| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ร้อยบุปผากุศลธรรมบูชาคุณ
สลักธรรม 1
![]()
ปรากฏการณ์ชีวิต
(คัดตัดตอนมาจากหนังสือการปฏิบัติวิปัสสนา ของอภิธรรมมูลนิธิ)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร ( พระอาจารย์บุญมี เมธังกุโร)
ปรากฏการณ์ชีวิต
ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ท่านทั้งหลายก็จะเห็นว่า อำนาจของตัณหาก่อให้เกิดอุปาทานคือความยึดมั่นเหนียวแน่น มีกามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน เมื่ออุปาทานเกิดขึ้นแล้ว การกระทำกรรมก็เกิดขึ้น และเมื่อการกระทำกรรมเกิดขึ้น ก็หนีความเป็นบุญเป็นบาปไปไม่ได้ และอำนาจของบุญบาปนี่เองจะเป็นตัวการผลักส่งให้เกิดปฏิสนธิขึ้นในภพใหม่ชาติใหม่อย่างแน่นอน
ยกตัวอย่างเช่น คนฆ่าสัตว์อยู่เสมอ มีเจตนาให้สัตว์นั้นตาย ทำให้สัตว์เหล่านั้นอายสั้น ทำให้สัตว์เหล่านั้นได้รับความเจ็บปวด เจตนาที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยปริยายก็ย่อมเก็บประทับกรรมนั้นไว้ภายในจิตใจทั้งสิ้น และเมื่อกำลังของเจตนานี้มากขึ้นๆ แล้ว แน่นอนทีเดียวผู้นั้นจะต้องไปปฏิสนธิตามที่ที่เขามีเจตนาหรือมีความปรารถนา หนีไปไหนก็ไม่พ้น เขาจะไปเกิดในที่ที่มีความทุกข์ ในที่ที่มีความเร่าร้อน ในที่ที่มีอายุสั้น และในที่ที่จะต้องเจ็บปวดออดแอดไปจนถึงเจ็บปวดแสนสาหัส
หรืออย่างใครที่มีความสนใจเขียนภาพ เราก็จะพูดเรื่องเกี่ยวกับช่างเขียน ใครที่เป็นชาวนาเขาก็จะชอบพูดเรื่องเกี่ยวกับการทำนา ใครที่เป็นชาวประมงเขาก็จะชอบพูดเกี่ยวกับเรื่องการจับสัตว์น้ำ ความชำนาญที่เกิดอยู่ในใจนี้ทำให้เกิดอารมณ์บ่อยๆ และอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็เพราะมันมากระทบจิตเสมอๆ
หรืออย่างพ่อบ้านคนหนึ่งเมื่อถูกแม่บ้านถามว่า เย็นวันนี้จะรับประทานข้าวกับอะไร พ่อบ้านจึงได้ตอบไปตามความต้องการของตนว่า แกงมัสมั่นไก่ เพราะความติดใจในอารมณ์ที่เป็นอุปาทานแล้วก็เก็บซ่อนเอาไว้อยู่ในใจนั้น ได้กระตุ้นให้กล่าวคำนี้ออกมา อำนาจของอุปาทานมิได้เก็บเอาไว้เฉยๆ หากแต่มีแรงผลักดันให้เกิดการกระทำคือการพูดออกมาด้วย
โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2557 , 10:16:29 น.] ( IP = 113.53.89.172 : : )
สลักธรรม 2
กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน และอัตตวาทุปาทาน ที่มีความยึดเหนี่ยวเหนียวแน่นติดอยู่ในเรื่องอะไร ก็ย่อมจะก่อให้เกิดอารมณ์นั้นขึ้นได้โดยง่าย และอุปาทานเหล่านี้เองที่จะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดอารมณ์อยู่เสมอในชีวิตประจำวัน และเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันให้เกิดการปฏิสนธิขึ้น
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นสสารก็ดี จะเป็นพลังงานก็ดี จะเป็นนามธรรมคือจิต เจตสิก็ดี ย่อมจะแฝงอำนาจของมันอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสรรพสิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่มีกำลังไม่มีอำนาจในตัวของของมันเลย
เมื่อเราทำอะไรลงไปสักอย่างหนึ่งแล้วเกิดผลเสียหายร้ายแรง หรือถูกล๊อตเตอรี่ได้เงินรางวัลมากๆ เวลานั้นจิตของเราเป็นอย่างไรบ้าง แน่นอนจะต้องคิด จะต้องมีเรื่องตรึกตรองมาก ถ้าตั้งคำถามว่า ทำไมจึงนอนไม่ค่อยหลับ? ตอบตามสภาวธรรมก็คือ เพราะอำนาจของอารมณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เรารู้เรื่องความเสียหายหรือได้เงินรางวัลมากนั้นเป็นอารมณ์ที่แรง และกำลังอำนาจของอารมณ์เหล่านั้นไม่ได้สูญหายไปไหน แต่เก็บไว้อยู่ภายในจิตใจทั้งหมด
อารมณ์แรงเหล่านั้นย่อมมากระทบกับจิตจึงทำให้คิดอยู่ไม่ได้หยุดหย่อน เพราะถ้าอารมณ์เหล่านั้นไม่มากระทบกับจิต ไม้ได้เกิดผัสสะคือการกระทบแล้ว มันก็จะมีความคิดนึกอะไรไม่ได้เลย เหมือนเสียงที่ไม่ได้มากระทบหูก็ย่อมจะไม่ได้ยินเป็นต้น
โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2557 , 10:16:49 น.] ( IP = 113.53.89.172 : : )
สลักธรรม 3
ในเรื่องของเสียง เมื่อเกิดผัสสะคือการกระทบกันระหว่างจิตกับเสียงที่ประสาทหูแล้ว ความจริงเสียงนั้นก็คือความสั่นสะเทือนของอากาศ มีแต่เสียงสูง เสียงต่ำ เสียงนั้นย่อมไมใช่คน เสียงนั้นย่อไม่ใช่สัตว์ และไม่ใช่สิ่งของอะไรทั้งนั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอันหนึ่ง เป็นคลื่นแห่งความสั่นสะเทือนของอากาศ
เมื่อผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา ถ้าเราไม่ได้ใช้สติพิจารณากำหนดอารมณ์ให้ถูกต้อง มันก็เป็นไปโดยอัตโนมัติสืบต่อๆ กันไปเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา แล้วเวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดกรรมคือบาปบุญขึ้น และบาปบุญนี้เป็นผู้ผลักส่งให้ไปเกิด
เหตุการณ์เป็นดังนี้ก็เพราะเราตกอยู่ในความโง่ ความหลง ความไม่เข้าใจในเรื่องของชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่ต่อหน้าต่อตา ว่าขณะเสียงมากระทบหู มันไม่ใช่คนสัตว์ มีแต่เสียงสูงเสียงต่ำเท่านั้นเอง แต่เรากลับได้ยินเป็นเสียงคนพูด หรือเป็นเสียงเพลงอันไพเราะ หรือเป็นเสียงด่า หรือเป็นเสียงชมเชย
ปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นเร็วเหลือเกินเหมือนฟิล์มภาพยนตร์หมุนผ่านเครื่องฉายที่อยู่ตรงหน้าเรา มันไวจนกระทั่งจับมันไม่ได้ เมื่อจับไม่ทันแล้วเราจึงได้หลงใหลเข้าใจว่าเป็นพระเอก เป็นนางเอก เป็นผู้ร้าย เป็นเรื่องราวต่างๆ แท้ที่จริงมีแต่ภาพนิ่งเท่านั้น ตัณหา อุปาทาน และการกระทำกรรมก็จะเกิดขึ้นมาโดยฉับพลัน ไม่ทันที่เราจะกำหนดสติพิจารณาลงไปให้ทัน ฯลฯ
โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2557 , 10:17:05 น.] ( IP = 113.53.89.172 : : )
สลักธรรม 4
ผมศึกษาปรมัตถธรรมมาพอสมควร เป็นกรรมการธรรมศึกษา ณ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ที่จะต้องทำคือให้การศึกษาธรรมะแก่ประชาชน และผมได้ปฏิบัติงานนี้ติดต่อกันมาไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปี ได้บรรยายพระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรม ณ พุทธสมาคมนี้มาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ได้บรรยายถึงการปฏิบัติธรรมทั้งสมถะและวิปัสสนากรรมฐานอยู่เสมอ นอกจากในจังหวัดพระนครแล้วในจังหวัดอื่นและสถานที่อื่นอีกมาก โดยมิได้รับสินจ้างรางวัลแต่ประการใด ได้ทำไปด้วยอาศัยกำลังแรงศรัทธาเป็นใหญ่ นอกจากนี้ในฐานะประธานกรรมการอภิธรรมมูลนิธิ ก็มีหน้าที่โดยตรงคือการเผยแพร่พระอภิธรรมตามวัตถุประสงค์อยู่แล้ว
ผมรู้สึกตัวว่าเวลานี้อายุก็มากแล้ว ผมได้ต่อสู้ฟันฝ่ามาด้วยความยากลำบากทุรกันดาร ทั้งปริยัติและปฏิบัตินั้นก็คงจะไม่ได้อยู่กับผมยืนยาวต่อไปได้นานนัก จึงเห็นว่าไม่ควรทิ้งปริยัติและปฏิบัติเหล่านั้นไว้ให้ตายตามไปด้วย ควรจะรักษาเอาไว้เพื่อให้เป็นมือหรือเป็นแนวทางของผู้ปฏิบัติ หรือเป็นตัวเปรียบเทียบของท่านที่มีความรู้ความสามารถได้พิจารณา และควรจะได้เก็บรักษาเอาไว้เพื่อที่จะให้ผู้สนใจรุ่นหลังๆ ได้ทราบแนวทางที่ผมได้อาศัยผ่านมา
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น เราต้องไม่จงใจทำลงไปเพื่อจะดู เช่น เดินก็เดินอย่างช้าๆ เพื่อหวังว่าจะดู จึงค่อยๆ ยก ค่อยๆ ย่าง จนใครเห็นแล้วก็ตกใจแกมความสงสัย จนเป็นเหตุให้บางคนคิดว่า ผู้ปฏิบัติคงจะมีใจคอไม่สู้ปกติแน่ เพราะเป็นการกระทำที่มิได้เป็นธรรมชาติ ซึ่งนอกจากความจงใจเช่นนี้จะแฝงไว้ด้วยตัณหาแล้ว ยังเป็นการปลูกสร้างอัตตาภาวนาเข้าไปอีกโดยไม่รู้สึกตัว
การเดินจงกรมควรเป็นไปตามธรรมดาไม่ต้องขืน ไม่ต้องฝืน หากแต่ช้าลงไปหน่อยเท่านั้น เหมือนกับเราเดินหาสตางค์ ถ้าเดินเร็วนักก็หาไม่พบ ด้วยเหตุนี้เอง เวลาเดินจึงต้องเดินเหมือนเดินเล่นอยู่ที่บ้าน กำหนดดูพิจารณาการเคลื่อนที่ไปด้วยเหตุผล
โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2557 , 10:17:21 น.] ( IP = 113.53.89.172 : : )
สลักธรรม 5
การกำหนดพิจารณานั่งหรือนอนก็ไม่ต่างกัน อย่าไปเจาะจงว่าจะนั่งหรือนอนให้นานเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมง และเวลานั่งก็อย่างแกล้งทำค่อยๆ หย่อนตัวลงทีละน้อย หรือเวลาจะนอนก็อย่าค่อยๆ เอนลงไปทีละนิดๆ เพราะการกระทำดังนี้โยนิโสมนสิการไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมชาติเป็นอัตตาภาวนา ทั้งยังมีอำนาจเจตนาที่จะดูอันเป็นตัณหาแฝงอยู่ตลอดในการหย่อนกายลงนั่งหรือนอนนั้นด้วย
เมื่อกำหนดพิจารณาดูเสียก่อนแล้วว่ามันปวด เมื่อ หรืออ่อนเพลีย ซึ่งเป็นเหตุจำเป็นแล้วก็นั่งลง ถ้าจะนอนก็เอนลงไปธรรมดา กำหนดเพียงรู้ในการหย่อนกายลงหรือเอนตัวลงนอนเท่านั้น ช้านิดหน่อยแต่ไม่ผิดไปจากธรรมชาติ ถ้าเกิดการแล้งทำเพื่อจะดูแล้ว ตัณหาราคะก็จะเข้ามาเป็นตัวหนุนหลัง ผู้ปฏิบัติก็จะได้แต่สมาธิ
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นต้องมีความสมดุลกันระหว่างศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา โดยปกติผู้ปฏิบัติใหม่ๆ เมื่อเดินไปสัก ๕๐ ก้าวจิตก็จะแลบออกไปสู่อารมณ์ต่างๆ หลายๆครั้ง แต่ถ้าเดินไป ๕๐ ก้าวแล้วจิตแน่วแน่มากจนไม่ได้แลบออกไปในอารมณ์อื่นใดเลย ก้แน่นอนว่ามีสมาธิมากจนเสียดุลไป จำเป็นต้องถอยออกมาเสีย พยายามให้เกิดดุลให้ได้
จิตตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวนานนักไม่ได้ ถ้าเราขืนไปข่มเพื่อให้มันอยู่ในอารมณ์เดียวก็จะไม่เป็นวิปัสสนา วิปัสสนานั้นเป็นปัญญาอันลึกซึ้ง ถ้ามีความเข้าใจผิดเพียงนิดก็จะกลายเป็นการปฏิบัติที่ไม่ใช่วิปัสสนาไปเสีย ถ้าบุคคลใดมีเจตนาจ้องงไปว่าจะให้จิตสงบหรือบีบบังคับไม่ให้จิตเกิดความวุ่นวาย เพียรพยายามทำให้มันอยู่นิ่ง
ความจริงผมก็ไม่ได้ไปเถียงว่าไม่มีความสงบแล้วปัญญาจะเกิดได้ แต่ความสงบนั้นมิได้เกิดขึ้นเพราะการจ้องหรือการข่มขี่บังคับ และปัญญาจะเกิดขึ้นได้ก็ไม่จำเป็นจะต้องบังคับให้จิตมีความสงบไปแล้วนานๆ เสียก่อนเสมอไป แม้การกำหนดพิจารณาอารมณ์ความฟุ้งซ่านของตนเองก็อาจจะเกิดปัญญาได้เหมือนกัน
โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2557 , 10:17:36 น.] ( IP = 113.53.89.172 : : )
สลักธรรม 6
การกำหนดพิจารณาอารมณ์ต่างๆ ต้องให้เป็นไปตามธรรมชาติและต้องระวังมิให้ตัณหา มานะ ทิฏฐิ แฝงตัวเข้ามาอาศัยได้ ดังนั้น การกำหนดพิจารณานั่งจึงไม่ควรหลับตากำหนดด้วยความปรารถนาอยู่ในใจว่าการหลับตากำหนดนั้นเพื่อจะได้ดูรูปนามได้ชัดเจน เพราะถ้าลืมตาแล้วอารมณ์ต่างๆทางตามีมากมายจะเห็นอะไรได้สารพัดทำให้จิตวอกแวกไม่มั่นคง ผู้ปฏิบัติจึงได้จงใจหลับตากำหนดเพื่อหวังจะได้เห็นรูปนั่งของตนชัดเจนดี
อย่างไรก็ตามบุคคลทั้งหลายโดยทั่วไปเวลานั่นก็มิได้หลับตา นอกจากจะอ่อนเพลียหรือต้องการจะพักผ่อนจริงๆ ดังนั้น การนั่งหลับตาจ้องดูจึงเป็นการจงใจกระทำที่แฝงตัณหาไว้ด้วยได้ ทั้งนี้ผมมิได้หมายถึงท่านผู้ปฏิบัติใหม่ๆ ที่ยังต้องการฝึก ต้องการดูเพื่อให้ถูกต้องฯลฯ
พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากว้างใหญ่ไพศาลและล้ำลึกยิ่งกว่าท้องมหาสมุทร สิ่งที่ผมเขียนขึ้นมานี้ก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิดเดียวเหมือนหยดน้ำหนึ่งพอที่จะให้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่มีความสนใจได้ใช้พิจารณาก่อนการปฏิบัติ
ผมรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า เป็นผู้มีปัญญาน้อย มีประสบการณ์มาไม่มาก แต่ที่อาจหาญกระทำลงไปก็ด้วยแรงของความเชื่อมั่นในใจตน ได้แสดงความรู้และความคิดเห็นไปเท่าที่จะทำได้ด้วยใจอันปรารถนาจะยังประโยชน์แก่เพื่อร่วมทุกข์ทั้งหลาย และพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ถ้าไปขัดแย้งหรือก้ำเกินกระทบกระเทือนท่านผู้ใดก็ต้องขอประทานอภัย
ผมขอให้คุณพระศรีรัตนตรับรวมทั้งขอให้พลังของกุศลผลบุญอันเกิดจากเจตนารมณ์ที่ผมได้แสดงออกครั้งนี้ จงได้เป็นพลวปัจจัยให้บรรดาท่านอาจารย์ที่บรรยายพระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรม และอาจารย์ผู้อบรมการปฏิบัติธรรมทั้งที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันและที่ได้ล่วงลับละโลกนี้ไปแล้วอยูในภพภูมิต่างๆ จงมีอายุยืนนานมีความแจ่มใสเบิกบาน ได้ธรรมะเป็นที่พึ่งพาอาศัย และในที่สุดขอให้พระยามัจจุราชท่องเที่ยวติดตามค้นหาตัวไม่พบอีกต่อไปในเวลาไม่ช้า.
นายบุญมี เมธางกูร
๓๐๑ ตรงข้ามท่าช้างวังหน้า
อ.บางกอกน้อย จ.ธนบุรี
![]()
โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2557 , 10:17:53 น.] ( IP = 113.53.89.172 : : )
สลักธรรม 7
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย ศาลาธรรม [21 พ.ย. 2557 , 10:18:10 น.] ( IP = 113.53.89.172 : : )
สลักธรรม 9
ขอเชิญศิษยานุศิษย์ทุกท่านร่วมงานทำบุญอุทิศ
"๒๓ ปี รำลึกอาจารย์บุญมี เมธางกูร"
ณ .วัดราชโอรสาราม เขตจอมทอง
..กุฏิไทยมัลลิกา..
วันจันทร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์ ๙ รูป เจริญพระพุทธมนต์
๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารกลางวัน
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
บุษกร เมธางกูร.
![]()
โดย เทพธรรม [21 พ.ย. 2557 , 17:51:11 น.] ( IP = 171.96.179.49 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |