มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การออกจากทุกข์(๓)










การออกจากทุกข์ (๓)
ธรรมบรรยายโดย หลวงพ่อเสือ




ลักษณะของคนฉลาดเป็นอย่างไร

คนฉลาด คือ คนที่มีความสงบกาย วาจา ใจอยู่เป็นนิจ เพราะพูดมากผิดมาก เขาจึงไม่ค่อยพูดเพราะกลัวผิดมาก เขาฉลาดไง กายฟ้องขันติ จึงมีโสรัจจะคุ้มครอง นั่นแหละคนฉลาด และฉลาดคิด ใครจะพูดอะไรมาก็ได้ แต่พอเรารู้ไม่ดีแล้ว ปลีกตัวดีกว่า นี่แหละฉลาดคิด ห้ามเขาไม่ได้ ก็ห้ามเราซิ นี่ปากเขา เราจะไปบังคับปากเขาไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก แต่เราจะไม่เป็นสัตว์แล้ว เราจะทำชีวิตเป็นอริยบุคคล เราก็ไป ไม่ใช่ให้เขาไป แต่เราไปจากความเลวภายนอก แล้วเรากำลังทำความเลวภายในให้หมดไป ต้องถือหลัก ๒ ประการคือ

หนึ่ง ไปจากความเลวภายนอก สอง ไปทำลายความเลวภายในตน

เมื่อปลอดจากปลิโพธิแล้ว ก็ต้องมีศรัทธาว่าการเจริญสติปัญญานี้ แต่ละครั้งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ต้องการอะไร เป็นการเตือนตนเองนั่นเอง ต้องหมั่นเตือนตนทุกครั้งว่า การปฏิบัติวิปัสสนานั้น พระพุทธประสงค์ไม่ได้ต้องการอะไร นอกเสียจากใส่ใจในทุกข์ เพื่อจะได้อาศัยทุกข์ไปจากทุกข์ เข้าใจกันใช่ไหม ถ้าเข้าใจก็คือเกิดจากปรโตโฆสะ การฟังทำให้เกิดปัญญา ฉะนั้นยังมีโอกาสอยู่ อย่าหลับหู

เพราะฉะนั้นใส่ใจทุกข์อย่างไร? คืออิริยาบถที่กำลังปรากฏอยู่ในท่าทางต่างๆ ท่านั่ง ท่าเดิน ท่านอน ท่ายืน

อิริยาบถ คือ อาการทั้งหมดที่กำลังปรากฏอยู่ในรูปนั่ง อาการในที่นี้คือ อาการของรูปด้วย อาการของนามด้วยในรูปนั่ง เท่ากับดูรูปนามในอาการนั่ง ดูรูปนามในอาการเดิน ดูรูปนามในอาการยืน ดูรูปนามในอาการนอน ดูความรู้สึกในอารมณ์ ดูว่ารู้สึกอย่างไร ใครเป็นผู้รู้สึก รู้สึกอย่างไร มีหน้าที่ใส่ใจแค่นี้ ต้องอยู่ในท่าต่างๆ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:07:01 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ทุกข์คืออะไร ก็รู้จักแล้ว ต้องพยายามใส่ใจในทุกข์ คือ พยายามใส่ใจในอิริยาบถที่กำลังปรากฏอยู่ในท่าทางต่างๆ และเฝ้าติดตามอยู่ตลอดเวลา เปรียบเหมือนการดูหนัง ถ้าเรานั่งดูไป หลับไป ก็ไม่รู้เรื่อง วิปัสสนาก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ดูตามไปก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกัน เพราะเรื่องมีตลอดเวลากว่าจะจบเพราะอารมณ์ต่างๆ เช่น ทุกขเวทนา สภาวะทุกข์ ต้องดูตลอดเวลา ไม่ใช่โยนิโสมนสิการแค่ นามทุกข์ แต่ไม่ได้สังเกตว่า ใครเป็นผู้เปลี่ยนทุกข์

แต่ก็ไม่ใช่ดูติดตามตลอดโดยเป็นท่องติดๆ กันว่า นามเห็น นามได้ยิน นามหงุดหงิด นามรู้สึก รูปนั่ง ติดกันไม่ขาดสาย ก็ไม่ใช่อีกอย่างนี้ผิด

แต่การใส่ใจตลอดเวลานั้นหมายถึงว่า เมื่อทุกข์กำลังปรากฏคือทุกขเวทนา ก็มีสติมา สัมปชาโน อาตาปี ทำงานร่วมกัน ทำหน้าที่รู้ว่ารูปนี้หรือนามนี้เป็นทุกข์ รู้ทุกข์แล้วคอยเอาจิตดูอาการ เฝ้าดูอาการอย่างติดต่อ คอยสังเกต คอยเฝ้าคือยาม ยามในที่นี้คือสติ ไม่ใช่กำหนดนามรู้ แล้วกำหนดรูปยกๆๆๆๆ

เมื่อรูปนี้เป็นทุกข์แล้ว กำหนดนามรู้ แล้วให้มีสติคอยควบคุม เมื่อมีสติแล้วโมหะเข้าไม่ได้ ไม่ต้องกำหนดรูปยก ๆๆๆๆๆ อย่างนั้นเขาเรียกว่า การสร้างขึ้น เป็นการสร้างหนัง

ดังนั้น ต้องคอยติดตามอยู่ตอลดเวลา คือรู้สภาพการทำงานอยู่ตลอดเวลา เหมือนเราคอยสังเกต

ท่านบอกว่าเหมือนเฝ้าดูน้ำในจอก ซึ่งมันมีการกระเพื่อม แต่ในความกระเพื่อมนั้น มีมุมที่กระเพื่อมต่างกัน

ลูกลองดูในน้ำซิ เดี๋ยวมุมนี้กระเพื่อม เดี๋ยวมุมนั้นกระเพื่อม เหมือนทุกข์นั้นมันไม่มีหยุดนิ่ง มันจะมีทุกข์ซอยลงไป เมื่อเห็นขนาดนี้ มันมาจากไหนล่ะ นี่ขนาดรูปนั่งรูปเดียวนะ ทุกข์เดียวนะ

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:07:21 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )


  สลักธรรม 2

นี่แหละจะสลดใจ แจ้งแก่จิต สลดจิตได้ อำนาจปรีชาปัญญาก็เกิด มันทำให้เราเปลี่ยนวิถีชีวิต พอกิเลสเบาบาง สักกายทิฏฐิหยุด ก็ไม่คิดกลับคืน กิเลส ๓ ตัวคือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็ไม่คิดกลับคืน มีการถาม ตอบ ถาม ตอบ อยู่ตลอดเวลา ใครได้ดี เราได้ดี ใครมีสุข เรามีสุข ใครไม่ทุกข์ เราไม่ทุกข์ ใครไม่ฟุ้ง เราไม่ฟุ้ง ที่พึ่งที่อื่นนั้น ไม่ประเสริฐเท่ากับธรรมะ

แม้ว่าเราเฝ้าติดตามอยู่ตลอดเวลา บางครั้งจิตยังตกไปจากปัจจุบันอารมณ์ไปได้ ไปไหนล่ะ ไปฟุ้ง ไปที่เดียว ฉะนั้น ฟุ้งมาจากไหน? ก็มาจากการที่จิตตกจากอารมณ์ปัจจุบัน จิตนั้นจะมีที่ไปที่เดียวคือฟุ้ง

อารมณ์สติปัฏฐานเกิดที่ปัจจุบันจริงๆ ไม่เกิดในอดีต ไม่เกิดในอนาคต พระนิพพานจึงไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ธรรมะทำให้เราเห็น แต่ต้องสอนใจหน่อยนะ เพราะต้องสอน และถ้าเกิดเป็นมนุษย์จะได้ไม่หลงคลาดเคลื่อนไปมากมาย

ถาม เรามีรองเท้ากันคนละกี่คู่

ตอบ สองคู่ หรือหลายคู่

เราลองคิดดูซิว่าตั้งแต่เกิดมานั้น เราใช้รองเท้า ๒ คู่ หรือบางคนมีหลายคู่นี้หรือไม่ ก็เปล่า เราใช้มาแล้วนับไม่ถ้วน จนจำไม่ได้ ทั้งๆ ที่เรามีแค่ ๒ ข้าง จะมียี่ห้อหรือไม่มี ก็ใส่เดินอยู่ในวัฏฏะ สมัยพระพุทธเจ้าอาศัยเท้าที่มีอยู่ ๒ ข้างนั่นแหละ ไม่มียี่ห้ออะไรเลย เดินนำทางสัตว์โลกเช่นเราๆ ผู้ที่พยายามเลิกติดยึดในอะไรๆ เมื่อเราติดน้อยแล้วจึงจะไปได้

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:07:39 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )


  สลักธรรม 3


จึงต้องเลิกติดยึด ต้องถ่ายถอน ไม่ใช่พอสอนเสร็จ ก็สุดโต่งว่าฉันจะใส่รองเท้าคู่เดียวทั้งปี นี่เป็นการอุปมาอุปไมยให้ฟัง ทำให้เห็นว่าของที่ทันสมัยไม่มีเลย แต่เก่าหมด ของพวกนี้ไม่มีวิจิตรวิลิศมาหราเลย เก่าหมด มีแต่ธรรมะที่วิจิตร เราสร้างใจไว้ เราเกิดมาเป็นมนุษย์ก็เห็นเหมือนกันบ้าง ชอบต่างกันบ้าง อยากได้ต่างกันบ้าง เพราะอะไร เพราะจิตนั้นสร้างความแตกต่างกันไว้ทั้งวี่วันทุกเวลา นี่เป็นเพราะจิตนะ อำนาจจิต ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงยกจิตขึ้นเป็นประธาน จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้

ในขณะที่เราเฝ้าสำเหนียกอยู่นั้นยังตกไปจากอารมณ์ปัจจุบันไปในที่อื่นๆ คือฟุ้งไป ท่านจึงบอกว่า โยคาวจรหรือผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องทำความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าตนกำลังกำหนดอะไร หรือดูอะไรอยู่ ทำความรู้สึกคือมีสติ รู้สึกว่ากำหนดรูปหรือนาม หรือกำลังดูรูปอะไร ดูนามอะไร ต้องมีรูปนาม เป็นอารมณ์วิปัสสนาเสมอ ผู้ปฏิบัตินั้นเมื่อจิตตกจากอารมณ์ปัจจุบันก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องธรรมดา เหมือนกันเป็นคนเหมือนกัน

แต่บางคนจิตตกจากอารมณ์ปัจจุบันไปแล้ว ก็กลัวและเกลียดตัวเอง นี่พลาดอีกแล้ว นี่ถึงขนาดว่าจะเข่นฆ่าอารมณ์แน่ะ ไม่เป็นไรลูก ขอให้กลับมาตั้งต้นใหม่ จักรยานล้มแล้ว ล้มไปเถอะ ไปต้องไปดูว่าล้มเพราะอะไร รีบยกขึ้นมาแล้วถีบใหม่ เดี๋ยวเป็นเอง เพราะในการเรียนเรื่องปฏิบัตินั้น สมมติเอาว่าพ่อเป็นครู

แต่ในขณะปฏิบัติจริงๆ นั้น ไม่มีใครเป็นครูนะ นอกจากตัวเอง หรือจะพูดกันไปเรื่องเก่าก็คือ อาศัยปรโตโฆสะทำให้เกิดโยนิโสมนสิการ สำเหนียกมา เรียนมา

ฉะนั้น จึงต้องเคารพปรโตโฆสะเวลายามที่อยู่คนเดียว เมื่อโยนิโสมนสิการมีนี่แหละดวงตาธรรมก็จะเกิดขึ้น จึงขอทบทวนว่า ในขณะปฏิบัติจริงๆ นั้นไม่ใครเป็นครูนะ นอกจากตัวเอง ตัวเองในที่นี้คือปัญญา คือปรโตโฆสะ จะมาเป็นครู

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:07:58 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )


  สลักธรรม 4



เมื่อปรโตโฆสะทำงานเป็นครูมากๆ องค์โยนิโสมนสิการคือองค์ปัญญานี่แหละ คุ้มครองผู้ปฏิบัติให้ผ่านทะลุไปได้ ผ่านม่านบังตาบังใจเห็นนามรูปปริจเฉทญาณ เป็นต้น จนไปถึงภังคญาณ จึงจะเป็นผู้ยอมเสียชีวิตได้ แต่ไม่ยอมผิดศีล เห็นศีลเป็นของมีค่า

เพราะฉะนั้นการรักษานิมิตหมาย (อารมณ์ของพระกรรมฐาน) ไม่ใช่ของง่าย เพราะตามความเป็นจริงผู้ปฏิบัติเคยเข้าไปดูนั้น ฟังดูง่าย แต่พอไปปฏิบัติเราก็ชิน จึงไม่ชินนาม ไม่ชินรูป เป็นกิจที่ยากมากกว่าจะตั้งรูปขึ้นมาได้ กว่าจะทำความรู้สึกเป็นรูปได้ การจะเอาออกจากเรานี่แหละยากมาก

การเจริญสติปัญญาเพื่อเข้าไปรู้ความจริง ผู้กระทำความเพียรคือผู้ปฏิบัติต้องใส่ใจรักษา ใส่ใจเลย เหมือนรูปนามเป็นลูกเรา จะทอดทิ้งธุระไม่ได้ ท่านบอกให้ใส่ใจเหมือนดูแลเด็กอ่อน รูปนามเหมือนเด็กอ่อน ยิ่งเข้าปฏิบัติครั้งแรก ถนอมเดินไปก็ไม่ได้ อุ้มประคับประคองเกินไป ทำให้เบื่อง่ายจะวางแล้ว วางอารมณ์แล้ว เพราะบางครั้งตึงเกินไป ฉะนั้นต้องกำลังดี

ผู้ปฏิบัติต้องใส่ใจ ในที่นี้คือรักษาอารมณ์ เพียรกลับมาตั้งตนใหม่นั่นเอง นอกจากนี้ต้องเพียรระลึกนึกถึงโทษของการขาดสติสัมปชัญญะด้วยว่าเป็นอย่างไร ทำให้หดหู่เศร้าหมอง ทำให้ประคองอารมณ์ก็ไม่ค่อยได้ ทำให้ว้าวุ่นใจ ทำให้ตัดอาลัยไม่ขาด สารพัดนี่คือผู้ขาดสติสัมปชัญญะ

ฉะนั้นการเจริญสติสัมปชัญญะต้องเจริญควบคู่กัน ไม่ใช่วันนี้ฝึกสติ พรุ่งนี้ฝึกสัมปชัญญะ วันธรรมดาเอาแค่สติก็พอ เขาเรียกอย่างไรล่ะ หัวรถจักรไปทาง รางไปทาง ล้อไปทาง แล้วจะไปได้อย่างไร

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:08:17 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )


  สลักธรรม 5


ในการใช้ชีวิตอยู่ธรรมดาใช้สติมากๆ นั่นล่ะดีแล้ว

แต่ในการปฏิบัติเจริญสติปัฏฐานจะต้องเจริญสติสัมปชัญญะไปพร้อมๆ กัน

เพราะอะไร? เพราะไปเจริญทีละครั้งไม่ได้ เปรียบว่าบางคนต้องไปรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก่อน แล้วเกิดสมาธิ ให้มีสมาธิเสียก่อนจึงเกิดปัญญา ทำให้เสร็จเป็นกิจๆ ไป โอกาสเอกสามัคคีก็ไม่มี และเอกสามัคคีจะมีได้อย่างไรก็ต้องทำความเข้าใจ

สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ

จากพระบาลีท่านหมายว่า “นรชนผู้มีปัญญาแลมีความเพียรและโยนิโสมนสิการเห็นภัยในสังสารวัฏ ตั้งมั่นอยู่ในศีล เจริญสมาธิ และกระทำปัญญาอยู่ นรชนนั้นพึงสะสางป่าอันรกชัฏคือตัณหาออกเสียได้” แม้ว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม ไม่มีป่าอะไรจะใหญ่ไปกว่าป่าในใจ เพราะหาทางออกไม่เจอเชียวล่ะ ตัณหาดุจป่าใหญ่ที่รกชัฏด้วย ทัศนาป่ากว้างคือตัณหานี้ดีกว่า เพราะในป่าใหญ่คือตัณหามีกิเลส ๑๐ มีวิเศษ ๒ คือสติและสัมปชัญญะ ต้องอาศัยรูปนาม จึงต้องทำอันนี้ เราเข้าป่าในที่นี้คือไปดูใจของเรา นรชนนั้นจะพึงพ้นจากสงสารได้

พระพุทธภาษิตบทนี้ก็ทำความเข้าใจได้เลยว่า เราไม่ได้มุ่งหมายเพื่ออะไร ไมได้ต้องการอะไร นอกจากไปดูทุกข์ แล้วก็ไม่ใช่ให้เจริญศีล สมาธิ ปัญญาคนละครั้ง แต่ต้องเจริญไปพร้อมๆ กัน ขณะที่ปฏิบัติดูรูปนามนั้นเป็นการไปพร้อมกัน

พระบาลีว่า สปญฺโญ แปลว่า ความมีปัญญา ถ้าพูดโดยฏีกาคือ สชาติกปัญญา ปัญญาเป็นสหชาต สติเกิดพร้อมปัญญาเป็นสหชาตกัน ในที่นี้หมายเอาปัญญาที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิตเรียกว่า เป็นคนไตรเหตุเป็นมูลรากฉะนั้น ผู้มีปัญญาเป็นมูลราก แล้วมาปฏิบัติตามพุทธโอวาทก็จะเจริญวิปัสสนาปัญญาได้เร็ว

ส่วนคำว่า นิปโก คือ ปัญญา หมายถึง ปาริหาริกปัญญา ตัวโยนิโสมนสิการซึ่งเป็นปัจจัยให้วิปัสสนา แต่ถ้าเป็นคนไตรเหตุก็เป็นปัจจัยโดยตรงของวิปัสสนา แต่เราก็ไม่รู้ ก็อาศัยนิปโกคือโยนิโสมนสิการในการตัดสินเรื่อยๆ ตัดสินอย่างแยบคาย ก็เพราะเรามีปรโตโฆสะ ซึ่งอาศัยโยนิโสมนสิการเป็นปัจจัยให้เกิดวิปัสสนาปัญญา

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:08:34 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )


  สลักธรรม 6

ส่วนคำว่า จิตฺตํ หมายถึง เอกัคคตาเป็นสมาธิที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาปัญญา

ส่วนคำว่า ปญฺญญฺจ ภาวยํ หมายถึง วิปัสสนาปัญญา คือ ขณิกสมาธิกับวิปัสสนาในมหากุศลญาณสัมปยุตในจิตตุปบาทเดียว เป็นอุปการะซึ่งกันและกันโดยอัญญมัญญปัจจัย

คนเราไม่เหมือนกัน เช่น กัมมัชรูป จิตตัชรูปไม่เหมือนกันเลย เกิดมาไม่เหมือนกัน เกิดด้วยไตรเหตุ เกิดด้วยทวิเหตุ ถ้าเป็นไตรเหตุคาถาบาทนี้ พระบาลีที่กล่าวว่า สปญฺโญ หมายเอาว่า เป็นผู้ที่เกิดพร้อมด้วยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิตเลย

ส่วนศีลในขณะที่ทำหน้าที่ศีลสังวร เช่น ในขณะที่มีรูปนั่ง ก็มีอินทริยสังวรศีล ก็สามารถประหานกิเลสอย่างหยาบออกไป ในขณะที่รู้สึกว่ารูปนั่งอยู่นั้นก็มีสมาธิ เพราะรู้ว่าเป็นรูปนั่ง ต้องมีฐานของขณิก สมาธิ และเป็นอธิจิต สามารถประหานนิวรณ์กิเลสอย่างกลางได้ ในขณะที่ปัญญาก็รู้ว่าเป็นรูปคือปัญญา แต่ในขณะที่ทำงานนั้นเรียกว่า อธิปัญญา สามารถประหานอนุสัยกิเลส คือ กิเลสอย่างละเอียดได้ ขณะนั้นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมกันในอารมณ์เดียวเป็นเอกสามัคคี ท่านเปรียบเสมือนแกงหม้อเดียวกัน เช่น แกงเลียงก็มีรสชาติต่างๆ นานา ก็ฝึกเสริมสร้างสติได้ กินเรียงลำดับไปเรื่อยๆ นี่เป็นการแสดงว่าศีล สมาธิ ปัญญานั้นทำคนละวันไม่ได้

ในวิถีทางแห่งความพ้นทุกข์นั้น ไม่มีใครทำอะไรไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นที่เรา เป็นที่เรา ได้รับที่เรา เมื่อเราเกิดมาจึงมีความเป็นมาคืออดีต แต่เราหารู้ไม่ว่าความเป็นมาของเรานั้นเป็นอย่างไร ความเป็นอยู่จึงเต็มไปด้วยความโง่เขลา อาศัยความเป็นอยู่ที่โง่เขลา ไม่ยอมขัดเกลาให้ชีวิตมีปัญญา ความเป็นไปก็มืดไป เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าย่อลงเป็นอดีตเหตุ ปัจจุบันผล อนาคตผล

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:08:54 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )


  สลักธรรม 7


ดังนั้น ความเป็นมา ความเป็นอยู่ และความเป็นไป จึงต้องเข้าใจและแก้ไขที่ความเป็นอยู่ โดยเอาความเป็นมา มาศึกษา เป็นประสบการณ์นั่นแหละ ที่อารมณ์ไม่ดีเพราะอะไร? เราทำมาเอง เป็นเรื่องธรรมดา อาศัยความเป็นอยู่ อยู่ด้วยสติ อยู่ด้วยปัญญา อยู่ด้วยอาตาปี ชีวิตที่มีก็จะหมดไป และสิ้นอายุไปจากสังสารวัฏ

พระศรีสรรเพชญกล่าวกับพระธรรมเสนาบดี ตอนที่ท่านอาพาธว่า “ร่างกายเป็นสิ่งที่สึกหรอ รูปนามเป็นสิ่งที่กร่อนอยู่เป็นนิจสารีบุตร ตถาคตกล่าวอยู่เสมอๆ และประจักษ์อยู่เสมอๆ ไม่มีสรรพสัตว์หรือสรรพสิ่งใดๆ เหนือความเป็นไตรลักษณ์ รูปขันธ์เป็นของผุกร่อนเป็นรังของกิเลส บัดนี้ความชราคืบคลานมาถึง พยาธิเค้าคลึงกับรูปขันธ์ สารีบุตรเธอจงไปทำประโยชน์ เพื่อกำจัดความวุ่นวายของจิตที่เกิดความกังวล แม้แต่เป็นความกังวลในเราตถาคต ก็ไม่ควรปล่อยเวลานั้น เพราะยังมีสัตว์โลกผู้โง่เขลารอธรรมะของเราไปชโลมจิตให้ดับร้อนสู่เย็นได้ เธอจงรีบไปสารีบุตร จงทำสาระนี้เรื่อยไปเทอญ”

พระสารีบุตรก็ตอบรับ “พระพุทธเจ้าค่ะ”

ด้วยอานุภาพแห่งความรู้และความรัก ด้วยบรรยากาศแห่งครอบครัว ด้วยอารมณ์อันถูกเผาให้เกิดเงาปัญญา ด้วยอัชฌาศัยและวาสนาพ่อลูกหลานเหลนที่ทำกันมาเป็นที่สุด จงทำให้เราพ่อลูกถึงที่สุดแห่งความรู้และชนะใจตนเอง มีความพากเพียรอันกล้าแข็ง มีแรงอันผจญวิบาก ไม่มีความลำบากในเส้นทางมรรคผลทั่วหน้ากัน อยู่เย็นเป็นสุข ขอให้พึ่งร่มธรรม จนร่มธรรมนั้นสามารถเป็นร่มใจ ทำลายความหม่นหมองอาดูรที่ทวีคูณอยู่ในจิตใจ ให้นึกคิดครั้งใดมีใจประกอบด้วยสติปัญญา ก้าวหน้าอยู่ในบุญ เป็นทุนระหว่างทาง และเดินอยู่บนทางสายกลาง ห่างจากการเกิดประเสริฐเป็นพระอริยบุคคลได้ทั่วหน้ากันทุกคนและตามแรงอธิษฐาน



ขออนุโมทนากับน้องนวลผู้พิมพ์

โดย ศาลาเสือพิทักษ์ [12 ต.ค. 2557 , 14:09:15 น.] ( IP = 171.96.176.139 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org