| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พระอภิธรรมสังเขป (๕)
![]()
พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ
โดย พระนิติเกษตรสุนทร
ตอนที่ (๔) อ่านที่นี่
เจตสิกปรมัตถ์
เจตสิก เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง บังเกิดในจิต และประพฤติเนื่องด้วยจิต เป็นองค์ประกอบจิต (Mental Factors) ดังได้กล่าวแล้วว่าจิตมีหน้าที่รู้อารมณ์ที่กระทบเท่านั้น เช่นเมื่อรูปกระทบจักขุปสาท เกิดจักขุวิญญาณ คือจิตรู้เห็น หรือเสียงกระทบโสตปสาทเกิดโสตวิญญาณ คือจิตรู้ได้ยิน แล้วจิตนั้นก็ดับ แต่จิตที่เกิดใหม่สืบเนื่องทำให้รู้ต่อไปว่า สวยงามดีชั่วชอบไม่ชอบออกไปอีกเป็นประการต่างๆ นั้น ก็โดยเจตสิกธรรมที่เกิดขึ้นประกอบจิตปรุงแต่งนำไป มีบทบาทสำคัญน่ากล่าว เช่น เวทนาเจตสิกและสัญญาเจตสิกซึ่งเป็นนามขันธ์
ในขันธ์ ๕ ทุกครั้งที่จิตเกิดขึ้น เวทนาความเสวยอารมณ์ชอบ ไม่ชอบ หรือเฉยๆ และสัญญาความจำได้ก็เกิดขึ้นพร้อมด้วยเป็นองค์ประกอบจิต เนื่องจากสัญญาความจำความรู้อันวิจิตรสืบมาแต่อดีต เวทนาความเสวยอารมณ์จึงก่อให้เกิดตัณหา ความปรารถนาอยากได้แต่ที่ดีที่ชอบ ไปตามสัญญาความจำนั้น เจตสิกอื่นที่เข้าประกอบร่วมด้วยก็ปรุงแต่งกระทำกรรมลงนำจิตไปตามปรารถนา เป็นบุญบาปดีชั่วชอบไม่ชอบเกิดขึ้นเป็นไปต่างๆ เจตสิกเป็นองค์ประกอบสำคัญดังกล่าวนี้ ท่านจึงจำแนกจิตออกเป็น ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง ตามลักษณะดังกล่าวมาแล้วในเรื่องจิตข้างต้น เจตสิกธรรมคือองค์ประกอบจิต จึงเป็นสาระสำคัญที่ควรศึกษา
เจตสิกมีลักษณะสำคัญ ๔ ประการ คือ ๑ เกิดพร้อมกับจิต ๒. ดับพร้อมกับจิต ๓. มีอารมณ์เดียวกันกับจิต และ ๔. มีวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต ต้องมีลักษณะทั้ง ๔ นี้พร้อมกัน ถ้าขาดลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็หาใช่เจตสิกไม่ ตัวอย่างเมื่อมีการกระทบอารมณ์เกิดขึ้น เจตสิกก็เกิดขึ้นพร้อมด้วย เมื่อจิตนั้นดับลงเจตสิกดับลงพร้อมด้วย เหมือนแสงไฟดับลงความร้อนก็ดับลงด้วย จิตมีอารมณ์ใดเจตสิกก็มีอารมณ์นั้น เช่น จักขุวิญญาณ(จิต) มีรูปเป็นอารมณ์ เจตสิกก็มีรูปเป็นอารมณ์ด้วย คือ ชอบไม่ชอบ หรือเฉยๆ ในรูปนั้น จักขุวิญญาณอาศัยจักขุปสาทเป็นที่เกิด เจตสิกที่เป็นองค์ประกอบของจักขุวิญญาณ ก็อาศัยจักขุปสาทเป็นที่เกิดเช่นเดียวกันกับจิต
ตามธรรมชาติแล้ว จิตกับเจตสิกเป็นสหชาตธรรมแยกจากกันไม่ได้ กล่าวคือจิตจะเกิดโดยปราศจากเจตสิก หรือเจตสิกจะเกิดโดยลำพังไม่อาศัยจิตนั้นไม่ได้ ต้องเกิดดับพร้อมกันเป็นสหชาตธรรม แต่ในการศึกษาจำต้องแยกกันกล่าว เพื่อให้เห็นสภาวะแต่ละอย่าง
โดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:50:03 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
สลักธรรม 1
เจตสิกมีสภาวะเป็นลักษณะเฉพาะตัว แตกต่างกันอยู่ ๕๒ ประการ จึงจัดเป็นเจตสิก ๕๒ ดวง แบ่งออกเป็น อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ อกุศลเจตสิก ๑๔ และ โสภณ (กุศล) เจตสิก ๒๕
๑.อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ โดยลำพังตนมีสภาวลักษณะกลางๆ ไม่เป็นบุญบาปกุศลอกุศล แต่เข้าร่วมกับฝ่ายอกุศล หรือฝ่ายกุศลได้ แบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ และ ปกิณณกเจตสิก ๖
ก. สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ได้แก่
(๑) (ผัสสะ) ธรรมชาติการกระทบอารมณ์
(๒) เวทนา ธรรมชาติการเสวยอารมณ์
(๓) สัญญา ธรรมชาติที่จำอารมณ์
(๔) เจตนา ธรรมชาติที่กระตุ้นเตือนชักชวนสัมปยุตตธรรมให้ทำหน้าที่ (คือ ชักจูงสัมปยุตตธรรมให้มุ่งตรงต่ออารมณ์)
(๕) เอกัคตา ธรรมชาติที่สงบตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว
(๖) ชีวิตินทรีย์ ธรรมชาติที่รักษาสัมปยุตตธรรมให้ตั้งอยู่ตามอายุ
(๗) มนสิการ ธรรมชาติที่มุ่งและนำสัมปยุตตธรรมสู่อารมณ์ คือการกระทำอารมณ์ให้แก่จิต
เจตสิกทั้ง ๗ นี้เกิดร่วมกับจิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ ทุกดวง จึงได้ชื่อว่า สัพพจิตตสาธารณเจตสิก โดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:50:36 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
สลักธรรม 2
ข. ปกิณณกเจตสิก ๖ ได้แก่
(๑) วิตก ธรรมชาติที่คิดและยกสัมปยุตตธรรมขึ้นสู่อารมณ์
(๒) วิจาร ธรรมชาติที่เคล้าคลึงประคองจิตให้อยู่ในอารมณ์
(๓) อธิโมกข์ ธรรมชาติที่ตัดสินอารมณ์
(๔) วิริยะ ธรรมชาติที่เพียรเพื่อให้ได้อารมณ์
(๕) ปีติ ธรรมชาติที่ปลาบปลื้มยินดีในอารมณ์
(๖) ฉันทะ ธรรมชาติที่พอใจในอารมณ์
ปกิณณกเจตสิกเกิดร่วมได้เฉพาะกับจิตบางดวงที่ประกอบด้วยเจตสิก อันมีสภาวะไม่เป็นปฏิปักษ์ขัดกัน กล่าวคือ เจตสิกใดมีสภาวะเป็นปฏิปักษ์ต่อกันก็เข้าร่วมกันไม่ได้ ส่วนที่ไม่ขัดกันก็เข้าร่วมกันได้ เช่น
วิจิกิจฉาเจตสิกอันมีสภาวะสงสัยไม่แน่ใจประกอบอยู่ในจิตดวงใด อธิโมกข์เจตสิกอันมีสภาวะตัดสินเด็ดขาดก็เข้าประกอบกับจิตนั้นร่วมด้วยวิจิกิจฉาเจตสิกไม่ได้
หรือเวทนาที่เสวยอารมณ์เป็นโทมนัสเสียใจ ปีติเจตสิกอันมีสภาวะปลาบปลื้มยินดีย่อมจะเข้าประกอบจิตร่วมกับเวทนาโทมนัสไม่ได้ แต่ถ้าเวทนานั้นเป็นโสมนัสยินดีร่าเริง ปีติเจตสิกก็เข้าประกอบร่วมด้วยได้ โดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:51:05 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
สลักธรรม 3
หลักที่ควรจำเกี่ยวแก่อัญญสมานาเจตสิก ๑๓ ก็คือ
(๑) สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ นั้นเกิดประกอบจิตทุกดวงทั้ง ๘ช หรือ ๑๒๑ ไม่มียกเว้น
(๒) ปกิณณกเจตสิก ๖ เกิดประกอบจิตได้ทุกประเภท แต่มียกเว้นไม่เข้าประกอบกับจิตบางดวง ที่มีสภาวะต่างกันหรือร่วมกันไม่ได้ โดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:52:10 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
สลักธรรม 4
๒.อกุศลเจตสิก เป็นธรรมชาติที่ทำให้จิตเศร้าหมองเสียศีลธรรมนำไปทางบาปอกุศลมีอยู่ ๑๔ ดวง โดยแบ่งออกเป็น โทจตุกะ ๔ โลติกะ ๓ โทจตุกะ ๔ ถีทุกะ ๒ และ วิจิกิจฉา ๑ เจตสิก ๑๔ ดวงนี้เกิดกับจิตที่เป็นอกุศลฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่เกิดกับจิตอื่น
ก. โมจตุกะ ๔ คือ
(๑)โมหะ ธรรมชาติที่หลงไม่รู้ความจริงตามสภาวะของอารมณ์
(๒) อหิริยะ ธรรมชาติที่ไม่ละอายต่อบาปทุจริต
(๓) อโนตตัปปะ ธรรมชาติที่ไม่กลัวต่อบาปทุจริต
(๔) อุทธัจจะ ธรรมชาติที่ฟุ้งซ่านรับอารมณ์ไม่มั่น
อกุศลจิต ๑๒ ดวงเกิดขึ้นครั้งใด โมจตุกะ ๔ ต้องเกิดประกอบด้วยเสมอ
ข. โลติกะ ๓ คือ
(๑) โลภะ ธรรมชาติที่อยากได้รักติดพันในอารมณ์
(๒) ทิฏฐิ ธรรมชาติที่เห็นผิดจากความเป็นจริง
(๓) มานะ ธรรมชาติที่มีความถือตัว
โลติกะ ๓ เกิดประกอบเฉพาะโลภมูลจิต ๘ ดวง
ค. โทจตุกะ ๔ คือ
(๑) โทสะ ธรรมชาติที่โกรธประทุษร้าย ไม่ชอบใจในอารมณ์
(๒) อิสสา ธรรมชาติที่ไม่อยากให้ผู้อื่นดีกว่าตน
(๓) มัจฉริยะ ธรรมชาติที่ตระหนี่หวงแหน
(๔) กุกกุจจะ ธรรมชาติที่เสียใจในอกุศลที่ได้ทำไปแล้วและในกุศลที่มิได้ทำ
โทจตุกะ ๔ เกิดประกอบเฉพาะโทสมูลจิต ๒ ดวง
ง. ถีทุกะ ๒ คือ
(๑) ถีนะ ธรรมชาติที่ทำให้จิตเซื่องซึม ท้อถอยจากความเพียร
(๒) มิทธะ ธรรมชาติที่ทำให้จิตหดหู่ง่วงเหงาหาวนอน
เจตสิก ๒ ดวงนี้มีสภาพคล้ายคลึงกันมาก แยกออกจากกันโดยชัดแจ้งไม่ได้ จึงใช้ควบคู่กันอยู่เสมอ และเกิดประกอบอกุศลจิต ๕ ดวง ที่เป็นสสังขาริก โดยมีการชักจูง
จ. วิจิกิจฉา ๑ คือ ธรรมชาติที่สงสัยลังเลและไม่แน่ใจ เช่น สงสัยในพระรัตนตรัย ในกรรม ว่ามีจริงเป็นจริงหรือ เจตสิกดวงนี้เกิดประกอบโมหมูลจิต ๑ ดวง ที่สัมปยุตต์ด้วยวิจิกิจฉา
โดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:52:41 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
สลักธรรม 5
หลักที่ควรจำเกี่ยวแก่อกุศลเจตสิก ๑๔ ดวง คือ
(๑) โมจตุกะ ๔ ประกอบกับอกุศลจิตทุกดวง ทุกครั้งที่อกุศลจิตเกิด โมจตุกะ ๔ ต้องเข้าประกอบพร้อมกันด้วย
(๒) ถ้าอกุศลจิตนั้นเป็นโลภมูลจิต โลติกะ ๓ ก็เข้าประกอบร่วมตามควร
(๓) ถ้าอกุศลจิตนั้นเป็นโทสมูลจิต โทจตุกะ ๔ ก็เข้าประกอบร่วมตามควร
(๔) ถ้าอกุศลจิตนั้นเป็นสสังขาริก ต้องมีการชักจูงจึงเกิดได้ ถีทุกะ ๒ ก็เข้าประกอบ
(๕) ถ้าอกุศลจิตนั้นเป็นโมหมูลจิตประกอบด้วยความสงสัยไม่แน่ใจ วิจิกิจฉาเจตสิกก็เข้าประกอบ
