มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มิจฉาทิฐิ (ตอนที่๕)




มิจฉาทิฐิ (ความเห็นผิด)



ตอนที่ (๔) อ่านที่นี่

ทิฐิข้อที่ ๙-๑๒

อันตานันติกาทิฐิ ๔ (เห็นผิดว่า โลกที่มีที่สุดและไม่มีที่สุด ๔ ชนิด) อันตานันติกาทิฐินั้น ได้แก่ความเห็นผิดเรื่องโลก ๔ อย่าง คือ

(1) เห็นผิดว่า โลกมีที่สุด
(2) โลกไม่มีที่สุด
(3) โลกมีที่สุดก็ใช่ ไม่มีที่สุดก็ใช่
(4) โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่

ผู้ที่เห็นว่าโลกมีที่สุดนั้น คือ ขยายปฏิภาคนิมิต คือ ขยายดวงกสิณ ไม่จดขอบจักรวาล ส่วนผู้ที่เห็นว่าโลกไม่มีที่สิ้นสุดนั้นได้แก่ผู้ขยายกสิณจดของจักรวาลฯ ผู้ที่เห็นว่าโลกเบื้องบนเบื้องต่ำมีที่สุด ส่วนทางขวางไม่มีที่สุดนั้น ไม่แก่ผู้ขยายกสิณไม่จดเบื้องบนเบื้องต่ำ จดแต่ทางขวางเท่านั้น ส่วนผู้ที่ตรึกตรองเอาเองนั้นได้แก่หาเหตุผลต่าง ๆ เทียบเคียงแล้ว กล่าวออกไปตามที่ตนตรึกตรองเห็น

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [24 ม.ค. 2558 , 06:40:26 น.] ( IP = 171.96.177.21 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งซึ่งถืออันตานันติกาทิฐิ บัญญัติว่า โลกมีที่สิ้นสุดและไม่มีที่สุดและไม่มีที่สุดด้วยเหตุ ๔ อย่าง

๙(๑) ชนิดแรกของอันตานันติกาทิฐิ

คนเห็นผิดจำพวกที่ ๑ อาศัยความพากเพียรพยายามและความไม่ประมาท ความทำไว้ในใจโดยชอบ แล้วได้สำเร็จเจโตสมาธิ คือ จิตตั้งมั่น อันเป็นเหตุให้เขาเข้าใจว่าโลกมีที่สุด เมื่อเขาเข้าใจอย่างนั้น เขาจึงกล่าวว่า โลกนี้มีวงกลมเป็นที่สุด แล้วเขาอ้างเหตุว่า เพราะเขาได้อาศัยความพากเพียรพยายาม ความไม่ประมาท และความทำไว้ในใจโดยชอบ จึงได้สำเร็จเจโตสมาธิ อันเป็นเหตุทำให้เขาเข้าใจว่าโลกมีที่สุด เขาอ้างเหตุผันนี้ขึ้นแล้วจึงได้กล่าวว่า เรารู้ว่าโลกนี้มีวงกลมเป็นที่สุด อันนี้เป็นความคิดเห็นของจำพวกที่ ๑

๑๐(๒) ชนิดที่ ๒ ของอันตานันติกาทิฐิ

ในอันตานันติกาทิฐิชนิดที่ ๒ นั้นว่า สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง ได้อาศัยความพากเพียรพยายาม ความไม่ประมาท และความทำไว้ในใจโดยชอบ จนได้สำเร็จเจโตสมาธิ แล้วทำให้เขาเข้าใจว่าโลกไม่มีที่สุด เขาจึงกล่าวว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด ไม่มีที่กำหนดพวกที่กล่าวว่า โลกนี้มีวงกลมเป็นที่สุดนั้นผิด คือ ที่ถูกโลกนี้ไม่มีที่สุด ไม่มีที่กำหนดแล้วเขาอ้างเหตุว่า เพราะเขาได้อาศัยความพากเพียรพยายามความไม่ประมาท ความทำไว้ในใจโดยชอบ จนได้สำเร็จเจโตสมาธิ ซึ่งทำให้เขาเข้าใจว่าโลกนี้ไม่มีที่สุด ด้วยเหตุอันนี้จึงทำให้เขารู้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด ไม่มีกำหนด อันนี้เป็นความเห็นของพวกที่ ๒

๑๑(๓) ชนิดที่ ๓ ของอันตานันติกาทิฐิ

ในอันตานันติกาทิฐิ ชนิดที่ ๓ นั้นว่า มีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง ได้อาศัยความพากเพียรพยายาม ความไม่ประมาท และความทำไว้ในใจโดยชอบ จนได้สำเร็จเจโตสมาธิ อันเป็นเหตุให้เขาเข้าใจว่าโลกเบื้องบนและเบื้องต่ำมีที่สุด ส่วนทางขวางนั้นไม่มีที่สุดเขาจึงกล่าวว่าโลกนี้มีที่สุดก็ถูก ไม่มีที่สุดก็ถูก พวกสมณพราหมณ์ที่กล่าวว่าโลกนี้มีวงกลมเป็นที่สุด กับพวกที่กล่าวว่า โลกนี้ไม่มีที่สุดนั้น ผิดไปทั้งนั้น ที่ถูกนั้นโลกนี้มีที่สุดก็ใช่ ไม่มีที่สุดก็ใช่ เพราะเหตุไร เราจึงว่าอย่างนี้ เพราะเหตุว่าเราอาศัยความพากเพียรพยายาม ความไม่ประมาท และความทำไว้ในใจโดยชอบธรรม จนได้สำเร็จเจโตสมาธิแล้ว จึงทำให้เราเข้าใจว่าโลก เบื้องบนเบื้องต่ำมีที่สุด ส่วนทางขวางไม่มีที่สุด ด้วยเหตุนี้เราจึงรู้ได้ว่าโลกนี้มีที่สุดก็ใช่ไม่มีที่สุดก็ใช่นี้เป็นความเห็นของจำพวกที่ ๓

โดย เทพธรรม...นำเสนอ [24 ม.ค. 2558 , 06:43:04 น.] ( IP = 171.96.177.21 : : )


  สลักธรรม 2

๑๒(๔) ชนิดที่ ๔ ของอันตานันติกาทิฐิ

ในอันตานันติกาทิฐิ ชนิดที่ ๔ นั้นมีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งตรึกตรองเอาเองแล้วกล่าวขึ้นว่า โลกนี้มีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ พวกที่กล่าวว่าโลกนี้มีวงกลมเป็นที่สุด ก็ดี พวกที่กล่าวว่าโลกนี้ไม่มีที่สุดก็ดี พวกที่กล่าวว่าโลกนี้มีที่สุดก็ใช่ ไม่มีที่สุดก็ใช่ก็ดี ล้วนแต่กล่าวผิดทั้งนั้นที่ถูกนั้น โลกนี้มีที่สุด ก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ นี้เป็นความเห็นของจำพวกที่ ๔

พระพุทธองค์ทรงสรุป

ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สมณ พราหมณ์ ทั้ง ๔ จำพวกที่ถืออันตานันติกาทิฐินั้น ล้วนแต่บัญญัติว่า โลกมีที่สุด และไม่มีที่สุดด้วยเหตุ ๔ อย่างนี้นอกจากนี้ไม่มี

พระตถาคตเจ้ารู้ได้ดีว่าผู้ที่ถือทิฐิเหล่านี้ต้องมี ความยึด ถืออย่างนี้มีความลูบคลำอย่างนี้ มีคติอย่างนี้มีภพต่อไปอย่างนี้ พระตถาคตเจ้าย่อมรู้จักเหตุที่บัญญัติทิฐิเหล่านั้นด้วยรู้ จักยิ่งขึ้น ไปกว่านั้นด้วยจึงไม่ยึดถือความรู้นั้น เมื่อไม่ยึดถือความรู้นั้นก็ได้เห็นความดับกิเลสของตน ได้เห็นความเกิดขึ้นความดับไป คุณและโทษ แห่งเวทนาทั้งหลาย กับอุบายสลัดเวทนาทั้งหลายได้ตามเป็นจริง จึงได้หลุดพ้นจากสิ่งทั้งปวงธรรม

เหล่านี้แลภิกษุทั้งหลายเป็นธรรมที่ลึกซึ่ง เป็นธรรมที่เห็นได้ยาก เป็นธรรมที่รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมที่สงบ เป็นธรรมที่ประณีตเป็นธรรมที่ตรึกตรองเอาเองไม่ได้เป็นธรรมที่ละเอียดเป็นธรรมที่บัณฑิตที่รู้ซึ่งพระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้ด้วยตนเองแล้วประกาศออกไป ซึ่งเป็นเหตุให้ประชาชนทั้งหลายสรรเสริญ พระตถาคตเจ้าตามความเป็นจริง ดังนี้

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม...นำเสนอ [24 ม.ค. 2558 , 06:46:26 น.] ( IP = 171.96.177.21 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org