มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มิจฉาทิฐิ (ตอนที่๓)




มิจฉาทิฐิ (ความเห็นผิด)


ตอนที่ (๒) อ่านที่นี่

สัสสตทิฐิ ๔(ความเห็นผิดว่าเที่ยง ๔)

สัสสตทิฐิ ๔ อันเป็นความเห็นของสมณพราหมณ์ ๔ จำพวก ซึ่งเห็นว่า ตนและโลกเป็นของยั่งยืนด้วยความเห็นต่าง ๆ กัน

๑ สัสสตทิฐิชนิดแรก “เห็นผิดว่าตนและโลกเป็นของยั่งยืน” เพราะอาศัยความสามารถในการระลึกชาติได้หลายแสนชาติ

สมณพราหมณ์จำพวกที่ ๑ นั้น อาศัยความพากเพียรพยายาม ไม่ประมาท ใส่ใจโดยชอบ จนได้สำเร็จ เจโตสมาธิ เมื่อใจเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีนิวรณ์เครื่องกางกั้นและอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองแล้ว ก็ระลึกถึงการหนหลังได้โดยละเอียด ชาติ ๑ บ้าง ๒ ชาติบ้าง ๓ ชาติบ้าง ๔ ชาติบ้าง ๕ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ๒๐ ชาติบ้าง ๓๐ ชาติบ้าง ๔๐ ชาติบ้าง ๕๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง ๑๐๐๐ ชาติบ้าง หลายแสนชาติบ้าง

ว่าในชาติโน้น เรามีชื่อย่างนั้น มีโคตรติวงศ์อย่างนั้น มีวรรณะอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น มีสุขทุกข์อย่างนั้น มีกำหนดอายุเท่านั้น จุติจากชาตินั้นแล้วได้มาเกิดในชาตินี้ฯ เขาระลึกได้ถึงชาติก่อน พร้อมด้วยอาการและอุเทศดังที่ว่ามานี้ฯ เขาจึงกล่าวว่า ตนและโลกเป็นของยั่งยืนเป็นของหมัน เป็นของตั้งอยู่เหมือนยอดภูเขา เป็นของตั้งอยู่เหมือนเสาระเนียด เป็นของมั่นคง สัตว์โลกเหล่านั้นย่อมท่องเที่ยวเกิดตายอยู่อย่างนี้ ความยั่งยืนย่อมมีอยู่อย่างนี้ฯ

เพราะเหตุไร เราจึงว่าอย่างนี้ เพราะเหตุว่าเราอาศัยความพากเพียรพยายาม อาศัยความไม่ประมาท อาศัยความทำไว้ในใจโดยชอบแล้วได้สำเร็จเจโตสมาธิ คือใจตั้งมั่น เมื่อใจตั้งมั่นแล้วเราก็ระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอเนกประการ คือ ระลึกได้ตั้งแต่ชาติหนึ่งลงไปถึงหลายแสนชาติว่าในชาติโน้นเรามีชื่อ โคตร ผิวพรรณ วรรณะ อาหาร สุข ทุกข์ อย่างนั้น มีกำหนดอายุเท่านั้น จุติจากชาตินั้นแล้วได้เกิดในชาติโน้น จุติจากชาติโน้นแล้วได้มาเกิดในชาตินี้ เราระลึกได้ละเอียดอย่างนี้ เราจึงกล่าวว่าตนและโลกเป็นของยั่งยืน เป็นของหมัน เป็นของตั้งอยู่เหมือนยอดภูเขา เป็นของตั้งอยู่เหมือนเสาระเนียด เพราะสัตว์เหล่านั้นท่องเที่ยวตายเกิดอยู่อย่างนี้ ความยั่งยืนของตนและโลก มีอยู่อย่างนี้ ดังนี้ สมณพราหมณ์ จำพวกที่ ๑ อาศัยเหตุผลอย่างนี้ จึงได้บัญญัติทิฐิข้อที่ ๑ คือ สัสสตทิฐิ ว่าตนและโลกเป็นของยั่งยืน

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [22 ม.ค. 2558 , 08:29:57 น.] ( IP = 171.96.176.85 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

๒ สัสสตทิฐิ ชนิดที่ ๒ เห็นผิดว่า ตนและโลกเป็นของเที่ยงยั่งยืน เพราะอาศัยความสามารถในการระลึกชาติเพียง ๑๐ สังวัฎฎวิฎฎกัป (รายละเอียดอื่นเหมือนกับสัสสตทิฐิ ชนิดแรก)

๓ สัสสตทิฐิ ชนิดที่ ๓ “เห็นผิดว่า ตนและโลกเป็นของเที่ยงยั่งยืน เพราะอาศัยความสามารถในการระลึกชาติเพียง ๔๐ สังวัฎฎวิวัฎฎกัป (รายละเอียดอื่น เหมือนกับสัสสตทิฐิชนิดที่แรก)

๔ สัสสตทิฐิ ชนิดที่ ๔ “เห็นผิดว่า ตนและโลกเป็นของเที่ยงยั่งยืน” เพราะอาศัยคาดคิดเอาเอง (พวกนี้ไม่มีสมาธิขั้นฌาน)

ในทิฐิชนิด ๔ คือ สัสสตทิฐินั้น สมณพราหมณ์จำพวกที่ ๔ ตรึกตรองเอาเองแล้วกล่าวขึ้นว่า ตนและโลกเป็นของยั่งยืนเป็นของหมัน เป็นของตั้งอยู่เหมือนยอดภูเขา เป็นของตั้งอยู่เหมือนสาระเนียด ด้วยว่าสัตว์โลกทั้งหลาย ย่อมท่องเที่ยวตายเกิดอยู่เสมอความที่ตนและโลกเป็นของยั่งยืน มีอยู่อย่างนี้ สมณพราหมณ์จำพวกที่ ๔ อาศัยเหตุอย่างว่ามานี้ จึงได้บัญญัติทิฐิข้อที่ ๔ คือ สัสสตทิฐิไว้

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [22 ม.ค. 2558 , 08:31:30 น.] ( IP = 171.96.176.85 : : )


  สลักธรรม 2

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกสมณพราหมณ์ที่กล่าว ตนและโลกเป็นของยั่งยืนด้วยเหตุอย่างนี้ นอกจาก ๔ อย่างนี้ไม่มี

เราตถาคตรู้ได้ว่าพวกนี้มีทิฐิอย่างนี้ มีความถือย่างนี้ มีความลูบคลำอย่างนี้ ต้องมีคติอย่างนี้ ในภพต่อไปข้างหน้า พระตถาคตเจ้าย่อมรู้ยิ่งกว่านี้ จึงไม่ถือทิฐิเหล่านี้ไว้ เมื่อไม่ถือทิฐิเหล่านี้ไว้ก็รู้ความดับในตัว รู้ความตั้งขึ้น ความสิ้นไปแห่งเวทนาทั้งหลายและรู้จักคุณและโทษและความสลัดออกแห่งเวทนาทั้งหลาย จึงหลุดพ้นธรรมเหล่านี้แหละภิกษุทั้งหลายที่ว่าเป็นธรรมอันลึก เป็นธรรมที่เห็นได้ยาก เป็นธรรมที่สงบ เป็นธรรมที่ประณีตเป็นธรรมที่ตรึกตรองเอาเองไม่ได้ เป็นธรรมที่ละเอียด เป็นธรรมที่บัณฑิตรู้ ซึ่งจะตถาคตเจ้าตรัสรู้แล้วประกาศอันเป็นเหตุให้ประชุม ชนทั้งหลายสรรเสริญคุณพระตถาคตตามความเป็นจริง

คำอธิบายของอรรถกถา สัสสตทิฐิ ๔ อธิบาย “ธรรมทั้งหลาย”

ในคำว่า ธรรมทั้งหลายนั้น ได้แก่คุณธรรม ๑ เทศนาธรรม ๑ ปริยัตธรรม ๑ นิสัตตนิชีวธรรม ๑

คุณธรรม นั้นได้แก่คำที่แสดงถึงคุณและโทษแห่งธรรมเป็นต้นว่า ธรรมและอธรรมทั้ง ๒ นี้ มีผลไม่เสมอกัน คืออธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมนำไปสู่สุคติ

เทศนาธรรมนั้น ได้แก่ คำที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราจักแสดงธรรมที่มีคุณดีในเบื้องต้นดังนี้เป็นต้น

ปริยัตติธรรมนั้น ได้แก่คำที่กล่าวว่าภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรมคือสุตตะและเคยยะเป็นต้น

นิสสตตนีชีวธรรมนั้น ได้แก่คนที่กล่าวถึงธรรมล้วน ไม่กล่าวถึงสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เป็นต้นว่าธรรมทั้งหลายย่อมมีในคราวนั้น ขันธ์ทั้งหลายย่อมมีในคราวนั้น ดังนี้ ส่วนในคำว่า ธรรมทั้งหลายที่ลึกซึ้ง เป็นต้น ย่อมมีอยู่ดังนี้นั้น หมายคุณธรรมเพราะเป็นเหตุใด้ชุมชนทั้งหลายสรรเสริญคุณของพระคถาคต

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [22 ม.ค. 2558 , 08:33:06 น.] ( IP = 171.96.176.85 : : )


  สลักธรรม 3

อธิบายคำว่า ลึกซึ้ง

คำว่า ลึกซึ้ง นั้น คือเป็นของยากที่จะรู้ได้ความรู้ของผู้อื่น นอกจากพระตถาคตเจ้าเท่านั้น เหมือนกับมหาสมุทรซึ่งยากที่เหลือบยุงจะหยั่งถึงได้ ด้วยจงอยปากฉะนั้นธรรมเหล่านั้นเรียกว่า เป็นของเห็นได้ยาก เพราะเป็นของลึก ที่เรียกว่าเป็นของรู้ตามได้ยาก เพราะเป็นของเห็นได้ยากเรียกว่าเป็นของสงบ เพราะเป็นของดับความเร่าร้อนทั้งปวง หรือเรียกว่าเป็นของสงบ เพราะเป็นของดับความเร่าร้อนทั้งปวง หรือเรียกว่าเป็นของสงบ เพราะเป็นไปในอารมณ์เท่านั้นก็ได้ เรียกว่าเป็นของประณีต เพราะเป็นเหตุไม่ให้รู้จักอิ่ม เหมือนกับโภชนาหาร ที่มีรสอันดีฉะนั้นที่เรียกว่า เป็นของตรึกตรองเอาเองไม่ได้ เพราะเป็นวิสัยแห่งอุดมฌาณฯ เรียกว่าเป็นของละเอียดเพราะเป็นของละเอียดสุขุม ที่เรียกว่าเป็นของบัณฑิตพึงรู้ เพราะรู้ได้เฉพาะบัณฑิตจำพวกเดียวเท่านั้น ฯ

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [22 ม.ค. 2558 , 08:34:28 น.] ( IP = 171.96.176.85 : : )


  สลักธรรม 4

อธิบายคำว่าพระตถาคต ตรัสด้วยพระองค์เองแล้วประกาศนั้น

คำว่า พระตถาคตเจ้าตรัสด้วยพระองค์เองแล้วประกาศนั้น คือพระตถาคตเจ้าจำพวกเดียวเท่านั้น ได้ตรัสรู้ประจักษ์แจ้งแล้วประกาศออกมาให้คนทั้งหลายทราบต้นเหตุแห่งทิฐิทั้ง ๖๒ นั้นอันเป็นเหตุให้ประชุมชนทั้งหลายสรรเสริญ พระตถาคตเจ้าตามความเป็นจริง

อธิบายคำว่า ตนและโลกเป็นของหมัน

คำที่ว่า ตนและโลกเป็นของหมันนั้น คือเป็นของไม่มีผล เปรียบเหมือนกับสัตว์ของเลี้ยงที่เป็นหมัน และต้นตาลที่เป็นหมันเป็นต้นฉะนั้น ฯ คำว่าเป็นของตั้งอยู่เหมือนกับเสาระเนียดนั้น คือ เป็นของตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เหมือนกับเสาประตูพระนครที่เขาฝังลงไว้แน่น

อธิบายคำว่า ตนและโลกเป็นของเที่ยง ยั่งยืน

คำว่า ความที่ตนและโลกเป็นของเที่ยงยั่งยืนมีอยู่นั้นคือ สมณพราหมณ์พวกนั้นเห็นว่า ตนและโลกนั้นยั่งยืนกว่าภูเขาสิเนรุและดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ เพราะเป็นของมีอยู่เป็นนิจ

โปรดติดตามตอนต่อไป




โดย เทพธรรม...นำเสนอ [22 ม.ค. 2558 , 08:36:00 น.] ( IP = 171.96.176.85 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org