิดดับในญาณนี้ จะเห็นชนิดสันตติขาด ไม่ใช่เห็นอย่างในสัมมสนญาณ การเห็นอย่างในสัมมนญาณคือผู้รู้ไม่ดับด้วย สันตติไม่ขาด แต่ในอุทยัพพยญาณนี้ดับทั้งหมด ในคำว่า สันตติขาด หมายถึงการสืบต่อของนาม - รูป นั้นดับลง ไม่ทันที่นาม-รูปใหม่เกิดขึ้น มาให้กำหนดแทน

สัมมสนญาณ รูปใหม่ นามใหม่ เกิดขึ้นแล้ว จึงเห็นรูปเก่า นามเก่าดับไป (คือญาณ ๓ เห็นตาม ญาณ ๔ เห็นทัน) ในญาณที่ ๓ มีรูปนามเกิดขึ้นแทนความดับ รู้ดับเมื่อมีการเกิดใหม่ขึ้น แต่ญาณที่ ๔ ประสบความดับเฉพาะหน้า (เหมือนอาการของน้ำที่ไหลไป เราก็ทันในอาการไหล) ทันในอาการดับตลอดเวลานั่นคืออุทยัพพยญาณ รูปนั้นดับลงยังไม่ทันที่จะมีรูปนามใหม่เกิดขึ้นมาให้กำหนดแทนเลย นั่นแหละสันตติขาด

ส่วนสัมมสนญาณ รูปใหม่นามใหม่เกิดขึ้นแล้ว จึงรู้ว่าผ่านไปแล้ว (รู้ตาม) ฉะนั้น ในสัมมสนญาณ จิตกับอารมณ์ไม่ดับพร้อมกัน แต่ในอุทยัพพยญาณ จิตกับอารมณ์ดับพร้อมกัน สรุปใจความง่ายๆ ก็คือว่า จิตกับอารมณ์ยังไม่ดับพร้อมกันในสัมมสนญาณ ส่วนอุทยัพพยญาณ จิตเกิดขึ้นในอารมณ์ใด จิตกับอารมณ์นั้นดับลงไป พร้อมๆ กัน โดยยังไม่มีอารมณ์ คือ รูป – นาม ใหม่ มาให้จิตรู้ แต่มีจิตรู้ที่ประกอบไปด้วยสติมา สัมปชาโน อาตาปี มารู้ดับอย่างเดียว

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2557 , 17:15:22 น.] ( IP = 58.11.11.145 : : )


  สลักธรรม 6




หรือคำจำกัดความก็คือว่า อุทยัพพยญาณ จิตเกิดขึ้นในอารมณ์ใด จิตกับอารมณ์นั้นก็ดับลงไป โดยยังไม่มีจิตกับอารมณ์ใหม่เกิดขึ้นมาแทน แล้วจิตกับอารมณ์ก็ดับลงไปพร้อมๆ กัน ฉะนั้น การเห็นไตรลักษณ์ในอุทยัพพยญาณนี้ จึงเป็นการเห็นอย่างชัดเจน แล้วแน่นอนกว่าในสัมมสนญาณ เห็นแน่นอนกว่า คือเห็นขาด สันตติขาดไปเลย

แล้วในความรู้ในญาณนี้สามารถฉุดกระชากอนุสัยกิเลสทันที คือ ทิฏฐานุสัย หรือจะเรียกว่าฉุดกระชากคหธรรมไอ้ขี้เมา ๓ ตัว คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ออกไปได้ คหธรรมนี้ก็คือ วิปลาสธรรม ที่หมักดอง อยู่ในจิตสันดานให้หลุด ถอนขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงจัดเอาอุทยัพพยญาณ ญาณเดียวนี้ขึ้นเป็นปริญญา อันชื่อว่า ตีรณปริญญา เป็นปริญญาอันถาวร ไม่เสื่อม หาเอง รับเอง ให้ตัวเอง ไม่มีใครให้ อยู่กับตัวเองตลอดไป และเป็นวิปัสสนาแท้ญาณแรก เป็นปฏิปทาญาณทัสสนะวิสุทธิ (วิปัสสนาญาณ ๙ เริ่มต้นที่ญาณ ๔ นี้)

อุทยัพพยญาณที่มีวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ปะปนอยู่ จัดอยู่ในมรรคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือรู้ว่าอะไรใช่ทาง อะไรไม่ใช่ทาง ไม่เข้าใจผิด หลงไปกับวิปัสสนูปกิเลส แต่เมื่อใดหมดจากวิปัสสนูปกิเลส อุทยัพพยญาณองค์นี้จะจัดอยู่ใน ปฏิปทาญาณทัสสนะวิสุทธิ

วิปัสสนูปกิเลส เป็นกิเลสของวิปัสสนาเพราะเมื่อธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นกับจิต ทำให้อารมณ์ของวิปัสสนาเสียไป ไม่ได้ปัจจุบัน ตกจากปัจจุบัน และทำให้เนิ่นช้าอยู่ ไม่ดำเนินไปถึงธรรมอันสิ้นสุดทุกข์ได้ และวิปัสสนูปกิเลสนั้น เป็นที่อาศัยของคหธรรมทั้ง ๓ ฉะนั้น จะจำแนกวัตถุของกิเลส ก็ได้แก่ วัตถุ ๓๐ คือ ตัณหา ๑๐ มานะ ๑๐ ทิฏฐิ ๑๐

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2557 , 17:16:32 น.] ( IP = 58.11.11.145 : : )


  สลักธรรม 7




วิปัสสนูปกิเลสจะหมดไปได้เมื่อพระโยคาวจรรู้แน่ชัดในมรรคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิอย่างแน่ชัดในใจเลยว่าวิปัสสนูปกิเลสนี้ว่าไม่ใช่ทาง จะเกิดโอภาสฯลฯ เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องเสื่อมแน่นอน หาคงที่ไม่ เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าหนทางนี้ไม่ใช่ทาง จิตจึงมุ่งไปสู่ทาง ได้แก่ อารมณ์ที่ปรากฏในอุทยัพพยญาณ คือความเกิดขึ้น และความดับไปของนาม – รูป เท่านั้นเอง เมื่อผู้นั้นปฏิบัติรู้แน่ชัดแล้ว ก็จะพยายามยกจิตของตัวเองขึ้นสู่อารมณ์ ด้วยการกำหนดรูป – นาม แห่งสติและสัมปชัญญะ ในกาย ก็ดี เวทนาก็ดี จิตก็ดี ธรรมก็ดี อุทยัพพยญาณจึงปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

อุทยัพพยญาณ ตอนนี้มีกำลังแก่กล้าแล้ว เป็นพลว ไม่ใช่เป็นตรุณะ จึงปลอดภัยจากวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ เมื่อปลอดภัยจากวิปัสสนูปกิเลส ๑๐ แล้ว อุทยัพพยญาณที่บริสุทธิ์นี้คือ บริสุทธิ์จากวิปัสสนูปกิเลส จัดเข้าใน ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (วิสุทธิที่ ๖) ซึ่งตอนนี้จะปรากฏไตรลักษณ์อย่างชัดเจนมาก ในความเป็นจริง อุทยัพพยญาณไม่ใช่ว่าได้อารมณ์มาจากไหน ได้มาจากญาณทั้ง ๓ ข้างต้น (เห็นนาม – รูป เห็นนาม – รูป เป็นปัจจัยแก่กัน เห็นนาม – รูปดับ)

ญาณที่ ๔ นี้เป็นตอนสำคัญในวิปัสสนาญาณขั้นต้นจากวิปัสสนาญาณ ๙ เพราะในญาณต่อๆ ไปนี้ อารมณ์เปลี่ยนไปแล้ว อารมณ์ของญาณทั้ง ๕ จะเดินไปตามอารมณ์ของอุทยัพพยญาณแล้วและแล้วไปแล้ว ไม่ต้องกำหนดเพื่อเห็นไตรลักษณ์ ไม่ต้องไปดูอะไรๆ แล้ว ไม่ต้องวางใจเป็นโยนิโสในรูป ในนามแล้ว จะวางใจกับพระไตรลักษณ์แล้ว

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาธรรม [14 มิ.ย. 2557 , 17:18:40 น.] ( IP = 58.11.11.145 : : )


  สลักธรรม 8

ได้ทบทวนอารมณ์และพฤติกรรมการปฏิบัติที่ผ่านมา เกิดความเข้าใจถึงเหตุจูงใจของความคิดได้ชัดเจนขึ้น

ขอบคุณค่ะ

โดย * (herbs) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 มิ.ย. 2557 , 20:23:14 น.] ( IP = 1.10.195.85 : : )


  สลักธรรม 9

กราบนมัสการหลวงพ่อเสือด้วยความเคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับคุณศาลาธรรมด้วยค่ะ

โดย abctoy (abctoy) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [18 มิ.ย. 2557 , 19:25:32 น.] ( IP = 124.122.231.3 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org