มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มารู้จัก " บุญ " กันดีแน่ (๑)




”ผู้ที่เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม” ว่ากรรมดีนั้นย่อมมีผลตอบสนองดีคือความสุข ความสวัสดีแก่ผู้กระทำ ส่วนกรรมชั่วมีผลตอบสนองในด้านที่ไม่ดีแก่ผู้กระทำ คือ ความทุกข์ความเดือดร้อน ผู้นั้นย่อมเป็นผู้รู้จักหลีกเลี่ยงการทำกรรมชั่ว ขวนขวายทำกรรมดี กรรมดี ก็คือบุญ นั่นเอง เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีศรัทธา พร้อมทั้งมีความรู้ถูกต้องในเรื่องกรรมดีกรรมชั่ว ย่อมรู้จักทำสิ่งที่เป็นบุญ

"บุญ" เป็นธรรมชาติฝ่ายตรงข้ามกับ "บาป"
มิใช่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ "กรรม"

ผู้ที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้สดับฟังเรื่องบุญ ก็จะเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าบุญไขว้เขว คำว่า “บุญ” ก็เข้าใจไปอย่างหนึ่ง คำว่า “กรรม” ก็เข้าใจไปอย่างหนึ่ง คือ เข้าใจว่าถ้าเป็นการทำไม่ดีแล้วก็เรียกว่า “กรรม” ถ้าเป็นการทำดีจึงจะเรียกว่า “บุญ” จึงมักพูดคู่กันไปว่า “บุญกรรม บุญกรรม” หรือ “แล้วแต่บุญแต่กรรม” อย่างนี้เป็นต้น ทำให้คนฟังหรือคนอ่าน ได้ยินหรือไปเห็นข้อเห็นเช่นนี้ ก็มักเข้าใจผิดว่า บุญเป็นฝ่ายดี ส่วนกรรมเป็นฝ่ายชั่ว เกิดความเข้าใจผิดแน่ชัดยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อมีการกล่าวแยกกันเป็นแต่ละอย่าง คือ เวลาพูดถึงกรรมอย่างเดียว จะพูดถึงในด้านที่ไม่ดีแน่นอน เช่นว่า “คนนั้นทำกรรมเอาไว้มาก เวลานี้ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน นั่นเป็นเพราะกรรมตามสนอง” แต่เวลาพูดถึงสิ่งที่ทำให้คนนั้นคนนี้มีความสุขความสวัสดี จะพูดถึงแต่บุญเดียวว่า “เขาเป็นคนมีบุญเสียจริงหนอ” อย่างนี้เป็นต้น

นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นชัดว่า.....แม้แต่ชื่อ แม้แต่ศัพท์ ก็ยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง

โดย บุษกร เมธางกูร [5 ส.ค. 2558 , 12:54:39 น.] ( IP = 171.97.36.51 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

บุญนั้นหาได้คู่กับกรรมไม่ บุญมาคู่กับบาปต่างหาก

ส่วนกรรมคือการกระทำเป็นคำกลาง ๆ ดีก็ได้

ถ้าการกระทำนั้นดี เป็นกรรมดี ก็เรียกว่า “กุศลกรรม” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “บุญ” ให้ผลเป็นสุข ถ้าการกระทำนั้นไม่ดีหรือชั่ว เป็นกรรมชั่ว ก็เรียกว่า “อกุศลกรรม” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “บาป” ให้ผลเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น บุญก็คือกรรมดีนั่นเอง ส่วนบาปคือกรรมชั่ว

ความเข้าใจผิดในเรื่องบุญ เรื่องเกี่ยวกับบุญ ยังมีการเข้าใจผิดไปอีกประการหนึ่งว่า ถ้าหากได้ให้แก่คนที่น่าเคารพน่าบูชา เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือพระภิกษุสงฆ์ จึงจะเรียกว่า “บุญ” แต่ถ้าหากเป็นการให้แก่คนทั่ว ๆ ไปที่ไม่ใช่เป็นคนที่น่าเคารพน่าบูชาหรือน่าสรรเสริญ เช่น ให้แก่คนขอทาน เป็นต้น ก็จะเรียกว่า “ทาน” แสดงว่ามีความเข้าใจว่า บุญก็อย่างหนึ่ง - ทานก็อย่างหนึ่ง นี้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า คนไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนา แม้ประสงค์จะทำบุญ...หลีกเลี่ยงบาป แต่ก็หาได้รู้จักบุญ-บาปเท่าที่ควรไม่

การที่พูดว่า “อย่าคิดแต่ทำบุญอย่างเดียวเลย โปรดคิดทำทานด้วยเถิดคนที่ยากไร้อนาถา รอรับการช่วยเหลือยังมีอยู่มากมาย” อย่างนี้เป็นต้นนั้น แสดงว่าคนพูดเข้าใจว่าทานเป็นคนละอย่างกับบุญแน่ ๆ และทานเป็นของต่ำกว่าบุญ

ทานเป็นบุญอย่างหนึ่งแห่งบุญ 10 อย่าง ในตำราทางพุทธศาสนา ท่านกล่าวว่า บุญมี 10 อย่าง เพราะฉะนั้น ทานก็ไม่ได้แยกไปต่างหากจากบุญ เป็นเพียงประเภทหนึ่งของบุญเท่านั้น

โดย บุษกร เมธางกูร [5 ส.ค. 2558 , 12:56:24 น.] ( IP = 171.97.36.51 : : )


  สลักธรรม 2

บุญยังมีมากกว่าทานอีก กล่าวคือ ศีลก็เป็นบุญ ภาวนาก็เป็นบุญ เพราะฉะนั้น จะพูดแยกได้อย่างไรว่า ถ้าหากให้แก่คนขอทานก็เรียกให้ทาน ถ้าถวายพระก็เรียกว่าทำบุญ

นอกจากจะไม่ทราบความหมายของบุญของทานแล้ว ก็ยังบอกให้ทราบถึงความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งว่า บุญนั้นเป็นเรื่องของการให้เท่านั้น ถ้าไม่มีอะไรจะให้ใคร โดยเฉพาะพระ ก็ไม่เรียกว่าเป็นการทำบุญ

ความเข้าใจผิดเช่นนี้ไม่ทราบว่าได้มาจากไหน เห็นทีว่าคงจะได้มาจากพระภิกษุนั่นแหละ เพราะท่านมักสอนอย่างนี้ คือ เวลาสอนให้ฆราวาสทำบุญ ก็มักจะแนะนำให้เขาสละ ให้บริจาค ไม่ค่อยชี้แนะให้เขาบำเพ็ญบุญในด้านอื่นเลย เช่น ให้รักษาศีล อย่าฆ่าสัตว์ อย่าลักทรัพย์ เป็นต้น มีแต่เรียกร้องให้เขาสละและบริจาค บอกว่าอย่างนี้แหละเป็นการทำบุญ เป็นอันว่าไม่ถูกต้อง คนฟังก็พลอยได้ความรู้ที่ผิด ๆ ไปด้วย

ถ้าหากถือเอาตามนั้น เชื่อตามนั้น ความจริงจะให้แก่พระภิกษุก็ตาม แก่คนขอทานก็ตาม ให้แก่ใคร ๆ ก็ตาม เมื่อเป็นการให้ก็ชื่อว่าทานทั้งนั้น เป็นบุญอย่างหนึ่งในบรรดา 10 อย่าง คำว่า “ทาน “ นี้ บางทีไม่ต้องอาศัยสิ่งของเลยก็เป็นทานได้ ในที่นี้จะกล่าวในส่วนที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ ที่ผู้รู้ทั่ว ๆ ไปไม่ค่อยจะกล่าวถึง ไม่เฉพาะคนทั่ว ๆ ไปเท่านั้น แม้แต่คนที่ศึกษาธรรมะเรียนพระอภิธรรม ก็ยังพูดอย่างนั้นว่า ถ้าหากไม่มีอะไรจะให้ใคร ก็ทำได้แต่บุญข้ออื่น ยกเว้นข้อทาน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

ความจริงไม่มีเงินสักบาทเดียว ไม่มีสิ่งของอะไรจะให้ใครเลย เป็นคนยากจนเข็ญใจ ก็สามารถทำทานได้ บางทีอาจจะดีกว่าเศรษฐีทั้งหลายเสียอีก ซึ่งจะได้อธิบายต่อไปนะคะ

โดย บุษกร เมธางกูร [5 ส.ค. 2558 , 12:58:15 น.] ( IP = 171.97.36.51 : : )


  สลักธรรม 3

เนื่องจากยังมีความเข้าใจเรื่องบุญสับสนอยู่มาก จึงขอโอกาสอธิบายตามที่ได้ค้นมาจากตำรา ทางพระพุทธศาสนา ว่าบุญมี 10 อย่าง ดังนี้ คือ

1. ทาน คือ การให้ รวมทั้งการแบ่งปัน

2. ศีล คือ ความไม่ประพฤติละเมิด คือความสำรวมทางกาย ทางวาจา

3. ภาวนา คือ การอบรมจิตทางสมถะและทางวิปัสสนา ที่เรียกว่า สมถะภาวนาและวิปัสสนาภาวนา

4. อปจายนะ แปลว่า ความเป็นผู้นอบน้อม คือการนอบน้อมต่อผู้ที่ควรนอบน้อม

5. เวยยาวัจจะ แปลว่า ได้แก่การขวนขวายในกิจที่ควรทำ

6. ปัตติทาน คือ การให้บุญที่ตนถึงแล้วแก่คนอื่น

7. ปัตตานุโมทนา คือ อนุโมทนา ได้แก่ยินดีด้วย ในบุญที่คนอื่นเขาถึงแล้วคือทำแล้ว

8. ธัมมัสสวนะ คือ การฟังธรรม

9. ธัมมเทศนา คือ การแสดงธรรม

10. ทิฏฐุชุกรรม แปลว่า การกระทำความเห็นให้ตรง เป็นเพียงโวหาร ความจริงก็คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ นั่นเอง ในที่บางแห่งจึงใช้คำว่า “สัมมาทิฏฐิ”

จะเห็นว่า บุญมีมากมาย รวมทั้งทานนี้ด้วย ขึ้นชื่อว่า “บุญ” ย่อมสงเคราะห์ในบุญกิริยา 10 นี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง บุญอื่นนอกไปจากบุญ 10 อย่างนี้ ไม่มีอีกแล้ว

โดย บุษกร เมธางกูร [5 ส.ค. 2558 , 13:00:46 น.] ( IP = 171.97.36.51 : : )


  สลักธรรม 4

ความหมายของคำว่า “บุญ”

คำว่า “บุญ” มาจากศัพท์ “ปุญฺญ” มาจาก ปุ ธาตุ ที่แปลว่า “ชำระ”

เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้ทำความหมายของคำไว้ว่า

อตฺตสนฺตานํ ปุนาติ โสเธตีติ ปุญฺญํ แปลว่า

ชื่อว่า บุญ เพราะมีความหมายว่า “ชำระ” ดังนี้

ชำระในที่นี้ ก็คือทำให้หมดจด คือทำสันดานของตนให้หมดจดจากมลทิน เครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ มลทิน ก็คือ สนิม เครื่องเศร้าหมอง หรือเครื่องแปดเปื้อนสันดานในที่นี้ คือ จิตสันดาน ความสืบต่อของจิตของแต่ละคน

ผู้ใดเจริญบุญทั้งหลาย มีทานเป็นต้น ก็จะชำระสันดานของบุคคลนั้นให้หมดจด ส่วนจะหมดจดจากอะไร ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของบุญ ไม่ใช่บุญอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะทำให้จิตสันดานหมดจดจากราคะ โทสะ โมหะ อย่างใดอย่างหนึ่งได้ไปเสียทั้งหมด ไม่ใช่อย่างนั้น

โดย บุษกร เมธางกูร [5 ส.ค. 2558 , 13:02:30 น.] ( IP = 171.97.36.51 : : )


  สลักธรรม 5

“บุญ” มาจาก ปุร ธาตุ ที่มีอรรถว่า “เต็ม” ก็ได้ คือว่า ชื่อว่า “บุญ”

โดยความหมายว่า “เป็นของที่ควรทำให้เต็ม” ก็ได้

คือ ถ้ายังไม่มีก็ทำให้มีขึ้นมา มีแล้วนิดหน่อยยังไม่เต็ม ก็ต้องทำให้เต็มให้บริบูรณ์ เรียกว่า “บุญ” ที่ว่ามานี้เป็นเครื่องวัดประการแรกว่า การกระทำของเรานี้ควรจะเรียกว่าบุญได้หรือไม่ ความหมายทั้งสองนี้ ไม่ใช่ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าเป็นบุญแล้วก็ย่อมได้ความหมายทั้งสองอย่าง เป็นของที่ควรทำให้เต็มให้บริบูรณ์ด้วย เป็นเครื่องชำระจิตสันดานให้หมดจดด้วยนะคะ

ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
.บุษกร เมธางกูร


โดย บุษกร เมธางกูร [5 ส.ค. 2558 , 13:05:39 น.] ( IP = 171.97.36.51 : : )


  สลักธรรม 6

ขอบคุณมากครับ
ที่นำแต่สิ่งดีๆมีค่ามาให้อ่านครับ
โดยเฉพาะเรื่องของบุญ..สาธุ

โดย พี่เณร [20 ส.ค. 2558 , 10:07:07 น.] ( IP = 171.97.19.143 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org