มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระอภิธรรมสังเขป (๑)




พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ

โดย พระนิติเกษตรสุนทร


ประโยชน์ของการศึกษาพระอภิธรรม

ประโยชน์ที่จะได้รับการศึกษาพระอภิธรรมมีอยู่มากหลายประการ ไม่สามารถจะอธิบายให้ละเอียดหมดสิ้นในที่นี้ได้ จึงขอนำมากล่าวแต่โดยสังเขป เพื่อเป็นทางพิจารณาประกอบคุณงามความดีแก่ชีวิต

พระอภิธรรมกล่าวถึงสภาวะอันแท้จริง พระอภิธรรมเป็นคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าด้วยสภาวะความจริงแท้อันไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรียกว่าปรมัตถสัจจะ ต่างกับที่ทรงสอนไว้ในพระสูตรและพระวินัยอันเป็นความจริงตาม สมมุติสัจจะ สมมุติสัจจะแม้จะเป็นความจริงก็ตาม แต่ก็เป็นความจริงโดยสมมุติโวหาร ที่ชาวโลกบัญญัติให้เรียกขานกันเพื่อความเข้าใจ เมื่อว่าโดยสภาวธรรมแล้วก็ไม่เป็นความจริงแท้ เช่น มนุษย์หรือสัตว์ย่อมเป็นความจริงเพียงตามสมมุติ หรือบัญญัติที่ให้เรียกให้เข้าใจกัน แต่ตามความแท้จริงโดยสภาวะนั้นไม่มีมนุษย์หรือสัตว์เลย

พระอภิธรรมแยกสภาวะออกให้เห็นว่า ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคลอะไรทั้งนั้น คงมีแต่สภาวธรรมคือ จิต เจตสิก รูป อันเป็นสังขตธรรมโดยการปรุงแต่งเกิดขึ้นเป็นอยู่ และเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ทั้งสิ้น การศึกษาพระอภิธรรมทำให้เข้าใจในความจริงที่เป็นปรมัตถสัจจะได้ถูกต้อง มีการกล่าวว่า พระอภิธรรมไม่ใช่พระพุทธวจนะนั้น เป็นการกล่าวโดยไร้เหตุผลของผู้ที่มิได้เคยศึกษาพระอภิธรรม ถ้าผู้กล่าวได้เคยศึกษาและเข้าใจในปรมัตถสัจจะแล้ว จะไม่กล่าวดังนั้น

การศึกษาพระอภิธรรมทำให้เข้าใจในคำสอนของพระพุทธองค์ยิ่งขึ้น สำหรับท่านที่ใคร่ในพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่แล้ว ถ้าได้ศึกษาพระอภิธรรมประกอบ จะทำให้เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอนนั้นละเอียดดียิ่งขึ้น ซาบซึ้งถึงแก่นความจริงคือสภาวธรรม เป็นเหตุให้เกิดปัญญาความรู้ถูกต้องตรงตามหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ พระอภิธรรมมีข้อความจริงลึกซึ้งยิ่งนักเช่นบทใน ธัมมสังคณีว่า “กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพยากตา ธมฺมา” ซึ่งใช้สวดที่หน้าศพเรียกว่าสวดพระอภิธรรมนั้น ผู้ที่มีความสนใจอยู่ในธรรมะบ้างแล้วโดยมากก็เข้าใจเพียงว่า ธรรมที่เป็นกุศลธรรมที่เป็นอกุศล และธรรมที่เป็นกลางๆ แต่อะไรที่เรียกว่าธรรมเป็นกุศล อกุศล และกลางๆ นั้น ก็นึกไปไม่ใคร่ถึง ยิ่งผู้ที่ไม่สนใจในพระธรรมด้วยแล้ว ก็เลยเข้าใจไปว่าการสวดพระอภิธรรมบทนี้ คือสวดปลงสังเวชคนตายรู้สึกทำให้ไม่อยากฟัง เพราะทำให้วังเวงเหี่ยวใจก่อความหวาดกลัวขึ้นเป็นต้น

แต่ความหมายลึกซึ้งอันเป็นหลักธรรมหรือองค์ธรรมของธัมมสังคณีบทนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงสภาวธรรม คือจิต เจตสิก รูป และนิพพาน ซึ่งเป็นปรมัตถธรรมที่มีอยู่ เกิดขึ้นเป็นกุศล อกุศลและเป็นกลางๆ หาใช่การปลงสังเวชาทำให้โศกเศร้าแต่ประการใดไม่ ขอได้พิจารณาผังแสดงเฉพาะจิตในธัมมสังคณี ดังต่อไปนี้

โดย ศาลาธรรม [5 ส.ค. 2558 , 11:06:40 น.] ( IP = 1.20.245.44 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ตามผังแสดงจิตนี้ย่อมเห็นได้ว่า มีหัวข้อเป็นหลัก หรือองค์ธรรมอยู่มากหลายประการ เมื่อได้ศึกษาพระอภิธรรมแล้วก็จะทำให้เข้าใจในองค์ธรรมที่กล่าวในบทธัมมสังคณณีนี้ได้ละเอียดถูกต้องตามเหตุผลที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสงไว้ เช่น กุสลาธมมา จิตที่เป็นกุศล ๓๗ แยกออกเป็นโลกียะ ๑๗ ได้แก่ กามาวจรกุสลจิต ๘ รูปาวจรกุสลจิต ๕ อรูปาวจรกุสลจิต ๔ และโลกุตตรกุสลจิต ๒๐ ได้แก่ โสดาปัตติมัคคจิต ๕ สกทาคามิมัคคจิต ๕ อนาคามิมัคคจิต ๕ อรหัตตมัคคจิต ๕ จิตดังกล่าวนี้ยังได้แยกละเอียดต่อไปอีกตามลักษณะของสหชาตธรรมที่เข้าประกอบ แสดงให้เห็นสภาวธรรมประณีตยิ่งขึ้น และจะทำความเข้าใจในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ได้แจ่มชัด

ก่อให้เกิดมหากุศลอันยิ่งใหญ่ กล่าวคือ เมื่อเข้าใจปรมัตถสัจจะที่ถูกต้องตามความจริงแล้ว ย่อมเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ จะไม่หลงเข้าใจผิดไปตามสมมุติบัญญัติ จะเข้าใจในสภาวะความจริงถูกต้อง รู้เท่าทันในชีวิตความเป็นอยู่ มีวิธีหลีกเลี่ยงระงับทุกข์กายทุกข์ใจ แก้ปัญหาชีวิตของตนได้เป็นอย่างดี ทำจิตที่หยาบกระด้างเปลี่ยนแปลงไปสู่ความอ่อนโยน สงบระงับตั้งอยู่ในความเยือกเย็น เห็นอกเห็นใจเพื่อนสัตว์ทั้งหลาย จะตั้งตนไว้ในสัมมาปฏิบัติ ฯลฯ

ในประการที่สุดก็จะปรากฏเป็นอารมณ์อยู่เนืองนิตย์ เห็นอัตตภาพนี้ไม่เที่ยงไม่คงทน เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนบังคับบัญชาไม่ได้ ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงพร่ำสอนจะให้มองเห็นจิตก็จะไม่ยึดมั่นหลงอยู่ในโมหะความหลง และทิฏฐิความคิดผิด คิดแต่จะประกอบบุญกุศลมุ่งหวังให้พ้นจากสังสารวัฏฏ์อันเต็มไปด้วยทุกข์ นำไปสู่การปฏิบัติมีเจริญสมถะแลวิปัสสนาเป็นต้น

การศึกษาพระอภิธรรมมีประโยชน์ดังกล่าวแล้ว แม้ในบางประการนี้ นับว่าเป็นมหากุศลอย่างยิ่ง ไม่ควรจะปล่อยชีวิตให้เลยไปเสียโดยเปล่าประโยชน์

โดย ศาลาธรรม [5 ส.ค. 2558 , 11:08:32 น.] ( IP = 1.20.245.44 : : )


  สลักธรรม 2

ความหมายของปรมัตถธรรม

ก่อนที่จะทำความเข้าใจในสภาวะอันเป็นปรมัตถธรรมควรทราบว่า ปรมัตถธรรม (ปรโม อวิปริโต อตฺโถติ ปรมตุถโต แปลว่า ธรรมอันประเสริฐ เป็นธรรมชาติ ความจริงที่ไม่มีการวิปริตแปรผัน ทรงสภาพอย่างใดก็ทรงอยู่อย่างนั้นตลอดไปโดยสม่ำเสมอ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงผิดแผกไปอันได้แก่ ธรรมชาติหรือธรรมดานั่นเอง

ตัวอย่าง ไฟย่อมทรงสภาพความร้อนอยู่เป็นธรรมชาติ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ไม่ว่าไฟจะอยู่ในที่ใด แม้จะอยู่ที่ขั้วโลกเหนืออันมีความหนาวเย็นเป็นหิมะ ไฟก็มีความร้อนอยู่ในที่นั้น ความร้อนที่รู้สึกนี้แหละเป็นปรมัตถสภาวะ คือเป็นสภาวะความจริงที่ไม่วิปริตแปรผันไม่ว่าใครผู้ใด จะเป็นเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ทุกชาติทุกภาษา ตลอดจนสัตว์เดรัจฉาน เมื่อถูกต้องกับไฟแล้วก็ต้องรู้สึกในทันทีว่าร้อนเหมือนกันหมด ร้อนจึงเป็นปรมัตถ์ เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปรเป็นอย่างอื่น ส่วนคำว่า “ไฟ” ไม่ใช่ปรมัตถ์ เป็นแค่คำเรียกร้องสมมติบัญญัติกันขึ้นตามความหมายเพื่อให้เข้าใจกันในระหว่างมนุษย์จำพวกหนึ่ง แต่มนุษย์จำพวกอื่นหาบัญญัติเรียกร้องว่าไฟไม่ บางพวกเรียกว่า “อัคคี” ว่า “fire” เป็นต้น ตามภาษาเรียกร้องที่มนุษย์จำพวกนั้นเข้าใจกัน คำว่าไฟจึงแปรผันเปลี่ยนเรียกไปตามสมมติบัญญัติ หาใช่ความจริงอันเป็นปรมัตถ์ไม่ คงเป็นแต่ความจริงตามสมมุติบัญญัติเท่านั้น ต่างกับความร้อนซึ่งเป็นธรรมะชาติความจริงที่ไม่วิปริตแปรผันดังกล่าว

สรรพรูปธรรมนามธรรมเมื่อกล่าวโดยปรมัตถธรรม แยกออกได้เป็น ๔ ประการ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน มีลักษณะโดยย่อดังต่อไปนี้ คือ

โดย ศาลาธรรม [5 ส.ค. 2558 , 11:09:45 น.] ( IP = 1.20.245.44 : : )


  สลักธรรม 3

สภาวะของจิต มีการรู้ซึ่งอารมณ์แต่อย่างเดียว เป็นสาระสำคัญเป็นลักษณะ จิตเมื่อว่าโดยลักษณะไม่สามารถไปทำกิจการอื่นใดนอกจากการรู้ซึ่งอารมณ์เท่านั้น และไม่ว่าเป็นจิตของมนุษย์ เทวดา พรหม หรือของสัตว์เดรัจฉาน ย่อมมีลักษณะรู้ซึ่งอารมณ์อย่างเดียวเหมือนกันหมด ไม่ผิดแผกแตกต่างกันเลย ถ้าอารมณ์ไม่มี จิตก็ไม่เกิด เพราะไม่มีที่ยึดหน่วง สภาวะรู้ซึ่งอารมณ์นั้น เรียกว่า จิต

สภาวะของเจตสิก คือ เป็นธรรมอันบังเกิดในจิต ประพฤติเนื่องด้วยจิต อาศัยจิตเกิดขึ้นเป็นลักษณะ เจตสิกจะเกิดขึ้นโดยลำพังหรืออาศัยสิ่งอื่นเกิดหาได้ไม่

สภาวะของรูป คือ มีการแตกสลายแปรปรวนไปเป็นลักษณะ รูปจะยืนยงคงทนถาวรอยู่หาได้ไม่

สภาวะของนิพพาน คือ มีการสงบของรูปนาม สังขารทั้งปวงเป็นลักษณะ กล่าวคือ ไม่ยึดในรูปนามเป็นอารมณ์




ขอนุโมทนากับคุณนวลพรรณ รามวณิช ผู้บันทึกข้อมูล

โดย ศาลาธรรม [5 ส.ค. 2558 , 11:13:57 น.] ( IP = 1.20.245.44 : : )


  สลักธรรม 4

โดย ศาลาธรรม [5 ส.ค. 2558 , 11:29:45 น.] ( IP = 1.20.245.44 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณมากครับ ที่มีแต่สิ่งดีๆมาฝากให้อ่านเสมอครับ

โดย พี่เณร [8 ส.ค. 2558 , 08:30:03 น.] ( IP = 171.97.28.242 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org