| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทำไมเราต้องเรียนพระอภิธรรม?
สลักธรรม 1
นอกจากนี้ก็ยังมีความจริงอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นความจริงสมมติก็คือ บัญญัติธรรม บัญญัติเป็นของมีจริง เช่น สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีฟ้า เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด ผู้หญิง ผู้ชาย และชื่อต่างๆ เป็นบัญญัติ ซึ่งเราต้องอาศัยบัญญัตินี้ดำรงชีวิตอยู่ เพื่อเอาไปทำมาหากิน เช่น ๒ + ๒ = ๔ ๒ x ๒ = ๔ ญาณมี ๑๖ การรู้มี ๓ แบบ ๑ รู้แบบวิญญาณรู้ ๒. รู้แบบสัญญารู้ ๓. รู้แบบปัญญารู้ ฯลฯ
ในขณะนี้ทั้งวันเสาร์-วันอาทิตย์กำลังขึ้นปริจเฉทที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องจิต ก็ขอเชิญเลืกรียนได้ตามความเหมาะสม แต่ในการเรียนนั้นขอให้รู้ด้วยว่าเรียนเพื่ออะไร? ซึ่งความสำคัญที่สุดก็คือเรียนเพื่อเกิดศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศรัทธาในการตรัสรู้อันเยี่ยมยอดคือศรัทธาในสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้รู้แจ้งแทงตลอด
เพราะเราเองเป็นเจ้าของชีวิต เรายังไม่รู้เลยว่าจิตของเรามีกี่ประเภท แล้วแต่ละประเภทเกิดขึ้นเมื่อไร? สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าประเภทอะไร เราเจริญเติบโตมาตั้งแต่แบเบาะจนมาบัดนี้ ถ้าเราไม่ได้ศึกษา เราก็จะไม่รู้ว่าชีวิตเราที่เรียกว่าจิตหรือเรียกว่าใจ มนุษย์ชอบพูดกันว่าเราก็มีหัวใจนะ แต่ใจของเราเป็นเช่นไรเราไม่มีทางรู้ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การที่มาศึกษาเล่าเรียนนอกจากให้เราเข้าใจชีวิตแล้วยังเป็นการเทิดทูนไว้ซึ่งพระปัญญาธิคุณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพิ่มเติมศรัทธา ตรงนี้ขอใช้คำว่า ทุกวันนี้นั่งอยู่ที่นี่แม้กระทั่งผู้พูดด้วยนี้ ไม่ได้ศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างจริงแท้แน่นอน คือไม่ได้เชื่อท่านจริงๆ แต่ ผู้ที่เชื่อท่านจริงแล้วก็คือ นับตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป
อย่างพวกเราศรัทธาศรัทธู ถ้าเผื่อไม่ใช่ครูเราไม่ศรัทธา เราศรัทธาตัวบุคคลมากกว่า แม้กระทั่งเรียน เราก็ยังชื่นชอบตัวผู้สอน แต่น้อยคนมากที่จะศรัทธาเลยไปถึงพระปัญญาอันลุ่มลึกสุขุมคัมภีรภาพ เราไม่ค่อยเลยไปถึงผู้ให้กำเนิดความรู้ แต่เราศรัทธาผู้ที่มาบอกความรู้ ฉะนั้น การเรียนจึงต้องมุ่งไปเพื่อศรัทธาในพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะศรัทธาเมื่อใดถ้าเกิดขึ้นก็จะทำให้เราสามารถเดินตามทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้บอกได้ว่า ทางนี้ไม่ดี ทางนี้ดี แล้วผู้ที่เดินไปแล้วก็มีเป็นบทพิสูจน์
การเรียนพระอภิธรรมจึงเป็นการสร้างศรัทธาให้เห็นว่า บุรุษเอกของโลกที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนและเทียบเทียมได้คือพระพุทธเจ้า และนอกจากรู้อันนี้แล้วยังต้องซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงวิริยะ อุตสาหะบำเพ็ญบารมีทุกอย่างเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อได้มาซึ่งโมกขธรรม แล้วทรงกรุณาอย่างยิ่งที่นำมาแจกจ่ายเพื่อเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [7 ก.ค. 2557 , 06:25:53 น.] ( IP = 110.168.167.228 : : )
สลักธรรม 2
ความศรัทธาและซาบซึ้งจึงต้องมีให้เกิดขึ้น เพราะถ้ามีแล้วเราจะเป็นผู้ว่าง่าย แล้วศรัทธานี้ก็จะนำมาซึ่งสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการก็คือ ศรัทธา ๔ คือ ชื่อเรื่องกรรม ๒. เชื่อเรื่องวิบากกรรม ๓. เชื่อเรื่องสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน ๔. เชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตคนใดที่จะเข้าไปรู้ถึงสภาพจิตของใครได้ นอกจากการตรัสรู้ที่เยี่ยมยอดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นง่ายๆ ต้องอาศัยเวลาถึง ๔ อสงไขยแสนมหากัป เราจึงต้องเตือนตัวเองว่า ผู้รู้ท่านนี้ใช้เวลา ๔ อสงไขยแสนมหากัป แต่ผู้รู้นี้มีอายุสั้น ๆ เพียง ๘๐ พระพรรษา เมื่อเห็นความต่างระหว่างตัวเลขแล้วก็น่าสลดใจ พระพุทธเจ้าบำเพ็ญเพียรมา ๔ อสงไขย เราก็มีชีวิตโคจรอยู่ใน ๔ อสงไขยในโลกแห่งการมืดอยู่ไม่มีผู้รู้นั่นแหละ
เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในวันเพ็ญวิสาขมาสทรงตรัสรู้โพธิญาณ แล้วก็ทรงประกาศพระศาสนาแม้จะมีระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่เราก็อยู่ในช่วงเวลานั้นแหละ แต่อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ รับรองว่าเราไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ได้รับฟัง เอวัมเม สุตัง เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเยฯ ... เราคงไม่ได้อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคายวันแน่ แต่ยังโชคดีที่แม้สิ้นมหาบุรุษเอกของโลกไปแล้ว พระธรรมอันล้ำค่านี้ ยังตกมาเป็นมรดกมาถึงเรา และพระพุทธองค์ผู้เป็นเจ้าของก็ยังพุทธทำนายไปอีกว่า สิ่งที่เป็นมรดกอันล้ำค่านี้ย่อมเป็นไปสู่การเสื่อมเรื่อยๆ จนสิ้นสุด
ณ วันนี้ พ.ศ. ๒๕๕๔ เลยกึ่งพุทธกาลมาแล้ว ๕๔ ปี เลยครึ่งหนึ่งมาแล้ว แล้วเอาตัวเลขอายุของเราเข้าไปเทียบ ถ้าเราอายุ ๗๐ ปี เราเหลือเวลาอีก ๕ ปี ที่หมดขัยอายุ ถ้าหากเราไม่รีบตักตวงความรู้ เราไม่รีบทำความเข้าใจ คิดรอไปก่อนรอไปจนกว่ามหาบุรุษเอกของโลกพระศรีอาริยเมตไตรยจะปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่งในอนาคตกาล ซึ่งเราก็ยังเกิดอยู่แล้ว แต่ต่างกันอยู่ว่าวันนี้เราสร้างทางของเราอย่างไร เรากำลังสร้างทางเดินของเราไปไหน? ไปป่าอิสิปนตนมฤคทายวัน หรือเรากำลังสร้างทางเดินของเราไปใน กิเลสวัฏฏ์ วิบากวัฏฏ์ กรรมวัฏฎ์ จึงอยากให้ท่านทั้งหลายเรียนแบบเข้าใจ สอนให้ได้ประโยชน์เพราะเวลานั้นสำคัญมาก
มาถึงตรงนี้ก็จะได้เห็นว่า จิต เจตสิก รูป ที่กำลังศึกษากันอยู่ นอกจากจะเป็นการให้เกิดศรัทธาแล้ว ยังเป็นตัวชี้บ่งว่า ชีวิตนั้นเป็นส่วนประกอบโดยอาศัยเหตุต่างๆ เข้าร่วมมากมาย ทำให้กายและใจของเรายังดำรงอยู่ ซึ่งตรงนี้ภาษาธรรมะบอกว่า หาใช่คนสัตว์ไม่
และเมื่อเราเรียนต่อๆ ไป เราก็จะเข้าใจสภาพของจิตว่า จิตนี้มีแต่ละประเภทๆ แล้วในบรรดาจิตที่มีอยู่ดารดาษอยู่นี้ ที่มีสิทธิเป็นของเราเองคนเดียวก็คือ อกุศลจิต ๑๒ มหากุศลจิต ๘ อเหตุกจิต ๑๗ มหาวิบากจิต ๘ รวมแล้วมี ๔๕ ดวงเท่านั้น แต่เราเรียนโดยรวมว่าจิตมีถึง ๘๙ หรือ ๑๒๑ เรียนตรงนี้เพื่อจะให้รู้ว่า ๘๙ มีอะไรบ้าง? ก็คือ อกุศลจิต ๑๒ แล้วเราก็ดูว่าสภาพเขาเป็นอย่างไร? มหากุศลจิต ๘ สภาพเขาเป็นอย่างไร? มหัคคตกุศล ๙ มหัคคตกุศล ๘ สภาพเขาเป็นอย่างไร? เกิดขึ้นกับบุคคลเช่นไร? หสิตุปปาทะ ที่เว้นไป มีสภาพเช่นไร เกิดบุคคลเช่นไร มหากิริยาจิต ๘ สภาพเป็นเช่นไร เกิดกับบุคคลใด มหัคตกิริยาจิต ๙ สภาพเป็นอย่างไร? เกิดกับบุคคลเช่นไร? มัคคจิต ๔ สภาพเป็นเช่นไร? เกิดกับบุคคลประเภทใด? และฌานจิตที่ประกอบกับมรรคจิตที่เหลือเกิดกับบุคคลพิเศษ อย่างไร? รู้แค่นี้ พอเพียงที่สุดแล้ว พอจริงๆ ไม่ต้องไปลงรายละเอียดมากมาย โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [7 ก.ค. 2557 , 06:27:57 น.] ( IP = 110.168.167.228 : : )