ที่ว่าเข้าประกอบร่วมด้วยตามควรนั้น ขอให้เข้าใจว่าเจตสิกในกลุ่มนั้น บางดวงอาจเข้าประกอบหรืออาจไม่เข้าประกอบตามสภาวะที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เช่น ขณะโกรธทำโทษเด็กเพื่อสั่งสอนให้ประพฤติดี โทสเจตสิกเข้าประกอบ แต่อิสสาเจตสิก (ความริษยา) หรือมัจฉริยเจตสิก (ความตระหนี่เหนียวแน่น) มิได้เข้าประกอบโทสจิตในขณะนั้น แม้จะเป็นเจตสิกในกลุ่มโทจตุกะ ๔ ด้วยกัน แต่สภาวะของโทสะ อิสสาและมัจฉริยะนั้นต่างกัน จึงเข้าร่วมพร้อมกันไม่ได้ โดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:53:16 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
สลักธรรม 6
๓. โสภณเจตสิก ๒๕ ธรรมชาติหรือสภาวะที่ทำจิตให้ผ่องใส ตั้งอยู่ในศีลธรรมมีการยกเว้นจาก บาปทุจริตต่างๆ เป็นไปในทางบุญกุศล แบ่งออกเป็น โสภณสาธารณะ ๑๙ วิรตี ๓ อัปปมัญญา ๒ และ ปัญญินทรีย์ ๑ โสภณเจตสิก ๒๕ นี้เกิดประกอบได้กับจิตที่เป็นกุศลแต่อย่างเดียวเท่านั้น
ก. โสภณสาธารณะ ๑๙ คือ
(๑) สัทธา ธรรมชาติที่เชื่อเลื่อมใสในเหตุผลตามสภาวะความจริง
(๒) สติ ธรรมชาติที่ระลึกได้ในอารมณ์เกี่ยวแก่กุศล
(๓) หิริ ธรรมชาติที่ละอายต่อบาปอกุศล
(๔) โอตัปปะธรรมชาติที่กลัวต่อบาปอกุศล
(๕) อโลภะ ธรรมชาติที่ไม่อยากได้และไม่ติดในอารมณ์
(๖) อโทสะ ธรรมชาติที่ไม่ปองร้ายหรือไม่โกรธ
(๗) ตัตตรมัชฌัตตตา ธรรมชาติที่วางเฉยอยู่ในความเป็นกลาง
(๘) กายปัสสัทธิ ธรรมชาติที่สงบของเจตสิกจากอกุศล
(๙) จิตตปัสสัทธิ ธรรมชาติที่ทำให้จิตสงบจากอกุศล
(๑๐) กายลหุตา ธรรมชาติความเบาของเจตสิกจากอกุศล
(๑๑) จิตตลหุตา ธรรมชาติที่ทำให้จิตเบาจากอกุศล
(๑๒) กายมุทุตา ธรรมชาติที่อ่อนโยนของเจตสิกในอารมณ์ที่เป็นกุศล
(๑๓) จิตตมุทุตา ธรรมชาติที่ทำให้จิตใจอ่อนโยนในอารมณ์ที่เป็นกุศล
(๑๔) กายกัมมัญญตา ธรรมชาติที่ควรแก่การงานของเจตสิกในอารมณ์ที่เป็นกุศล
(๑๕) จิตตกัมมัญญตา ธรรมชาติที่ควรแก่การงานของจิตในอารมณ์ที่เป็นกุศล
(๑๖) กายปาคุญญตา ธรรมชาติที่คล่องแคล่วของเจตสิกในอารมณ์ที่เป็นกุศล
(๑๗) จิตตปาคุญญตา ธรรมชาติที่คล่องแคล่วของจิตในอารมณ์ที่เป็นกุศล
(๑๘) กายุชุกตา ธรรมชาติที่ทำเจตสิกให้มุ่งตรงต่ออารมณ์ที่เป็นกุศล
(๑๙) จิตตุชุกตา ธรรมชาติที่ทำจิตให้มุ่งตรงต่ออารมณ์ที่เป็นกุศล
โสภณสาธารณะ ๑๙ นี้ เข้าประกอบกับจิตที่เป็นบุญกุศลทุกดวงไม่มียกเว้น โดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:53:41 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
สลักธรรม 7
ข. วิรตี ๓ คือ
(๑) สัมมาวาจา พูดดีไม่เป็นอกุศล ได้แก่การยกเว้นวจีทุจริต ๔
(๒) สัมมากัมมันตะ กระทำการงานดีโดยเว้นกายทุจริต ๓
(๓) สัมมาอาชีวะ ประกอบอาชีพสุจริต โดยเว้นวจีทุจริต ๔ และกายทุจริต ๓
วิรตี ๓ นี้ เข้าประกอบกับมหากุศลจิตได้คราวละ ๑ ดวง แต่เข้าประกอบโลกุตรจิตได้พร้อมกันทั้ง ๓ ดวง นอกจากนี้แล้ววิรตีเจตสิกไม่เข้าประกอบ
ค. อัปปมัญญา ๒ คือ
(๑) กรุณา ธรรมชาติที่สงสารต่อสัตว์ได้รับทุกข์
(๒) มุทิตา ธรรมชาติที่ยินดีต่อสัตว์ได้รับสุข
อัปปมัญญา ๒ นี้เข้าประกอบกับมหากุศลจิต มหากิริยาจิต และในรูปาวจรจิตได้
ง. ปัญญินทรีย์ คือธรรมชาติที่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง และทำลายความเห็นผิดเข้าประกอบกับโสภณจิตที่เป็นญาณสัมปยุตต์ โดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:54:07 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
สลักธรรม 8
หลักที่ควรจำเกี่ยวแก่โสภณเจตสิกคือ
(๑) โสภณสาธารณะ ๑๙ เข้าประกอบจิตที่เป็นบุญกุศลทุกดวง
(๒) วิรตีเข้าประกอบได้เฉพาะมหากุศลจิตคราวละ ๑ ดวง แต่ถ้าเป็นโลกุตรจิตแล้ว ต้องเข้าประกอบพร้อมกันทั้ง ๓ ดวง
(๓) อัปปมัญญา เข้าประกอบในมหากุสล มหากิริยาจิต และในรูปาวจรจิตได้คราวละ ๑ ดวง
(๔) ส่วนปัญญินทรีย์นั้นเข้าประกอบกับโสภณจิตที่เป็นญาณสัมปยุตต์ได้ทั้งหมด
เจตสิก ๕๒ ดวงดังกล่าวแล้วจัดเข้าในเบญจขันธ์ได้ คือ เวทนาเจตสิกเป็นเวทนาขันธ์สัญญาเจตสิกเป็นสัญญาขันธ์ เจตสิกที่เหลือ ๕๐ ดวงเป็นสังขารขันธ์ ดังนั้นจิตที่เกิดขึ้นรับอารมณ์ครั้งหนึ่ง ขันธ์ ๕ ก็เกิด กล่าวคือ
อารมณ์เป็นรูปขันธ์
เวทนาเจตสิก (การเสวยอารมณ์) เป็นเวทนาขันธ์
สัญญาเจตสิก (ความรู้จำได้ซึ่งอารมณ์) เป็นสัญญาขันธ์
เจตสิกที่เหลือ (อันเกี่ยวแก่เจตนาความนึกคิดปรุงแต่งต่างๆ ในอารมณ์) เป็นสังขารขันธ์
และจิตที่รู้อารมณ์เป็นวิญญาณขันธ์ โดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:54:29 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
สลักธรรม 9
เจตสิกมีกิจทำจิตไปในลักษณะต่างๆ เป็นกุศล อกุศลและกลางๆ จิตมีการรู้อารมณ์แต่อย่างเดียว คือสักแต่ว่ารู้เป็นเพียงกิริยา แต่เหตุที่จิตมีรัก โลภ โกรธ หลง ไปได้นั้นก็เพราะเจตสิกเข้าประกอบนำจิตไป โลภเจตสิกอันมีสภาวะ ปรารถนาอยากมีอยากได้ เรียกอีกอย่างว่าตัณหาเป็นตัวสมุทัย เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์
การจะพ้นทุกข์ได้ จึงต้องประหาณโลภเจตสิกอย่างหยาบที่เกิดทางกาย วาจา ด้วยศีล อย่างกลางที่เกิดในใจด้วยสมาธิ และอย่างละเอียดที่เป็นอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในสันดานด้วยวิปัสสนาปัญญา
การปฏิบัติที่จะให้หมดทุกข์ได้จำต้องอาศัยอริยมรรค ๘ ซึ่งเป็นเจตสิก ๘ ดวงตามชื่อนั้นเอง ประหาณตัณหา คือ โลภเจตสิกให้หมดไป แสดงให้เห็นว่า เจตสิกเป็นผู้ประกอบทำจิตให้เป็นไปในประการทั้งปวง
![]()
ขอนุโมทนากับคุณนวลพรรณ รามวณิช ผู้บันทึกข้อมูลโดย ศาลาธรรม [19 ส.ค. 2558 , 15:54:56 น.] ( IP = 118.174.179.225 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |