มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระมหาโกฏฐิตเถระ





พระมหาโกฏฐิตเถระเอตทัคคะในทางผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔


พระมหาโกฏฐิตะ เป็นบุตรพราหมณ์ชื่ออัสสลายนะกับพราหมณีชื่อจันทวดี ในเมืองสาวัตถี เดิมชื่อว่า “โกฎฐตะ” ตระกูลของท่านจัดว่าอยู่ในระดับมหาเศรษฐี ท่านจึงได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี แต่บิดาของท่านมีทิฏฐิแรงกล้ายึดมั่นในลัทธิศาสนาพราหมณ์อย่างมั่นคง เมื่อท่านเจริญวัยได้ศึกษาศิลปวิทยาตามลัทธิศาสนาพราหมณ์จบไตรเพท

เมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้แล้ว เที่ยวจาริกเผยแผ่หลักธรรมคำสอนไปตามคามนิคมต่างๆทั้งในเมืองและชนบท ได้เสด็จถึงหมู่บ้านที่อัสสลายนพราหมณ์ตั้งนิวาสสถานอยู่ ได้ทรมานอัสสลายนพราหมณ์ จนละทิฏฐิมานะ และแสดงตนเป็นพุทธมามกะปวารณาตนเป็นอุบาสก ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต

โกฏฐิตมาณพ เห็นบิดาหันมายอมรับนับถือพระรัตนตรัยก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสขึ้นบ้าง ต่อมาได้ฟังพระธรรมเทศนาก็ยิงเกิดศรัทธามากขึ้น ถึงกับมีจิตน้อมไปในการออกบวชเพื่อปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จึงกราบทูลขอบวชต่อพระบรมศาสดา

พระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ให้พระมหาโมคคัลลานเถระเป็นพระอาจารย์

ในขณะที่ท่านกำลังโกนผมอยู่นั้นท่านได้พิจารณาในกรรมฐานไปเรื่อย ๆ พอผลัดเปลี่ยนผ้าสาฎกของคฤหัสถ์ออกแล้วนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลในขณะนั้น พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔ วิชชา ๓ และวิโมกข์ ๓

โดย ศาลาธรรม [11 พ.ย. 2557 , 13:55:37 น.] ( IP = 182.52.36.80 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


พระมหาโกฏฐิตะ นั้นแม้ท่านจะบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ท่านก็ยังมีปกติฝักใฝ่ในการศึกษา ไม่ว่าท่านจะเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาหรือเข้าไปหาพระเถระรูปอื่น ๆ ท่านก็มักจะถามปัญหาในปฏิสัมภิทาอยู่เสมอ ๆ จนมีความเชี่ยวชาญแตกฉานในปฏิสัมภิทาเป็นพิเศษ

มีเรื่องปรากฏในมหาเวทัลลสูตรมัชฌิมนิกายว่าเป็นผู้แตกฉานเพราะชอบถามปัญหา สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ พระมหาโกฏฐิตเถระ ได้ขอโอกาสกราบเรียนถามข้อข้องใจกับพระสารีบุตรเถระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ว่า

“ข้าแต่พระอุปัชฌาย์ คนเช่นไร ที่เรียกว่าคนทุปัญญา ขอรับ ?”

“ดูก่อนมหาโกฏฐิติ คนทุปัญญา ก็คือ คนไม่มีปัญญา”

“เพราะเหตุไร จึงเรียกว่า คนไม่มีปัญญา ขอรับ ?”

“คนไม่มีปัญญา ก็คือคนไม่รู้ความจริงว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์ สิ่งนี้ทำให้เกิดทุกข์ สิ่งนี้เป็นความดับทุกข์ และสิ่งนี้เป็นหนทางให้ถึงความดับทุกข์ ส่วนคนอีกพวกหนึ่งที่รู้ความจริงเหล่านี้ ท่านเรียกว่า คนมีปัญญา”

โดย ศาลาธรรม [11 พ.ย. 2557 , 13:56:05 น.] ( IP = 182.52.36.80 : : )


  สลักธรรม 2


พระมหาโกฏฐิตเถระ ได้กราบเรียนถามต่อไปว่า

“ข้าแต่พระอุปัชฌาย์ ที่เรียกว่า วิญญาณ นั้น หมายความว่าอย่างไร ขอรับ ?”

“ดูก่อนมหาโกฏฐิติ ที่เรียกว่า วิญญาณ นั้น ก็เพราะรู้สึกสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง”

“ท่านขอรับ ปัญญากับวิญญาณนี้ รวมกันหรือแยกกัน ขอรับ ?”

“ดูก่อนมหาโกฏฐิติ ปัญญากับวิญญาณนี้ อยู่รวมกัน ไม่อาจแยกกันได้กล่าวคือ บุคคลรู้ในสิ่งใดก็รู้สึกในสิ่งนั้น บุคคลรู้สึกในสิ่งใดก็รู้สิ่งนั้นเป็นต้น”

พระเถระทั้งสองนั้น ได้สนทนาธรรมในข้อสงสัยต่าง ๆ กันต่อไป พอสมควรแก่กาลเวลาแล้ว พระมหาโกฏฐิตเถระ ได้กล่าวแสดงความชื่นชม ยินดีในปรีชาความรู้ของพระอุปัชฌาย์ (พระสารีบุตรเถระ) แล้วจึงกราบลากลับสู่ที่พักของตน

ด้วยเหตุแห่งการฝักใฝ่ในการศึกษา จนเป็นผู้เชี่ยวชาญในปฏิสัมภิทาเป็นพิเศษนี้พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทางผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ ท่านดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระศาสนาสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน

โดย ศาลาธรรม [11 พ.ย. 2557 , 13:56:29 น.] ( IP = 182.52.36.80 : : )


  สลักธรรม 3


ปฏิสัมภิทา ๔
๑. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ
๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ
๔. ปฏิภาณปฏิสัมภทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ

วิชชา ๓
๑. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รู้จักระลึกชาติได้
๒. จุตูปปาตญาณ รู้จักกำหนดจุติและเกิด
๓. อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้สิ้น

วิโมกข์ ๓
๑. สุญญตวิโมกข์ ความพ้นโดยเป็นสภาพว่าง คือว่าจาก ราคะ โทสะ โมหะ
๒. อนิมิตตวิโมกข์ ความพ้นโดยหาเครื่องหมายมิได้เพราะไม่มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นเครื่องหมาย
๓. อัปปณิหิตวิโมกข์ ความพ้นโดยหาที่ตั้งมิได้ คือไม่มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นที่ตั้ง

ที่มา : จากเว็บไซต์ 84000.org



โดย ศาลาธรรม [11 พ.ย. 2557 , 13:57:02 น.] ( IP = 182.52.36.80 : : )


  สลักธรรม 4


บุพจริยาของพระมหาโกฏฐิตเถระ


ในกัปนับจากภัทรกัปนี้ไปแสนหนึ่ง พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตระได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นอายุของสัตว์แสนปี พระมหาโกฏฐิตเถระกำเนิดเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบไตรเพท ชาวพระนครหงสวดี ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วสดับพระธรรมเทศนา

พระธีรเจ้าพระองค์นั้นทรงตั้งสาวกผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ฉลาดในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ ในตำแหน่ง เอตทัคคะ พระมหาโกฏฐิตเถระได้ฟังดังนั้นแล้วก็ชอบใจ จึงได้นิมนต์พระชินวรเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกให้เสวยและฉันถึง ๗ วัน ในครั้งนั้น พระมหาโกฏฐิตเถระได้หมอบลงแทบเท้าบาทมูลพระพิชิตมารปรารถนาฐานันดรนั้น

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า จงดูพราหมณ์ผู้สูงสุดที่หมอบอยู่แทบเท้าผู้นี้ มีรัศมีเหมือนกลีบดอกบัว พราหมณ์นี้ปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้แตกฉาน ซึ่งเป็นตำแหน่งประเสริฐสุด เพราะการบริจาคทานด้วยศรัทธานั้น และเพราะการสดับพระธรรมเทศนาพราหมณ์นี้จักเป็นผู้ถึงสุขในทุกภพ เที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่

จักได้สมมโนรถเช่นนี้ในกัปนับแต่นี้ขึ้นไปแสนหนึ่ง พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม พราหมณ์นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นอรสอันธรรมเนรมิตเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่า โกฏฐิตะ

โดย ศาลาธรรม [11 พ.ย. 2557 , 13:57:32 น.] ( IP = 182.52.36.80 : : )


  สลักธรรม 5


พระมหาโกฏฐิตเถระได้ฟังพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว ก็มีความเบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตาบำรุงพระชินสีห์เจ้าตราบเท่า สิ้นชีวิตในครั้งนั้น

ด้วยความที่เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาและการตั้งเจตน์จำนงไว้ เมื่อละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยสมบัติ ในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เป็นผู้ถึงความสุขในทุกภพ ได้ท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือในเทวดาและมนุษย์นี้เป็นผลแห่งกรรมที่สั่งสมไว้ดี เกิดแต่ในสองสกุล คือสกุลกษัตริย์ และสกุลพราหมณ์ หาเกิดในสกุลอันต่ำทรามไม่นี้ เป็นผลแห่งกรรมที่สั่งสมไว้ดี

เมื่อถึงภพสุดท้าย ได้เป็นบุตรของพราหมณ์ เกิดในสกุลที่มีทรัพย์สมบัติมาก ในพระนครสาวัตถี มารดาชื่อจันทวดี บิดาชื่ออัสสลายนะได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา พระโมคคัลลานะ เป็นอาจารย์ พระสารีบุตรเป็นอุปัชฌาย์

เป็นผู้ตัดทิฏฐิพร้อมด้วยมูลรากเสียได้ในเมื่อกำลังปลงผม และเมื่อกำลังนุ่งผ้ากาสาวะได้บรรลุอรหัต มีปรีชาแตกฉานในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ พระมหาโกฏฐิตเถระสามารถตอบปัญหาของพระสารีบุตรในเรื่องปฏิสัมภิทาได้โดยไม่ขัดข้อง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคผู้เลิศกว่าโลก จึงทรงตั้งไว้ ในตำแหน่งเอตทัคคะ

ที่มา : พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก

กาลก่อนสิย้อนกล....................ตะละคนที่สร้างกรรม
ทำบุญก็บุญนำ........................มิตกต่ำอบายภูมิ
เจตน์จงจะแจ้งทาง..................มนะสร้างพิภพปูม
เพียรพากเพาะดอกตูม.............ก็จะบาน ณ กาลไกล
ทุกเรื่องที่งดงาม.....................ก็เพราะความละมุนใจ
ทบทวนไต่สวนให้....................นิรความกระจ่างจินต์
รู้เหตุและรู้ผล..........................สิริมนต์ก็รู้สิ้น
แตกฉานเชลงชิน.....................ธุระถ้วนกระบวนการ
ยอดเยี่ยม ณ ฤทธา..................ประจุกล้าอเนกญาณ
วิชชาวิโมกข์สาร......................สิลุล่วงประจักษ์ตน
เป็นเอตะทัคคา........................ปฏิสัมภิทาผล
ผู้เลิศเกษมชน.........................นิรทุกข์นิรันดร


โดย ศาลาธรรม [11 พ.ย. 2557 , 13:57:54 น.] ( IP = 182.52.36.80 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org