สลักธรรม 3
แต่ให้มาลงรายละเอียดตรงนี้ คือ อกุศลจิต ๑๒ มหากุศลจิต ๘ อเหตุกจิต ๑๗ มหาวิบากจิต ๘ ที่เป็นสิทธิของเรา มาใส่ใจของเราเถิดจะเกิดผล ส่วน มหัคคตกุศลจิต ๒๗ และ มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔ ก็เพียงแค่เรียนให้รู้ว่า ผู้ทำฌานจิตให้เกิดได้ต้องได้ไตรเหตุตอนปฏิสนธิ
บุคคลไตรเหตุบุคคลนี้ กระทำสมาธิจนกระทั่งอำนาจฌานจิตเกิดขึ้นตั้งแต่ประถม (ปฐมฌาน) จนถึงมัธยม (รูปปัญจมฌาน) และมหาวิทยาลัย (อรูปฌาน) วิธีทำเขามีว่าทำอย่างไร อันนี้พอเรารู้แล้วว่าทำสมาธิจนฌานจิตเกิด ซึ่งมันรู้แล้วว่าไม่ใช่เรา ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่เรา เราต้องเอาตัวเองอ่อนน้อมถ่อมตนว่าไม่ใช่เรา เพราะผู้ที่จะทำฌานจิตให้เกิดขึ้นได้ต้องปฏิสนธิด้วยไตรเหตุ เราอย่าเอาของเราไตรเหตุ เอาฐานะเราลงมาหน่อยหนึ่งก่อน
เพราะฉะนั้นสิทธิของเรากระพร่องกระแพร่งมีอำนาจน้อยมาก และเมื่อเทียบกับปัจจุบันเรามีจิตไม่ค่อยสงบ ซัดส่ายง่าย ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งห้อยโหนโจนทะยานไปอยากได้จิตประเภทนั้นเลย
เมื่อตรงนี้เกิดขึ้น วิบากอันนี้เป็นกรรม เมื่อทำกรรมเช่นนี้ (มหัคคตจิต) วิบากก็เป็นเช่นนี้ (ไปเกิดในพรหมโลก) ถ้าเป็นพวกเจโตวิมุตติสามารถยกองค์ฌานขึ้น แล้วพิจารณาเห็นความจริงขององค์ฌานมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ แต่บุคคลเช่นนี้ต้องต้นพุทธกาลเพราะสัปปายะพร้อมและยังมีพระมหาบุรุษอยู่ มีอัครสาวกคอยแนะนำสั่งสอน สามารถยกองค์ฌานเหล่านี้เป็นวิปัสสนาก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี จนเป็นพระอรหันต์ แม้กระนั้นการกระทำเช่นนั้นก็สิ้นบุญสิ้นบาปได้จึงเกิดมหากริยาจิต
โสดาปัตติมรรคจิต โสดาปัตติผลจิต สกทาคามิมรรคจิต สกทาคามิผลจิต อนาคามีมรรคจิต อนาคามีผลจิต อรหัตตมรรคจิต อรหัตตผลจิต ๘ อย่างนี้ บุรุษ ๔ คู่ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนกระทั่งโคตรภูญาณเกิดโอนโคตรปุถุชนสู่อริยะชน จิตเหล่านี้เป็นจิตที่ข้ามโคตรแล้วไม่ใช่โคตรเดียวกับเรา เราโคตรอะไร? โคตรปุถุชน
ปุถุชน คือ ผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลสอย่างทึบ ผู้ที่มีเพื่อนกิเลสคบสนิทอยู่ตลอดเวลา คนเราอาจจะมีญาติหรือเพื่อน แต่เราอยู่กับญาติหรือเพื่อนไม่นานหรอก แม้เราอยู่กับพ่อ กับแม่ กับ สามี กับภรรยา กับบุตรธิดาหลาน เราอยู่ทุกวัน แต่ท่านบอกว่า ถึงจะอยู่ทุกวันก็ยังน้อยกว่าการคบหาอยู่กับตัณหา
คบ แปลว่า คุ้น อยู่บ่อยๆ อยู่จนคุ้น ท่านบอกว่าตัณหานี่แหละเป็นเพื่อนเราที่เราคลุกคลีและคบคุ้นที่สุด แต่ท่านเหล่านั้นสามารถทำลายตัณหา เลิกคบเพื่อนประเภทอกุศลจิต ๑๒ ได้ โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [7 ก.ค. 2557 , 06:29:32 น.] ( IP = 110.168.167.228 : : )
สลักธรรม 4
จิตประเภทฌานจิตก็คือทำสมถกรรมฐานแล้วก็ได้ตามองค์ฌาน สอนเท่านี้พอแล้ว เข้าใจแล้วก็ไม่หนักด้วย เข้าใจแล้วมาใส่ใจจิตที่เหลือ ๔๕ ดวง คือศึกษา แล้วถามบ่อย ๆ ทำความเข้าใจบ่อย ๆ ใส่ใจบ่อย ๆ เราก็จะสามารถรู้ได้ ว่าจิตพวกนี้มันเกิดกับเราตรงไหน ขณะไหนเรียกว่าเป็นอย่างไร? โดยเฉพาะสภาพที่เป็นอกุศลจิต พอจบตรงนี้แล้วเราก็มีการศึกษาเรื่องกรรม
เรียนให้เข้าใจก่อนว่าในจิตนี้แหละอันเป็นต้นเหตุที่ทำกรรมในกรรมจตุกะทำให้เกิดภพภูมิถึง ๓๑ ภูมิขึ้นมา แล้วสิทธิตรงนี้เรามีภูมิอะไรได้บ้าง ก็ทอน ๓๑ ภูมิลงมาอีก ดูว่าอุปนิสัยของเราไปในภูมิไหน ตรงนี่สำคัญตรงนี้ ฉะนั้น จาก ๓๑ ภูมิทอนลงไปเรามีสิทธิเท่าไร? ๑. เปรตภูมิ ๒. อสูรกาย ๓. สัตว์เดรัจฉาน ทำไมเอามา ๓ ล่ะ ๑. เปรตภูมิ ...โลภะ ๒. นรกภูมิ...โทสะ ๓. เดรัจฉานภูมิ ...โมหะ
ฉะนั้น อย่าไปแบกอะไรมาก เรียนเรื่องตัวเราแล้วจะไปเรียนเรื่องไกลตัวทำไม? รู้แล้วคัดออกว่าตัวเราเป็นอย่างไร แล้วมาใส่ใจว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงแสดงของ เวไนยสัตว์ทั้งหลาย บัดนี้เรารู้แล้ว เราลองคิดดูซิ ว่าเราจัดอยู่ในประเภทไหน? แล้วเราจะไปไหน? เช่น ทอนลงมา ๓๑ ภูมิ เหลือภูมิที่ถนัด ๓ ภูมิ
ณ วันนี้เราอยู่ภูมิไหน? มนุษยภูมิ แล้วอยากตะกายไปไหน? ไป เทวภูมิ แต่ ๓ ภูมินี้ คือ เปรตภูมิ นรกภูมิ เดรัจฉานภูมิ เป็นภูมิที่ถนัดนะ ฉะนั้น ที่กำลังเป็นนี้ศึกษาเสียว่ามันมาได้อย่างไร? ชาตินี้ได้มาอย่างไร? อะไรเป็นตัวการนำให้ดีมาเป็นมนุษย์? เบญจศีล เบญจธรรม เราก็ต้องรู้จัก ว่าเหตุที่ทำให้เป็นมนุษยภูมิ คือ เบญจศีล เบญจธรรมที่คุ้นในอดีตชาติ แล้วอำนาจนั้นแหละส่งผลมาให้ปฏิสนธิ คือ เกิด
ดูต่อ ณ วันนี้ สิ่งที่ส่งมานี้ วันนี้เหลืออยู่บ้างไหม? ถ้าเผื่อไม่เหลือแล้วก็ ๑. เปรตภูมิ ...โลภะ ๒. นรกภูมิ ....โกรธ ๓. เดรัจฉานภูมิ.... หลง เป็นที่หมาย ถ้าเผื่อยังเหลือและยังมีก็เป็นที่มั่นต่อไป
แล้วเทวภูมิล่ะไปอย่างไร ไม่ต้องไปรู้หรอกว่า เขากินอย่างไร เกิดอย่างไร? ไปเองไปดูเอง แต่ให้รู้ว่า เทวภูมิเขาไปด้วยอะไร? ก็คืออำนาจกุศลทั้งนั้น แต่อำนาจที่เด่นชัดคืออำนาจหิริ-โอตัปปะ เกรงความชั่วและกลัวผลบาป ประกอบกับอำนาจจาคะความเสียสละสุขส่วนตนเพื่อไปเสวยสุขในชาติหน้า แต่ถ้าเอาสุข ในชาตินี้ส่วนตน ชาติหน้าไม่มีทุนไม่มีที่ไป เพราะสร้างกระต๊อบไว้ไม่ได้สร้างวิมานไว้ ฉะนั้น ถ้ามีมุ่งหมายก็ทำเสีย โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [7 ก.ค. 2557 , 06:31:13 น.] ( IP = 110.168.167.228 : : )
สลักธรรม 5
เรื่องของธรรมะก็สรุปลงที่คำสอนของหลวงพ่อว่า เอาดีเก็บมาใช้ เอาชั่วที่รู้เก็บมาละ แค่นั้นเอง แล้วเราก็ศึกษาต่อลักษณะที่ทำให้เวียนวนอยู่ในวัฏฏะสงสารในปริจเฉทที่ ๗ ก็จะเรียนเรื่อง อาสวะ โยคะ คันถะ สารพัดที่มันเป็นห้วงน้ำที่ทำให้จม เรารู้จักเขาพอ เพราะรู้จักแต่เราไม่มีโอกาสเห็น เพราะเห็นไม่ได้แต่มีอยู่จริง แต่เรารู้ว่าตัวรัดตรึงนั้นคืออะไร
พอเราเห็นตรงนี้แล้วเราก็ก้าวไปสู่บันไดดารา จากที่เป็นนางทาส เป็นพวก ก.ไก่ กับ ธ.ธงมานานแล้วก็เริ่มมีหัวสักที มีหัวตรงบันไดดารา ต้องเป็นคนเก่งมีความสามารถ ก็คือเมื่อศึกษาในปริจเฉทที่ ๙ ว่าด้วยเรื่อง สมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน แล้วเราก็มาดูว่าเมื่อมี ๒ ทางนี้ สมถะกรรมฐานก็ศึกษานิด ๆ ว่าผลเขาเป็นอย่างไร? สมถะกรรมฐาน คือ ฐานการทำกรรมให้เกิดความสงบ มีอารมณ์น้อยนั่นเอง เช่น กสิณ ๑๐ ก็เอามา ๑ ถ้าใช้อารมณ์เกลื่อนไปก็ไม่ใช่สมถะแล้ว ฉะนั้น สมถะกรรมฐานหาอารมณ์เพียง ๑ มาเพ่ง จนผลเกิดเป็นกุศล (มหัคคตจิต) แล้วเราเรียนเรื่องจิตมาแล้ว ก็รู้ว่าจิตประเภทมหัคคตจิตก็ยังเป็นจิตที่ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ไม่ใช่พ้นทุกข์
เราตอบตนเองได้ว่า เราจะคร่ำเคร่งเรียนให้รู้ให้ชัดกับสมถะไปทำไม? เพราะเราจะต้องมีความในใจอยู่เสมอว่า ๑. ทำไปเพื่ออะไร? ๒. มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ๓. ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ๔. ให้ผลอย่างไร? ๕. ใครเป็นผู้ได้รับ จัดว่าเป็นเบญจคุณของความคิด
เบญจคุณความคิด คือ คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินว่าทำไปเพื่ออะไร มีตัวการอะไรในการกระทำนั้น ตัวการนั้นดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ เบญจคุณที่ทำให้เราคิด เมื่อเรารู้แล้วว่า บันไดอันนี้ไม่ไปสู่พระนิพพานได้ง่ายเป็นทางอ้อม ก็เหลือวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้นที่เป็นบันได ๑๖ ขั้น แต่ละขั้นนี้ท่านใช้คำว่า ญาณ
เมื่อเรามาศึกษาเราก็ต้องรู้วิธีว่าการก้าวขึ้นไปแต่ละขั้น ๆ นั้นทำตรงไหนก่อน พื้นฐานก็คือการนำเรื่องที่เรียนเมื่อสักครู่ทั้งหมดมาทำความเข้าใจ เพราะจะทำอะไรต้องรู้ แล้วรู้อย่างไร? รู้มี ๓ รู้ ๑. รู้แบบวิญญาณรู้ ๒. แบบสัญญารู้ ๓. รู้แบบปัญญารู้
ก่อนที่เราจะทำเราต้องมีเสบียง เหมือนกับไปเดินป่าเราต้องมีเสบียงไว้เลี้ยงตัว เราต้องมีความเข้าใจอันนี้ก่อน แล้วเราจะตอบคำถามกับตัวเองได้ว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นกับเรานี้มันเป็นลักษณะไหน รู้แบบวิญญาณรู้ หรือจิตรู้นั่นเอง ก็คือรู้เห็น เช่น เห็น ได้ยิน เป็นต้น เพราะว่าธรรมชาติของจิตมีหน้าที่รู้รูปารมณ์ รู้สัททารมณ์ เป็นต้น โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [7 ก.ค. 2557 , 06:33:08 น.] ( IP = 110.168.167.228 : : )
สลักธรรม 6
สัตว์โลกทั้งหลายที่เห็นได้ ได้ยินได้ ได้กลิ่นได้ ได้รู้รสได้ ได้สัมผัสได้ ต่าง ๆหรือรู้อะไรต่าง ๆ มากระทบก็คืออารมณ์ ๖ ก็คือ วิญญาณรู้
รู้ที่ ๒ สัญญารู้ คือ เราได้บรรจุความเข้าใจลงไปว่า เช่น สี่ตีนเดินมาหลังคามุมกระเบื้องเขาเรียกว่า ..เต่า ที่ตอบได้ก็เพราะว่ามีสัญญาอยู่ไว้ใจนี่คือการรู้แบบสัญญารู้ แม้กระทั่งเราศึกษาพระอภิธรรม เรารู้ เราเรียนแล้วว่า นาม ก็ดี รูปก็ดี ทั้งสองนี้ ต่างตกอยู่ภายใต้กฎของพระไตรลักษณ์ คือลักษณะทั้ง ๓ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วเราก็ไปศึกษารายละเอียดว่า อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง เช่น ยืนนาน ๆ ก็เมื่อย นี่แหละไม่เที่ยง ความเมื่อยที่ทำให้เราทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ นี่แหละเป็นทุกข์ เราบังคับบัญชาชีวิตไม่ได้นั่นแหละเป็นอนัตตา ลักษณะเขาเป็นอย่างนี้ เรารู้อย่างนี้ นี่ก็ยังจัดเป็นสัญญารู้ สัญญาที่เราฝึกเข้าไปแล้วเราเรียนเข้าไป
รู้ชนิดที่ ๓ รู้แบบ ปัญญารู้ คือรู้สภาพจริงแท้แน่นอน คือรู้สภาพธรรม ที่ปรากฏอยู่เป็นของธรรมดา โดยอาศัยปัญญาเข้าไปรู้ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นมากับโยคาวจรคือผู้ปฏิบัติที่ได้อุทยัพพญาณ คือ ญาณที่ ๔ ซึ่งถือว่าเป็นวิปัสสนาจริง ส่วน ญานที่ ๑, ๒, ๓ จัดเป็นวิปัสสนาเทียม ญาณที่ ๔ นี้คือเข้าไปรู้สภาพเลย เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ เวลาเราไปปฏิบัติ แล้วเราก็นึกได้ เวลาที่กลืนน้ำหรือเวลาที่เราเคลื่อนไหว มันมีความเคลื่อนไหวอันนี้มันคือสภาพที่ทนอยู่ไม่ได้ อันนี้ก็คือลักษณะไม่เที่ยง รู้แบบสัญญารู้ คือนึกได้ไงว่าสภาพธรรมนี้มันเรียกว่าไม่เที่ยง เรากำหนดนั่งอยู่แล้วมันเมื่อย แล้วเราก็รู้อยู่ในใจว่า นี่ทุกขังมันเกิดขึ้น รู้แบบนี้ รู้แบบสัญญารู้ บอกแล้วว่าปัญญารู้มันเกิดขึ้นกับอุทยัพพยญาณเป็นปฐม
เมื่อเรามีพื้นฐานความเข้าใจอันนี้ เราก็สบายใจไปครึ่งหนึ่งแล้วว่าเราได้อะไร? เราได้สัญญารู้ ซึ่งก็ไม่แปลก ไม่ใช่เรื่องน่าอาย พอเรากำหนดนามเห็น ได้จิตรู้ วิญญาณรู้ คือมันยังไม่เป็นสภาพนั้น แต่มันเป็นบันไดดารานั่นเอง เราก็มารู้วิธีปฏิบัติตามทวาร เพื่อเตรียมตัวเข้าปฏิบัติ รู้ทางทวารตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ
๙ ณ วันนี้ ตรงนี้จบ ๙ ปริจเฉทหรือยัง?จบแล้ว เมื่อสักครู่ที่พูดจบไปนั้นคือคำสอน อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน เมื่อสักครู่เรารู้โดยพระพุทธองค์สอนให้รู้ ต่อไปเป็นด้านคำสั่ง ตรงการปฏิบัติเรากำลังก้าวเข้าสู่คำสั่ง คำสั่งของพระพุทธองค์เมื่อใครเดินตามเป็นพระอริยบุคคล พระพุทธองค์สั่งให้มีโยนิโสมนสิการ
เราเรียนมาชีวิตมีจิต จิตเป็นรูปหรือเป็นนาม? นาม เจตสิกที่เราเรียนจบไปเมื่อสักครู่นี้? เจตสิกเป็นรูปหรือเป็นนาม? นาม รูปเป็นรูปหรือเป็นนาม? รูป ฉะนั้น จิต เจตสิก รูป เป็นปรมัตถ์ที่ เป็นสภาวะของรูปและนาม เอา ๙ ปริจเฉทที่เรียนแล้วมาทำ ก็คือให้มีโยนิโสมนสิการในรูปในนาม
แต่ก่อนที่เราจะมีโยนิโสมนสิการในรูปในนามนี้ได้ต้องมีเทคนิคการวางใจ ให้ตรงต่อความเป็นจริง ตามทวารทั้ง ๖ เพราะนักปฏิบัติมากมายความเพียรแก่กล้าแต่ปัญญาไม่เกิด เพราะวางใจผิด หรือเรียกว่าโยนิโสผิด เพราะโยนิโส คือ ตัวปัญญา หรือเรียกว่าเป็นอาหารให้เกิดบันไดดารา โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [7 ก.ค. 2557 , 06:34:33 น.] ( IP = 110.168.167.228 : : )
สลักธรรม 7
เราก็มาเรียนอีกนิดหนึ่ง ทางตานี่กำลังเรียนนะ ต้องแยกวิชาเรียนกับปฏิบัติให้ออก เรียนให้รู้ว่าคลื่นแสง รูปารมณ์ทั้งหลายเป็นรูป ที่เห็น คือ จักขุวิญญาณทำหน้าที่เห็น จักขุวิญญาณเป็นนาม ต้องมีรูปมีนามแน่นอน ฉะนั้น เห็นอะไร? เห็นรูปคือคลื่นแสง ที่เห็นคือนาม เรามีความสำคัญผิดแล้ว นี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าเรามีความเห็นผิด แท้ที่จริงจักขุวิญญาณจิต เห็น จักขุวิญญาณเขาทำกิจอะไร? ทัสนกิจ กิจเห็น
เราตอบแบบนักศึกษา ไม่ใช่เราเห็น เป็นหน้าที่ของทัสนกิจ แต่เราจะพูดง่าย ๆ คือจักขุวิญญาณ เราไปหลงและอุปโลกน์ว่าเราเห็น ซึ่งไม่ใช่ความจริง และไม่ตรงความจริง จึงต้องกำหนดรู้หรือเข้าไปว่านามเห็น
เช่นเดียวกัน คลื่นเสียงเป็นรูป ได้ยินเป็นนาม โสตวิญญาณเป็นนาม เมื่อเราเข้าใจอันนี้ประมวลความเข้าใจก็คือ ในโลกนี้มีแต่รูปแต่นามเท่านั้นที่ปรากฏขึ้น แล้วสิ่งที่ปรากฏขึ้นกับเราเรียกว่าอะไร เรียกว่าปัจจุบันอารมณ์
ปัจจุบันอารมณ์คืออะไร? ปัจจุบันอารมณ์ คือ อารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นๆ ที่ปัจจุบัน เช่น ในขณะเห็น เช่นในขณะปวด ในขณะเมื่อย นั่นแหละอารมณ์เหล่านั้นๆ แหละกำลังปรากฏขึ้นกับเราผู้กำลังเข้าไปพิสูจน์ ท่านจึงใช้คำว่า "จับปัจจุบันให้ได้" เพราะเรื่องนี้สำคัญ เพราะถ้าเผื่อไม่ได้ปัจจุบันแล้วสิ่งที่เห็นมันก็ไม่ได้ จิตมันก็เลยปัจจุบัน เลยความจริงไป เพราะปัจจุบันคือความจริง
อย่าลืมว่า เรารักพระพุทธเจ้า ที่พยายามดึงเนื้อเรื่องมานี้ เพื่อให้เรามีสัจจะอยู่กับความจริง ท่านสั่งให้มีโยนิโสมนสิการกับรูปกับนาม ในโลกนี้มีรูปกับนาม แต่ไม่ใช่มีรูปเพียงรูปเดียว หรือมีนามเพียงนามเดียว งนั้น ผู้ปฏิบัติจึงต้องมีความระวังอย่าให้จิตตกไปจากปัจจุบัน
