มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ๔ ประการ









ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ๔ ประการ
(คัดตัดตอนมาจากหนังสือการปฏิบัติวิปัสสนา ของอภิธรรมมูลนิธิ)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร ( พระอาจารย์บุญมี เมธังกุโร)



ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน ๔ ประการ

๑. ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดกามุปาทาน ได้แก่ ความยินดีติดใจในอารมณ์ก่อให้เกิดความยึดมั่นเหนียวแน่นในอารมณ์ที่เป็นกาม

อันความติดอกติดใจเหนียวแน่นซึ่งเป็นอุปาทานนั้น ถ้าเป็นไปตามธรรมดาสามัญน่ากลัวอันตรายมากอยู่แล้ว ถ้าจิตใจไม่มั่นคงหรืออำนาจบังคับบัญชาจิตใจของตนเองอ่อนก็ย่อมจะก่อเหตุร้ายแรงขึ้นได้ในชีวิต เพราะจะกล้ากระทำในสิ่งที่ไม่สมควรได้โดยง่าย

เช่น คนมีสตางค์ไม่มากแต่อยากได้โทรทัศน์ อันเป็นอุปาทานเหนียวแน่นอยู่ในใจมาหนุนเนื่องให้จิตเกิดอารมณ์ปรารถนามากยิ่งขึ้น ถ้ายิ่งติดใจเหนียวเท่าไร มันก็ยิ่งมีกำลังแรงมากขึ้นเท่านั้น กำลังของความปรารถนาจะได้โทรทัศน์ที่เก็บแฝงอยู่ภายในใจจะกระทบใจไม่ได้หยุดหย่อน ทำให้คิดนึกถึงอยู่เรื่อยๆ ไป ยิ่งมองเห็นลูกหลานไปดูที่บ้านคนอื่นก็สะท้อนใจ แม้ร่างกายจะเห็นว่ามันอยู่นิ่งๆ แต่ภายในใจนั้นกระสับกระส่ายไม่สงบเลย

ตามตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า ถ้าอำนาจบังคับจิตใจไม่มีความเข้มแข็งแล้วก็จะต้องวุ่นวายแสวงหาเงินทองไปในทางที่ไม่สุจริตก็ได้ เช่น แอบขอยืมเงินหลวงไปใช้ก่อนหรือหาทางคอรัปชั่นเป็นต้น ถ้าหากว่ามีอำนาจบังคับบัญชาจิตของตนดี สิ่งแวดล้อมหรือการอบรมในอดีตมาดีพอใช้ ก็คงจะไม่ทำอย่างใดอย่างหนึ่งในทางทุจริต แต่ก็จะพยายามหาทางอื่น เช่น ขอยืมเงิน ซื้อเงินผ่อน หรือจำนองจำนำทรัพย์สินบางอย่าง

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2557 , 13:47:53 น.] ( IP = 101.51.142.4 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




ด้วยเหตุนี้เองท่านก็จะได้เห็นความจริงว่า เพราะด้วยอำนาจของอุปาทานนี่เอง เป็นตัวก่อให้เกิดการกระทำขึ้น ซึ่งแน่นอนละจะต้องลำบาก ต้องไม่สงบ ไม่ว่าจะทำลงไปในทางทุจริตหรือสุจริตก็ตาม ในทางธรรมะเรียกว่า “กัมมภวะ” คือการกระทำที่ดีและที่ไม่ดี ซึ่งก็หนีไปไม่พ้นจากความลำบากกาย ลำบากใจ หนีไปไม่พ้นจากดีหรือชั่ว บุญหรือบาป และเมื่อมีบุญหรือมีบาปแล้ว ก็หนีไปไม่พ้นจากการที่จะต้องได้รับผลของบุญหรือบาปที่ได้กระทำ กล่าวคือ จะต้องไปเกิดในชาติต่อไปอีกอย่างแน่นอน

เมื่อความติดใจเหนียวแน่นเกิดขึ้นแล้วก็จะก่อให้เกิดการกระทำ แต่การกระทำนั้นก็ย่อมจะเป็นบุญบ้าง เป็นบาปบ้าง และผลของบุญผลของบาปก็จะก่อให้เกิดกำลังงานขึ้น ทำให้สบายบ้าง ลำบากบ้าง และแน่นอนทีเดียว ถ้าอำนาจของตัณหาอุปาทานมิได้ถูกทำลายให้ย่อยยับลงไปแล้ว มันก็จะเป็นกำลังอำนาจผลักส่งให้เกิดการปฏิสนธิยังภพชาติใหม่

บางคนได้ยินเขาเล่าว่า “ทำบุญให้ทานนั้นดี เมื่อไปเกิดชาติหน้าแล้วก็จะสบาย” ก็จะทำบุญให้ทานอยู่เสมอแล้วอธิษฐานว่า ขอให้ผลของกุศลนี้ดลบันดาลในชาติหน้า ได้กินอยู่หลับนอนสบายๆ ได้เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี หรือขอให้รูปร่างสวยงามทั้งไม่เจ็บป่วยออดแอด บางคนอธิษฐานชาติหน้าไม่ทันใจก็อธิษฐานขอให้ถูกหวยเบอร์เสียในชาตินี้เลย

ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ย่อมจะแสดงให้เห็นว่า ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดกามุปาทาน คือความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ ก่อให้เกิดความติดใจเหนียวแน่นในอารมณ์ และเมื่อมีความติดใจเหนียวแน่นแล้ว ก็ย่อมจะเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำขึ้น เมื่อการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ก็หนีบุญบาปไปไม่ได้

ผู้บังเกิดกามุปาทานขึ้นได้ก็เพราะอาศัยเหตุที่ได้อบรมสั่งสมมาในอดีตรวมทั้งการฝึกฝนอบรมในชาตินี้ พร้อมทั้งไม่มีโยนิโสมนสิการคือทำใจให้แยบคายหรือพิจารณาไม่ลึกซึ้ง เป็นตัวการช่วยสนับสนุน

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2557 , 13:48:21 น.] ( IP = 101.51.142.4 : : )


  สลักธรรม 2




๒. ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดทิฏฐุปาทาน ได้แก่ ความยินดีติดใจในอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดความเห็นผิด (เป็นความเห็นผิดที่ไม่เกี่ยวกับสีลัพพตทิฏฐิและอัตตทิฏฐิ)

หมายความว่า ความติดอกติดใจในอารมณ์ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในความเห็นผิด เช่นเห็นผิดว่า คนเราที่เกิดมาได้นั้นก็เพราะพ่อแม่สมสู่อยู่ด้วยกัน ไม่มีเหตุอื่นอะไรอีกเลย และเมื่อเกิดมาแล้วมีความสบายก็ดี ลำบากก็ดี รูปร่างสวยงามหรือไม่สวยงามก็ดี ยากจนหรือร่ำรวยก็ดี เป็นไปได้ก็โดยเหตุบังเอิญทั้งนั้น ไม่ใช่ผลมาจากกรรมในชาติก่อนเลย

บุคคลเหล่านี้มักถือว่าเมื่อตายลงไปแล้วก็สูญสิ้นหมดไป เพราะอาศัยเหตุผลตื้นๆ ในปัจจุบันอย่างเดียวเท่านั้นมาตัดสิน แล้วก็มีความยินดีพอใจในความเห็นของตนอย่างแน่นหนา ความยินดีติดใจในกามคุณเช่นความสนุกสนานเพลิดเพลินในอารมณ์ต่างๆ จึงไม่ได้คิดพิจารณาเหตุผลลึกซึ้งจึงได้เกิดทิฏฐุปาทาน มีความเห็นว่าบาปบุญไม่มี ทำดีหรือทำชั่วก็ไม่มีผลสืบต่อไปในอนาคต แล้วยึดติดอยู่ในความเห็นผิดอันนั้น

ความยินดีติดใจในอารมณ์ก่อให้เกิดความเห็นผิด จึงมีกำลังความสามารถที่จะก่อทุกข์โทษภัยให้แก่ชีวิต และทำให้วัฏฏะเจริญงอกงามขึ้นโดยไม่รู้ตัว การที่จิตเกิดทิฏฐุปาทานนี้ก็เนื่องมาจากในอดีตชาติและอาศัยสิ่งแวดล้อมและการอบรมในชาติปัจจุบันร่วมด้วย พร้อมทั้งมีโยนิโสมนสิการไม่ดีคือพิจารณาไม่ละเอียดลึกซึ้งจึงได้ทำให้จิตคิดเห็นในแบบนี้

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2557 , 13:48:43 น.] ( IP = 101.51.142.4 : : )


  สลักธรรม 3




๓. ตัณหาเป็นปัจจัยในเกิดสีลัพพัตตุปาทาน ได้แก่ ความยินดีติดใจในอารมณ์เป็นปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นในสิ่งที่ผิดเอามาเป็นที่พึ่ง

หมายความว่า เป็นผู้มีความคิดเห็นว่า โลกมนุษย์นี้มีแต่ความวุ่นวายร้ายกาจเต็มไปด้วยทุกข์ จึงหวังความสุขในเทวโลกหรือหวังจะให้พ้นจากการหมุนเวียนเกิดแล้วเกิดอีก ให้พ้นไปเสียจากความทุกข์ทรมาน

เมื่อความปรารถนาที่จะพ้นจากทุกข์มีกำลังมาก จึงได้ประพฤติปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ไปในทางที่ผิดคือเกิดการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเพื่อให้หลุดรอดไปจากทุกข์ถึงซึ่งความสุขอย่างแท้จริง แต่เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ผลที่ได้รับจึงตรงกันข้าม

ผมขอเล่าเรื่องประกอบสักเรื่องหนึ่ง ยังมีปริพาชกสองคนชื่อ “ปุณณะ” กับ “เสนียะ” ทั้งสองคนนี้ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่มีความเห็นว่าโลกมนุษย์นี้มีแต่ทุกข์ เห็นเทวโลกมีความสุขมากที่สุด แต่การปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดหมายดังกล่าวนั้นจะต้องทำให้กิเลสต่างๆ ไม่เกิดขึ้นมา และบาปเก่าๆ ที่ได้ทำไว้ก็จะต้องสูญสลายหายไปด้วย แต่ความคิดเห็นของเขาได้ออกไปนอกลู่นอกทาง คิดว่ามนุษย์นั้นเป็นสัตว์ชั้นสูง ควรจะต้องทำตัวให้ต่ำเหมือนสัตว์เดรัจฉานจึงจะทำให้กิเลสหมดสิ้นได้สมปรารถนา โดยปุณณะปริพาชกจึงปฏิบัติตนให้เหมือนกับสุนัข เสนียะปริพาชกก็ปฏิบัติตนให้เหมือนโค

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2557 , 13:49:04 น.] ( IP = 101.51.142.4 : : )


  สลักธรรม 4




ทั้งสองคนพยายามทำตนให้เหมือนสุนัขและเหมือนโคอย่างแท้จริงเท่าที่จะทำได้ เช่นไม่ใช้มือหยิบอาหารเข้าปาก แต่ก้มลงกินแบบสัตว์ น้ำที่เคยดื่มก็ใช้ลิ้นเลียเอา แล้วก็ลงเดินสี่เท้าเช่นเดียวกับสุนัขและโค แต่ก็ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่พวกเขาทำไม่ได้คือมีหาง จึงได้เอากิ่งไม้มาต่อที่ก้นของตนเพื่อให้ใกล้เคียงกับสัตว์ที่เขาปรารถนา

ต่อมาทั้งสองคนได้มาพบกันเข้าแล้วต่างก็ถกเถียงกันว่า ข้อปฏิบัติของตนดียิ่งกว่าของอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อไม่มีใครชี้ขาดได้ทั้งสองจึงพากันไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ก็ยังคงโต้เถียงกันอยู่เอ็ดอึง ฝ่ายหนึ่งก็ว่าปฏิบัติเหมือนสุนัขดีกว่า อีกฝ่ายหนึ่งก็ว่าปฏิบัติเหมือนโคดีกว่า แล้วจึงได้ถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “เมื่อตายจากภพนี้แล้วจะไปเกิดที่ไหน จะไปเกิดยังเทวโลกใช่หรือไม่”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปฟังคำถามแล้วก็ทรงห้ามว่า “อย่าถามเช่นนี้เลย” ทรงห้ามอยู่สามครั้งปริพาชกทั้งสองก็ยังไม่ยอมนิ่ง ในครั้งที่สี่พระองค์จึงได้กล่าวขึ้นว่า “ดูกร ปริพาชก ผู้ใดปฏิบัติตนให้เหมือนสุนัข พยายามทำตนให้ใกล้เคียงกับสุนัขทุกอย่างถ้าหากตายไปก็จะได้ไปเกิดเป็นสุนัขเป็นแน่ ส่วนที่ปฏิบัติตนอย่างเดียวกันกับโคเมื่อตายแล้วจะได้ไปเกิดเป็นโคอย่างแน่นอน และความคิดที่ว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะเป็นหนทางนำตนไปสู่เทวโลกนั้นเป็นความคิดที่ผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ ดังนั้น จึงอาจจะต้องไปเกิดในนรกเสียก่อนก็อาจจะเป็นได้”

ปริพาชกทั้งสองได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึง รู้สึกเสียใจ แล้วก็ร้องไห้ขึ้นทั้งสองคน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงธรรมแก่ปริพาชกทั้งสอง เมื่อแสดงจบแล้วปริพาชกทั้งสองได้กล่าวคำขอถึงซึ่งไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งของตน

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2557 , 13:49:25 น.] ( IP = 101.51.142.4 : : )


  สลักธรรม 5




ตามตัวอย่างนี้ย่อมแสดงว่า ตัณหาเกิดขึ้นด้วยหวังความสุขในชาติหน้าได้ก่อให้เกิดสีลัพพัตตุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นผิดๆ ขึ้นมา นอกจากนั้นบุคคลบางคนยังหาที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวให้แก่ตนเองไปในทางที่ผิดโดยคิดว่าที่พึ่งเหล่านั้นช่วยแก้ทุกข์ให้แก่ตนได้ เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีอำนาจในการดลบันบาลให้ตนไปเกิดยังที่มีความสุขความสบาย หรือที่ไม่ต้องเกิดไม่ต้องตาย ไม่ต้องเจ็บป่วย และไม่ต้องแก่เฒ่าตลอดกาลนิรันดร โดยยึดถือต้นไม้บ้าง ภูเขาบ้าง สิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง

ด้วยเหตุนี้จึงต้องคารวะกราบไหว้อ้อนวอนอยู่เสมอ หรือบางทีก็ต้องฆ่าสัตว์เอามาบูชายัญเพื่อหวังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นเห็นใจ บังเกิดความปรานีแก่ตนแล้วจะได้ประทานความสุขให้ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

ในพระพุทธศาสนาไม่ได้ห้ามไม่ให้คนกราบไหว้บูชาเทวดา พระพรหม ผู้มีคุณ หรือปู่ย่าตายายที่ล่วงลับไปแล้ว และผู้มีอำนาจในทางจิตซึ่งเป็นโอปปาติกปฏิสนธิที่มองเห็นไม่ได้(เพราะแสงไม่สะท้อน ) ด้วยเหตุว่า ธรรมชาตินั้นมีอยู่จริงและสมควรกราบไหว้บูชาก็มีอยู่ ถ้าผู้ใดกราบไหว้บูชาในฐานะเป็นผู้ซึ่งควรคารวะกราบไหว้บูชาก็เป็นกุศล แต่อาจเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาหรือกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็ได้ และไม่เป็นสีลัพพัตปรามาสแต่อย่างใด

เว้นแต่จะกราบไหว้บูชาเพราะมีความเชื่อมั่นว่าธรรมชาติเหล่านั้นมีอิทธิฤทธิ์ มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ มีความสามารถช่วยดลบันดาลให้ตนหลุดพ้นทุกข์ หลุดพ้นจากกิเลสต่างๆ แล้วไปเกิดยังที่มีแต่ความสุขอันสถาพรได้ ทั้งนี้เพราะว่ามีความหลงใหลในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงตามสภาวธรรม

ไม่มีใครมีความสามารถดลบันดาลให้เป็นไปตามความปรารถนาได้ นอกจากจะมาช่วยสนับสนุนโดยอาศัยใช้อำนาจในทางจิตบ้างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ อันเป็นตัณหาที่เป็นปัจจัยให้เกิดสีลัพพัตตุปาทานนั้นเกิดขึ้นได้เพราะในอดีตชาติได้สั่งสมอบรมมา และเพราะในชาตินี้ก็ได้อบรมได้สิ่งแวดล้อมที่ผิดๆ และไม่มีโยนิโสมนสิการ

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2557 , 13:49:46 น.] ( IP = 101.51.142.4 : : )


  สลักธรรม 6




๔. ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอัตตวาทุปาทาน ได้แก่ ความยินดีติดใจเป็นปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นว่าเป็นตัวตนคนสัตว์

อัตตวาทุปาทานนั้นก็คือ อัตตทิฏฐิหรือสักกายทิฏฐิ ยึดมั่นในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตนคนสัตว์นั่นเอง

อัตตทิฏฐิหรือสักกายทิฏฐิ เกิดขึ้นได้โดยอาศัยรูปขันธ์บ้าง วิญญาณขันธ์บ้าง ว่าเป็นตัว เป็นตน เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย

เช่น เข้าใจว่า เรากับร่างกายเป็นอันเดียวกัน เหมือนเปลวไปกับแสงไฟ

หรือเห็นว่า เรากับร่างกายเป็นคนละอัน เหมือนคนกับเงา

หรือเห็นว่า การรู้อารมณ์เป็นเรา เราคือการรู้อารมณ์

เข้าใจไปว่า เรากับการรู้อารมณ์เป็นอันเดียวกัน เหล่านี้เป็นต้น

ความเชื่อมั่นเป็นอัตตะตัวตน แบ่งออกเป็น ๒ คือ ปรมอัตตะ กับชีวอัตตะ

ปรมอัตตะ คือผู้มีความยึดมั่นว่ามีตัวตนอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่บนสรวงสวรรค์ที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเนื้อ เป็นผู้มีความสามารถยิ่งกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะว่าสร้างโลกให้เกิดขึ้นก็ได้ สร้างมนุษย์ สัตว์ และสร้างสิ่งสารพัดทั้งปวงให้เกิดขึ้นก็ได้โดยการดลบันดาลขึ้นมา

แล้วมีความเชื่อว่าตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวมานั้นเป็นอมตะ ไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักสูญสลายไปไหนเลย สิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตในโลกนี้ทั้งหมด ความมั่งมีหรือความยากจน ตระกูลสูงหรือตระกูลต่ำ เจ็บป่วยมากหรือเจ็บป่วยน้อย รูปร่างสวยงามหรือไม่สวยงาม เหล่านี้เกิดขึ้นโดยอาศัยการดลบันดาล เกิดขึ้นโดยฝีมือของพระผู้เป็นใหญ่ที่มีอำนาจเหนือสรรพสิ่งใดๆ ทั้งนั้น จึงต้องบนบานศาลกล่าว ต้องคารวะกราบไหว้แล้วอ้อนวอนขอความกรุณา เพื่อช่วยให้ตนหลุดรอดไปจากความทุกข์

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2557 , 13:50:07 น.] ( IP = 101.51.142.4 : : )


  สลักธรรม 7




ชีวอัตตะ คือผู้มีความยึดมั่นว่า ร่างกายของสัตว์ทั้งหลายนี้มีสิ่งกายสิทธิ์อาศัยอยู่ภายในเรียกว่าเจตภูตบ้าง กายทิพย์บ้าง ตัวชีวิตบ้าง และวิญญาณบ้าง เมื่อร่างกายแตกทำลายลงแล้วตัวชีวิตหรือกายทิพย์นี้จะไม่มีวันแตกดับ ไม่มีวันตายไปด้วยเลย แต่จะออกจากร่างกายแล้วล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่ตามผลบุญผลบาปที่ได้ทำเอาไว้

แม้ผลที่เกิดจากกรรมดี กรรมชั่ว อันทำให้มีความทุกข์ มีความสุข ก็เชื่อว่าชีวอัตตะ กายทิพย์ หรือวิญญาณ เป็นผู้เสวยความทุกข์หรือความสุขนั้น

แม้ว่าร่างกายของสัตว์ทั้งหลายที่เคลื่อนไหวไปมา พูดได้ บังคับให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามความประสงค์ได้ ก็เรียกว่า ชีวอัตตะ กายทิพย์ หรือวิญญาณ เป็นเจ้านาย เป็นผู้บงการ

ความยึดมั่นทั้งสองอย่างดังกล่าวมาย่อๆ นี้ เกิดขึ้นเพราะไม่มีความเข้าใจตามปรมัตถธรรมอันเป็นความจริงโดยแท้ คือไม่เข้าใจขันธ์ ๕ รูปนาม ว่าสภาพธรรมอันเป็นรูปก็ดี สภาพธรรมอันเป็นจิต เจตสิก ซึ่งเป็นนามก็ดี ไม่ได้เกิดมาลอยๆ หรือมีใครมาดลบันดาลสร้างขึ้นมา ล้วนแต่เป็นอนัตตะ ไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น

เมื่อมีเหตุมีปัจจัยก็เกิดขึ้น เมื่อหมดเหตุหมดปัจจัยแล้วก็จะสลายตัวไป ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีเจตภูต ไม่มีกายทิพย์ ไม่มีวิญญาณอมตะที่ไหนที่จะมาคอยบงการบังคับบัญชาร่างกายและจิตใจให้เป็นไปตามอำนาจของตนได้ เพราะธรรมทั้งหลายย่อมอาศัยเหตุเป็นแดนเกิดทั้งนั้น




โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2557 , 13:50:26 น.] ( IP = 101.51.142.4 : : )


  สลักธรรม 8

ขอเชิญศิษยานุศิษย์ทุกท่านร่วมงานทำบุญอุทิศ

"๒๓ ปี รำลึกอาจารย์บุญมี เมธางกูร"

ณ .วัดราชโอรสาราม เขตจอมทอง
..กุฏิไทยมัลลิกา..

วันจันทร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์ ๙ รูป เจริญพระพุทธมนต์
๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน

จึงเรียนมาเพื่อทราบ
บุษกร เมธางกูร.

โดย เทพธรรม [21 พ.ย. 2557 , 17:52:36 น.] ( IP = 171.96.179.49 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org