| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์(10 สค.)
สลักธรรม 1![]()
![]()
![]()
อิริยาบถ ปิดบังไม่ให้เห็นทุกข์ เพราะไม่ได้กำหนดเวทนา เช่น เวทนาที่เกิดจากความเมื่อยปวด ในอิริยาบถเก่า ให้เห็นทุกขเวทนาก่อน คือ กำหนดก่อนว่าที่ต้องเปลี่ยนเพราะทุกขเวทนานั้นมาบีบคั้น เมื่อไม่ทราบเหตุแล้วเปลี่ยน จึงเป็นเครื่องปิดบังความทุกข์ จึงต้องคอยสังเกต ตามดูสำเนียกดู การไม่ให้ทุกขเวทนาปรากฏแก่สติปัญญา
ชื่อว่าอิริยาบถปิดบังทุกข์ คือ อิริยาบถเปลี่ยนไปโดยไม่ได้มีความเข้าใจ ผู้เปลี่ยนไม่มีความเข้าใจ ตัวรู้ไม่เกิดขึ้น ไม่กำหนดให้ทราบ ไม่ทราบตามความเป็นจริง ทุกขเวทนาจึงไม่ปรากฏแก่สติปัญญา
การไม่กำหนดให้ทราบเหตุผลว่าเปลี่ยนไปเพราะอะไร ก็ทำให้เกิดอภิชฌา และ โทมนัส ยินดี (อภิชฌา) เกิดในอิริยาบถใหม่ โทมนัสเกิดกับอิริยาบถเก่าคือ พอเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ ความยินดีก็เกิดขึ้นพร้อมเลย เพราะความยินดีเป็นเจตสิก เกิดพร้อมขณะนั้นเลยกับจิตที่รับรู้
อภิชฌา คือ โลภะ พอเปลี่ยนอิริยาบถปุ๊บสบาย ตรงนั้นยินดีแล้ว จิตยินดีตรงนั้นแล้ว เราไม่ต้องบอกตัวเองเลย ความยินดีมันเกิดขึ้น จำเพาะเจาะจงขึ้นพร้อมเลย เพราะความยินดีนั้นเป็นโลภะ เกิดพร้อมจิต ตั้งอยู่ที่เดียวกับจิต พอจิตรับรู้อารมณ์ทุกขเวทนา
แต่สติปัญญาไม่รู้เพราะไม่เคยพิจารณา จิตรู้ทุกข์ แต่เราไม่รู้ทุกข์ เราไม่ได้กำหนด พอเปลี่ยนปุ๊บ รูปใหม่เกิดขึ้นปั๊บ อภิชฌาก็เกิดขึ้นพร้อมรูปนั้นทันทีเลย
อภิชฌาที่เกิดกับรูปใหม่ เมื่อเวลาผ่านไป ๑, ๒, ๓, ๔, .. นาที ความยินดีที่เกิดพร้อมในตอนแรก เบาบางตัวลง คือมันดับไปแล้ว ความโทมนัสเข้ามาแทนแล้ว เมื่อเกิดความโทมนัสมากเข้า มากเข้า ก็ต้องการเปลี่ยนอิริยาบถใหม่อีกแล้ว ไม่กำหนดอีก เปลี่ยนอีก อภิชฌาก็เข้ามาพร้อมอิริยาบถใหม่อีก หมุนเวียนกันไปเช่นนี้ ฉะนั้น อิริยาบถนี้ไม่สังเกตไม่ได้ ทั้งเก่าทั้งใหม่ มันเชื่อมต่อกัน เปลี่ยนอิริยาบถปุ๊บ โทมนัสดับ เปลี่ยนมาอิริยาบถใหม่ปั๊บ อภิชฌาเกิด ชีวิตของเราจึงมีแต่โลภะ โทสะ โลภะ โทสะ เช่นนี้ โดยมีโมหะ ความโง่เป็นมูลอยู่ตลอด เพราะฉะนั้น ถ้าไม่กำหนดโดยอุบายที่แยบคาย ก็คือถ้าไม่คอยสังเกต รอให้ทุกข์หนักขึ้นมา แล้วเปลี่ยนอิริยาบถ เราก็นึกว่ารูปที่ได้มาใหม่นั้นดี จริงๆ รูปไม่ดีเป็นที่ตั้งของทุกขเวทนา
ถ้าไม่มีโยนิโสมนสิการอันประกอบด้วยญาณสัมปยุตแล้ว ก็จะเกิดอภิชฌา /โทมนัสขึ้น คือ เพราะไม่กำหนดทุกข์เก่า และไม่กำหนดอิริยาบถใหม่
การรู้เหตุก่อนที่จะเปลี่ยนอิริยาบถว่าเป็นเพราะทุกข์บีบคั้น ก็ทำลายความเห็นผิดที่เกิดจากสุขวิปลาส คือ ความเห็นว่ารูปนามนี้เป็นสุขลงได้ (ศุภสัญญา)![]()
![]()
![]()
โดย ทวีพร [17 ส.ค. 2545 , 21:16:11 น.] ( IP = 203.149.40.83 : : )
สลักธรรม 2![]()
![]()
![]()
ฆนสัญญา ซึ่งปิดบังอนัตตา ทำให้ไม่เห็นนามรูปตามความเป็นจริง บางคนว่าฆนสัญญาแปลว่า การประชุมกัน เป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่ไม่เข้าใจว่าเป็นก้อนอย่างไร
จริงๆ ฆนสัญญา ปิดบังไม่ให้เห็นนามรูปตามความเป็นจริง คือ ทำให้เห็นสำคัญไปว่า เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นตัวตนจริงๆ แท้จริง สัตว์ บุคคล คือ กองของรูป กองของเวทนา กองของสัญญา กองของสังขาร กองของวิญญาณมาประชุมกัน ด้วยอำนาจของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร ผัสสะ ฆนสัญญา จึงเป็นการประชุมของกอง ๕ กอง ด้วยอำนาจของ ๖ อย่างนี้
ถ้าไม่มี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร ผัสสะ ความปรากฏเป็นกองของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ปรากฏด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นสัตว์ก็ไม่มี บุคคลจะไม่สามารถพิจารณาความจริงของรูปนามที่รวมกันได้เลย เพราะเป็นการประชุมกันเป็นแท่ง
เมื่อพิจารณาจนเห็นความเป็นจริง ว่าแท้จริงคือ การประชุมของรูปนาม ก็จะกระจายออกให้เห็นว่า สักแต่ว่าเป็น อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ . ทราบเหตุ ทราบผล และเป็นผู้รู้เหตุปัจจัย ที่ทำให้รูปนามเกิด
พฤติกรรมของจิตที่มีปัญญาเข้าไปรู้เหตุ รู้ผล จะรู้เหตุปัจจัย ที่ทำให้นามรูปเกิด ก็จะทำลายความเห็นผิดที่ว่าเป็นคน สัตว์ ทำลายสักกายทิฏฐิ หรือที่เรียกว่า อัตตวิปลาสออกไปได้
แต่ถ้าไม่ศึกษา พิจารณานามรูปให้ตามความเป็นจริง คือตามเหตุผลแล้ว ก็จะกระจายหรือจำแนกไม่ออก จึงปรากฏความเป็นตัวตนขึ้นมา ความรู้สึกที่ว่าเป็นคน สัตว์ บุคคล คนนั้นชื่อนั้นชื่อนี้ ความรู้สึกนี้แหละ เรียกว่า ฆนสัญญา
ความรู้สึกว่าตัวคนเดียวเดิน นั่ง แท้ที่จริงที่เรามีชีวิตมานั่งอยู่ได้นี่ ก็เพราะมีอวิชชาจึงเกิด มีตัณหา กรรม ทำไมอยู่ได้ เพราะมีอาหาร ทำไมรู้อารมณ์ได้เพราะมีผัสสะ และมีการประชุมของกองขันธ์ ๕ เราอุปโลกทั้งหมดนี้ ด้วยความไม่เข้าใจ ไม่สามารถแยกได้ ไม่รู้ จึงรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นตัวเรา เป็นเรา เป็นสัตว์ขึ้นมา
เช่น บอกว่า หมออุ๊ยืนขึ้น (ก็ยืนขึ้น) ตรงไหนหมอ-ไม่มี ตรงไหนอุ๊-ไม่มี ตรงไหนยืน อาการทั้งหมด ตรงไหนขึ้น-ไม่มี เห็นไหมว่าเป็นคำแต่ละคำ เราเข้าใจว่าเป็นคนๆ นี้ยืนขึ้นจริง แท้ที่จริงที่เห็นนี่รูปยืน หมอไม่มี อุ๊ไม่มี ขึ้นไม่มี แต่เป็นการปรากฏของรูปธรรมในลักษณะนี้ให้แก่จักขุปสาท และมีจักขุวิญญาณเห็น เข้าใจเหตุ เข้าใจผล เข้าใจเหตุปัจจัยที่ทำให้เห็น
ฉะนั้น ความไม่รู้ในเหตุปัจจัยว่า เพราะมีแสงสว่าง มีรูปารมณ์ มีปสาทตาดี มีความตั้งใจ จึงเห็น และไม่เข้าใจว่านี่ขันธ์ ๕ มาประชุมกัน (คนที่ยืน) เพราะ มีจิตตัชชวาโยธาตุ ทั้งภายนอก ภายในหารู้ไม่ คิดว่าเป็นเราเห็น และเป็นเขายืน ความรู้สึกอย่างนี้ เรียกว่า ฆนสัญญา ทำให้เกิดความเห็นผิดในรูปนามอันเป็นอัตตทิฏฐิ เช่น บอกให้หมออุ๊ยืนขึ้น หมออุ๊ก็ยืนขึ้นมาเลย เช่นนี้อัตตทิฏฐิ (ทุกคนมี แต่เราเรียนอภิธรรมแล้วเริ่มรู้ รู้สรีระ กระจายแล้ว พอปฏิบัติเราเห็น ค่อยๆเลิกอุปาทานได้ แต่ผู้ที่ไม่ได้เรียน ไม่รู้ ไม่เห็น จึงไม่เลิกอุปาทาน)
ความเข้าใจเช่นนี้ เป็นบันไดสู่สติปัฏฐาน ซึ่งเป็นทางพ้นทุกข์![]()
![]()
![]()
โดย ทวีพร [17 ส.ค. 2545 , 22:20:07 น.] ( IP = 203.149.40.83 : : )
สลักธรรม 3![]()
![]()
![]()
การเข้าใจพระไตรลักษณ์ให้ดี ให้ถูก เวลาไปปฏิบัติจะได้วางโยนิโสมนสิการถูก คือ กำหนดถูกนั่นเอง กำหนดตรงรูป กำหนดตรงนาม เพื่อไม่ให้เกิดวิปลาส หมั่นกำหนดไปๆ ความหมั่นกำหนดด้วยโยนิโสมนสิการ ต่อๆ ไป ปรีชาญาณเกิดขึ้น เป็นโยนิโสมนสิการประกอบด้วยญาณสัมปยุต เมื่อแจ้งในพระไตรลักษณ์ อนุปัสสนาก็เกิดขึ้น
อนุปัสสนา ๑๘ (ในมหาสติปัฏฐานสูตร ไม่มีคำว่าวิปัสสนาเลย มีแต่คำว่าอนุปัสสนา )
๑. อนิจจานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปว่าเป็นของไม่เที่ยง
๒. ทุกขานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปว่าเป็นทุกข์ ทนอยู่ไม่ได้
๓. อัตตานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปว่าไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้
๔. นิพพิทานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปปรากฏโดยความเป็นของน่าเบื่อหน่าย
๕. วิราคะนุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปว่าเป็นของไม่น่ายินดี ขณะนั้นจึงคลายจากความกำหนัดในรูปนามด้วย
๖. นิโรธานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปด้วยการเห็นแจ้งในความดับไป
๗. ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปในการสละคืน ปล่อยวางจากอุปาทานขันธ์ ๕ อธิบายว่า ทุกที พออารมณ์เข้ามา ตาเห็น เช่น ต้นจำปี ออกดอก เราเห็นจำปี จำปีเป็นของเราหรือเปล่า ไม่ใช่เป็นของต้นเค้า เราไปหลงโดยเอาขันธ์ ๕ ของเรา ไปหลงขันธ์ ๑ (รูปนั้น) หลงอารมณ์นั้นเข้าเป็นเรื่องขึ้นมา ยึดว่าเป็นเรา เราเห็นและเป็นของเราทันที ปีนป่ายจับจองกัน อุปาทานไม่สละอารมณ์ออก เห็นมันอยู่ที่โน่น แต่เอามาเก็บไว้ที่นี่(ในใจ) ไม่สละคืน เก็บอารมณ์เอาไว้ เพาะบ่มไว้ คอยเหลียวแล ลูบคลำอยู่ แต่เมื่อปัญญานี้เกิด เห็นแค่นั้นแล้วก็ดับ เห็นตรงไหน ก็คืนไว้ตรงนั้นแหละ ไม่ได้เห็นแล้วหน่วงอารมณ์เอาไว้ เช่นนี้เรียกว่าสละคืน จิตเกิดที่ไหน ดับที่นั่น อารมณ์เกิดที่ไหน อารมณ์ดับที่นั่น อย่างนี้คือสละคืน
๘. ขยานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปด้วยความเป็นธรรมที่เสื่อม
๙. วยานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปด้วยความเป็นธรรมที่สิ้นไป
๑๐. วิปรินามานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปด้วยความเป็นธรรมที่แปรปรวน มีการเกิดดับ มีการเสื่อมสิ้นๆๆ ไม่หยุดหย่อน
๑๑. อนิมิตตานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปด้วยความเป็นธรรมที่หานิมิตเครื่องหมายไม่ได้แล้ว (สัญญา ความจำได้หมายรุ้ เหมือนเอาไม้กากบาทไว้ ทำเครื่องหมายไว้) เมื่อสัญญาวิปลาสถูกทำลาย เครื่องหมายกำหนดรู้ไม่มี เช่น รู้หญิงชาย รู้ว่าเป็นการเดินไม่มี มีแต่รู้สึกปัจจุบันที่กำลังปรากฏ แล้วมีเสื่อมมีสิ้น มีเกิดมีดับ จึงไม่มีนิมิตหมายอะไรชี้ชัดได้เลยว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นรูป เป็นนาม แม้รูปหรือนามก็ไม่มีเครื่องหมาย
๑๒. อปนิหิตานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปด้วยความเป็นธรรมที่ตั้งของตัณหาไม่ได้เลย (ก็ต้องต่อกันมาจาก๑๑ คือ เมื่อไม่มีเครื่องหมายแล้ว จึงไม่รู้จะไปยึดพอใจอะไร ตัณหาไม่มีที่อาศัยเกิด)
เช่น น้ำส้มของพ่ออร่อย ลูกจำได้ว่า น้ำส้ม (สัญญามี) พ่อจำได้ว่าของพ่อ จำรสได้ว่าอร่อย เปรียบว่าอำนาจญาณปัญญาเกิดขึ้น น้ำกับน้ำ ส้มก็ส้ม น้ำก็เกิดขึ้นรู้ น้ำก็ดับลง ความเข้าใจ น้ำก็ไม่มี ส้มก็ไม่มี มีแต่นามรู้ นามรู้อย่างเดียว แล้วนามรู้ก็ไม่มี นามรู้แล้วก็ดับอีก นามรู้ก็เกิดขึ้นอีก นามรู้ที่ดับไปนั้นเสื่อมอีกแล้ว ฉะนั้น นิมิตหมายไม่มีแล้ว เหมือนอุจจาระ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ต้องการ ไม่ติด (คือรังเกียจ) หมดจากอุปาทาน นี่คือ อัปณิหิต ที่ตั้งแห่งตัณหาให้เกิด ไม่มี คือ ในเมื่อรู้ว่าแท้จริงไม่มีอะไรเลย เหมือนลม ซึ่งจับต้องไม่ได้ ตัณหาก็ไม่เกิด
๑๓. สูญญตานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปโดยความเป็นธรรมที่สูญจากความเป็นตัวตน ไม่มีตัณหา ก็ไม่มีอุปาทาน ไม่ยึดจับอะไรไว้ (ไม่เสียศูนย์)
๑๔. อธิปัญญาธัมมานุปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปด้วยปัญญาที่เห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ยกธัมมาขึ้นมา เพราะกาย เวทนา จิตก็เป็นธรรมชาติ ธรรมชาติทั้งหลายเป็นอนัตตา ธรรมที่เห็นมาตลอด (กาย เวทนา จิต) มีแต่การเกิดดับ ปัญญาที่เห็นนี้ปรีชายิ่งเป็นอธิปัญญา ยานพาหนะอีกลำที่พิเศษจะนำออกแล้ว องค์โยคาวจร คือ สติมา สัมปชาโณ และอาตาปี แก่กล้าทั้ง ๓ องค์
๑๕. อาทีนวานุปปัสสนา ปัญญาที่ตามเห็นนามรูปด้วยความเป็นธรรมว่ามีโทษ
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ![]()
![]()
![]()
โดย ทวีพร [17 ส.ค. 2545 , 22:28:57 น.] ( IP = 203.149.40.83 : : )
สลักธรรม 4
ครับผมจะติดตามต่อแน่ๆครับสาธุในกุศลจิตครับ
โดย เทพธรรม [18 ส.ค. 2545 , 04:40:53 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.145.81 )
สลักธรรม 5
อนุโมทนากับ"คุณทวีพร"เป็นอย่างมาก
ต้องร้องไชโย ด้วยความดีใจ เมื่อเห็นกระทู้นี้
เพราะช่วยทำให้พวกเราได้มีโอกาสทบทวนเรื่องที่เรียนมา
...เป็นการนำถ่านไฟฉายกลับมาชาร์ตใหม่ อย่างที่หลวงพ่อบอก...
ไม่เช่นนั้นก็เป็นแหน...กันหมด
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ คุณทวีพร...
โดย วยุรี [18 ส.ค. 2545 , 06:31:30 น.] ( IP = 203.113.34.239 : : )
สลักธรรม 6ขอบคุณมากค่ะคุณทวีพร..
โดย น้องกิ๊ฟ [18 ส.ค. 2545 , 09:21:57 น.] ( IP = 203.149.40.179 : : )
สลักธรรม 7ขออนุโมทนาและขอบคุณพี่ทวีพรครับ
โดย เฉลิมศักดิ์ [19 ส.ค. 2545 , 03:18:53 น.] ( IP = 203.113.34.239 : : )
สลักธรรม 8
![]()
อนุโมทนามากๆค่ะ ยังไงก็ copy ไว้ที่ document แล้ว เก็บไว้อ่านอีก เรื่องนี้สำคัญจริงๆโดย พี่อุ๊ [19 ส.ค. 2545 , 12:28:47 น.] ( IP = 203.113.34.239 : : )
สลักธรรม 9อนุโมทนากับน้องทวีพรมากค่ะ พี่เล็กprint รวมไว้เป็นเล่มเลยค่ะ ขอสมัครเป็นสมาชิกติดตามทุกอาทิตย์เลยนะค่ะ
![]()
![]()
โดย เล็ก [19 ส.ค. 2545 , 12:56:07 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )
สลักธรรม 10
![]()
อนุโมทนาค่ะ
ขออนุญาตเก็บรวบรวมไว้เหมือนกันค่ะ
สาธุ สาธุ สาธุ![]()
โดย พี่ดาค่ะ [19 ส.ค. 2545 , 14:14:23 น.] ( IP = 158.108.12.78 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |