| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พระอภิธรรมสังเขป (๓)
![]()
พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ
โดย พระนิติเกษตรสุนทร
ตอนที่ (๒) อ่านที่นี่
รูปาวจรจิต
รูปาวจรจิต จิตที่ประกอบด้วยตัณหาอยากมีอยากเป็นดิ้นรนประพฤติเป็นไปในรูปภูมิ หมายถึงจิตที่หน่วงเหนี่ยว ติดอยู่ในอารมณ์ของรูปฌาน คือจิตที่ติดแนบแน่นเพ่งอยู่กับอารมณ์ของกรรมฐานมีปถวีกสิณ(ดิน) เป็นต้น
ทั้งนี้เมื่อบุคคลมาเบื่อหน่ายต่ออารมณ์อันเป็นกามาวจรต่างๆ มีรูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ ที่มากระทบสัมผัสเกิดดับสลับซับซ้อนอยู่เหลือล้นนั้น ต้องการให้จิตสงบนิ่งอยู่แต่ในอารมณ์เดียวปราศจากนิวรณ์หรือเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นความจริง จึงได้เอาดินเป็นต้นมาทำเป็นกสิณใช้สำหรับให้จิตยึดเกาะ กำหนดจิตให้เพ่งอยู่แต่ที่ดินนั้นบริกรรมว่า ดินๆ อยู่ตลอดเรื่อยไป จิตของผู้นั้นก็จะค่อยๆ ผูกกระชับอยู่กับดินที่เป็นกสิณนั้นไม่ฟุ้งซ่านไปที่อื่น แนบแน่นเกิดเป็นฌานจิตในมโนทวาร ยึดเห็นแต่ดินเป็นรูปกสิณอยู่อารมณ์เดียว ฌานจิตนี้แหละเรียกว่า รูปาวจรจิต
รูปาวจรจิตมี ๑๕ ดวง คือ รูปาวจรกุศลจิต ๕ รูปาวจรวิปากจิต ๕ และรูปาวจรกิริยาจิต ๕ โดย ศาลาธรรม [10 ส.ค. 2558 , 13:24:38 น.] ( IP = 118.175.232.166 : : )
สลักธรรม 1
๑.รูปาวจรกุศล ๕ แบ่งออกเป็น
(๑) ปฐมฌานจิต ประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ ได้แก่
ก. วิตกเจตสิก คือ การยกขึ้นสู่อารมณ์ เช่นต้องการทำฌานโดยปถวีกสิณ ครั้งแรกก็ต้องเอาจิตเข้าไปตั้งจดจ่ออยู่ที่ปถวีกสิณนั้น เรียกว่า วิตก
ข.วิจารเจตสิก คือ การเคล้าคลึงประคับประคองอารมณ์กสิณนั้นไว้มิให้ตกหลุดไปจากจิต เช่นที่บริกรรมว่า ดินๆ อยู่เรื่อยไป เพื่อให้จิตนั้นเกาะอยู่ที่กสิณ เรียกว่า วิจาร
ค. ปีติเจตสิก คือ ความยินดีพอใจในอารมณ์กสิณนั้น
ง. สุข (เวทนาเจตสิก) คือ ความสุขใจเกิดขึ้นในอารมณ์กสิณนั้น
ปีติและสุข ๒ ประการนี้ถ้าเกิดขึ้นโดยอาศัยกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เรียกว่า ปีติอามิสหรือสุขมีอามิส แต่ถ้าเกิดขึ้นโดยอาศัยวิเวกหรือสมาธิในกรรมฐานแล้ว ย่อมไม่ประกอบด้วยกามคุณ ๕
จ. เอกัคคตาเจตสิก คือ ความสงบตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว คืออารมณ์กสิณนั้น ไม่ซัดส่ายไปที่อื่น
เมื่อกำลังบำเพ็ญภาวนาอยู่ องค์ฌานทั้ง ๕ นี้เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะจิตใด จิตนั้นขึ้นสู่อัปปนาวิถีได้ชื่อว่ารูปาวจรกุศลจิตและนับเป็นปฐมฌาน
(๒) ทุติยฌานกุศลจิต มีองค์ฌาน ๔ คือ วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา โดยละวิตกเสีย
(๓) ตติยฌานกุศลจิต มีองค์ฌาน ๓ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา โดยละวิจารเสีย
(๔) จตุตถฌานกุศลจิต มีองค์ฌาน ๒ คือ สุข และ เอกัคคตา โดยละปีติเสีย
(๕) ปัญจมฌานกุศลจิต มีองค์ฌาน ๒ คือ อุเบกขา และเอกัคคตา โดยละสุขเสีย และอุเบกขาเกิดขึ้นแทน
เมื่อตั้งจิตไว้ได้ในปฐมฌานอันเป็นองค์ฌาน ๕ นั้นแล้ว อารมณ์อื่นนอกจากอารมณ์แห่งกสิณที่เพ่งนั้น ก็ไม่เข้ามากระทบจิต จิตตั้งอยู่แต่ในอารมณ์กสิณนั้นอารมณ์เดียว ถ้าต้องการจะทำฌานกุศลในขั้นสูงขึ้น ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการทำปฐมฌาน แต่ต้องละองค์ฌานให้น้อยลงตามลำดับ (วิธีการเกี่ยวแก่การกระทำรูปฌานและอรูปฌาน ขอได้โปรดศึกษาจากพระคัมภีร์วิสุทธิมรรค) โดย ศาลาธรรม [10 ส.ค. 2558 , 13:25:42 น.] ( IP = 118.175.232.166 : : )
สลักธรรม 2
๒. รูปาวจรวิปากจิต ๕ คือ ปฐมฌานวิปากจิต ทุติยฌานวิปากจิต ตติยฌานวิปากจิต จตุตถฌานวิปากจิต และปัญจมฌานวิปากจิต
จิต ๕ ดวงนี้เกิดขึ้นเป็นผลของรูปาวจรกุศลจิต กล่าวคือ เมื่อทำรูปาวจรกุศลจิตจนได้ปฐมฌาน ทุติยฌาน ฯลฯ แล้ว วิบากคือผลก็เกิดขึ้นสนองตามลำดับแห่งฌานนั้น ฌานจิตเป็นมหัคคตกุศลสูงกว่ามหากุศล จิตของผู้ได้ฌานสงบ ระงับอยู่ในอารมณ์ของฌานพ้นไปจากกามาวจรจิตปราศจากนิวรณ์ เมื่อตายจากปัจจุบันชาติ และจุติจิตนั้นหน่วงอยู่ในอารมณ์ของฌานก็ไปบังเกิดในชั้นรูปพรหม ถ้าฌานเสื่อมเป็นอันตรายก็ไม่ได้รับผลและเป็นอโหสิกรรม ไม่มีโอกาสไปปฏิสนธิในรูปพรหม
๓. รูปาวจรกิริยาจิต ๕ เป็นจิตของพระอรหันต์ ในขณะที่ท่านเข้าอยู่ในฌานสมาบัติของรูปาวจร คืออยู่ในปฐมฌาน ทุติยฌาน ฯลฯ เป็นมหัคคตกิริยาจิต และไม่มีวิบากที่จะให้ผลในต่อไป ท่านพ้นแล้วจากอาสวกิเลสไม่มีการเกิดอีก
รูปาวจรวิปากจิต ๕ และรูปาวจรกิริยาจิต ๕ มีองค์ธรรมส่วนใหญ่ประกอบเหมือนกับรูปาวจรกุศลจิต ๕ ที่แสดงไว้แล้ว โดย ศาลาธรรม [10 ส.ค. 2558 , 13:27:05 น.] ( IP = 118.175.232.166 : : )
สลักธรรม 3อรูปาวจรจิต
อรูปาวจรจิต จิตที่ประกอบด้วยตัณหาอยากมีอยากเป็น ดิ้นรนประพฤติเป็นไปในอรูปภูมิ หมายถึงจิตที่ท่องเที่ยว ติดอยู่ในอารมณ์ของอรูปฌาน คือ ฌานที่ไม่เพ่งรูป หรือฌานที่ไม่ยึดเอารูปเป็นอารมณ์ ท่านที่บรรลุปัญจมฌานในการยึดรูปดังกล่าวแล้วในรูปาวจรจิตเกิดความเบื่อหน่ายเห็นว่า การยึดรูปยังมิใช่ทางที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ได้ รูปยังเป็นอารมณ์แห่งทุกข์อยู่ การปราศจากรูปย่อมเป็นทางพ้นทุกข์ จึงได้กำหนดอารมณ์ใหม่โดยยึดเอาอารมณ์ที่ไม่มีรูป คือ อากาสวิญญาณ ความไม่มีอะไร และสัญญาเป็นอารมณ์ในการเพ่งจนจิตนั้นเกิดเป็นฌานแน่วแน่ติดอยู่ในอารมณ์นั้นๆ เรียกว่า อรูปาวจรจิต (อรูปฌาน) เป็นจิตที่สูงกว่ารูปาวจรจิต (รูปฌาน) เพราะจะต้องได้ปัญจมรูปาวจรจิต (ปัญจมฌาน) เสียก่อน จึงจะทำฌานในอรูปาวจรจิตได้ เป็นจิตที่เพ่ง ดยผู้บำเพ็ญเพียรมิได้มีความปรารถนาในรูป
อารมณ์ที่ใช้ในการเพ่งของอรูปาวจรจิต ได้แก่ อากาสบัญญัติ วิญญาณ นัตถิภาวะ (ความไม่มีอะไร) และสัญญา
อรูปาวจรจิตมี ๑๒ ดวง คือ อรูปาวจรกุศลจิต ๔ อรูปาวจรวิปากจิต ๔ และอรูปาวจรกิริยาจิต ๔ โดย ศาลาธรรม [10 ส.ค. 2558 , 13:27:42 น.] ( IP = 118.175.232.166 : : )
สลักธรรม 4
อรูปาวจรกุศลจิต ๔ ได้แก่
(๑)อากาสานัญจายตนะกุศลจิต คือ อรูปฌานที่ ๑ มีอธิบายว่า เมื่อเจริญภาวนาจนได้ปัญจมรูปฌานแล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายที่เห็นว่ายังมีโทษในรูป โรคภัยไข้เจ็บอันตรายต่างๆ เกิดมีเป็นขึ้น เป็นทุกข์เดือดร้อนก็เพราะมีรูป รูปฌานยังไม่พ้นไปจากทุกข์ได้เพราะอาศัยรูปเกาะเกี่ยวอยู่ จึงปรารถนาดิ้นรนจะให้พ้นไปจากรูป เมื่อความปรารถนาแรงกล้ามากขึ้น ก็มิได้กำหนดเอารูปกสิณเป็นอารมณ์ มีความใส่ใจในอากาศอันปราศจากรูปเป็นอารมณ์เจริญภาวนาอยู่ เวลาเมื่อรูปกสิณอันตรธานหายไป อากาศปรากฏแจ้งอยู่ในมโนทวาร อากาศนี้เรียกว่ากสิณุคฺฆาฏิมากาสคือความว่าง เช่นในปัญจมรูปฌาน เพ่งปถวีกสิณ เมื่อต้องการทำอากาสานัญจายตนฌาน ก็เพิกอารมณ์ปถวีกสิณเสีย เพ่งเอาอากาศที่ว่างจากกสิณนั้นเป็นภาวนาอารมณ์สืบไป โดยบริกรรมว่า อากาสโส อนนฺโตๆ อากาศไม่มีที่สุดๆ จิตก็ละเอียดยิ่งขึ้นๆ จนยังให้เกิดอากาสานัญจายตนฌาน ยึดหน่วงเอาอากาศนิมิตนั้นเป็นอารมณ์ (เพิกคือไม่นึกถึงนิมิตนั้น อนนฺตํ = ไม่มีที่สุดคือไม่มีเกิดดับ มีการเกิดขึ้นเพราะมนสิการ)
(๒) วิญญาณัญจายตนกุศลจิต คือ อรูปฌานที่ ๒ เป็นจิตพิจารณาเพ่งวิญญาณความรู้สึกไม่มีที่สุด กล่าวคือ เมื่อการเจริญภายนาจนได้บรรลุถึงอากาสานัญจายตนฌาน (อรูปฌานที่ ๑) และได้เพียรเจริญอยู่จนเกิดความชำนาญแล้ว เกิดความปรารถนาอยากได้ฌานที่สูงขึ้น อาจเห็นว่า อรูปฌานที่ตนได้แล้วนั้น ยังใกล้อยู่กับรูปฌาน จะได้ละเอียดเหมือนวิญญาณหาได้ไม่ อาจมีการเสื่อมไปได้ จึงน้อมเอาอารมณ์ที่มั่นกว่า โดยละจากอากาสานัญจายตนฌาน มาใส่ใจในวิญญาณที่รู้อากาสานัญจายตนฌานนั้นบริกรรมว่า วิญฺญานํ อนนฺตํๆ วิญญาณความรู้สึกไม่มีที่สิ้นสุดๆ จนยังให้เกิดวิญญาณัญจายตนฌาน
(๓) อากิญจัญญายตนกุศลจิต คือ อรูปฌานที่ ๓ เป็นจิตพิจารณาเพ่งความไม่มีอะไร กล่าวคือเมื่อเจริญภาวนาอรูปฌานที่ ๒ คือ เพ่งวิญญาณที่รู้อากาสบัญญัติจนวิญญาณณัญจายตนฌานเกิดและมีความชำนาญในฌานนั้นแล้ว ภายหลังตระหนักในความว่างเปล่า เห็นว่าทั้งหมดทั้งปวงไม่มีอะไรเลย จึงละจากเพ่งวิญญาณความรู้สึกในอรูปฌานที่ ๒ เสีย น้อมอารมณ์ที่ไม่มีอะไรเลยนั้นมาเจริญภาวนาโดยบริกรรมว่า นัตถิกิญจิๆ น้อยหนึ่งนิดหนึ่งไม่มีๆ จนเกิดอากิญจัญญายตนฌาน
(๔) เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต คือ อรูปฌานที่ ๔ เป็นจิตพิจารณาเพ่งสัญญาความรู้อันละเอียด กล่าวคือ เมื่อการเจริญภาวนาอารมณ์ที่ไม่มีอะไรเลย จนอากิญจัญญายตนฌานเกิด สัญญาความรู้อันหยาบก็เปลี่ยนสภาพเป็นสัญญาละเอียดประณีตขึ้น การพิจารณาก็ปรากฏสัญญาบ้าง ไม่ปรากฏบ้าง จะว่ามีก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ก็ไม่เชิง ทั้งนี้เป็นเพราะสัญญาความรู้นั้นละเอียดอ่อนประณีตยิ่งนัก กล่าวอีกนัยหนึ่ง สัญญาหยาบที่รู้ใช้เป็นกิจจะลักษณะได้นั้นไม่มี คงเหลือแต่สัญญาละเอียดที่จวนจะหมดและใช้ทำอะไรไม่ได้มีอยู่ เหมือนภาชนะใส่กะปิเอาน้ำล้างแล้วเนื้อกะปิไม่มี แต่กลิ่นนั้นยังอยู่ เมื่อละจากความไม่มีอะไรในอากิญ- จัญญายตนฌานแล้ว ก็มาเอาใจใส่ในสัญญาความรู้อันละเอียดอ่อนนั้น โดยบริกรรมว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํๆ นี้สงบ นี้ประณีตๆ จนยังให้เกิดเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน (อารมณ์ของอรูปฌาน โปรดดูอารัมมณปัจจัยประกอบด้วย) โดย ศาลาธรรม [10 ส.ค. 2558 , 13:28:49 น.] ( IP = 118.175.232.166 : : )
สลักธรรม 5
๒. อรูปาวจรวิปากจิต ๔ เป็นผลของอรูปาวจรกุศล กล่าวคือเมื่ออรูปฌานกุศลจิตใดเกิดขึ้น วิบากคือผลก็เกิดขึ้นตาม อรูปฌานนั้นเป็นมหัคคตกุศลละเอียดประณีตสูงกว่ารูปฌาน เมื่อตายจากปัจจุบันชาติ ถ้าจุติจิตยังหน่วงในอารมณ์อรูปฌานอยู่ ก็ไปบังเกิดในอรูปพรหมตามชั้นของฌานที่ได้
๓. อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ เป็นจิตของพระอรหันต์ในขณะที่อยู่ในฌานสมาบัติของอรูปาวจร เป็นมหัคคตกิริยาไม่มีวิบากที่จะให้ผลในต่อไป เพราะพระอรหันต์หมดอาสวกิเลสและไม่มีการเกิดอีก
อรูปพรหมที่ไม่ใช่พระอริยะ คือ สามัญพรหมปุถุชนที่ยังไม่ได้มรรคจิตเบื้องต่ำ ย่อมไม่สามารถปฏิบัติให้ได้มรรคผล เพราะการที่จะปฏิบัติให้ได้มรรคผลต้องอาศัยรูปนามเป็นอารมณ์ แต่อรูปพรหมนั้นไม่ปรารถนารูปจึงมีแต่นามประการเดียว แต่อย่างไรก็ดีอรูปธรรมนี้ก็เป็นคุณวิเศษอยู่มาก เพราะตราบใดที่ยังครองรูปขันธ์อยู่ ย่อมต้องเผชิญกับทุกข์ต่างๆ นานาประการ ถ้าพ้นจากรูปสัญญาไปได้แล้ว สัญญาอันเกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทั้งดีและชั่วก็ไม่เกิดขึ้น ทุกข์เพราะรูปสัญญานั้นๆ ก็ไม่มี
อรูปาวจรกุศลถ้าไม่มีการเสื่อมหรืออันตรายสลายไป ย่อมได้รับผลคือ วิบากเกิดเป็นอรูปพรหมในชาติที่ถัดจากปัจจุบันชาติไป ถ้าฌานนั้นเสื่อมเป็นอันตรายก็ไม่ได้รับผลและเป็นอโหสิกรรม คือกรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผลสนองในต่อไป
การเจริญสมถภาวนาคือการทำฌาน มีอารมณ์หรือที่เรียกว่าอารมณ์กรรมฐานสำหรับเจริญสมถภาวนา ๔๐ ประการ คือ กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อัปมัญญาหรือพรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ และ อรูปกรรมฐาน ๔ โดย ศาลาธรรม [10 ส.ค. 2558 , 13:29:25 น.] ( IP = 118.175.232.166 : : )
สลักธรรม 6โทษของ ราคะ โทสะ โมหะ ๑. ทำให้เป็นผู้บอด ๒. ทำให้ไม่เห็นของจริง ๓. ทำให้ไม่มีญาณรู้จักของจริง ๔. ทำให้ใจคับแคบ ๕. ดับปัญญาให้รู้จักของจริงเสีย ๖. ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
![]()
ขอนุโมทนากับคุณนวลพรรณ รามวณิช ผู้บันทึกข้อมูล
โดย ศาลาธรรม [10 ส.ค. 2558 , 13:29:42 น.] ( IP = 118.175.232.166 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |