| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เมื่อไหร่จะเช้าเสียที
สลักธรรม 1
กราบสวัสดีทุกๆ ท่าน
เป็นอย่างไรบ้างกับสัปดาห์ที่ผ่านไป ชีวิตของท่านที่ได้มีโอกาสมาเมื่อสัปดาห์ก่อนก็คงจะได้รับรู้เรื่องราวที่ควรจะทำให้เกิดมีในชีวิต และมีหน้าที่ที่ต้องทำให้ได้
เนื้อความธรรมะในสัปดาห์ก่อนได้ถูกพิมพ์ออกมาแล้ว ผู้ใดสนใจก็นำไปถ่ายเอกสารต่อไปได้ และเราก็ถูกอบรมมามากแล้วว่า เราไม่ควรมีชีวิต"หวังได้" แต่เราควรมีชีวิต"หวังเป็น"
เพราะการมีชีวิตหวังได้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด เพราะอยากได้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด หาจุดจบไม่ได้ แต่ให้"หวังเป็น" เพราะเมื่อเราเป็นแล้ว เราก็ไม่อยากได้ในสิ่งที่เป็นแล้ว
โดยเฉพาะถ้าเราสามารถตั้งตนไว้ชอบเป็นบุคคลที่ประกอบไปด้วยสติและสัมปชัญญะ เราก็สามารถเป็นคนดีได้ และเมื่อเราสามารถเป็นผู้ที่มีบุญกิริยาทั้งสิบและอริยทรัพย์ทั้งเจ็ดอย่างที่จัดแจกันดอกไม้ถวายพระ เราก็จะร่มเย็นเป็นสุข
และการที่มีแต่ไม่เป็น ..เหมือนท่านเป็นผู้มีความรู้สารพัด แต่ไม่สามารถพูดเป็นและหาสิ่งที่ดีมาแทนใจได้ก็จะไม่เกิดประโยชน์ จะยกตัวอย่างให้ฟังว่า ตอนแรกที่มานั่งสวดมนต์อยู่ที่หน้าพระนี้ก็รู้สึกขึ้นมาว่า เมื่อสิ้นสุดงานก็สิ้นสุดทุกอย่าง เพราะแจกันดอกไม้ที่เคยมีประดับไว้ที่โต๊ะหมู่บูชาเมื่อวันงาน มาบัดนี้มีเพียงพระพุทธรูปและพระสาวกเท่านั้น แต่ความรู้สึกที่ตามมาก็รู้ว่า ..ไม่เป็นไร เพราะนั่นคือไม้ประดับ .. เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วก็สวดมนต์ต่อไป
และก็รู้ว่าตัวเองเป็น จึงหาสิ่งที่จะมาถวายพระแทนแจกันดอกไม้ประดับนั้นได้ เพราะไม่ได้มีแต่ความคิดว่า "โอ้โห..โล่งจัง " มันก็ทุกข์ แต่ถ้าหากเรามีความคิดและเป็น คือทำใจเป็น และเอาใจของเรามาสร้างดอกไม้ได้มันก็ดีกว่ามี ฉะนั้น อะไรที่มีอย่างเดียวแล้วทำไม่ได้ ต้องบอกตามตรงว่า มันเกิดประโยชน์เหมือนกัน แต่เกิดประโยชน์เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์ถาวรหรือประโยชน์แท้ โดย น้องกิ้ฟ....นำมาฝาก [11 พ.ย. 2557 , 10:22:07 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
สลักธรรม 2
เช่นเดียวกับชีวิตของเราได้ผ่านวันและเวลามามากมายมหาศาล บางคนก็ยังเหลือเวลาอีกมาก บางคนก็เหลือเวลาน้อย และเวลาที่หมดไปแล้วนั้น ขอถามว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นใครเคยคิดบ้างว่า ทำดีไม่ได้ดี เช่น ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทำไมผลตอบรับจึงเป็นอย่างนี้ ? ขอให้ยกมือขึ้น ..ก็จะเห็นว่าเป็นกันทั้งนั้น แต่ถ้ามีใครที่ไม่ยกมือก็เพราะอาจไม่รู้ถึงความหมายอันลึกซึ้งนั้นว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำที่เรียกว่าทำดีไม่ได้ดีก็ได้
ซึ่งถ้าจาระไนออกมาแล้วเราต่างก็ล้วนเคยคิดในข่ายที่ว่า ทำดีไม่ได้ดีมากันทั้งนั้น เพราะเรามักใช้ตนเองเป็นที่ตั้งและมีการเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา เช่น ในตอนเด็กเราอาจคิดว่า เราขยันหรือทำข้อสอบได้ตั้งเยอะแต่ทำไมคะแนนจึงได้แค่นี้ หรือเราทำการบ้านจนสมุดตั้งเบ้อเร่อเลย หรือพยายามทำเลขคณิตในสมุดปกแข็งไปส่งครูแล้วก็ยังโดนว่าอีก ซึ่งเราก็จะเข้าข้างตัวเองว่า เราทำดีแล้วทำไมจึงถูกว่า ..ความรู้สึกเช่นนี้ก็คือความรู้สึกของการทำดีไม่ได้ดีนั่นเอง
บางทีเราก็คิดกันนะว่า เราทำดีกับคนนี้สารพัดเลยแล้วทำไมจึงต้องเป็นแบบนี้ แล้วบางทีเราก็มีความรู้สึกว่าเมื่อไหร่เราจะพ้นจากบ่วงบรรจถรณ์คือบ่วงกรรมนี้เสียที ทำไมคนนี้พูดไม่รู้เรื่องเลยทั้งๆ ที่เราพยายามสอนให้อย่างดีแล้ว ...ความรู้สึกที่มากลัดกลุ้มนี้เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้ดีเหมือนใจนั่นเอง
ชีวิตของเราผ่านทุกข์โศกมาเยอะ และกำลังเผชิญกับความทุกข์โศกอยู่ บางคนก็มีมากบางคนก็มีน้อย ซึ่งขึ้นอยู่กับวิบาก บางคนที่มีน้อยก็เพราะว่า อำนาจวิบากอกุศลที่ทำมานั้นมีน้อยหรือยังไม่มีโอกาสมาส่งผล ก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะมีน้อยเพียงอย่างเดียว บางคนนั้นทุกข์มาตั้งแต่เล็กจนแก่ทั้งเรื่องตัวเอง เรื่องครอบครัว เรื่องงาน เรื่องการเดินทาง เรื่องน้ำมันแพง เมื่อมีเรื่องราวมากมาย ชีวิตก็ทุกข์มากมาย บางคนก็ไม่มีงาน บางคนก็ไม่มีเงิน แล้วเราก็ตั้งความหวังรอไว้ บางคนก็มีเรื่องราวในบ้านอาจเป็นเรื่องที่เราไม่ได้เป็นคนทำแต่มาบังเกิดกับตัวเราให้เราต้องได้ยิน ต้องได้รู้ ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย จนกระทั่งลูกหลานเหลนโหลน มันก็มีความรู้สึกว่า เหมือนฟ้าครึ้มฝนตลอดเวลา หรือถ้าเป็นคนตาบอดก็จะรู้สึกว่าสวรรค์มืด
อะไรก็แล้วแต่ที่มีที่ตั้งให้เราเห็นหรือได้ยินแล้วนั้น เราก็จะคิดไปๆ โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่า จริงๆ แล้วนั้น ทุกวันนี้เราอยู่ต่อสู้กับอะไร เราเรียกร้องอะไร..เราเรียกร้องความสุข แต่ที่เราพูดออกไปหรือคิดไปต่างๆ นั้นเป็นการไขว่คว้าความทุกข์ ..จึงได้บอกว่าสุดแต่ใจจะไขว่คว้าจริงๆ
ชีวิตเรานั้นต้องการความสุข ที่นั่งอยู่ตรงนี้ต่างก็รอวันนั้น..คือรอว่าเมื่อไหร่จะหมดภาระ เมื่อไหร่จะหมดความทุกข์ เมื่อไหร่จะ..... นี่คือสิ่งที่บอกว่า เราต้องการบรมสุขหมายถึงไม่ทุกข์อีกแล้ว แต่ทุกวันนี้เรามีสุขชั่วคราว เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์สลับกันไม่มีความแน่นอน ..เราจึงต้องการบรมสุขที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรู้นั่นก็คือ นิพพานัง ปรมัง สุขัง
แต่เพราะเราไม่รู้ว่านิพพานเป็นบรมสุขอย่างไร แม้กระทั่งจะเรียนกันเราก็ยังไม่รู้จริงๆ ว่านิพพานเป็นบรมสุขอย่างไร หรือในห้องนี้มีคนรู้? โดย น้องกิ้ฟ....นำมาฝาก [11 พ.ย. 2557 , 10:24:08 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
สลักธรรม 3
ก็จะเปรียบเทียบเป็นเรื่องเล่าเช้านี้ในเรื่องของเต่ากับปลาให้ฟังว่า ปลานี้เป็นสัตว์น้ำ ส่วนเต่าเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ อยู่มาวันหนึ่งเต่าก็ขึ้นไปเดินบนตลิ่งเที่ยวทัศนาจรจนพอใจแล้วก็กลับมาลงน้ำ พอลงน้ำแล้วก็ไปพบกับปลา เต่าก็เล่าให้ปลาฟังว่า "เมื่อสักครู่นี้เราไปเดินบนบกมา เดินไปบนดินที่โล่งกว้างทิวทัศน์ดีมาก มีลมพัดฉิวเลย"
ปลาฟังแล้วก็งงแล้วก็คิดว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เต่าจะไปเดินได้จริงๆหรือ เพราะปกติก็เห็นเต่าว่ายอยู่ในน้ำ และนึกไม่ออกว่าลักษณะของการเดินนั้นเป็นอย่างไร จึงคิดว่าการเดินนั้นไม่มีจริง และก็มั่นใจว่าถ้าไม่มีน้ำเสียอย่างชีวิตคงต้องตายอยู่ไม่ได้แน่ ...ที่ปลาคิดอย่างนี้ก็เพราะไม่สามารถรู้ได้ว่า ดินที่รองรับการเดินเป็นอย่างไร เมื่อได้ยินเต่าเล่ามาก็ฟังไม่รู้แล้วก็ยังปฏิเสธด้วยว่าสิ่งนั้นไม่มี
ก็วกกลับมาว่า พระนิพพานมีจริง บรมสุขมีจริง แต่ที่เราพูดหรือที่รู้สึกกันหรือที่มีคนปฏิเสธว่านิพพานไม่มีก็เหมือนกับปลาที่ปฏิเสธบกนั่นเอง ว่าไม่มีเพราะไม่เคยไป และไม่เคยเดินเอง ฉะนั้น ผู้ที่จะเป็นสักขีพยานยืนยันนั้นก็คือพระอริยะเจ้าทั้งหลาย หรือพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้นั่นเอง
แต่ในขณะที่เราศึกษาแล้วรู้เกี่ยวกับพระนิพพานนั้น ก็เหมือนกับปลาที่รู้ว่ามีบก แต่ยังไม่เคยไปเดิน เราจึงว่ายอยู่ในน้ำมากกว่าที่อยากจะเดินบนบก เราอยากจะนิพพานก็เหมือนปลาที่อยากเห็นบกเพราะเราฟังมาแล้วเราพอจะเข้าใจบ้าง แต่เป็นสิ่งที่นึกไม่ออกก็เลยเหมือนกับปลาที่ชินอยู่กับการแหวกว่ายในสายธาร เราก็ชินอยู่กับการลอยละล่องวนเวียนในสายธาร อันโอฬารตระการยิ่งคือตัณหา ถูกกักขังผูกรัดมัดชีวา ให้ชีวิตไปมาอยู่โดยกรรม แล้วก็ลอยละล่องวนเวียนเปลี่ยนชีวินอยู่อย่างนั้นไม่มีโอกาสที่จะไปขึ้นบก เพราะสภาพของความเป็นปลานั้นทำให้เป็นไปไม่ได้
ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าหากเราไม่เพียรพยายามก้าวขึ้นบันไดสู่สติปัฏฐาน เราก็จะไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนจากสัตว์น้ำเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และไม่สามารถเปลี่ยนเป็นสัตว์บกต่อไป ทำให้ต้องเวียนวนอยู่ในวงจรที่หลวงพ่อใช้คำว่า วงจรอุบาทว์ เพราะเป็นวงจรที่ทำให้ชีวิตเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสาร เมื่อยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะสงสารก็จะมีแต่ชีวิตที่อ้างว้าง ว้าเหว่ หดหู่ เศร้าหมอง ขื่นขม ระทม ตรอมตรมได้ทุกวัน หาโอกาสที่จะมีจิตแจ่มใสได้ยากมากเลย
และในขณะที่เศร้าหมองตกอยู่ในความมืดหรือเวลากลางคืนหรือลองหลับตาลง ในขณะนั้นเราไม่รู้หรอกว่าความสว่างเป็นอย่างไร และยิ่งคนนอนที่ไม่หลับก็จะกระสับกระส่าย แล้วก็รอว่า เมื่อไหร่จะเช้าเสียที เพื่อที่จะได้พบกับความสว่าง เพราะถ้าเช้าแล้วก็จะได้มีอะไรทำ มีงาน หรือไปในที่ต่างๆ ไปในความเจริญได้ ที่เรารอกันก็เหมือนกับชีวิตที่รอตะวัน..ว่าเมื่อไหร่จะมีความสุขเสียที
ก็ลองคิดกันดูว่า เราได้ผจญกับความรู้สึกอย่างนั้นมาจริงหรือไม่ ไหนใครไม่มีความทุกข์ให้ยกมือขึ้น...ไม่มี เพราะมีทั้งทุกข์ในเรื่องของตนเอง สุขภาพไม่ดี เดินไม่ค่อยไหว มึนปวดศีรษะบ่อยๆ ทุกข์เรื่องลูก ทุกข์เรื่องครอบครัวในบ้านของตนเอง ทุกข์กับเรื่องเศรษฐกิจ ทุกข์เรื่องแม่ ทุกข์เรื่องพี่ชาย ทุกข์เรื่องน้องชาย ทุกข์เรื่องหลาน และบางคนก็มีทุกข์หลายเรื่องในจำนวนที่พูดมา โดย น้องกิ้ฟ....นำมาฝาก [11 พ.ย. 2557 , 10:26:30 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
สลักธรรม 4
การที่มีแต่เรื่องทุกข์มากมายชีวิตของเราจึงเหมือนตกอยู่ในความมืด และก็รอว่าเมื่อไหร่จะเช้าเสียที เพราะเราคิดว่าเราทำดีแล้วยังไม่ได้ดี เราพยายามสอนลูกให้ดีพยายามบอกในสิ่งที่ดีแต่ลูกก็ยังไม่ได้ดี เราพยายามสอนพี่เตือนน้องว่าอย่างนี้ไม่ดีอย่างนั้นไม่ดี แต่เขาไม่เชื่อฟังเรา แล้วเขาทำตามใจเขา..ความรู้สึกนี้ก็คือทำดีไม่เคยได้ดี
เมื่อเราอยู่ในความมืดเช่นนี้ก็ลองนึกดูว่า คำโอดครวญของใจเรา ของคนนอนไม่หลับ ของคนที่นอนกระสับกระส่ายว่า เมื่อไหร่จะเช้าเสียที ก็ขอให้นั่งในท่าสบายแล้วหรี่ตาลงเหมือนกลับไปอยู่ในความมืด แล้วนึกถึงเรื่องราวที่ตนเองประสบอยู่ กลุ้มใจอยู่ อึดอัดอยู่ แก้ไขยังไม่จบสิ้น ..หลับตาเอาไว้ แล้วนิ่งสงบฟังเสียงของทุกคนที่กำลังร้องเพลงนี้อยู่
![]()
เพลงเมื่อไหร่จะเช้าเสียที (จาก ละครหาบของแม่)
ชีวิตขื่นขมระทมหัวใจ โอ้บาปอันใดที่เราได้เคยกระทำ
ชาตินี้จึงต้องชดใช้กรรม อยู่กับความช้ำทำดีไม่เคยได้ดี
โลกช่างมืดมนทุกข์ทนเรื่อยมา มีแต่น้ำตาหาคนจริงใจไม่มี
เมื่อไหร่หนอมันจะเช้าเสียที หรือว่าชาตินี้ไม่มีแม้ดวงตะวัน
ตะเกียงชีวิตใกล้จะดับแล้ว เสียงหัวใจเต้นแผ่วเหนื่อยแล้วใจฉัน
หาบความฝันมาหนักหอบความรักมานาน ดวงตาสวรรค์มองเห็นกันบ้างไหม
ชีวิตผกผันทุกวันทุกคืน ไม่อาจขัดขืนต้องยอมให้มันเป็นไป
แม้คำว่ารักเขายังไม่เคยเข้าใจ น้ำตารินไหลไม่มีผู้ใดเหลียวแล
เปิดฟังเพลงที่นี่
โดย น้องกิ้ฟ....นำมาฝาก [11 พ.ย. 2557 , 10:29:21 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
สลักธรรม 5
แม้ว่า "ลูก" ที่เราบอกว่าเรารัก เราพยายามให้ทุกอย่าง เหมือนกับที่หลวงพ่อบอกว่ารักลูกทุกคน ท่านบอกว่ารักนักรักหนา รักมานานเท่าไหร่ ก็ยังไม่มีลูกคนไหนเข้าใจรักแท้ของท่าน เช่นเดียวกับพ่อแม่ทุกคนที่รักลูกตนเอง พยายามทุกอย่างที่จะให้ แต่เมื่อลูกโตพ้นอกแล้วเขาก็จากเราไป ก็เหมือนกับไม่มีผู้ใดเหลียวแลเรา
ขอให้ลืมตาขึ้น เพื่อที่จะได้รู้และได้คำตอบจากคำที่คร่ำครวญว่า ..เมื่อไหร่หนอมันจะเช้าเสียที หรือว่าชาตินี้ไม่มีแม้ดวงตะวัน... มีแน่ก็เหมือนกับการที่เราลิมตาขึ้นนี่แหละ ที่เราเฝ้าคร่ำครวญว่า .. เมื่อไหร่หนอมันจะเช้าเสียที.. แล้วก็ท้อใจหรือเหนื่อยใจว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ และคิดว่า ..ไม่มีแม้ดวงตะวัน..
ดวงตะวันนั้นมีแน่ ถ้าหากเราฟังธรรมะ ได้ฟังสิ่งที่อบรมไปจากพ่อของเรา แล้วนำสิ่งเหล่านั้นไปเก็บเอาไว้เพราะนั่นคือความสว่าง จากที่เรารอความสว่างภายนอกเหมือนกับรอว่าเมื่อไหร่จะเช้าเสียทีนั้นก็ยังไม่มีเวลาแน่นอน เพราะดวงตะวันขึ้นไม่ตรงกันทุกวัน ฤดูร้อนกับฤดูหนาวก็มีเช้า สาย บ่าย เย็น ที่ต่างกัน
การรอสิ่งภายนอกให้ดีกับเรา หรือมาทำให้เราดีหรือสมปวังนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แต่เมื่อไหร่ที่เราเอาตะวันนั้นมาเก็บไว้ในใจ ก็คือนำธรรมะมาปรับปรุงใจ ปรับเปลี่ยนสภาพใจของเรา เราก็จะสามารถตื่นและสว่างได้ตลอดเวลาในท่ามกลางความมืดว่า ที่กระทบคือวิบาก ..เป็นวิบากทั้งดีทั้งชั่ว ไม่หลงระเริง
เพราะอย่างที่เราเรียนในอเหตุกจิตว่า วิบากมีทั้งฝ่ายดีและไม่ดี แต่เรามักกำหนดวิบากฝ่ายไม่ดี ส่วนวิบากฝ่ายดีเราไม่ค่อยได้กำหนดว่าเป็นวิบากแล้วเล่นลงไป เหลิงไป เช่นเมื่อเราได้ดีปุ๊บเราก็ไม่เคยรู้สึกว่า นี่คือของเก่าที่เราทำมา วิบากทั้งดีทั้งชั่วนั้นคือไปรษณีย์หรือจดหมายที่เราเขียนถึงตัวเองไว้แล้วเพิ่งทะยอยส่งมาถึงตัวเอง
บางครั้งเราก็เขียนอย่างไพเราะว่า สวัสดีค่ะ แต่บางครั้งก็เขียนว่า แกอย่างนั้น แกอย่างนี้ แล้วจดหมายที่เขียนด้วยลายมือเรานี้ก็ส่งมาถึงตัวเอง แต่ตอนที่เราอ่านจดหมายที่เขียนถึงตัวเองอย่างไพเราะ...ก็สุขใจ เหลิงไปโดยไม่ได้คิดว่านั่นเป็นลายมือตนเองที่เขียนให้ตนเองไว้ แต่พอเปิดอ่านจดหมายฉบับที่เขียนไม่ดีก็กลับกำหนดได้ว่า มันไม่ดีเลยนะ เราเขียนมาเอง วิบากเราเอง
พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นหลวงพ่อท่านบอกว่าเรามีธรรมะอยู่ในใจแค่ครึ่งขันธ์ ถามว่า ทำไมครึ่งขันธ์? เพราะในอเหตุจิตแต่ละดวงนั้นถ้าแจกแจงแล้วก็อยู่ในพระไตรปิฎกทั้งนั้นเลย แต่เราจะมีแค่ครึ่งเดียวตอนที่รู้สึกไม่ดี รับวิบากไม่ดี คือพระจันทร์คว่ำ แต่ตอนที่เป็นพระจันทร์หงายนั้นเราไม่เคยรู้เลยว่ามันเป็นวิบาก ...ตรงนี้แหละที่ตะวันไม่ทอแสง
เราจึงได้แต่เฝ้ารอแสงตะวันจากภายนอกแล้วคร่ำครวญว่า ...เมื่อไหร่หนอมันจะเช้าเสียที แล้วก็ตอบตัวเองไปเลยว่า ..หรือว่าชาตินี้ไม่มีแม้ดวงตะวัน
เมื่อใดที่เราไม่สามารถรู้กระทบและรู้กระทำให้เป็นกุศล ไม่ฝึกตนให้อยู่ในกุศล แล้วไปฝึกฝนตนเองให้ก้าวสู่ญาณสัมปยุต อยู่แต่กับวิปปยุตคือทำบุญตามประเพณีทำโดยขาดปัญญา โอกาสที่จะชำระกิเลสทำลายอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้าเราพยายามทำกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญา กุศลนั้นก็จะชำระอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวงได้หมดแน่ โดย น้องกิ้ฟ....นำมาฝาก [11 พ.ย. 2557 , 10:32:00 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
สลักธรรม 6
ถ้าหากเราสามารเก็บเกี่ยวเนื้อหาธรรมะแล้วนำมาทำทุกวี่ทุกวัน นำมาปลุกปลอบเร่งเร้าใจ เหมือนกับนำถ่านไฟฉายบรรจุลงในกระบอกชีวิต
ท่านจะเรียนมาเท่าใดก็แล้วแต่ หรือจะฟังมาเท่าใดก็แล้วแต่อย่างที่ได้ฟังในสัปดาห์ที่ผ่านมาก ก็ลองไปทบทวนไปขีดเส้นใต้ดูว่าเราเป็นอย่างนี้ไหม และพยายามเก็บความรู้เหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ ทุกคนก็จะได้พบกับยามเช้าอยู่ตลอดเวลาด้วยตนเอง ไม่ต้องมาคร่ำครวญว่า เมื่อไหร่หนอๆ ด้วยการเก็บตะวันมาไว้ในใจ
เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านได้หลับตา แต่ในหัวใจร้องว่า.. เมื่อไหร่หนอมันจะเช้าเสียที หรือว่าชาตินี้ไม่มีแม้ดวงตะวัน .. แต่ตอนนี้ไม่ต้องหลับตา แต่ขอให้มองไปที่ภาพของหลวงพ่อเสือแล้วก็นึกถึงสิ่งที่ท่านสอนไว้ ท่านสอนให้เราเป็นคนแบบไหน ท่านได้สอนเราเรื่องอัปปมาทธรรม ธรรมที่ทำให้เกิดความไม่ประมาท
ท่านบอกว่าพระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์รวมลงมาแล้วก็คือ "อัปปมาทธรรม" และคำนี้ก็ยังยากสำหรับบางคนท่านก็เลยสรุปออกมาเป็น "สติ" และสตินี้คือความไม่ประมาท โดยที่ท่านเปรียบว่า เมื่อพูดถึงไฟก็ย่อมต้องมีความร้อน ฉะนั้นสติในอัปปมาทธรรมนี้ก็ต้องมีปัญญาด้วย แล้วเราก็ต้องใช้สติก่อนที่จะสตาร์ท และก่อนสต๊อป
ก่อนสตาร์ทรถออกเราก็ต้องมีสติ ก่อนสต๊อปลงจากรถเราก็ต้องมีสติ และระหว่างแล่นรถเราก็ต้องมีสติ คำสอนของหลวงพ่อจึงให้เราเอายาไปใช้ ..อย่าติดแค่สลากยา แต่ให้กินยาเสียทีหนึ่ง เพราะว่า .. ตะเกียงชีวิตใกล้จะดับแล้ว ...เราใกล้ตายแล้ว เราจึงต้องทำความไม่ประมาท
จึงขอให้ลืมตามองพ่อ แล้วเก็บตะวันจากพ่อมาเข้าสู่ในใจเพื่อจะทำให้ได้ต่อไป (เสียงเพลงเก็บตะวันได้ดังขึ้นจนจบเพลง)
ขอให้ทุกคนหายใจเข้าลึกๆ แล้วลองนึกว่า เราจะเชื่อพ่อได้เสียทีหรือยัง ยี่สิบกว่าปีแล้วที่ท่านมาสอนธรรมะ และบัดนี้คำสอนทั้งหมดเป็นเหมือนแสงตะวันเท่านั้น บัดนี้ เราจะเชื่อแล้วเก็บแสงเหล่านั้นมาไว้กับตนเองได้หรือยัง ...
ขอให้เชื่อท่านเถอะ หลีก ละ ลด เลิก แล้วเรื่องอะไรที่รุ่งริ่งตลอดชีวิตก็ให้มันเป็นอดีตไป ทำปัจจุบันทำความไม่ประมาท เจริญปัญญาให้มากๆ แล้วเราจะโชคดีเพราะเรามีตะวันในดวงใจ
ขออนุโมทนากุศลกับทุกท่าน ขอความสุขความเจริญ ความผาสุกความยิ่งใหญ่ในชีวิตคือมีสติมีปัญญาอันสมบูรณ์จงเป็นของท่านโดยไว
โดย น้องกิ้ฟ....นำมาฝาก [11 พ.ย. 2557 , 10:37:07 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
สลักธรรม 7
ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาสาธุกับน้องกิ้ฟครับ ที่มีจิตที่กรุณามาตลอดในการนำธรรมะที่เกิดขึ้นในเช้าวันอาทิตย์ มาให้ได้อ่านทั่วถ้วนกัน อย่างสม่ำเสมอในกุศลที่เพียรรักษามานะครับ
เมื่อไหร่จะเช้าเสียที ฟังประโยคนี้แล้ว รู้สึกว่า ต่างกำลังต้องการขับไล่ความมืด นั่นได้แก่ความทุกข์ให้ไปเร็วๆเลยนะครับ และยิ่งกดเพลงฟังแล้ว รู้สึกถึงความขมชื่นของชีวิตจริงๆเลย ที่เสมือนทำดีไม่ได้ดี
แต่ในความจริงทำดีย่อมต้องได้ดีแน่นอนอยู่ที่ว่าการให้ผลของความดีนั้นยังมาไม่ถึง และผลแห่งอดีตที่ทำไม่ดีไว้มากยังคงส่งผลต่อเนื่องเรียกได้ว่ายังไม่ขาดสายนั่นเอง จึงดูมืดหม่นยิ่งนัก เหมือนไม่เช้าเสียทีนั่นเอง
ด้วยศรัทธาอย่างมั่นใจ ว่าทำดีย่อมต้องได้ดี และมีความเพียรรักษาความดีให้เหมือนเกลือรักษาความเค็มได้ รับรองครับ หัวใจไม่บูดไปกับวิบากอารมณ์ได้แน่ และอย่ามัวเร่งวันเดือนปีเลย มาเร่งฝีเท้าตนเองให้ก้าวออกจากบ่วงกรรมชั่วทั้งหลายให้เร็วที่สุดดีกว่า เมื่อถึงวันนั้นความมืดจะไม่มีอีกเลย เช้า(สว่าง)ตลอดแน่นอนครับ
![]()
โดย พี่เณร [11 พ.ย. 2557 , 10:38:49 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
สลักธรรม 8
ที่ผ่านมาพาจิตคิดฟุ้งซ่าน
เหมือนวนอยู่ในธารแห่งปัญหา
ไม่พบฝั่งพบแสงแห่งปัญญา
ว่ายเวียนมานานเนิ่นเกินนับกาล
ดั่งราตรีที่ยาวกี่ราวกัปป์
ไม่ถ้วนนับมืดมนวนสงสาร
หลงคบมิตรจริตหลงในวงศ์มาร
กว่าพบพานแสงพุทธาแสนล้าใจ
รังษีธรรมเปรียบอรุณอุ่นชีวิต
ให้มีสิทธิเลือกทางที่สดใส
ลบความมืดรอยเขลาลบเงาภัย
ดำเนินไปบนทางสว่างงาม
ขอผู้เทิดพุทธะ ณ เบื้องนี้
จงมากมีทุกสิ่งยิ่งไหลหลาม
ทั้งความสุขกายใจไปทุกยาม
ดุจฟ้าครามสดสวยด้วยตะวัน
เข้ามาร่วมหาตะวันด้วยคะ เพื่อจะได้ไปจากความมืดที่ปกคลุมชีวิตมานานเหลือเกินแล้ว ด้วยพุทธวิธีที่แยบยลแห่งอารมณ์ทั้งปวง เพื่อมีแสงตะวันในดวงใจคะโดย พี่ดอกแก้ว [11 พ.ย. 2557 , 10:41:59 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
สลักธรรม 9เมื่อไหร่จะเช้าเสียที เป็นการเร่งวันเวลาให้ผ่านไปเร็วๆ ยิ่งเร่งมากเท่าไร ชีวิตก็ยิ่งเหลือน้อยลงไปทุกที
แต่ถ้าเมื่อไรที่เรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต ยอมรับวิบากอกุศลที่ยังส่งผลมาเรื่อยๆ และตั้งใจเพียรทำความดีโดยไม่ย่อท้อแล้ว ก็จะเป็นการสร้างแสงตะวันให้กับชีวิต
กราบขอบพระคุณในคำสอนของท่านอาจารย์ค่ะ
อนุโมทนาสาธุกับกุศลกรรมที่น้องกิ๊ฟได้กระทำอย่าสม่ำเสมอค่ะโดย เซิ่น [11 พ.ย. 2557 , 10:43:25 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
สลักธรรม 10อ่านแล้วเข้าใจสิ่งที่ท่านอาจารย์ต้องการจะบอก...ค่ะ
..ในตอนแรกท่านอาจารย์ได้แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างในการเป็นผู้ที่มีและเป็น เมื่อมีความรู้แล้วสามารถนำมาใช้ให้เป็น ก็จะเป็นประโยชน์แท้แก่ตนเองและผู้อื่น
ต่อมาท่านอาจารย์ให้เก็บตะวันมาไว้ในใจ เพื่อจะได้มีแสงสว่างเป็นยามเช้าตลอดเวลา โดยไม่ต้องคร่ำครวญว่า เมื่อไหร่จะเช้าเสียที
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่การฝึกตน ตั้งชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท รู้กระทบ รู้กระทำ นำหลักคำสอนของหลวงพ่อไปใช้ ชีวิตก็จะสงบราบรื่นฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ด้วยดี
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ในความเมตตาปรารถนาดีที่เพียรอบรมสั่งสอนศิษย์ อีกทั้งทำตนให้เป็นตัวอย่าง เพื่อศิษย์ได้ดำเนินรอยตามค่ะ
ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟที่เพียรถ่ายทอดสิ่งดีๆมีประโยชน์มาให้อย่างสม่ำเสมอ อนุโมทนาค่ะโดย ธัญธร [11 พ.ย. 2557 , 10:46:24 น.] ( IP = 171.96.178.99 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |