มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปัญญาในพระไตรปิฎก




ปัญญาในพระไตรปิฎก


ในพระไตรปิฎก มีการกล่าวถึงปัญญาไว้หลายแห่ง ขอเลือกเฟ้นนำมากล่าวไว้เพียงบางส่วน เท่าที่เห็นว่ามีประโยชน์ และสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ในชีวิตประจำวันได้เท่านั้น ดังพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในปัญญาปริหีนสูตร พอสรุปความได้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ที่เสื่อมจากอริยปัญญา ชื่อว่าเสื่อมถึงที่สุด
สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นทุกข์ คับแค้น อึดอัด เร่าร้อนในปัจจุบัน หลังตายแล้ว พึงหวังได้ทุคติ

ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายที่ไม่เสื่อมจากอริยปัญญาชื่อว่าไม่เสื่อม สัตว์เหล่านั้นย่อมอยู่เป็นสุข ไม่คับแค้น ไม่อึดอัด ไม่เร่าร้อนในปัจจุบัน หลังตายแล้วพึงหวังได้สุคติ

พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้ ในพระสูตรนี้ ได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า..

ท่านจงดูชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกที่ยึดมั่นในนามรูป เข้าใจว่า นี้เท่านั้น เป็นจริง เพราะเสื่อมจากปัญญา ปัญญาที่เป็นเหตุให้ถึงความทำลายกิเลส และปัญญาที่รู้ชัดความสิ้นไป แห่งชาติและภพโดยชอบเป็นปัญญาที่ประเสริฐในโลก
เทวดาและมนุษย์ ย่อมรักปรารถนาดีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ผู้มีสติไพบูลย์ มีพระปัญญาผ่องใส มีพระสรีระเป็นร่างกายสุดท้าย๑

ปัญญาในที่นี้ มุ่งสอนเน้นไปที่ความรู้แจ้งในนามรูป คือกองแห่งขันธ์๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (นาม - รูป) และต่อสิ่งที่เข้ามาผัสสะกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เรียกว่า อายตนะภายใน ๖ กับอายตนะ ภายนอกทั้ง ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ที่เกิดกับใจโดยเฉพาะใจซึ่งถือว่าเป็นใหญ่เป็นประธานของกายวาจานั่นเอง

เมื่อมีการกระทบทางอายตนะภายใน กับอายตนะภายนอก พึงมีสติระวังอย่าให้จิตปรุงแต่งในทางรู้สึกที่มีนามรูปอยู่จริง หรือที่เป็น กิเลส ตัณหา อุปาทาน จะทำให้เกิดความทุกข์ตามมา

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2557 , 17:06:16 น.] ( IP = 110.168.166.215 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ในนิเทศแห่งทุกขอริยสัจที่ปรากฏในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มีเนื้อความแห่งพุทธพจน์ปรากฏอยู่ว่า

ภิกษุทั้งหลายอริยสัจคือทุกข์ มีความเกิด ความแก่ ความตาย ความคร่ำครวญรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ การต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ที่พอใจ ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ การปรารถนาสิ่งใด แล้วไม่ ได้สิ่งนั้น ล้วนเป็นทุกข์ กล่าวโดยย่อ ความยึดมั่นในขันธ์ ๕ เป็นความทุกข์

ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา นี้ คือทุกขอริยสัจ ธรรมนี้เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย (สัจจญาณ),

ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ทุกขอริยสัจ นี้เป็นธรรมที่พึงกำหนดรู้ ธรรมนี้ เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย (กิจญาณ),

ภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ทุกขอริยสัจนี้ เราได้กำหนดรู้แล้ว (กตญาณ) ๒

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2557 , 17:27:02 น.] ( IP = 110.168.166.215 : : )


  สลักธรรม 2

ในความเห็นว่า ความทุกข์เกิดขึ้นได้เพราะเราเข้าไปยึดมั่นในกองแห่งขันธ์ทั้ง ๕ ดังนั้น เมื่อจิตมีการกระทบกับอารมณ์ต่าง ๆ ควรมีสติ สมาธิ ปัญญา เข้ามาควบคุม ความทุกข์จึงจะไม่เกิดขึ้น ควรเข้าไปศึกษาทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความรู้ที่ถูกต้อง ตั้งแต่การมีสติกำหนดรู้ทางอายตนะว่า เป็นต้นเหตุให้เกิดความรู้สึกปรุงแต่งขึ้นมาอย่างไรหรือไม่ มีสติรู้ทุกอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับอายตนะภายในและภายนอกว่า เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกลางคือเฉย ๆ ควบคุมจิตใจให้ดำรงอยู่ได้อย่างมีอิสรภาพ เข้าใจกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องตามธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่าไปยึดถือเอาธรรมชาติมาเป็นตัวเรา ของเรา จิตจึงไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ที่เข้ามากระทบทางอายตนะทั้ง ๑๒

เราต้องฝึกให้มีความรู้สึกตัวเท่าทันอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น จนกระทั่งสามารถ ควบคุม บังคับ และปล่อยวางจิตใจ ไม่ให้ฟูไม่ให้แฟบตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบได้อย่างถึงที่สุด จึงเรียกว่า เกิดมีปัญญาขึ้นในจิตใจ ดังที่พระรัฏฐบาลเถระกล่าวไว้ว่า

บุคคลเมื่อจะตาย ย่อมไม่มีญาติมิตรสหาย ช่วยต้านทานได้ ผู้ที่รับมรดกก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วนสัตว์ที่ตายแล้ว ก็ย่อมไปตามยถากรรม

บุคคลเมื่อตาย ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร ๆ คือ พวกบุตร ภริยา ทรัพย์แว่นแคว้นสิ่งใดๆ จะติดตามไปได้เลย บุคคลจะได้อายุยืนเพราะทรัพย์ก็หาไม่จะละความแก่เพราะทรัพย์ก็หาไม่

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ชีวิตนี้ เป็นของน้อยไม่ยั่งยืนมีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมีและคนยากจน ย่อมถูกต้องผัสสะกระทบเหมือนกัน ทั้งคนพาลและคนฉลาด ย่อมถูกต้องผัสสะกระทบเหมือนกัน แต่คนพาลถูกต้องอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ กระทบเบียดเบียน ย่อมเป็นทุกข์ เพราะความเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์ อันผัสสะถูกต้องกระทบแล้วย่อมไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นแล ปัญญาจึงจัดว่า ประเสริฐกว่าทรัพย์ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพานผู้มีปัญญา ย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นโรค ละความพอใจในกามทั้งหลาย ที่เป็นทุกข์ภัยอันใหญ่ได้ผู้นั้น ละราคะ กำจัดโทสะ และโมหะได้แล้ว พึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณงดอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงความดับทุกข์สัตว์ที่ถึงการท่องเที่ยวไปมา ย่อมเข้าถึงครรภ์บ้าง ถึงปรโลกบ้าง บุคคลอื่นนอกจากผู้มีปัญญา ย่อมเชื่อได้เลยว่า จะเข้าถึงครรภ์และถึงปรโลก หมู่สัตว์ผู้มีบาปธรรมละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเดือดร้อน เพราะกรรมของตนในโลกหน้า๓

จากภาษิตนี้ เห็นว่า ความทุกข์จะเกิดขึ้นในจิตใจของเรา เมื่อเรากระทบอารมณ์ต่าง ๆ ด้วยอำนาจของอวิชชา ตัณหา อุปาทาน การกระทบอารมณ์ ที่มาจากบ่อเกิดทั้งภายในและภายนอกนี้สำคัญมาก เพราะจิตจะเป็นทุกข์ สุข หรือ เป็นกลาง หรือเฉย ๆ อยู่ตรงนี้ จิตจะตกนรก ขึ้นสวรรค์ หรือไปสู่นิพพานอยู่ตรงนี้ หากเราทั้งหลาย ใช้สติปัญญาพิจารณาโดยอุบายอันแยบคายแล้ว นำปัญญาคือแสงสว่าง ที่รู้จากการรู้เท่าทันการกระทบอารมณ์ไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิต สามารถสกัดกั้นความทุกข์ที๓ เกิดขึ้นในจิตใจได้ ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยการไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ขึ้นตรงต่ออารมณ์ที่น่ายินดีน่ายินร้าย ที่เป็นเชื้อกิเลสตัวร้ายในจิตใจ พิจารณาเห็นสภาวะต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนไปในท่ามกลาง และแตกสลายไปในที่สุด จะทำให้เรามีสุคติ มีพระนิพพานเป็นที่หวังได้ ในปัจจุบันชีวิตนี้ ปิดกั้นหนทางที่นำชีวิตไปสู่อบายภูมิ ทั้งในโลกปัจจุบันนี้ และในปรโลกอื่นได้อย่างแน่นอน

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2557 , 17:31:42 น.] ( IP = 110.168.166.215 : : )


  สลักธรรม 3

ปัญญาในพระพุทธศาสนา นอกจากจะสอนมุ่งเน้นไปที่การดับทุกข์ทางจิตใจ (โลกุตตรปัญญา) ดังที่กล่าวมา ยังมุ่งเน้นไปที่การนำปัญญาไปใช้ในหน้าที่การงานในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย เพื่อให้ชีวิตเป็นไปเพื่อความดับทุกข์หรือดับปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดตามมาทางด้านส่วนร่างกาย (โลกิยปัญญา)

บุคคลผู้มีปัญญา รู้จักพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองในหลักเหตุผลอย่างประจักษ์ชัด แล้วจึงประกอบกิจการงานทุกอย่างได้ตามสมควร บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยด้วยปัญญาคือความรู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในด้านวิชาการ, ด้านเกษตรกรรม, พาณิชยกรรม, และเทคโนโลยีการสื่อสาร หากเป็นผู้มีความรู้ หรือปัญญาไม่บกพร่อง เป็นผู้ฉลาดในวิธีจัดการงาน รู้จักจัดสรรบุคคลให้ทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง และเป็นคนรู้จักใช้ความคิดอย่างถูกต้องแล้ว เป็นผู้รู้กาลเวลาว่า เวลาไหนควรทำอะไร เป็นผู้รู้ฤดูกาลที่เหมาะสมแก่การทำงาน ผู้มีคุณลักษณะดังกล่าวมานี้ ถ้าเป็นเกษตรกร ก็สามารถปลูกพืชพันธุ์ได้ดี, ถ้าทำงานอยู่ในระบบราชการ ก็สามารถทำราชการได้ดี มีความเจริญก้าวหน้า แม้ในการประกอบอาชีพหรือทำกิจการงานอื่น ก็มีความเจริญรุ่งเรืองไปด้วยดี เพราะเป็นผู้ที่นำปัญญาไปใช้เป็นเครื่องส่องสว่างนำทางให้แก่ชีวิตได้อย่างถูกต้อง ดังโพธิสัตว์ภาษิตที่ว่า

ผู้มีปัญญาถึงพร้อมด้วยความรู้ ฉลาดในวิธีจัดการงาน รู้จักกาล รู้จักสมัย ขยันหมั่นเพียร ไม่ประมาท เขาพึงอยู่ในราชการได้

ในพระไตรปิฎก มีการกล่าวยกย่องปัญญาว่า เป็นแสงสว่างที่ยอดเยี่ยม แสงสว่างอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์ แสงสว่างของดวงไฟอื่น ๆ เป็นเพียงแสงสว่างที่ส่องให้เห็นได้เฉพาะความมืดในส่วนภายนอกที่เป็นรูปธรรม ด้วยตาเนื้อเท่านั้น ส่วนปัญญาคือแสงสว่างภายในจิตใจ สามารถส่องสว่างให้เห็นอรรถ - ธรรม เห็นเหตุ - ผล และเห็นสัจธรรมตามความเป็นจริง สามารถขจัดความมืดภายในจิตใจ คือ อวิชชาหรือโมหะได้ฉะนั้น จึงไม่มีแสงสว่างอื่นใดในโลก ที่จะมาเปรียบเสมอเหมือนด้วยแสงสว่าง คือปัญญาดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า

บรรดาแสงสว่าง ๔ ประการ คือ

๑. แสงสว่างแห่งพระจันทร์
๒. แสงสว่างแห่งพระอาทิตย์
๓. แสงสว่างแห่งไฟ
๔. แสงสว่างแห่งปัญญา

แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศประเสริฐที่สุด

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2557 , 17:36:49 น.] ( IP = 110.168.166.215 : : )


  สลักธรรม 4

มีหลักธรรมที่กล่าวถึงปัญญา และมีการเปรียบเทียบกับธรรมอื่น มีเนื้อความดังต่อไปนี้ คือ

บรรดาธรรม ๔ อย่าง มีศีล ได้แก่ ความประพฤติเรียบร้อยตามจารีตประเพณี หรือตามหลักคำสอนทางพระศาสนา, สิริ คือ ความมียศศักดิ์ใหญ่, ธรรมของสัตบุรุษ ได้แก่ สัปปุริสธรรม ๗ ประการ มีการรู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้บุคคล รู้สังคม, และปัญญา คือ ความรอบรู้ ความเฉลียวฉลาด ท่านผู้รู้ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ตรัสยกย่องว่า ปัญญาเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ดุจดวงจันทร์ประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย และธรรมทั้ง ๓ อย่าง มีศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไปตามผู้มีปัญญา คือเป็นบริวารของผู้มีปัญญา ดุจดวงดาวเป็นบริวารของดวงจันทร์ ดังโพธิสัตว์ภาษิตที่ตรัสไว้ว่า

ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวว่าปัญญานั้นแหละประเสริฐสุด ดุจพระจันทร์ ประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย ฉะนั้น ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษ (ธรรมของ คนดี) ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา๖

ปัญญาความรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้ ตามที่กล่าวมาในพระไตรปิฎก มุ่งสอนให้เรารู้เรื่องที่สำคัญสองอย่าง

ประการแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับความฉลาดรอบรู้อย่างของชาวโลกทั่วไป โดยมีจุดมุ่งหมายทางวัตถุภายนอกที่เป็นรูปธรรมเป็นสำคัญ

ประการที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับทางธรรมะ คือการดำเนินชีวิตไปเพื่อความดับทุกข์ โดยมีจุดมุ่งหมายทางจิตที่เป็นนามธรรมเป็นสำคัญ มุ่งสอนให้รู้ถึงเหตุแห่งความเสื่อม และ ความเจริญ สอนให้รู้ถึงความก้าวหน้าและความล้าหลัง ของสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ครอบคลุมไปทั้งหมดทุกเรื่อง เพราะว่า บุคคล สังคม โลก จะประสบความเสื่อมและบรรลุความเจริญได้ ก็ด้วยรู้เหตุของสิ่งทั้งสองอย่างนี้ โดยเฉพาะฝ่ายโลกแห่งวัตถุ ได้แก่ ความรอบรู้ในศิลปวิทยาการทั้งหลาย ที่เป็นเหตุแห่งความเจริญ

การสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค การสร้างทรัพย์สมบัติ การสร้างชื่อเสียงเกียรติยศ ให้เกิดมีขนในชีวิตตนและในสังคมได้นั้น ต้องอาศัยปัญญาอันเป็นแก้วสารพัดนึกทั้งสิ้น ดังพุทธพจน์ที่ว่า

“ปัญญา เป็นรัตนะของนรชน”๗ ส่วนฝ่ายโลกแห่งธรรมนั้น การพิจารณาให้เห็นสภาพความเป็นจริงของขันธ์๕ ซึ่งเป็นที่ประชุมของธาตุต่างๆ ก่อเกิดเป็นร่างกายจิตใจขึ้นมา จนมีการเคลื่อนไหวไปมาตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติได้ ต้องอาศัยปัญญา

การจะดับความทุกข์ที่เกิดขึ้นทางจิตใจนานัปประการได้นั้น ก็ต้องอาศัยปัญญา การที่มนุษย์เราจะพัฒนาตนเพื่อให้เข้าถึงความจริง ถึงความบริสุทธิ์ ตลอดถึงเห็นสภาวะของสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงได้นั้น ก็ต้องอาศัยปัญญาอีกเช่นกัน ดังนั้น ปัญญาจึงมีความสำคัญมากอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “บุคคลย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา”

ในสมัยพุทธกาล มีการยกย่องบุคคลผู้มีปัญญา ผู้ที่ดำเนินชีวิตของตนเพื่อให้หลุดพ้นจากกองแห่งทุกข์ ไปสู่ความสันติสุขอย่างถาวร เพราะอาศัยปัญญาเป็นเครื่องรู้แจ้งในสัจธรรมตามความเป็นจริง แม้พระพุทธเจ้าศาสดาเอกของโลก กว่าจะถึงความบริสุทธิ์หมดจดจากอาสวะกิเลสทั้งปวง บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณได้ก็ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำพาไปสู่จุดมุ่งหมายด้วยเหมือนกัน

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญคุณประโยชน์ของปัญญาไว้ว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี”

ในคัมภีร์ขุททกนิกาย มีพุทธพจน์ตรัสถึงปัญญา สรุปความได้ว่า

“เมื่อใดบุคคลพิจารณาด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้นเขาย่อม เบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด

เมื่อใดบุคคลพิจารณาด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงทุกข์ เมื่อนั้น เขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด

เมื่อใดบุคคลพิจารณาด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นเขาย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด”

ยังมีพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า “ปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวว่า ชีวิตของผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญาประเสริฐสุด” ฉะนั้น ปัญญาจึงจัดว่า เป็นธรรมะที่สำคัญ ที่ควรพัฒนาให้เจริญขึ้นในใจ ที่มีความสำคัญมากสำหรับชีวิตประการหนึ่ง

ลำพังแต่ความรอบรู้ หากบุคคลไม่หลีกเลี่ยงเหตุแห่งความเสื่อมทราม ไม่ปฏิบัติไปในเส้นทางที่เป็นเหตุแห่งความเจริญดีงามก็ไม่มีประโยชน์ ปัญญาซึ่งเป็นธรรมะ ถึงแม้จะดีมีคุณค่าสำคัญสูงส่งเพียงใด จะกลายเป็นสิ่งไร้คุณค่าหาประโยชน์ไม่ได้ ถ้าเราไม่นำมาปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อชีวิตในปัจจุบันนี้ สำหรับตัวอย่างเกี่ยวกับปัญญานั้นมีอยู่เป็นอันมาก ขอยกมากล่าวพอเป็นที่สังเขปเพียงเท่านี้

โดย เทพธรรม...นำมาฝาก [25 ส.ค. 2557 , 17:45:06 น.] ( IP = 110.168.166.215 : : )


  สลักธรรม 5

กราบขอบพระคุณ และ กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy (abctoy) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ - [17 พ.ย. 2557 , 18:07:13 น.] ( IP = 171.96.171.100 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org