มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กระพี้ใกล้แก่น





กระพี้ใกล้แก่น


ก่อนอื่นต้องขอยกเอาการอุปมาพรหมจรรย์กับแก่นไม้ ในมหาสาโรปมสูตร จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ซึ่งมีใจความสำคัญดังนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ พระองค์ทรงตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้ถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญความไม่สบายกาย และความคับแค้นใจ ท่วมท้นแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นไปในเบื้องหน้าแล้ว ไฉนหนอ จึงจะกำจัดที่สุดแห่งทุกข์นี้ได้ …เขาผู้นั้นออกบวชแล้วยังลาภสักการะและชื่อเสียงให้เกิดขึ้น ก็อิ่มใจเต็มความปรารถนาด้วยลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น ยกตนข่มผู้อื่น และมีความประมาทมัวเมาแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ...อุปมาเหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวแสวงหาแก่นไม้ เมื่อพบต้นไม้ใหญ่มีแก่นยืนต้นอยู่เขาก็ละเลยแก่น กระพี้ เปลือก และสะเก็ดไม้เสีย ตัดเอาแต่กิ่งและใบไป ด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ คนที่รู้เรื่องดีเห็นเข้า ก็จะพึงกล่าวว่า บุรุษนี้ไม่รู้จักแก่นไม้ ฯลฯ เมื่อต้องการแก่นแต่กลับตัดเอากิ่งและใบไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ กิจที่จะพึงกระทำด้วยแก่นไม้จึงไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขาเลย

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:27:52 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อนึ่ง กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯลฯ …เขายังสมบูรณ์แห่งศีลให้เกิดขึ้นก็อิ่มใจเต็มความปรารถนาด้วยความสมบูรณ์แห่งศีลนั้น ยกตนเอง ข่มผู้อื่นและมีความประมาทมัวเมา ย่อมอยู่เป็นทุกข์ อุปมาเหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวแสวงหาแก่นไม้ เมื่อพบต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่เขาละเลยแก่น กระพี้ เปลือกและใบไม้ แต่ได้ถากเอาแต่สะเก็ดไม้ไป ด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ ก็พึงถูกกล่าวหาว่าบุรุษนี้ไม่รู้จักแก่นไม้ ฯลฯ เมื่อต้องการแก่นแต่กลับถากเอาแต่สะเก็ดไม้ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ กิจที่จะกระทำด้วยแก่นไม้จึงไม่สำเร็จประโยชน์แก่เขาเลย

อนึ่ง กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯลฯ …เขายังสมบูรณ์แห่งสมาธิ ให้เกิดขึ้น ก็อิ่มใจเต็มความปรารถนาด้วยความสมบูรณ์แห่งสมาธินั้น ยกตนเองข่มผู้อื่น และมีความประมาทมัวเมา ย่อมอยู่เป็นทุกข์ อุปมาเหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวแสวงหาแก่นไม้ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่เขาละเลยแก่น กระพี้ สะเก็ด กิ่งและใบไม้ แต่ได้ถากเอาเปลือกไม้ไป ด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ ก็จะพึงถูกกล่าวหาว่า บุรุษนี้ไม่รู้จักแก่นไม้ ฯลฯ เมื่อต้องการแก่นแต่กลับถากเอาเปลือกไม้ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ กิจที่จะพึงกระทำด้วยแก่นไม้จึงไม่สำเร็จประโยชน์ แก่เขาเลย

อนึ่ง กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ฯลฯ …เขายังสมบูรณ์แห่งปัญญาให้เกิดขึ้น ก็อิ่มใจเต็มความปรารถนาด้วยความสมบูรณ์แห่งปัญญานั้น ยกตนเองข่มผู้อื่น และมีความประมาทมัวเมา ย่อมอยู่เป็นทุกข์ อุปมาเหมือนบุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ เที่ยวแสวงหาแก่นไม้เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่เขาละเลยแก่น เปลือก สะเก็ด กิ่งและใบไม้ แต่ได้ถากเอากระพี้ไม้ไป ด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ ก็จะพึงถูกกล่าวหาว่า บุรุษนี้ไม่รู้จักแก่นไม้ ฯลฯ เมื่อต้องการแก่นแต่กลับถากเอากระพี้ไม้ไปด้วยสำคัญว่าเป็นแก่นไม้ กิจที่จะพึงกระทำด้วยแก่นไม้จึงไม่สำเร็จประโยชน์ แก่เขาเลย

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:29:10 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : )


  สลักธรรม 2

อนึ่ง กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต มีลาภสักการะและชื่อเสียงเกิดขึ้น เขาไม่อิ่มใจ ไม่เต็มความปรารถนาด้วยลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น ได้ความสมบูรณ์ด้วยศีลเขาไม่อิ่มใจ ไม่เต็มความปรารถนาด้วยความสมบูรณ์แห่งศีลนั้น ได้ความสมบูรณ์แห่งสมาธิ เขาไม่อิ่มใจ ไม่เต็มความปรารถนาด้วยความสมบูรณ์แห่งสมาธินั้น ได้ความสมบูรณ์แห่งปัญญา เขาไม่อิ่มใจ ไม่เต็มความปรารถนาด้วยญาณทัสสนะ หรือปัญญานั้น ไม่ยกตนข่มผู้อื่น ไม่ประมาทมัวเมา ย่อมยังความสมบูรณ์ให้สำเร็จ คือภาวะจิตหลุดพ้นจากกิเลส เพราะเห็นแจ้งด้วยปัญญา

ดังนั้น พรหมจรรย์นี้ จึงมิใช่ลาภสักการะ ชื่อเสียง มิใช่ความสมบูรณ์ด้วยศีล มิใช่ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ และมิใช่ความสมบูรณ์ด้วยปัญญาหรือญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ แต่พรหมจรรย์นี้มีความหลุดพ้น (จากกิเลส) ของใจอันไม่กลับกำเริบ นั่นแหละจึงได้ชื่อว่า เป็นประโยชน์ เป็นแก่นสาร (ในพระพุทธศาสนา)

คำว่า กระพี้ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายไว้ว่า น. เป็นส่วนของเนื้อไม้ที่หุ้มแก่น เนื้อไม้ที่อยู่ระหว่างเปลือกไม้กับแก่นไม้ มีลักษณะอ่อนและยุ่ยง่าย ว. โดยปริยายหมายความว่า ไม่เป็นแก่นสาร

ในบางครั้งเรามักจะได้ยินบ่อยๆว่า.. ถึงได้ไปก็แค่กระพี้เท่านั้นเอง ซึ่งหมายความว่ายังไม่ได้เนื้อหาสาระสำคัญที่เป็นแก่นสารอะไรเลย

เช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ที่พุทธศาสนิกชนหลายๆท่านต่างเข้ามาศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรมก็เพราะด้วยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่จะเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ แต่ทว่าเมื่อได้เข้ามาศึกษาปริยัติแล้วกลับติดอยู่กับตำราที่เรียนนั้นโดยไม่ได้มีโอกาสลงมือปฏิบัติ ในขณะที่บางท่านมีความปรารถนามรรคผลนิพพานอย่างแรงกล้า จึงลงมือปฏิบัติโดยมิได้ศึกษาปริยัติมาก่อน แม้แต่เรื่องสมาธิและวิปัสสนาก็ยังไม่ทราบว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ผลที่ตามมาจึงทำให้สูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะปฏิบัติผิดแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้ไว้ ประโยชน์ที่พึงได้ก็ไม่อาจสำเร็จ ดังที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ...กิจที่จะพึงกระทำด้วยแก่นไม้จึงไม่สำเร็จประโยชน์ แก่เขาเลย

คำตรัสอุปมาพรหมจรรย์กับแก่นไม้จึงเป็นข้อคิดให้เราท่านต่างได้หันกลับมาทบทวนการกระทำของตนเองได้เป็นอย่างดี

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:30:27 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : )


  สลักธรรม 3

ก่อนที่จะมาพูดถึงกระพี้ใกล้แก่น ตามชื่อเรื่องที่ตั้งไว้นั้น ขอเกริ่นสักเล็กน้อยถึงที่มาของเรื่องนี้ว่า ด้วยความห่วงใยของท่านอาจารย์ที่มีต่อพวกเราลูกศิษย์ทุกๆ คน ท่านจึงได้ปรารภว่า ขณะนี้มีลูกศิษย์หลายคนที่ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาพระอภิธรรม ทั้งเรียน ทั้งค้นคว้าหาซื้อตำราต่างๆ มามากมาย จนลืมที่จะนำพระอภิธรรมนั้นกลับมาวิจัยที่ตนเอง …

หากย้อนกล่าวไปในอดีตที่ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูรเริ่มสอนพระอภิธรรมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ที่พุทธสมาคม จนกระทั่งเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิด้วยตนเอง ปี พ.ศ. 2500 และก่อสร้างโรงเรียนมงคลทิพย์ฯ เพื่อสอนพระอภิธรรมได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2515 อีกทั้งยังได้ปลูกสร้างสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนาไว้เพื่อรองรับนักศึกษาที่ท่านสอนให้รู้ว่าชีวิตเป็นทุกข์ สอนให้รู้จักวิธีการปฏิบัติเพื่อพ้นไปจากความทุกข์ได้มีโอกาสเข้าฝึกหัดปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงให้ไว้ด้วยตนเอง จนทุกวันนี้มูลนิธิจึงมีทั้งสถานที่ที่สอนปริยัติเพื่อให้เข้าใจความจริงในเรื่องราวของชีวิต และมีสถานที่ปฏิบัติเพื่อนำความเข้าใจที่ได้ศึกษานั้นไปปฏิบัติให้เข้าถึง ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ผู้ใด(เข้า)ถึงธรรม ผู้นั้น(เข้า)ถึงตถาคต”

...ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท่านอาจารย์จึงเป็นห่วงลูกศิษย์ที่เริ่มใช้ชีวิตหันเหออกจากเป้าหมาย เพราะท่านปรารถนาให้พวกเราได้เดินไปให้ครบตามลำดับขั้นตอนของพระสัทธรรมทั้ง 3 เพื่อไปให้ถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาโดยไม่หลงออกนอกทาง นั่นก็คือ

ปริยัตติสัทธรรม – สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องศึกษาเล่าเรียน

ปฏิปัตติสัทธรรม – สัทธรรมคือคำสั่งสอนอันจะต้องนำไปปฏิบัติ

ปฏิเวธสัทธรรม – สัทธรรมคือผลอันจะพึงเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ

ประการสำคัญ ผู้ใดก็ตามหากติดอยู่กับปริยัตติสัทธรรม โอกาสที่จะดำเนินไปถึงปฏิเวธสัทธรรมย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:32:44 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อได้ฟังคำของอาจารย์แล้ว จึงหันกลับมาทบทวนการใช้ชีวิตของตนเอง พบว่าบางครั้งเราให้เวลากับปฏิปัตติสัทธรรมน้อยเกินไป และไม่จริงจังเหมือนกับที่ทุ่มเทเวลาให้กับปริยัตติสัทธรรม เพราะเมื่อเรียนแล้วมีความเข้าใจไปตามขั้นตอนเกิดความสนุกเพลิดเพลินจนทำให้ลืมเป้าหมายแรกของตนเองโดยไม่รู้ตัว แต่ยังโชคดีที่มีครูบาอาจารย์คอยสอดส่องดูแล และตักเตือนไม่ให้ไถลออกไปมาก จึงเข้าใจในคำปรารภและรู้สึกซาบซึ้งกับความเป็นห่วงของท่านอาจารย์ เพราะถ้าเรายังแบ่งเวลาไม่เป็นแล้วโอกาสที่จะไปถึงเป้าหมายคือพระนิพพานหรือวิมุตติ(ความหลุดพ้น)ซึ่งเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนานั้น เราย่อมไปไม่ถึงอย่างแน่นอน

ข้อความในมหาสาโรปมสูตร ที่ยกมานี้ ได้เปรียบชีวิตที่ประเสริฐกับต้นไม้ที่มีแก่น โดยอุปมาว่า

ลาภสักการะและชื่อเสียง เปรียบเหมือน กิ่งไม้และใบไม้
ความสมบูรณ์ด้วยศีล เปรียบเหมือน สะเก็ดไม้
ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ เปรียบเหมือน เปลือกไม้
ความสมบูรณ์ด้วยปัญญา(ญาณทัสสนะ) เปรียบเหมือน กระพี้ไม้
ความหลุดพ้น(จากกิเลส)ของใจที่ไม่กลับกำเริบอีก เพราะเห็นแจ้งด้วยปัญญา (อกุปปา เจ โตวิมุตติ) เปรียบเหมือน แก่นไม้

เมื่อนำพระสูตรนี้มาพิจารณาที่ตนเอง ก่อนอื่นก็ต้องตั้งคำถามว่า ...หากเราต้องการแก่นไม้ เราควรไปหาจากต้นไม้เนื้ออ่อน(ไม้เลื้อย/ไม้ล้มลุก) หรือไม้เนื้อแข็ง(ไม้ยืนต้น) ซึ่งแน่นอน คำตอบที่ได้รับ คือ ต้องไปหาไม้เนื้อแข็ง ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:34:34 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : )


  สลักธรรม 5

ในทางวิทยาศาสตร์ ไม้เนื้อแข็งนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ซึ่งพืชประเภทนี้โครงสร้างของลำต้นจะแตกต่างกับใบเลี้ยงเดี่ยว เพราะจะมีส่วนที่เป็นสะเก็ดไม้ เปลือกไม้ และเนื้อไม้ โดยเฉพาะเนื้อไม้(wood)นั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กระพี้ไม้ (sap wood) และแก่นไม้ (heart wood) และในส่วนที่เป็นแก่นไม้นี้เองจะแข็งมาก

หากพูดถึงกายวิภาคและสรีระของลำต้นใบเลี้ยงคู่แล้วโครงสร้างที่เรียงลำดับจากชั้นนอกไปสู่ชั้นในประกอบด้วย

1. สะเก็ดไม้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อผิวหนัง (epidermis) ที่อยู่ชั้นนอกสุด มีหน้าที่ป้องกันอันตรายให้กับเนื้อเยื่อของลำต้น เมื่อแก่ตัวเนื้อเยื่อชั้นนี้ก็จะเป็นสีน้ำตาลเรียกว่าสะเก็ดไม้

2. เปลือกไม้ เป็นส่วนที่อยู่ถัดเข้าไปประกอบด้วยท่ออาหาร (phloem)ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่สร้างจากใบไปยังส่วนต่างๆของพืช

3. เนื้อไม้ ประกอบด้วยท่อน้ำ (xylem) ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและเกลือแร่จากรากไปยังใบ ในส่วนของเนื้อไม้นี้จำแนกเป็น

3.1 กระพี้ไม้(sap wood) อยู่ด้านนอกติดกับเปลือกไม้ เป็นท่อน้ำที่เกิดใหม่ ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำได้ดี

3.2 แก่นไม้ (heart wood) อยู่ด้านใน เป็นท่อน้ำที่เกิดนานแล้ว ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำได้น้อย จนไม่สามารถลำเลียงน้ำได้อีกต่อไป เป็นเนื้อเยื่อที่ตายแล้วจึงเป็นส่วนที่แข็งที่สุดของลำต้น มีลวดลายของวงปีที่บ่งบอกให้เราทราบถึงอายุของต้นไม้ได้

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:36:19 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : )


  สลักธรรม 6

เมื่อเป็นเช่นนี้….หากเรานำมาวินิจฉัยดูแล้ว ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าเพราะเหตุใดสมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงอุปมาพรหมจรรย์กับแก่นไม้ เช่นนั้น

ลาภสักการะและชื่อเสียง เปรียบเหมือนกิ่งไม้และใบไม้

การศึกษาพระอภิธรรม จัดว่าเป็นปริยัตติสัทธรรม
แต่ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เราเรียนไปเพื่ออะไร


หากนำไปเปรียบกับข้อความในมหาสาโรปมสูตรแล้ว เรามุ่งหวังอะไรจากการเรียนนั้น หากต้องการเพียงเพื่อลาภสักการะและชื่อเสียง ก็เสมือนว่าได้แต่เพียง กิ่ง ก้าน และใบ ที่สักวันก็อาจร่วงหล่นไป

เพราะบางท่านใช้เวลาเรียนพระอภิธรรมมาหลายปี สอบก็หลายครั้งจนได้ปริญญา แต่เมื่อได้รับปริญญาแล้ว ก็กลับออกไปประกอบอาชีพทำมาหากินเช่นเดิม โดยไม่มีโอกาสนำพระสัทธรรมคำสอนนั้นมากระทำคือปฏิปัตติสัทธรรมเลย ก็ไม่ต่างจากใบไม้ที่ครั้งหนึ่งเคยเขียวชอุ่ม แต่บัดนี้ได้กลายเป็นสีเหลืองร่วงหล่นลงไปจากต้นเสียแล้ว

บางท่านเรียนแล้วยังได้มีโอกาสนำกลับไปเผยแพร่ให้กับผู้อื่น สร้างความอิ่มเอิบใจ และยึดติดอยู่ในกุศลอันเป็นธรรมทานนั้น ในขณะที่บางท่านเมื่อสอนไปๆ ลูกศิษย์ลูกหามีมากมาย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เริ่มไหลมา เทมา ทำให้เป้าหมายเดิมที่เคยมีนั้นจางหายไป ซึ่งเข้ากับข้อความในมหาสาโรปมสูตรที่กล่าวว่าทำให้อิ่มใจเต็มความปรารถนาด้วยลาภสักการะและชื่อเสียงนั้น ยกตนข่มผู้อื่น

ผู้เขียนเคยได้พบอาจารย์สอนพระอภิธรรมท่านหนึ่งที่ทำสีหน้าเหมือนดูแคลนผู้อื่นที่ตนคิดว่ามีความรู้ไม่เท่ากับตนเอง ...จนทำให้มีคนหลายๆคนพูดว่า ผู้ที่สอนพระอภิธรรมนั้นมีมานะมาก ด้วยเหตุนี้ท่านอาจารย์จึงเป็นห่วงพวกเราทุกคน

เพราะท่านกลัวว่าเราผู้ซึ่งต้องการแก่นไม้แต่กลับไปสาระวนเก็บอยู่แต่ใบไม้ ซึ่งมีหน้าที่สร้างอาหาร(สังเคราะห์แสง) จึงมีทั้งการลำเลียงน้ำ อากาศ และอาหาร ก็ไม่ต่างกับชีวิตที่เป็นทางผ่านเข้าออกของกิเลส ต้องการรับแต่สิ่งดีๆ (ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข) พอมีสิ่งไม่ดี ก็อยากให้ออกไป ….ประโยชน์ที่พึงได้ก็ไม่อาจสำเร็จ

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:38:17 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : )


  สลักธรรม 7

ความสมบูรณ์ด้วยศีล เปรียบเหมือน สะเก็ดไม้

ศีล เป็นเสมือนอาภรณ์ เป็นเครื่องป้องกันอย่างหนึ่ง เช่นศีล 5 เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้กาย วาจาเราทุจริต(บาป) ทำให้เกิดบุญ บางท่านจึงต้องการบุญมากก็พยายามรักษาศีลให้มากขึ้น เช่น ศีล 8 หรืออุโบสถศีล …แต่…ขณะเดียวกันผู้เขียนเคยประสบด้วยตนเองตอนไปวัดๆหนึ่งในวันพระแล้วถูกผู้รักษาอุโบสถศีลที่ค้างอยู่ที่วัดนั้นมาไล่ที่โดยบอกว่าตรงนั้นเป็นที่ประจำของท่าน ดังนั้นแม้ว่าศีลจะเป็นอาภรณ์ก็จริง แต่ก็อยู่ที่ผู้สวมใส่นั้นว่าจะใช้อาภรณ์ปกปิดร่างกายได้เพียงใด ก็ไม่ต่างจากสะเก็ดไม้ที่พร้อมที่จะหลุดล่อนออกจากต้นไม้ได้ทุกเมื่อ

ดังนั้นผู้ที่รักษาศีลอย่างเดียวจนสมบูรณ์ก็ไม่อาจไปถึงพระนิพพานได้

ด้วยเหตุนี้เองท่านอาจารย์จึงเป็นห่วงพวกเราทุกคน

ท่านกำชับพวกเราให้ตระหนักว่าศีลที่จะทำให้ไปถึงความหลุดพ้นนั้นไม่ใช่ ศีล 5 ศีล 8 แต่เป็นจตุตถศีล ได้แก่ อินทรียสังวรศีล เป็นต้น ซึ่งเป็นศีลที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติวิปัสสนาซึ่งจะพาให้เราไปพบแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาได้

ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ เปรียบเหมือน เปลือกไม้

“สมาธิยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์”

การเรียนพระอภิธรรมจะทำให้เราทราบว่า การปฏิบัติสมาธิ และวิปัสสนานั้นต่างกัน จนท่านอาจารย์บุญมีได้เขียนหนังสือเรื่อง “สมาธิต่างกับวิปัสสนาราวฟ้ากับดิน”

เพราะสมาธิมีการปฏิบัติโดยให้จิตนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว เพื่อกำจัดนิวรณ์ ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้จิตใจเป็นสุข เยือกเย็น ผู้ปฏิบัติจึงมักติดอยู่กับความสุขนั้น สุขวิปลาสจึงยังมีอยู่ ทุกขสัจจะก็ไม่ปรากฏ การเข้าถึงธรรมที่ประเสริฐสุดในพระพุทธศาสนาคือ อริยสัจสี่ก็หมดโอกาส

ส่วนการปฏิบัติวิปัสสนานั้นต้องรู้แจ้งตามความเป็นจริงของสภาวธรรมทั้งปวงที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖ วิปัสสนาไม่สนใจว่าอารมณ์นั้นจะหยาบหรือประณีต มีหน้าที่กำหนดรู้อยู่แต่การเกิดขึ้นและการดับไปของ รูป-นาม มีหน้าที่รู้เกิดรู้ดับ จะหยาบเกิดก็รู้จะละเอียด เกิดก็รู้ หยาบดับก็รู้ ละเอียดดับก็รู้ แม้มีนิวรณ์เกิดขึ้นก็เอามาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาได้

ดังนั้นสมาธิและวิปัสสนาจึงมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สมาธิทำแล้วมีความสุข อิ่มเอิบสดชื่น (วิปัสสนาปฏิบัติแล้วเห็นแต่ทุกข์)…ไม่ต่างกับเปลือกไม้ที่มีเนื้อเยื่อลำเลียงอาหารซึ่งเป็นเซลล์ที่มีชีวิตทำหน้าที่ส่งอาหารไปยังส่วนต่างๆ ให้เกิดความสมบูรณ์ แข็งแรง

ผู้ใดก็ตามแม้จะได้ปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจังจนเกิดความสมบูรณ์มีฌานเกิดขึ้นตามลำดับ แต่ถ้าผู้นั้นไม่นำองค์ฌานที่มีอยู่นั้นมาพิจารณาเป็นวิปัสสนาจนเห็นการเกิดดับแล้ว …ก็ไม่อาจเดินทางไปถึงแก่นของพระพุทธศาสนาได้

…ด้วยเหตุนี้เองท่านอาจารย์จึงเป็นห่วงพวกเราทุกคน

ท่านจะคอยแก้ไขอารมณ์ให้กับพวกเราทุกครั้งที่มีการฝึกหัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อไม่ให้ติดอยู่ในอารมณ์ที่เป็นสมาธิมากเกินไปนั่นเอง

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:41:00 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : )


  สลักธรรม 8

ความสมบูรณ์ด้วยปัญญา(ญาณทัสสนะ) เปรียบเหมือน กระพี้ไม้

ดังกล่าวมาแล้วว่า กระพี้ไม้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อไม้ที่อยู่ด้านนอก ในขณะที่แก่นไม้เป็นเนื้อไม้ด้านใน กระพี้ไม้จึงเป็นเนื้อไม้ที่ยังอ่อนอยู่

เช่นเดียวกับปัญญาที่เริ่มต้นเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ (สุตามยปัญญา) ตั้งแต่ยังไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชีวิตคืออะไร จนกระทั่งรู้ว่า ชีวิตคือรูปนาม (ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) และเมื่อได้ศึกษาพระอภิธรรมจึงรู้นามนั้นก็คือ จิต และเจตสิก รู้รายละเอียดของรูปและนามมากขึ้น ….ความรู้เหล่านี้เมื่อเรียนนานๆ หากไม่มีโอกาสทบทวนเพราะยังต้องกลับไปประกอบอาชีพทำมาหากินในที่สุดก็อาจลืมได้ ดูแล้วไม่ต่างไปจากกระพี้ไม้ ซึ่งเป็นท่อลำเลียงน้ำที่ถูกขูดทิ้งออกไปในขณะที่มีการตอนต้นไม้

ถึงแม้ว่าเรียนแล้ว และสามารถนำความรู้ในการกำหนดรูปกำหนดนามนั้นมาปฏิบัติได้ จนปัญญานั้นสมบูรณ์เกิดความรู้ความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เรียกว่าญาณทัสสนะ หากกิเลสยังไม่ถูกกำจัด ยังสามารถกลับมากำเริบอีกก็ยังไม่จัดว่าเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ยังคงได้แค่กระพี้ไปเท่านั้น แต่เมื่อใดที่ผู้ปฏิบัตินั้นผ่านไปถึงขั้นญาณทัสสนะวิสุทธิ คือมรรคจิต ผลจิตเกิดขึ้นแล้ว ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์

เพียงแค่นี้..เราก็สามารถสำรวจตนเองได้ว่า เราผู้กำลังค้นหาแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาอยู่นั้น …เราได้พบกับอะไร เรามาถึงกระพี้(ที่)ใกล้แก่นแล้ว …อยู่แต่ว่ากระพี้ที่เราได้นั้นจะถูกทำลายไปหรือไม่ หรือเรากำลังจะทำกระพี้ที่ได้นั้นให้เป็นแก่นในสักวันหนึ่งข้างหน้า

ทั้งนี้เนื่องจากกระพี้ไม้นั้นเมื่อเวลาผ่านไปแต่ละปีๆมันก็จะแก่ตัวเข้าๆ เพราะจะมีกระพี้ไม้ที่เกิดใหม่(เป็นส่วนที่อยู่ติดกับเปลือกไม้) นานๆเข้ากระพี้อันเก่าก็จะกลายเป็นแก่นไม้ได้ในที่สุด

…ด้วยเหตุนี้เองท่านอาจารย์จึงเป็นห่วงพวกเราทุกคน

ท่านจึงปรารภว่า เราเป็นกระพี้ใกล้แก่น จะเจริญไปเป็นแก่นหรือไม่ อยู่ที่พวกเราเอง …ท่านเป็นได้ก็เพียงแค่เป็นผู้นำหนทางและวิธีการมาบอกเท่านั้น

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:42:46 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : )


  สลักธรรม 9

วิมุติ คือความหลุดพ้น(จากกิเลส)ของใจที่ไม่กลับกำเริบอีก เพราะเห็นแจ้งด้วยปัญญา เปรียบเหมือน แก่นไม้

ดังกล่าวมาแล้วว่า แก่นไม้ ก็คือกระพี้ไม้ที่แก่ตัวเข้า จากเซลล์ท่อน้ำที่ทำหน้าที่ลำเลียง จนเมื่อแก่ตัวไม่สามารถลำเลียงได้ ซึ่งไม่ต่างไปจากปุถุชนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลสที่ถูกลำเลียงผ่านทางทวารทั้ง ๖ จนเมื่อใดที่มีมัคคจิต ผลจิตเกิดขึ้นสำเร็จเป็นพระอริยบุคคล เมื่อนั้นการลำเลียงของกิเลสก็หมดลงไป

ดังนั้น แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาจึงอยู่ที่ญาณทัสสนวิสุทธิ หรือวิมุตติ ดั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า

….พรหมจรรย์นี้ จึงมิใช่ลาภสักการะ ชื่อเสียง มิใช่ความสมบูรณ์ด้วยศีล มิใช่ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ และมิใช่ความสมบูรณ์ด้วยปัญญาหรือญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ แต่พรหมจรรย์นี้มีความหลุดพ้น (จากกิเลส) ของใจอันไม่กลับกำเริบ นั่นแหละจึงได้ชื่อว่า เป็นประโยชน์ เป็นแก่นสาร (ในพระพุทธศาสนา)

…ด้วยเหตุนี้เอง ท่านอาจารย์จึงเป็นห่วงพวกเราทุกคน

จึงได้ให้ข้อคิดเรื่องกระพี้ใกล้แก่น…เพื่อกระตุ้นเตือนให้เราได้ทบทวนเป้าหมาย และจะได้เร่งรีบดำเนินเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น


โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [4 ก.พ. 2558 , 09:44:49 น.] ( IP = 171.96.179.6 : : )


  สลักธรรม 10

7.25llllllyuanbasketball shoes
beats by dre
beats headphones
beats by dr dre
beats by dre
beats by dre
beats headphones
beats by dr dre
beats headphones
bottega veneta outlet online
bottega veneta outlet
burberry outlet store
burberry outlet store
burberry outlet
burberry outlet
burberry outlet sale
burberry outlet
burberry sunglasses on sale
burberry sunglasses
calvin klein outlet
calvin klein underwear
cartier sunglasses for men
cartier sunglasses
cartier outlet store
cartier outlet
cartier uk
cartier watches
cartier watches for sale
cartier watches
cazal outlet
cazal sunglasses
celine outlet online
celine outlet
celine outlet online
celine outlet
7.25

โดย lllllyuan [25 ก.ค. 2559 , 08:24:46 น.] ( IP = 23.228.77.137 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org