มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การออกจากทุกข์(๒)









การออกจากทุกข์ (๒)
ธรรมบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ



พระสารีบุตรกล่าวว่า “พระตถาคตเจ้าของเรากล่าวว่า ไม่มีความดีหรือการปฏิบัติที่ท่านทำอยู่มีการภาวนาต่างๆ ทาง ๒ สายนั้น ที่จะทำลายทุกข์ให้หมดไปได้ นอกจากพระวิปัสสนา”

คำว่า พระวิปัสสนา นี้ คนสมัยก่อนเข้าใจว่าคือการปฏิบัติจึงยกคำว่าวิปัสสนาเป็นพระ โดยสามารถทำลายมารได้คือ กิเลสมาร ขันธมาร สิ่งที่น่าเหยียดหยาม น่าดุ น่าเฆี่ยน น่าตี ก็คือกิเลส เมื่อไล่กิเลสหมดไปใจก็บริสุทธิ์ พระธรรมเป็นธรรมที่ไล่กิเลสให้หมดไป ถ้ากิเลสไม่หมดใจก็ไม่บริสุทธิ์ ธรรมะก็มีแค่นี้ แต่ยากนะกว่าจะคิดได้แค่นี้ ต้องอาศัยรักธรรมะ รู้ธรรมะ เคารพธรรมะ แล้วก็เข้าใจธรรมะ รักเขาจนเขารักเรา รักเขามากๆ จนเขาถอยกลับมารักเราเอง เพราะว่าธรรมะอยู่ในใจแล้ว ทิฏฐิก็ไม่วิบัติแล้ว

พระสัจธรรมจึงเป็นสากลทั่วไป คำที่กล่าวว่า “ไม่มีความดีใดๆ ในโลกนี้ที่จะทำลายทุกข์ให้หมดไปได้ นอกจากพระวิปัสสนา” พระวิปัสสนาปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้เราพ้นจากทุกข์ไปได้ ท่านกล่าวว่าแม้ฌานสมาบัติฝ่ายครุกรรมที่เป็นฝ่ายดีก็ไม่สามารถทำให้พ้นทุกข์ได้ เพราะฌานสามบัติก็ยังเป็นวัฏฏะคามินีกุศล ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะนี้ ดังที่พระตถาคตบอกว่า วัฏฏะนี้มีอบายภูมิ ๔ มนุษย์ภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖ รูปภูมิ ๑๖ อรูปภูมิ ๔ รวมเป็น ๓๑ ภูมิ ครุกรรมฝ่ายดีก็ยังทำให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะ

พระอัครสาวกซ้ายขวาเป็นพหูสูตทั้งคู่ เรียนได้เร็ว และคนเราไม่เหมือนกัน ในโลกนี้ไม่มีอะไรเหมือนกัน ฝาแฝดยังมีข้อแตกต่างกันเลย อัครสาวกเบื้องซ้าย-ขวายังไม่เหมือนกัน แต่เราศิษย์ตถาคตรู้ว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เหมือนกันหมด และที่จะมีต่อไปก็เหมือนกันทั้งรูปทั้งนาม มีเบญจขันธ์เหมือนกัน หากใครเขาไม่คล้อยตามเราหรือเขาไม่เข้าใจเรา ก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นไปได้ ยอมรับได้ แต่ถ้าทำใจไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ ใครทุกข์-เราทุกข์ จึงต้องรักชีวิตให้ถูกทาง

และอยู่ที่เรา เราคิดดีหรือชั่ว ชั่วนั้นเราก็เป็นผู้รับ หากคิดดีเราก็เป็นผู้รับ เรา คิด เราก็เกิด เรา รู้สึก(ด้วยสติสัมปชัญญะ) เราก็ไม่เกิด นี่คืการเล่นกับธรรมะ แล้วธรรมะจะเป็นเพื่อนที่ให้ความอบอุ่นใจ เมื่อธรรมะเข้าครองใจ กิเลสก็ไปจากใจเรา ผู้ธรรมคุ้มครองกับผู้มีกิเลสคุ้มครองต่างกัน นะเปรียบถุงดำที่ใส่ขยะเหมือนเป็นรูปนามขันธ์ ๕ แล้วเราใส่อะไรไว้ในถุง เราใส่โลภะ โทสะ โมหะ พระพุทธเจ้าท่านมีตาวิเศษเห็นภัยในวัฏฏะจึงสอนให้พวกเราใส่ธรรมะลงไป

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:05:08 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


พุทธธรรมและศาสนาพาเจริญ แต่ก็เจริญชั่วคราว ในขณะนี้เมื่อมีโอกาสทบทวนก็ต้องตระหนักใจเสีย หลีกเลี่ยงการเก็บขยะ สร้างจิตสำนึกเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาส อย่าลืมท่านกล่าวว่าที่เราเวียนว่ายตายเกิดนั้นเพราะมีเหตุ

การฝึกจิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ ฝึกจิตให้ระงับ จิตก็ระงับเป็น ฝึกจิตให้ไปกับโทษ จิตก็ไปกับโทษ ฉะนั้น อยู่ที่การฝึก และมนุษย์เป็นผู้ฝึกได้ แต่ไม่รู้ว่าฝึกกันมาด้านใดบ้างตั้งแต่เกิดมา

พระพุทธเจ้าสอนว่า การเกิดตายนั้นหาที่สุดและเบื้องต้นไม่ได้เลย และสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ทั้งที่ตนเองและผู้อื่นก็เป็นสภาพการณ์ที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด ถ้ามาทำบอร์ดจนสถิติก็จะเห็นว่า อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นก็หนีไม่พ้นสภาวะทุกข์และปกิณกะทุกข์ทั้งนั้น

เช่น ตื่นเช้าไปทำงาน ก็ไม่ชอบเลย เพราะพลัดพรากจากสัตว์และสังขารที่ชอบใจคือ ที่นอน เมื่อจะไปทานอาหารแล้วร้านนั้นปิด ก็คือต้องการสิ่งใดไม่สมความปรารถนา สรุปว่าอะไรก็แล้วแต่ก็รวมอยู่ในข้อ ๙ เบญจขันธ์เป็นทุกข์ เมื่อพรุ่งนี้มาถึงก็อย่างนี้ มะรืนมาถึงก็อย่างนี้ มีแต่เรื่องทุกข์ทั้งนั้นเลย จึงต้องหัดพอทำใจให้ได้ อีกหน่อยก็ทำใจเป็นเอง

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:05:33 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )


  สลักธรรม 2



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เจริญพระวิปัสสนาปัญญาเพื่อทำลายอวิชชาคือ ความมืดที่มาปิดบังความจริง

ความจริงอยู่ที่ไหน? อยู่ตามอารมณ์ อารมณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งคือความจริง แต่สมมติกันเข้าไป ตีเทียบกันเข้าไป มาปิดบังความจริงตามอารมณ์และอิริยาบถ เช่น พอเปลี่ยนอิริยาบถก็คิดว่าสุข ทั้งๆที่ไม่สุขหรอกเป็นเพียงสุขวิปลาส ฉะนั้น จึงต้อง ดูรูปนาม เรียกว่าเพราะถูกอวิชชาปิดบังไว้ จึงทำให้เกิดความจำผิด คือสัญญาวิปลาส คิดผิดคือ ทิฏฐิวิปลาส เห็นผิดคือ จิตวิปลาส ในการเห็น แค่นี้แม้ว่าจะเรียนมาตั้งนานแล้ว สติก็เกิดไม่ทัน ก็ทำให้เห็นผิด จิตมีหน้าที่เห็น แต่เรานึกว่าตาเห็น ก็ไม่ทันไปนิดหนึ่ง

ตราบใดที่ยังไม่ปลูกพระวิปัสสนาปัญญาซึ่งเปรียบเหมือนแสงสว่างให้เกิดขึ้น เราพยายามทำให้พระอาทิตย์ขึ้น พระจันทร์ขึ้น ใครจะมืดช่าง เราต้องสาดแสงให้ตัวเองก่อน แล้วค่อยสาดแสงไปสู่ผู้อื่น ทำความเห็นให้ตรง อย่าทำความเห็นให้กรง (นั่นคือที่ขังสัตว์)

ตราบใดที่เราไม่ทำความเห็นให้ตรง ชีวิตทั้งชีวิตจะไม่มีโอกาสได้เห็นความจริงเลยคือรูปนามขันธ์ ๕ จึงเห็นแต่ของปลอม เช่น สวย ผิวพรรณดี ขี้เหร่ เป็นต้น นั่นล่ะเห็นไม่จริง ไม่เท่าทัน จึงพูดออกมาอย่างนั้น ถามกันว่า หน้าตาเป็นอย่างไร ตอบว่า พอใช้ได้ นั่นล่ะไม่เห็นความจริง เห็นสิ่งสมมติ ติดสมมติ บ้าสมมติ

การเจริญวิปัสสนาปัญญาจำเป็นจะต้องเรียน งาน คือ อารมณ์ของสติปัฏฐานให้เข้าใจก่อน ต่อมาก็เรียนให้รู้จัก วิธีเจริญ ศึกษางาน ศึกษาว่าทำอย่างไรให้งานนี้เจริญ นี่แหละนักวิจัยที่แท้จริง เมื่อได้ดังนี้แล้วก็จะมีความสามารถเจริญสติปัฏฐาน

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:05:52 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )


  สลักธรรม 3


ถามว่า เจริญสติปัฏฐานไปเพื่ออะไร

ตอบ เพื่อจิตที่เจริญนั้น สติที่ถูกเจริญพร้อมกับปัญญาจะเป็นตัวเข้าไปพิสูจน์ความจริงคือรูปนามได้ เพราะรูปนามนี้เป็นตัวทุกข์ ซึ่งจากคำขอบวชนั้นได้กล่าวถึงเรื่องของการออกจากทุกข์ จึงต้องเรียนเรื่องทุกข์ ว่าทุกข์เป็นอย่างไร เมื่อเรียนแล้วก็ต้องเจริญชีวิตว่า ความมีอะไรในโลกหล้านี้ ไม่สามารถทำลายทุกข์เหล่านี้ได้ แม้แต่ครุกรรมฝ่ายดี (ฌานสมาบัติ) มีอันเดียวเท่านั้นเอง พระวิปัสสนากรรมฐาน จึงต้องศึกษาพระวิปัสสนากรรมฐานให้เข้าใจว่าทำอย่างไร

ตัวอย่างเช่น ถ้ามีเงินอยู่ ทำอย่างไรให้เงินงอก ก็ต้องฝากธนาคารหรือลงทุน แต่ถ้าถือไว้เฉยๆ ไม่เอาไปเดินสะพัด ก็อยู่แค่นี้แหละ อาจหมดลงได้เพราะค่าของเงินตก เหมือนทิฏฐิวิบัติไง เพราะมีแต่ความรู้ ไม่เอาไปเจริญ ก็ตกได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ให้เหลืออะไร แม้กระทั่งปริยัติและปฏิบัติก็ไม่ให้เหลือ เพราะถ้ายังเหลือก็ยังเกิดอยู่ ท่านให้ทำให้หมด หมดไปเลย หมดกิเลส หมดเกิด ฉะนั้นเวลาอะไรหาย เช่น เงินหาย ก็ปลงได้แล้วว่าไม่เหลืออะไรเลย ก็ดีไม่ต้องดูแล ของหายก็เสียใจนิดหน่อย วิบากไม่ดี แต่มันก็ไม่เหลืออะไร นั่นคือภายนอก แต่เหลือภายในคือกิเลส ถ้ากิเลสไม่เหลือก็สบายแล้ว ไม่ต้องเกิด

เมื่อมีอารมณ์คือความจริงแล้ว ความสามารถของสติปัฏฐานหรือสติปัญญา ก็ไปพิสูจน์ความจริงที่ไหน? ที่รูปนาม เพราะรูปนามเป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ที่อื่นเลย ทำพระวิปัสสนาหรือจะเจริญพระนิพพานอันเป็นธรรมเครื่องดับทุกข์ รู้ทุกข์ ฉะนั้นอะไรเป็นทุกข์ รูปนามเป็นทุกข์ ไม่ใช่ที่อื่นเลย เพราะฉะนั้นหน้าที่พระจึงศึกษาอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะปวารณาอธิษฐานเข้าไป และเป็นสัจจะแรกที่อยู่ในอริยสัจ ๔ ที่ต้องกำหนดรู้ ถ้าผู้ใดมีช่วงเวลา หมดความกังวล ละความเป็นปลิโพธิ ได้ดังนี้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:06:08 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )


  สลักธรรม 4



๑.หาเสนาสนะที่เป็นสัปปายะแก่สติปัญญา แต่ส่วนมากจะเลือกไปเข้าที่นี่ดีกว่าที่โน้นเพราะถูกใจ แต่ความจริงต้องหาสัปปายะให้แก่สติปัญญา อย่าหาให้แก่ใจ เพราะพูดถึงใจก็มีอะไร ก็ต้องมีเจตสิกฝ่ายดีหรือฝ่ายชั่ว ฉะนั้นเวลาเข้าวิปัสสนา ให้ตั้งเจตนาเลยว่า ที่นี่จะเป็นที่อุดมเป็นสัปปายะแก่สติปัญญา ไม่ใช่อุดมสมบูรณ์พูนสุข

๒.เสาะหาบุคคลที่เป็นสัปปายะที่พึ่ง บุคคลนั้นเป็นที่พึ่งให้เกิดสติปัญญาแต่ตนเอง เพราะตัวเองเลี้ยงแต่สติปัญญาแล้ว เราเลี้ยงอย่างอื่นกันมานานแล้ว เลี้ยงมาเป็นวัฏฏะ ตอนนี้เลี้ยงสติปัญญาให้เป็นมหาสติ

ฉะนั้นเมื่อมีสถานที่สัปปายะและบุคคลสัปปายะแล้ว ยังมี คุณธรรมของผู้ปฏิบัติอีก ๓ ประการ คือ

๑. อาตาปี คือ ความเพียรที่มีกิจ ๔ คือ กิจละ กิจระวัง กิจสร้าง กิจรักษา

๒. สติมา คือ ความมีสติมั่นคงอยู่ในรูปและนาม

๓. สัมปชาโน คือ ต้องรู้สึกขณะปฏิบัติเสมอ เช่น เห็นอยู่ ก็มีการปฏิบัติระหว่างผัสสะผัสโส ในขณะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัสถูกต้อง นึกคิด ขณะเดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย นั่นแหละพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเรียกว่าการปฏิบัติ แต่ให้มีสัมปชาโนเข้าร่วมในการปฏิบัติ ซึ่งเป็นสูตรตรงกับวิปัสสนา แต่ถ้าเพียรให้จิตนิ่งสงบไม่ใช่แล้ว เพียรให้สมาธิเกิดก็ได้ แต่ในที่นี้ไม่ใช่

บางคนคิดว่าขณะปฏิบัติต้องมีเวลา ต้องมีสถานที่ แต่ความจริงไม่ใช่ เมื่อโยคาวจรผู้กระทำความเพียรได้สถานที่และบุคคลที่เป็นสัปปายะแก่สติปัญญาแล้ว ถ้าเป็นห้องใกล้กันก็ต่างคนต่างปฏิบัติทุกคนก็เงียบ ดูอารมณ์ไป บุคคลนี้แหละที่เป็นที่พึ่งแห่งปัญญา แต่ถ้าห้องข้างๆ มีกล้วยมาก พกชา กาแฟ นั่นไม่ใช่บุคคลสัปปายะแล้ว แต่เป็นที่พึ่งแห่งกิเลส ฉะนั้นรวมถึงการใช้ชีวิตคบคนแล้ว ต้องเลือกอะไร ต้องเลือกคบคนฉลาด และต้องรู้ว่าคนฉลาดเป็นอย่างไร ไม่ใช่อะไรเอ่ยสี่ตีนเดินมา หลังคามุงกระเบื้อง แล้วตอบได้เป็นคนฉลาด




ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์


อ่านเพิ่มเติมเรื่อง ปรโตโฆสะกับโยนิโสมนสิการ
http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=14220


โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:16:29 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org