มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระอภิธรรมสังเขป (๒)






พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ

โดย พระนิติเกษตรสุนทร


ตอนที่ (๑) อ่านที่นี่

จิตปรมัตถ์


ลักษณะของจิต

จิตมีความหมายเข้าใจสับสนกันอยู่ ปุถุชนส่วนมากเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งสิงสถิตอยู่ในร่างกายของคนและสัตว์ คืออยู่ที่หัวใจ หรือบางท่านก็ว่าอยู่ที่มันสมอง ไม่เกิดไม่ดับคงสภาพอยู่ดังนั้นเป็นนิตย์นิรันดร เมื่อเกิดขึ้นครั้งแรกนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่องประภัสสร ไม่มีมลทินมัวหมอง ต่อๆ มาจึงมีกิเลสตัณหาเข้าครอบงำเป็นเหตุให้เศร้าหมองหมกมุ่นอยู่ในโลภโกรธหลง ทำให้วนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสาร เมื่อสิ้นชีวิตตายลง จิตคือวิญญาณนั้นเป็นสัมภเวสี(ผู้ที่ยังต้องเกิดอีก) เที่ยวล่องลอยไปเพื่อหาโอกาสที่จะเกิดหรือปฏิสนธิใหม่ เหมือนดังบุคคลที่สละทิ้งบ้านเก่าท่องเที่ยวไปหาบ้านใหม่อยู่ฉะนั้น นี้เป็นความเข้าใจของปุถุชนเป็นส่วนมาก ซึ่งเป็นความเข้าใจห่างไกลจากความแท้จริงของสภาวธรรมที่เรียกว่าจิต

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า จิตเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ไม่มีรูปร่าง ไม่ใช่รูปธรรม คือไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ด้วยตา หรือสัมผัสถูกต้องได้ด้วยกาย จึงเป็นเรื่องที่ปุถุชนเข้าใจได้ยากอยู่เอง เพราะไม่มีลักษณะที่จะหยิบยกจับถูกต้องมองเห็นได้ แต่ถึงกระนั้นก็ดี ก็ยังมีลักษณะที่จะ รู้จักจิตได้ในทางอาการที่แสดงออก เช่นเมื่อตาสัมผัสกับรูป จิตก็รู้ คือเห็นรูปนั้น ทั้งยังรู้ต่อไปว่ารูปนั้นสวยงามดีไม่ดี ทั้งรู้คือเห็นและรู้ว่าสวยงามดีไม่ดีเหล่านี้และเป็นอาการของจิต

จิตมีคุณลักษณะ รู้ซึ่งอารมณ์ที่มากระทบ “อารมฺมณวิชานนลกฺขณํ” รู้ในเมื่อขณะกระทบอารมณ์ คือ รูปารมณ์ (รูป) กระทบจักขุปสาท รู้ “เห็น” สัททารมณ์ (เสียง) กระทบโสตปสาท รู้ “ได้ยิน” คันธารมณ์ (กลิ่น) กระทบฆานประสาท รู้ “กลิ่น” รสารมณ์ (รส) กระทบชิวหาประสาท รู้ “รส” โผฏฐัพพารมณ์ (สัมผัสถูกต้อง) กระทบกายประสาท รู้ “เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง” ธรรมารมณ์ (เรื่องราว) กระทบใจ รู้ “คิดนึก” ธรรมชาติที่รู้หรือธาตุรู้นี้แหละเรียกว่าจิต

จิตมีปรมัตถสภาวะเช่นเดียวกับสภาวธรรมอีก ๓ อย่าง (เจตสิก รูป นิพพาน) คือ เป็นธรรมชาติที่แท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่สมมุติบัญญัติขึ้น การรู้ธรรมชาติของจิตที่ถูกต้องแน่นอนได้ก็ด้วยพระสัพพัญญุตญาณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ฉะนั้นการที่เข้าใจเรื่องของจิตได้ถูกต้อง จึงจำต้องอาศัยการศึกษาจากคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเรียกว่าพระอภิธรรมปิฎก แต่พระอภิธรรมปิฎกนี้เป็นธรรมที่ลึกซึ้งสุขุม ต้องมีความเพียรจึงจะทำความเข้าใจได้พอประมาณตามอุปนิสัย อย่างไรก็ดี นับว่าเป็นโชคลาภอย่างประเสริฐที่ท่านพระอนุรุทธาจารย์ปรารถนาจะอนุเคราะห์ให้ปวงชนทั้งหลายได้ศึกษาวิชานี้ง่ายขึ้น ท่านจึงได้เก็บความสำคัญในพระอภิธรรมปิฎกมาย่อ แล้วรวบรวมและเรียบเรียงให้ง่ายขึ้น เรียกว่า อภิธรรมมัตถสังคหะ ซึ่งนักศึกษาพระอภิธรรมได้ใช้เป็นคู่มืออยู่ในปัจจุบันนี้

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:26:27 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

สภาวะของจิต

สภาวะของจิตมีดังต่อไปนี้ คือ

๑. มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ คือ รู้ขณะที่อารมณ์กระทบ ต้องมีอารมณ์มากระทบ จึงจะเกิดการรู้ขึ้น ถ้าไม่มีอารมณ์มากระทบแล้วจิตจะเกิดขึ้นเองหาได้ไม่ เช่น เมื่อรูปกระทบกับจักขุปสาทจึงเกิดการเห็นคือรู้ขึ้น เรียกว่าจักขุวิญญาณ เสียงกระทบกับโสตปสาทก็เกิดการได้ยินคือ รู้ขึ้น เรียกว่า โสตวิญญาณ ฯลฯ การรู้นี้เรียกว่าเป็น ลักษณะ ของจิต

๒. มีการเป็นหัวหน้าและเป็นประธานในธรรมทั้งปวง หมายความว่าในสัมปยุตตธรรม (ธรรมที่เข้าประกอบอันได้แก่เจตสิก) ทั้งหลาย ต้องมีจิตเป็นหัวหน้าและเป็นประธาน (มโนปุพฺพงฺคมาธมฺมา) สัมปยุตตธรรมเกิดไม่ได้ถ้าจิตไม่เกิด เช่น ขณะเมื่อหลับสนิทอยู่ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง จิตในขณะนั้นคือ การได้ยินอันเป็นอารมณ์ปัจจุบันมิได้เกิดขึ้น สัมปยุตตธรรม เช่น เวทนาความเสวยอารมณ์ชอบและไม่ชอบ (เวทนาเจตสิก) สัญญาความจำเสียง (สัญญาเจตสิก) ฯลฯ ก็มิได้เกิดขึ้น เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วยังทำให้จิตดวงหนึ่งต่อดวงหนึ่งเกิดขึ้นติดต่อกัน หมายความว่า เมื่อจิตดวงแรกเกิดขึ้นแล้ว เป็นปัจจัยอุดหนุนให้จิตดวงหลังๆ เกิดขึ้นสืบต่อเนื่องกันไปโดยไม่ว่าง คือจิตเกิดดับ เกิดดับ ติดต่อเรื่อยเป็นสายไป ตามที่กล่าวนี้เรียกว่าเป็น กิจ ของจิต

๓. มีการเห็นหรือได้ยินเป็นต้น เป็นความปรากฏหรือเป็นผลของจิต หมายความว่า เมื่อจิตเกิดขึ้นหรือเมื่อจิตขึ้นรับอารมณ์ การเห็นหรือการได้ยินนั้นก็เป็นผลปรากฏแก่จิต เช่นเมื่อรูปารมณ์กระทบกับจักขุปสาทก็เกิดจักขุปสาทก็เกิดจักขุวิญญาณคือการเห็น หรือสัททารมณ์(เสียง)กระทบโสตปสาทก็เกิดโสตวิญญาณคือการได้ยิน การเห็นหรือการได้ยินนี้เรียกว่าเป็น ความปรากฏหรือผลของจิต

๔. มีนามและรูปเป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น หมายความว่า จิตจะเกิดขึ้นก็ต้องอาศัยนามและรูปเป็นเหตุให้เกิด จิตจะเกิดขึ้นโดยลำพังไม่อาศัยนามเจตสิกและรูปนั้นไม่ได้ เช่น เมื่อรูปคือรูปารมณ์ไม่มีแล้ว จิตจะเกิดขึ้นเห็นรูปหรือรูปารมณ์ไม่ได้ เมื่อเสียงคือสัททารมณ์ไม่มี จิตจะเกิดขึ้นได้ยินเสียง หรือสัททารมณ์ย่อมไม่ได้ ดังที่ผู้ตาบอดมาแต่กำเนิด ย่อมแลเห็นสิ่งใดๆ ไม่ได้ หรือหูหนวกมาแต่กำเนิดย่อมได้ยินเสียงใดๆ ไม่ได้ จิตที่รู้ในกาลเห็นรูปคือจักขุวิญญาณ หรือจิตที่รู้ในการได้ยินเสียง คือโสตวิญญาณ ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ผู้นั้นได้เป็นต้น นามคือเจตสิกต้องเข้าประกอบจิต นี้เรียกว่ามีนามรูป เป็นเหตุใกล้ให้เกิด

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:27:05 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )


  สลักธรรม 2

ความวิจิตรของจิต

ความวิจิตรหรือธรรมชาติที่ทำให้เป็นไปของจิต คือ :-

๑. กระทำให้วิจิตรต่างๆ สิ่งที่ไม่มีชีวิตทั้งหมดที่วิจิตรพิสดารนั้น ก็เพราะอำนาจแห่งจิตเป็นผู้ทำให้วิจิตร เช่น สรรพวัตถุที่เกิดขึ้น มีเครื่องยนต์กลไก ประดิษฐกรรม ศิลปะลวดลายวิจิตรกรรมต่างๆ ล้วนแต่เกิดด้วยจิตทั้งสิ้น สัตว์ทั้งหลายที่กำเนิดขึ้นวิจิตร ก็เพราะการกระทำทางกาย วาจา ใจ วิจิตร การกระทำวิจิตรก็เพราะตัณหาความพอใจวิจิตร ตัณหาความพอใจวิจิตรก็เพราะสัญญาความจำวิจิตร และสัญญาความจำวิจิตรก็เพราะจิตวิจิตร

๒. วิจิตรด้วยตนเอง หมายถึงจิตเป็นไปได้ต่างๆ เช่น จิตเป็นบุญเป็นกุศล เป็นบาปเป็นอกุศลได้ เป็นวิบากคือผลของบุญของบาป ทำให้สัตว์โลกทั้งหลายต่างกันด้วยกรรม ต่างกันด้วยเพศ ต่างกันด้วยสัญญาและคติก็ได้ เป็นต้น

(ต่างกันด้วยกรรมคือ วิจิตรในกุศลกรรมทางกาย วาจา ใจ ในทานศีลภาวนา และในอกุศลกรรมถึงวิหิงสามายาสาไถย เป็นต้น สภาวะต่างกันแห่งกรรม เป็นอุปนิสัยปัจจัยให้เกิดต่างกันแห่งลิงค์ คือสัณฐานมีมือเท่าเป็นอาทิ เกิดสำคัญในจิตว่าเป็นหญิงเป็นชาย อันควรแก่ชื่อตามโลกียะกำหนด อันเป็นการต่างกันโดยสัญญา จึงมีโวหารเรียกว่าชาย หญิง ส่วนคตินั้นคือ เปตคติ ดิรัจฉานคติ นิริยคติ มนุษย์คติ และเทวตาคติ)

๓. สั่งสมกรรมและกิเลส หมายความว่า กรรมคือการงานที่บังเกิดขึ้นด้วยเจตนา (เจตนาเจตสิก) ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงใด แม้แต่เพียงอารมณ์หนึ่งมากระทบจิตเกิดรู้ขึ้น เช่น เมื่อตาเห็นรูป เจตนาเจตสิกเกิด และกรรมคือการงานบังเกิดขึ้น จิตก็ย่อมเก็บอาการงานนั้นประทับเข้าไว้ จึงเป็นอันว่าไม่ว่าการกระทำคือ กุศล หรืออกุศลกรรมใดๆ จะมากเล็กน้อยประการใดก็ตามย่อม จะเก็บประทับไว้ในจิตทั้งสิ้น ในทำนองนี้สรรพกุศลกรรมคือทาน ศีล ภาวนา หรือ อกุศลกรรมคือกิเลส เช่น โลภะ โทสะ และโมหะ ที่เกิดขึ้นมากมายก็ย่อมถูกประทับสั่งสมไว้ที่จิต

๔. รักษาไว้ซึ่งวิบากของกรรมและกิเลสที่สั่งสมไว้ หมายความว่ากรรมและกิเลสที่สั่งสมไว้ในจิตนั้นไม่สูญหายไปจิตคงรักษาวิบากของกรรม และกิเลสนั้นไว้ให้นอนเนื่องอยู่ในสันดาน เมื่อถึงคราวใดที่มีโอกาสวิบากก็จะเกิดขึ้นแสดงไปตามอำนาจของกรรมนั้นๆ วิบากคล้ายกับพลังงานคอยหาโอกาสแสดงออกอยู่เสมอ เมื่อใดได้ช่องก็จะแสดงออกในทันที ดังนี้แหละบุคคลจึงได้รับวิบากผลในปัจจุบันภพต่างๆ นานา

๕. สั่งสมสันดานตนเอง หมายความว่า จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับลง เป็นปัจจัยอุดหนุนให้จิตอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับ และอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับติดต่อกันไปไม่ขาดสาย คือเกิดดับเกิดดับเป็นสันตติต่อเนื่องสืบกัน ลงภวังค์แล้วก็เกิดขึ้นใหม่อีกดับไปอีกเสมอเป็นนิตยกาล ไม่ใช่แต่เพียงการเกิดดับสืบเนื่องกันเท่านั้น ยังส่งมอบรับช่วงบรรดากรรมและกิเลสที่จิตได้รับและเก็บสั่งสมไว้แล้วนั้นต่อไปอีกด้วย


๖. มีการวิจิตรด้วยอารมณ์ต่าง ๆ หมายความว่า จิตนี้ย่อมรู้อารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเกิดกระทบในทางทวารใด จิตเป็นสามารถไปรับรู้รับเห็นได้ทั้งสิ้น เช่นรูปกระทบจักขุทวาร จิตก็แล่นไปรู้คือเห็น ครั้นเสียงกระทบโสตทวาร จิตก็แล่นไปรู้คือได้ยิน เมื่อกายถูกต้องปถวีของแข็ง จิตก็แล่นไปรู้การกระทบนั้น อย่างนี้แหละจึงเรียกว่าจิตนั้นวิจิตรด้วยอารมณ์ต่างๆ

ความวิจิตรทั้งหลายต้องมีจิตเป็นประธาน ตัณหาความปรารถนาพอใจทำให้บังเกิดความวิจิตร กรรมคือการงานที่กระทำขึ้น ก็ประณีตวิจิตรไปตามความเรียกร้องของตัณหา และโยนิคือการปฏิสนธิเป็นวิบากกำหนดให้สัตว์กำเนิดในภูมิต่างๆ มีวิจิตรเป็นไปสมคล้อยตามเจตนารมณ์ของกรรมที่กระทำ อันเนื่องมาแต่ตัณหาซึ่งมีจิตเป็นประธาน

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:28:16 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )


  สลักธรรม 3

จำนวนของจิต

ตามที่กล่าวแล้ว จิตเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มีลักษณะรู้ซึ่งอารมณ์ที่มากระทบ เมื่อประสาทตากระทบกับรูปารมณ์ (รูป) ก็เกิดการเห็น เรียกจักขุวิญญาณ จักขุวิญญาณที่รู้อารมณ์ คือเห็นนั้นเรียกว่า จิต

ถ้าว่าตามลักษณะแล้วจิตก็มีดวงเดียว จะมีมากกว่าหนึ่งดวงซ้อนกันในขณะเดียวกันไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วดับไปแล้ว อีกดวงหนึ่งจึงเกิดขึ้นสืบต่อไป แต่โดยเหตุที่มี สหชาตธรรม (เจตสิก) เกิดพร้อมและดับพร้อมร่วมอยู่กับจิตเป็นเหตุให้จิตมีอาการต่างๆ เช่น โลภ โกรธ หลง แตกต่างกันไป

อาศัยความแตกต่างแห่งอาการของจิตที่เกิดขึ้นโดย สหชาตธรรม ดังกล่าว ท่านจึงได้จำแนกจิตออกเป็น ๘๙ ดวง โดยย่อ หรือ ๑๒๑ ดวงโดยพิสดาร ตามคุณลักษณะของเจตสิกธรรมที่เข้าประกอบเกิดร่วมด้วย เหตุที่จำแนกจำนวนไว้ไม่เท่ากันนั้น ก็เนื่องในขั้นมรรคผลแห่งโลกุตรจิต ถ้ามรรคผลเกิดในขณะจิตเนื่องกับฌานก็นับเป็นจิต ๑๒๑ ดวง ถ้ามรรคผลเกิดโดยมิได้เนื่องกับฌานแล้ว ก็นับว่ามีจิตเพียง ๘๙ ดวงเท่านั้น

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:29:27 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )


  สลักธรรม 4

จิตมีหลายชื่อ

เนื่องจากจิตมีกิจหน้าที่การงานตามที่สหชาตธรรม (เจตสิก) เกิดร่วมด้วยนำให้เป็นไปต่างๆ จิตมีการเรียกชื่อจิตอนุโลมไปตามกิจและหน้าที่นั้นๆ เพื่อให้เห็นความหมายอันแตกต่างของจิตแต่ละดวงที่เกิดขึ้น การเรียกชื่อต่างกันนี้ถึงกับทำให้บุคคลส่วนมากเข้าใจกันว่า จิตกับวิญญาณและมโน ฯลฯ เป็นแต่ละสภาวะต่างกันไป เช่น เข้าใจว่า วิญญาณเป็นจิตของผู้ตายมีลักษณะผิดแผกไปจากจิตของผู้นั้นที่ยังไม่ตาย โดยวิญญาณเป็นสัมภเวสีล่องลอยออกจากร่างของผู้ตายแสวงเที่ยวไปเพื่อสิงสถิตในภูมิใหม่เป็นต้น

ความจริงที่เรียกว่าวิญญาณหรือมโนก็คือจิตนั่นเอง มีสภาวะอย่างเดียวกันคือรู้อารมณ์ที่มากระทบ แต่เป็นไวพจน์สำหรับเรียกจิตไปตามกิจนั้นๆ ในปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวัคคกล่าวว่า “ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มนายตนํ มนินฺทริยํ วิญาณํ วิญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ จิตฺตํ” คำว่า “จิต มโน มนัส หทัย ปัญฑระ มนายตนะ มนินทรีย วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ เหล่านี้เป็นศัพท์เดียวกันกับจิตทั้งนั้น” กล่าวคือ มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ แต่มีความหมายต่างกันตามกิจการงาน เช่น จิตหมายเอาความคิด มโนหมายเอาการนึกที่ใจ วิญญาณหมายเอาความรู้แจ้งในอารมณ์ที่มากระทบ เป็นต้น

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:29:56 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )


  สลักธรรม 5

ประเภทของจิต

จิตมีสภาพรู้อารมณ์เป็นลักษณะอารมฺมณวิชานนลกฺขณํ เป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เป็นกุศลหรืออกุศลประการใด มีแต่ลักษณะรู้หรือเป็นธาตุรู้เท่านั้น แต่เหตุที่จิตเป็นชั่วดีบาปบุญไปได้ประการต่างๆ ก็โดยสหชาตธรรม คือเจตสิกอันเป็นสภาวะอีกอย่างหนึ่ง เข้าประกอบเกิดร่วมกับจิตเป็นผู้ชักจูงจิตไปเพราะตามสภาวะจิตเกิดโดยลำพังและดับโดยลำพังไม่ได้ ต้องมีเจตสิกเกิดดับร่วมอยู่ด้วย กล่าวคือ เมื่อจิตเกิดเจตสิกก็เกิดร่วมด้วย เมื่อจิตดับเจตสิกก็ดับพร้อมด้วย ประดุจความร้อนและแสงสว่างของไฟแยกออกจากกันไม่ได้ฉันนั้น (ความจริงจิตกับสหชาตธรรมแยกจากกันไม่ได้ หากแต่แยกออกเพื่อการศึกษา)

เจตสิกธรรมนี้แบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย มี โลภ โกรธ หลง เป็น อกุศล ฝ่ายหนึ่ง มีไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงเป็นกุศล ฝ่ายหนึ่ง และมีลักษณะ เป็นกลางๆ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง อีกฝ่ายหนึ่ง จิตที่มีโลภ โกรธ หลง อันเป็นบาปอกุศลเกิดขึ้น ก็โดยเจตสิกธรรมพวกโลภะ โทสะ และโมหะ เป็นเหตุปัจจัยทำให้จิตเป็นไป เพราะลำพังแต่จิตโดยเนื้อแท้แล้วมีลักษณะรู้อารมณ์อย่างเดียว ในส่วนที่เป็นบุญกุศลคือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน โดยเจตสิกธรรมพวก อโลภะ อโทสะ และอโมหะ (ปัญญา) เข้าประกอบเป็นเหตุปัจจัย เจตสิกธรรมนี้จัดเข้าอยู่ในพวกนามขันธ์ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ คอยปรุงแต่งจิตอยู่

โดยเหตุที่มีเจตสิกธรรมเข้าประกอบปรุงแต่งจิตดังกล่าวแล้ว ท่านจึงได้แยกจิตออกเป็น ๔ ประเภท คือ กามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต และโลกุตรจิต

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:30:38 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )


  สลักธรรม 6

กามาวจรจิต

กามาวจรจิต เป็นจิตที่ประกอบด้วยตัณหาความดิ้นรนอยากมีอยากได้ ประพฤติเป็นไปในกามภูมิ หมายถึงจิตที่ท่องเที่ยวหรือข้องติดอยู่ในกามารมณ์ คือ ยินดีติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ เช่น พึงพอใจในรูปที่สวยงาม ในเสียงที่ไพเราะ ในกลิ่นที่หอม ในรสที่อร่อย ฯลฯ หรือไม่พึงพอใจในรูปที่ไม่สวยงาม ในเสียงที่ไม่ไพเราะ ในกลิ่นที่ไม่หอม ในรสที่ไม่อร่อย ฯลฯ ซึ่งรวมเรียกว่า กามารมณ์ กามาวจรจิตนี้มี ๕๔ ดวง แบ่งออกเป็นอกุศลจิต ๑๒ อเหตุกจิต (ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๑๘) และกามาวจรโสภณจิต (กุศลจิต) ๒๔

๑. อกุศลจิต ๑๒ ดวง เป็นจิตที่ไม่ดีไม่งามเป็นมูลไปในทางบาปอกุศล ได้แก่ โลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ และ โมหมูลจิต ๒

ก. โลภมูลจิต ๘ คือ จิตที่ยินดีติดใจอยากได้ ท่านอธิบายว่า มีลักษณะอยากได้ กำหนัดติดพันในอารมณ์ ทำให้จิตติดแน่นด้วยราคะ ระบมตรมเกรียมไปด้วยสังสารทุกข์อันประกอบด้วยชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ฯลฯ หาที่สุดมิได้เหมือนชิ้นเนื้อติดแน่นอยู่บนกระเบื้องอันร้อน อันได้แก่ความปรารถนาพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสถูกต้อง และธรรมารมณ์ ที่เรียกว่า กามารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์เล็กน้อยปานใด แม้แต่เพียงเกิดความรู้สึกนิยมยินดีขึ้นในรูปที่สวยงาม เสียงที่ไพเราะก็จัดเป็นโลภะ

โลภะจิตนี้เกิดพร้อมด้วยความโสมนัสยินดีหรือเฉยๆ ประกอบด้วยความเห็นผิด หรือปราศจากความเห็นผิด และ เกิดขึ้นเองโดยการชักจูง เช่นเมื่อตากระทบรูป จิตเห็นไปว่าสวยงามเกิดโสมนัสยินดีอยากได้เป็นของตนนี้ เป็นโลภจิตเกิดพร้อมด้วยโสมนัสประกอบด้วยความเห็นผิด (เห็นว่ารูปสวยงามและเห็นเป็นตัวตนผิดจากสภาวะความเป็นจริง) และเกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครชักจูง โลภมูลจิตเมื่อแยกตามสัมปยุตตธรรมที่เข้าประกอบก็ได้เพียง ๘ ดวง ดังผังที่แสดง

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:34:25 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )


  สลักธรรม 7


ความเห็นผิด หมายถึงความไม่รู้ไม่เข้าใจถึงสภาวะความจริง โดยมีความหลงเข้าใจผิดยึดมั่นถือมั่นอยู่ในบุคคล อัตตะชีวะ ฯลฯ ว่าเป็นความจริง คือถือว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคลตัวตนเราเขา ซึ่งที่แท้ก็เป็นเพียงสมมุติบัญญัติเท่านั้น สัตว์บุคคลเราเขานั้น หาได้มีจริงเป็นจริงตามที่หลงเข้าใจไม่ เป็นความเห็นผิดที่ไม่รู้จริง ในขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ความเห็นผิดนี้เรียกว่า สักกายทิฏฐิ มีอยู่เป็นสามัญทั่วไปในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย พอเกิดมารู้ความก็มีการถือตัว เป็นเราเขาปลูกฝังอยู่ในจิตตลอดมา อารมณ์เกิดขึ้นทุกครั้งก็ยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเราอยู่ตลอด จึงลืมมองไม่เห็นสภาวธรรม จึงเป็นการยากที่จะละตัดสักกายทิฏฐิออกไปให้เด็ดขาดในฉับพลัน

ยังมีความเห็นผิดบางประการอันได้แก่ อเหตุกทิฏฐิ เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเองเป็นเอง ไม่ได้อาศัยเหตุปัจจัยให้เกิดให้มีขึ้น ไม่เชื่อในเหตุ นัตถิกทิฏฐิ เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นผลอันเนื่องมาแต่เหตุผลของการทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้โลกหน้าไม่มี สัตว์บุคคลไม่มี เป็นแต่ธาตุประชุมกัน ตายแล้วก็สูญไม่เกิดอีก เชื่อว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น และอกิริยทิฏฐิ เห็นว่าการกระทำใดๆ ไม่เชื่อว่าเป็นอันกระทำ ผลบาปบุญไม่มีแก่ผู้ทำ กระทำแล้วก็เป็นอันแล้วกันไป ไม่ถือว่าเป็นการกระทำ ปฏิเสธการกระทำโดยประการทั้งปวง ความเห็นผิด ๓ ประการ ที่กล่าวนี้เรียกว่านิยตมิจฉาทิฏฐิ ให้ผลโดยแน่นอนที่จะไปสู่ทคติในอันดับแห่งจุติจิต (ตาย) นอกจากนี้ความเห็นผิดยังมีอีกมากหลายประการ

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:36:46 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )


  สลักธรรม 8

ข. โทสมูลจิต ๒ คือ จิตที่เสียใจไม่ชอบใจ รวมตลอดถึงโกรธ เกลียว กลัว ฯลฯ ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ถูกต้องและธรรมารมณ์ ความเสียใจไม่ชอบใจนี้เกิดขึ้นไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใด ก็นับว่าเป็นโทสจิตเท่านั้น โทสจิตนี้เกิดพร้อมด้วยโทมนัสความเสียใจ ประกอบด้วยความโกรธ ไม่ชอบใจ (ปฏิฆะ) และ เกิดขึ้นเองหรือโดยชักจูง เช่น เมื่อตากระทบรูปจิตก็เห็น เกิดความไม่ชอบใจและเกลียด นี้เป็นโทสจิต เกิดพร้อมด้วยโทมนัสประกอบด้วยปฏิฆะความโกรธ และเกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครชักจูง หรือเมื่อขณะเห็นรูปมีผู้พูดชักจูงให้เกิดความไม่ชอบไม่พอใจ โทสจิตนั้นเกิดขึ้นโดยมีชักจูงดังนี้ ขณะที่โทสจิตเกิดขึ้นต้องประกอบด้วยโทมนัสเวทนา เพราะอารมณ์เป็นอนิฏฐารมณ์ จะประกอบด้วยโสมนัสเวทนาไม่ได้

โทสมูลจิต ๒ คือ เกิดพร้อมด้วยโทมนัสความเสียใจ ประกอบด้วยปฏิฆะความโกรธ เกิดขึ้นเอง ๑ และเกิดพร้อมด้วยโทมนัสความเสียใจ ประกอบด้วยปฏิฆะความโกรธเกิดขึ้นโดยการชักจูง ๑

ค. โมหมูลจิต ๒ คือ จิตที่หลงใหลในอารมณ์ ไม่ประกอบด้วยปัญญารู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรม เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเฉยๆ ไม่ยินดียินร้าย ประกอบด้วยความสงสัย (วิจิกิจฉา) ดวง ๑ กับ ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) ดวง ๑ เช่น ตากระทบรูปจิตก็เห็น รู้สึกเฉยๆ ไม่เกลียดไม่รัก แต่มีความสงสัยไม่แน่ใจในอารมณ์เป็นวิจิกิจฉา แต่ถ้าหลงคิดนึกไปต่างๆ เป็นอุทธัจจะความฟุ้งซ่าน โมหจิตย่อมเกิดพร้อมด้วยอุเบกขาความเป็นกลางๆ และประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะอย่างใดอย่างหนึ่ง

ความสงสัย (วิจิกิจฉา) ในที่นี้หมายถึงไม่รู้ความจริงที่แน่นอนในขันธ์ อายตนะ ธาตุ กล่าวคือ อารมณ์ที่เกิดแก่จิตนั้น ตามสภาวธรรมแล้วก็เป็นแต่เพียง ขันธ์ อายตนะและธาตุเท่านั้น หาใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาแต่อย่างใดไม่ วิจิกิจฉาทำให้เกิดความลังเลสงสัยตัดสินเด็ดขาดลงไปไม่ได้ ส่วนความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) หมายถึงจิตที่ไม่สงบนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียวฟุ้งส่ายไป

โมหมูลจิต ๒ คือ (๑) เกิดพร้อมด้วยความวางเฉย ประกอบด้วยความสงสัยเกิดขึ้นเอง ๑ และ (๒) เกิดพร้อมด้วยความวางเฉย ประกอบด้วยความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นเอง ๑

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:37:56 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )


  สลักธรรม 9

๒. อเหตุกจิต ๑๘ เป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ และ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ เป็นจิตกลางๆ ไม่เป็นบุญเป็นบาปหลายดวงเกิดขึ้นด้วยวิบากของกรรมเก่า เช่น ตากระทบรูปที่สวยงาม จิตเกิดขึ้นเห็นรูปสวยงามนั้นเรียกว่า กุศลวิปากจักขุวิญญาณ การเห็นรูปสวยงามนั้นเป็นวิบากของกุศลกรรม ในขณะที่เห็นนั้นคงเป็นแต่เพียงเห็นเท่านั้นยังไม่ถึงชวนกิจ คือ การเสพย์อารมณ์ ยังหาทันได้ประกอบด้วยเหตุ คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ อโทสะ อโมหะ ไม่ จึงไม่เป็นบุญเป็นบาป ในทำนองเดียวกันถ้าเห็นรูปที่ไม่สวยงามน่าเกลียดก็เป็นวิบากของอกุศลกรรม เรียกว่า อกุศลวิปากจักขุวิญญาณ และไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖

อเหตุกวิบากจิต ๑๐ ดวง คือ จักขุวิญญาณ ๒ โสตวิญญาณ ๒ ฆานวิญญาณ ๒ ชิวหาวิญญาณ ๒ กายวิญญาณ ๒ เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ ดวงเนื่องจากวิบากของอกุศลกรรม เช่น เห็นรูปที่ไม่สวย ได้ยินเสียงไม่ไพเราะ ได้กลิ่นที่ไม่ดี ฯลฯ และเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ๕ ดวงเนื่องจากวิบากของกุศลกรรม เช่น เห็นรูปที่สวย ได้ยินเสียงที่ไพเราะ ได้กลิ่นหอม ฯลฯ ทั้ง ๑๐ ดวงนี้เรียกว่า ทวิปัญจวิญญาณ ทุกครั้งที่เห็นรูป จักขุวิญญาณก็เกิด ทุกครั้งที่ได้ยินเสียง โสตวิญญาณก็เกิด ฯลฯ ทุกครั้งที่กายสัมผัสถูกต้อง กายวิญญาณรู้เย็น ร้อน อ่อน แข็งก็เกิด ในวันหนึ่งอารมณ์ที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้มากนักจนนับครั้งไม่ได้ เป็นวิบากเนื่องมาจากกรรมที่ได้สั่งสมไว้ ปุถุชนมีใคร่ได้คิดนึก มักปล่อยให้ผ่านไปๆ โดยปราศจากความสนใจ

อเหตุกวิบากจิตอีก ๕ คือ สัมปฏิจฉนะ ๒ สันตีรณะ ๓ เป็นจิตที่เกิดขึ้นต่อจากทวิปัญจวิญญาณ มีหน้าที่รับช่วง และพิจารณาอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามลำดับของวิถีจิต

ในอเหตุกจิต ๑๘ นี้ มีจิต ๓ ดวงเรียกว่า อเหตุกกิริยา เป็นจิตที่เกิดขึ้นเป็นเองตามธรรมชาติมิได้อาศัยวิบากของกรรม คือ ปัญจทวาราวัชชนจิต และมโนทวาราวัชชนจิต เกิดขึ้นเพื่อรับอารมณ์ขึ้นสู่วิถีของจิต เป็นการกระทำตามหน้าที่ ทุกครั้งที่อารมณ์มากระทบ และไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ กับหสิตุปาทจิต ๑ ซึ่งเป็นจิต (ยิ้ม) ของพระอรหันต์ต่ออโนฬาริกอารมณ์ อันเป็นอารมณ์ที่ไม่เปิดเผย ซึ่งเห็นได้ด้วยอภิญญาจิต

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:38:20 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )


  สลักธรรม 10

๓. กามาวจรโสภณหรือมหากุศลจิต ๒๔ เป็นจิตที่ดีงามเป็นไปทางบุญกุศลเกี่ยวแก่กามารมณ์ ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสถูกต้อง และธรรมารมณ์ แบ่งออกเป็นมหากุศลจิต ๘ มหาวิบากจิต ๘ และมหากิริยาจิต ๘

ก. มหากุศลจิต ๘ เป็นจิตที่กระทำบุญกุศลเกิดพร้อมด้วยความยินดีโสมนัสหรือเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา (ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง) หรือไม่ประกอบด้วยปัญญาเกิดขึ้นเองหรือถูกชักจูง การทำบุญกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา คือมีจิตคิดเห็นทันต่อสภาวะความจริงว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจังเกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนแปลงดับไป เป็นทุกข์เพราะตั้งคงถาวรอยู่ไม่ได้ และเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนบังคับบัญชาไม่ได้ มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขาแต่อย่างใด ที่ว่าเป็นสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขานั้นเป็นแต่เพียงสมมุติบัญญัติ มิใช่ความจริงแท้

การทำบุญกุศลประกอบด้วยปัญญาดังกล่าว ย่อมมีอานิสงส์แรง เพราะเป็นการกระทำที่รู้เห็นถูกต้องตรงต่อความจริง ส่วนการทำบุญที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เช่นการกระทำไปตามจารีตประเพณี ไม่รู้ตามสภาวะความจริง ปรารถนาอยากได้อย่างนั้นอย่างนี้อันเป็นโลภะ ย่อมจะได้อานิสงส์น้อยและเจือปนกับอกุศลด้วย การทำบุญอันเนื่องด้วยกามาวจรจิต ไม่ว่าจะวิจิตรพิสดารประการใด คงไม่พ้นไปจากลักษณะของมหากุศลจิตดวงใดดวงหนึ่ง ในจำนวน ๘ ดวง ดังภาพแสดง

โดย ศาลาธรรม [7 ส.ค. 2558 , 10:39:33 น.] ( IP = 1.20.245.106 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org