จิตตกไปจากปัจจุบันเป็นอย่างไร? ก็คือจิตคิดโดยเอาสัญญารู้มาคิด ตอนที่คิดนั่นก็ตกไปจากปัจจุบันแล้ว เพราะปัจจุบันคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เช่น เสียงมากระทบได้ยิน แล้วเราก็คิดไปว่าเสียงอะไร ตรงนั้นไม่ใช่ปัจจุบันแล้ว เลยปัจจุบันไปแล้ว เพราะสิ่งที่มากระทบเราได้ก็คือ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง แล้วก็ธรรมารมณ์ แค่นั้น ๖ ทวาร ฉะนั้น เสียงที่มากระทบเป็นปัจจุบัน ถ้าเผื่อคิดเข้าไปในเสียง ก็เลยปัจจุบันไป โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [7 ก.ค. 2557 , 06:36:06 น.] ( IP = 110.168.167.228 : : )
สลักธรรม 8
เมื่อเช้าได้เปรียบอุปมาอุปมัยว่า เรากำลังนั่งดูเด็กแฝด ๙ คน ซึ่งเหมือนกันเปี๊ยบเลย ถ้าเผื่อเราไม่สังเกตเราจะคิดว่าเป็นคนคนเดียวกันหมด หน้าเหมือนกันหมด แต่ทุกอย่างไม่มีอะไรเหมือนกัน รูปก็ไม่ใช่รูปเดียวกัน นามก็ไม่ใช่นามอย่างเดียวกัน มีนามหลาย ๆ นาม หน้าที่ของเรานั้นต้องรักษาปัจจุบันให้ได้ ปฏิเสธความคิดออกไปเพราะความคิดหรือสิ่งที่เรารู้เข้าไปโดยสัญญารู้นั้นเมื่อสักครู่นี้จัดอยู่ในด้านปริยัติหรือปฏิบัติ ปริยัติ ถ้าเผื่อปฏิบัติคิดไม่ได้ เพราะมันเลยความจริง แต่ถ้าเผื่อเรียนไม่คิดได้ไหม? ไม่ได้ ถ้าไม่คิดคุณจะเป็นพวก ก.ไก่ กับ ธ.ธง คือพวกไม่มีหัว
รูปและนามนี่แหละที่ทำให้เราก้าวไปสู่บันไดดารา ๑๖ ขั้น ตรงนี้ต้องอาศัยโยนิโสมนสิการพาไป แล้วเราต้องรู้ด้วยนะ ว่าเมื่อกี้นามนี้ไม่ใช่มีนามเดียว ตรงทางตาเรียนให้รู้ว่าคลื่นแสงเป็นรูป ที่เห็นเป็นนาม แล้วในปริจเฉทที่ ๔ เราก็เรียนเรื่องวิถีจิต การเห็นมันจะมีวิถีมากมาย เขาเรียกว่าอติมหันตารมณ์ กว่าจะเป็นอะไรมันผ่านวิถีใหญ่ ๆ อีก ๔ วิถี อันนี้เราต้องศึกษา ต้องคิดว่าทำไมเราเห็นเป็นนั่นเป็นนี่ได้ แล้ววิถีไหนเป็นปรมัตถ์อยู่ วิถีไหนเป็นบัญญัติแล้ว ซึ่งสอนกันมามากมายให้เกิดความรู้ได้ แต่ตรงนี้เราขยำให้เกิดการปฏิบัติ
ฉะนั้น ถ้าเราไปใส่ใจกับเสียงว่าเป็นเสียงอะไรแล้ว เท่ากับว่าเราใส่ใจกับปรมัตถ์ หรือเราใส่ใจกับบัญญัติ? บัญญัติ นี่แหละ ถ้าเราเข้าใจเสียอย่างเดียว เราสามารถมีครูใน ครูที่คอยตอบ สอบอารมณ์เราได้ว่าอะไรเกิดขึ้น ถ้าเผื่อเราเรียนผ่านไปเลยเราก็ไม่รู้ ฉะนั้น ต้องใส่ใจ ต้องเป็นผู้ใหญ่เสียทีหนึ่ง อย่าใช้ชีวิตอย่างเก่า
เมื่อเราเข้าใจแล้ว ตรงนี้ทฤษฎี ตรงนี้ภาคปฏิบัติ เราจะเอาทฤษฎีมาปฏิบัติได้ไหม? ไม่ได้ เมื่อเอาทฤษฎีมาเป็นปฏิบัติมันเป็นท่อน ๆ อย่างที่ได้คุยกับบางท่านเมื่อเช้าเขาเล่าว่า เช้าผมก็ปฏิบัติทุกวัน อย่างเช่นตื่นนอนตอนเช้า ตื่นขึ้นมามันสลัวๆ แล้วก็กำหนดนามเห็น ถามว่าผมกำหนดถูกหรือกำหนดผิด?
ตอนนั้นยังไม่ตอบ แต่ถามกลับไปว่าเห็นอะไร? การสอบอารมณ์เขาต้องถามอย่างนี้นะว่าเห็นอะไร? เห็นหูมุ้ง ..การเห็นหูมุ้งมันเลยเห็นไปแล้วนะ เพราะมันเป็นรู้ไปแล้ว ฉะนั้น สิ่งที่ต้องโยนิโสนั้นจะไปโยนิโสนามเห็นไม่ได้ ต้องโยนิโสนามอีกชนิดหนึ่ง คือ นามรู้
นามรู้ มีมากกว่านามเห็น เมื่อใดใครได้นามเห็นนั่นละประเสริฐ ตรงนั้นจึงสักแต่ว่า เห็นเฉยๆ มันจะเกิดขึ้น สักแต่ว่าได้ยินเฉยๆ ก็จะเกิดขึ้น แต่สักเหล่านั้นต้องมีเนื้อเรื่องเกิดขึ้นก่อน เมื่อเราจะสักยันต์ เราต้องมีแขน มีหลังไปให้เขาลงลาย ยังไม่มีแขน ไม่มีหลังไปลงลาย ไม่ได้ รายละเอียดมันมาทีหลังจากการกำหนดรูปนามนี่แหละ ต้องมีโยนิโสกำหนดให้ถูกต้อง
ทุกวันนี้คนใช้โยนิโสเกลื่อนไปหมด เยอะมาก เป็นผู้ที่อยู่ในความอึดอัด แต่เมื่อเข้าเหมือนเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม แต่ไม่ได้เอาใจตาม มีน้องคนหนึ่งถามพี่ดอกแก้วว่า กรรมกับวิบาก ต่างกันไหม เราตอบไปว่าต่างกัน แต่ในโลกอินเตอร์เนตให้รายละเอียดมากไม่ได้ จึงบอกไปว่าต่างกัน กรรมเป็นเหตุ วิบากเป็นผล ยกตัวอย่างเช่น น้องตั้งใจจะสวดมนต์ หรือไหว้พระ หรือจะใส่บาตรพรุ่งนี้ หรือกำลังใส่บาตร ขณะนั้นน้องกำลังกระทำกรรม ซึ่งกรรมนี่แหละเป็นเหตุให้น้องสบายใจ ความสบายใจเป็นผล ที่เรียกว่าวิบากผล นอกจากนั้น เช่น แม้กระทั่ง ชีวิตน้องที่มีอยู่นี่แหละก็เป็นวิบาก เรียกว่าวิบากขันธ์ อันเกิดขึ้นมาจากเหตุอดีต อันเป็นอดีตกรรมในอดีตชาติ ทำให้มีวิบากในปัจจุบันชาติ โดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [7 ก.ค. 2557 , 06:37:51 น.] ( IP = 110.168.167.228 : : )
สลักธรรม 9
ต้องการชี้ให้เห็นว่า กรรม วิบาก มีได้ทั้งอดีตชาติ และชาตินี้ มันสามารถข้ามภพกันได้ หวังว่าน้องคงเข้าใจ ถ้าไม่เข้าถามต่อได้ และเขาก็ตอบว่าเข้าใจเหตุผลแล้ว และมีผู้เข้ามาตอบต่อว่า อันว่ากรรม คือ อาการที่กายเอื้อมไป ยึดไป วาจาที่เอื้อนไป และใจที่เอื้อมไป ถามว่าผิดไหม ก็ไม่ผิด
โยนิโสมนสิการ คือ การวางใจ ด้วยกุศล เป็นกุศล เป็นอาหารของปัญญา หรือเป็นปัญญาตัวสำคัญ การวางใจให้ถูกต้อง เช่น รู้ว่า รู้ว่าเป็นมุ้ง โยนิโส ต้องนามรู้ ไม่ใช่นามเห็น เพราะมันรู้ เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับคำว่าโยนิโสและทวารให้ดี
ฉะนั้นที่พูดมาทั้งหมด ๙ ปริจเฉท เพื่อให้ท่านทั้งหลายคิดสักนิด ว่า เราศึกษาพระอภิธรรม นอกจากจะรู้เรื่องราวชีวิตแล้ว เราเข้าไปศรัทธาพระพุทธเจ้า ในพระปัญญาธิคุณ และซาบซึ้งใน พระมหากรุณาธิคุณ ที่ ทรงใช้เวลาถึง ๔ อสงไขยแสนมหากัป บำเพ็ญเพียรเพื่อเผยแพร่พระสัจธรรม ด้วยการสั่งแล้วสอน แล้วเทียบกับชีวิตเรานะ ว่า ไม่ว่าว่าพระศรีอาริยเมตไตรยจะปรากฏขึ้นอีกนานขนาดไหน ตอนนี้ท่านก็ยังบำเพ็ญเพียรอยู่ ใช้เวลาเป็นอสงไขยอสงไขย แต่ชีวิตผู้มาเป็นพระพุทธเจ้าต้องเป็นมนุษย์ ซึ่งมนุษย์อย่างมากก็ไม่เกิน ๑๒๐ ปี พระสมณโคดมปรินิพพานเมื่ออายุเท่าใด ๘๐ ปี ท่านเผยแพร่ธรรมเท่าไหร่ ๓๕ ปี
อายุการเผยแพร่สั้น การกระทำมาก เราก็เอาพระองค์เป็นพระพุทธบิดาเป็นตัวอย่างว่า ทำดีนานๆจึงจะได้ดี อย่าไปหวังอะไรมาก หวังให้มีโยนิโสถูกอย่างเดียวเป็นพอแล้ว ต่อไปนี้ เลิกหวังเลิกต้องการเป็นพระโสดาบันในชาตินี้ ให้หลุดออกจากใจไปก่อน ต้องการให้มีโยนิโสให้ถูกเท่านั้น..รับรองปริญญา ๔ ใบไม่หนีไปไหน ยังไงก็เป็นเพื่อนท่องเที่ยวในสังสารวัฏกันก่อน โยนิโสถูกไปก่อน
และตอนนี้เรียนก็เพื่อต้องการเข้าใจ เพราะความเข้าใจเป็นสัญญารู้ เป็นบ่อเกิดของปัญญารู้ เพราะถ้าเราเรียนโยนิโสไปแล้วไม่เข้าใจ นี่นะว่าโยนิโสอย่างไร เราก็จะเอาสิ่งนั้นไป ก็ทำให้เป็นผู้เนิ่นช้ามีมากมาย มีมากมายที่มีผู้เพียรมากแต่ปัญญาไม่เกิด เพราะโยนิโสมนสิการผิด คำเดียวเอง ญาณปัญญาจึงไม่เกิด ก็เพราะโยนิโสมนสิการเอาไว้ผิด
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลพิภพ ตลอดจน กุศลกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม อันมโนกรรมที่เกิดขึ้นนั้น อยากจะออกมาเป็นวิทยาทานแก่ทุกคน ด้วยความเต็มใจ ให้หมดใจ ขอกุศลที่ตั้งใจทั้งหมดนี้ เป็นพลวะปัจจัยคุ้มครองให้ทุกคน มีสภาพอันมั่นคงด้วยสติและปัญญา มีการกระทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบ เพื่อความรอบรู้ และสามารถอาศัยความรอบรู้ไปสู่ความรอบคอบ ในการเกิดโยนิโสมนสิการได้กันทั่วหน้าทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ
![]()
ขออนุโมทนากับน้องฟูและน้องนวล ผู้ถอดเทปโดย น้องกิ้ฟ...นำมาฝาก [7 ก.ค. 2557 , 06:39:45 น.] ( IP = 110.168.167.228 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |