มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระอภิธรรมสังเขป (๘)







พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ
โดย พระนิติเกษตรสุนทร


ตอนที่ (๗) อ่านที่นี่


รูปวิภาคนัย


รูปวิภาคนัย คือ การจำแนกรูปโดยพิสดารมีการจำแนกโดยแบ่งออกเป็น ๑๑ คู่ หรือโดยชื่อตามสภาวะ ๘ ชื่อ ดังต่อไปนี้

รูปทั้ง ๒๘ แยกออกได้เป็น ๑๑ คู่ คือ

๑ อัชฌัตติกรูปกับพาหิรรูป
อัชฌัตติก รูปภายในมี ๕ คือ ปสาทรูป ๕
พาหิรรูป รูปภายนอก คือ รูปที่เหลือ ๒๓
ที่ว่าเป็นรูปภายในนั้น มิได้หมายว่าเป็นรูปที่เกิดภายในร่างกาย แต่หมายถึงคุณประโยชน์สำคัญ เพราะปสาทรูป ๕ เป็นส่วนใกล้ชิดสามารถช่วยเหลือให้จิตเกิดขึ้น ให้สัตว์รู้อารมณ์ทำอะไรๆ ได้ ถ้าไม่มีปสาทรูป ๕ แล้ว ก็จะไม่ผิดกับตุ๊กตา ส่วนพาหิรรูป ก็มิได้หมายว่า เป็นรูปภายนอกร่างกาย คงเป็นรูปในร่างกายเช่นกัน แต่มีความสำคัญในร่างกายไม่เท่ากับปสาทรูป คือ ไม่มีหน้าที่ร่วมกิจการงานกับจิตในการรู้อารมณ์อัชฌิตติกรูปคล้ายคนสนิทรับใช้อยู่ในบ้าน ส่วนพาหิรรูปคล้ายคนนอกบ้านมาช่วยเหลือการงาน ซึ่งย่อมไม่ได้รับความสนิทสนมเหมือนคนในบ้าน

๒.วัตถุรูปกับอวัตถุรูป
วัตถุรูป รูปอันเป็นที่อาศัยของจิตและเจตสิกมี ๖ คือ ปสาทรูป ๕ หทัยรูป ๑
อวัตถุรูป รูปอันไม่ใช่ที่อาศัยของจิตและเจตสิก คือ รูปที่เหลือ ๒๒

๓. ทวารรูปกับอทวารรูป
ทวารรูป รูปที่เป็นเหตุให้เกิดวิถีจิตและกรรม มี ๗ คือ ปสาทรูป ๕ วิญญัติรูป ๒
อทวารรูป รูปที่ไม่เป็นเหตุให้เกิดวิถีจิตและกรรม คือ รูปที่เหลือ ๒๑
วิถีจิตที่เกิดขึ้นก็ดี กายกรรม วจีกรรมที่เกิดขึ้นก็ดี ต้องอาศัยทวารรูป ๗ เป็นเหตุ

โดย ศาลาธรรม [4 ก.ย. 2558 , 14:54:16 น.] ( IP = 182.53.155.225 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


๔. อินทรียรูปกับอนินทรียรูป
อินทรียรูป รูปที่เป็นใหญ่เป็นผู้ปกครองโดยเฉพาะตามหน้าที่ มี ๘ คือ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ ชีวิตรูป ๑
อนินทรียรูป รูปที่ไม่เป็นใหญ่ ไม่เป็นผู้ปกครองโดยเฉพาะ คือ รูปที่เหลือ ๒๐
อินทรียรูปนั้นมีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง ปกครองดูแลควบคุมกิจการงานของตนด้วยตน ผู้อื่นเข้าทำแทนไม่ได้ เช่น การเห็นก็เป็นหน้าที่ของจักขุปสาท โสตปสาทจะเข้าทำหน้าที่เห็นแทนจักขุปสาทไม่ได้ ภาวรูปที่เป็นหญิง ภาวรูปที่เกิดอยู่ก็เป็นอิตถีภาวะ จะเป็นปุริสภาวะไปไม่ได้ และชีวิตรูปก็เป็นแต่รูปเดียวที่รักษากรรมชรูปให้ตั้งคงทนอยู่ตามการกำหนด

๕. โอฬาริกรูปกับสุขุมรูป
โอฬาริกรูป รูปหยาบ ปรากฏได้ชัดมี ๑๒ คือ ปสาทรูป ๕ วิสัยรูป ๗
สุขุมรูป รูปละเอียด ไม่ปรากฏได้ชัด คือ รูปที่เหลือ ๑๖

๖. สันติเกรูปกับทูเรรูป
สันติเกรูป รูปใกล้ หมายถึงรูปที่รู้ได้ง่ายมี ๑๒ คือ ปสาทรูป ๕ วิสัยรูป ๗
ทูเรรูป รูปไกล หมายถึงรูปที่รู้ได้ยาก คือ รูปที่เหลือ ๑๖

๗. สัปปฏิฆรูปกับอัปปฏิฆรูป
สัปปฏิฆรูป รูปที่กระทบกันได้มี ๑๒ คือ ปสาทรูป ๕ วิสัยรูป ๗
อัปปฏิฆรูป รูปที่กระทบกันไม่ได้ คือ รูปที่เหลือ ๑๖

๘. อุปาทินนกรูปกับอนุปาทินนกรูป
อุปาทินนกรูป รูปที่มีตัณหาทิฏฐิเป็นที่ยึด เกิดจากอกุศลและกุศลกรรม เรียกว่ากรรมชรูปมี ๑๘ คือ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ หทยรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑
อนุปาทินนกรูป รูปที่มิได้เกิดจากอกุศลและกุศลกรรม ได้แก่รูปที่เหลือ ๑๐ คือ สัททรูป ๑ วิการรูป ๕ ลักษณะรูป ๔ กล่าวอีกอย่างหนึ่งได้แก่ จิตตรูป ๑๕ อุตุชรูป ๑๓ อาหารชรูป ๑๒

๙. สนิทัสสนรูปกับอนิทัสสสนรูป
สนิทัสสนรูป รูปที่เห็นด้วยตาได้มี ๑ คือ รูปารมณ์ (สี)
อนิทัสสสนรูป รูปที่เห็นด้วยตาไม่ได้ คือ รูปที่เหลือ ๒๗

๑๐. โคจรัคคาหิกรูปกับอโคจรัคคาหิกรูป
โคจรัคคาหิกรูป รูปที่รับอารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มี ๕ คือ ปสาทรูป ๕
อโคจรัคคาหิกรูป รูปที่รับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายไม่ได้ คือรูปที่เหลือ ๒๓

๑๑. อวินิพโภครูปกับวินิพโภครูป
อวินิพโภครูป รูปที่แยกออกจากกันไม่ได้ มี ๘ คือ มหาภูตรูป ๔ กับวรรณะ คันธะ รสะ และ โอชะอีก ๔
วินิพโภครูป รูปที่แยกออกจากกันได้ คือ รูปที่เหลือ ๒๐

โดย ศาลาธรรม [4 ก.ย. 2558 , 14:54:51 น.] ( IP = 182.53.155.225 : : )


  สลักธรรม 2


การจำแนกรูปออกโดยชื่อตามสภาวะ ๘ มีดังนี้ คือ รูป ๒๘ ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว ย่อมมีสภาวลักษณะดังนี้

(๑) ไม่ประกอบด้วยเหตุ คือไม่มีโลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ อย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นแก่รูป รูปจึงเป็น อเหตุกะ คือไร้เหตุ

(๒) รูปเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งมีกรรม จิต อุตุ อาหารเป็นสมุฏฐาน รูปจึงเป็น สปัจจยะ ประกอบปัจจัย

(๓) รูปเป็นอารมณ์ของอาสวะ มีกามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ และอวิชชาสวะ รูปจึงเป็น สาสวะ

(๔) รูปมีการปรุงแต่งด้วยปัจจัย ๔ คือ กรรม จิต อุตุ อาหาร รูปจึงเป็น สังขตะ ถูกปรุงแต่งขึ้น

(๕) รูปเป็นโลกียธรรมเนื่องอยู่ในสังขารโลก รูปจึงเป็น โลกียะ

(๖) รูปเป็นอารมณ์ของกามตัณหาอย่างเดียว รูปจึงเป็น กามาวจร

(๗) รูปไม่สามารถรับรู้อารมณ์ได้ รูปจึงเป็น อนารัมมณะ

(๘) รูปไม่ใช่ธรรมที่ต้องละขจัด หรือประหาณ เช่น อกุศลธรรม รูปจึงเป็น อัปปหาตัพพะ ไม่ใช่ธรรมที่ควรประหาณ

โดย ศาลาธรรม [4 ก.ย. 2558 , 14:55:18 น.] ( IP = 182.53.155.225 : : )


  สลักธรรม 3


รูปสมุฏฐาน


รูปสมุฏฐาน คือ เหตุหรือปัจจัยที่ทำให้รูปเกิดมี ๔ อย่าง ได้แก่ กรรม จิต อุตุ อาหาร แต่อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดรูป

กรรม การกระทำทางกาย วาจา ใจ เป็นกุศล หรืออกุศลที่ได้ทำมาแล้ว ย่อมทำให้เกิดกรรมชรูปอยู่ทุกขณะจิต นับตั้งแต่ปฏิสนธิขณะเป็นต้นมา กรรมหมายถึงเจตนากรรมในจิต ๒๕ ดวง คือ เจตนาในอกุศลจิต ๑๒ มหากุศลจิต ๘ และ รูปาวจรกุศลจิต ๕

รูปที่เกิดจากกรรมสร้างนั้น เรียกว่า กรรมชรูป มี ๑๘ รูป ได้แก่ปสาทรูป ๕ หทยรูป ๑ ภาวรูป ๒ ชีวิตรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ และปริจเฉทรูป ๑ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย หัวใจ ชาย หญิง ชีวิต ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส อาหาร และอากาศ)

กรรมชรูปนี้เกิดพร้อมร่วมมากับปฏิสนธิจิตตั้งแต่ขณะแรก และจะดับไม่เกิดก่อนหน้าตาย (จุติ) ๑๗ ขณะ คือ ก่อนสัตว์ตาย ๑๗ ขณะจิต กรรมชรูปหยุดสร้างรูป

แท้จริงกรรมคือเจตนาทั้งหมดมี ๓๓ ได้แก่อกุศล ๑๒ มหากุศล ๘ รูปาวจรกุศล ๕ อรูปาวจรกุศล ๔ และโลกุตรกุศล ๔ แต่เมื่อกล่าวถึงรูปก็ต้องเข้าใจว่าเป็นรูปขันธ์ในปัญจโวการภูมิ หรือเอกโวการภูมิ

อรูปาวจรกุศล ๔ เป็นจิตที่ปราศจากความต้องการรูปด้วยอำนาจแห่งวิราคภาวนา จึงไม่ทำให้กรรมชรูปเกิด

ส่วนโลกุตรกุศล ๔ หรือมรรค ๔ นั้น เป็นจิตที่ทำลายภพชาติ กรรมชรูปคือตัวภพชาติ โลกุตรกุศล ๔ จึงไม่ทำให้กรรมชรูปเกิด

ดังนั้นจึงเหลือจิตเพียง ๒๕ ดวง ที่ทำให้กรรมชรูปเกิดภพชาติ

โดย ศาลาธรรม [4 ก.ย. 2558 , 14:55:40 น.] ( IP = 182.53.155.225 : : )


  สลักธรรม 4


จิต ที่เป็นสมุฏฐานให้รูปเกิดมี ๗๕ ดวง คือ อกุศล ๑๒ อเหตุก ๘ (เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐) กามโสภณ ๒๔ รูปาวจร ๑๕ อรูปาวจรกุศล ๔ และอรูปาวจรกิริยา ๔ โลกุตร ๘

รูปที่เกิดจากจิต เรียกว่า จิตตชรูป มี ๑๕ รูป คือ วิญญัติรูป ๒ วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ และปริจเฉทรูป ๑ เช่น การประณมมือไหว้ วาจาที่พูด การเดิน การยืน อิริยาบถต่างๆ ฯลฯ เกิดขึ้นจากจิตบงการและเป็นจิตตชรูป

จิตตชรูปนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่อุปาทะขณะของปฐมภวังค์ตลอดเรื่อยไปจนถึงจุติจิต (ตาย)

เหตุที่เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และอรูปาวจรวิบาก ๔ ว่าไม่เป็นสมุฏฐานให้จิตตรูปเกิด ก็เพราะทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ เป็นวิบากจิตที่มีกำลังอ่อน ส่วนอรูปาวจรวิปาก ๔ เป็นตัวอรูปภพที่ปราศจากรูป จึงไม่สามารถทำให้จิตตชรูปเกิดได้

โดย ศาลาธรรม [4 ก.ย. 2558 , 14:56:00 น.] ( IP = 182.53.155.225 : : )


  สลักธรรม 5


อุตุ ความเย็นร้อนทำให้อุตุชรูปเกิดภายในสัตว์ทั้งหลาย อุตุชรูปเกิดอยู่ทุกขณะจิต นับตั้งแต่ฐีติขณะของปฏิสนธิจิตเป็นต้นมา

อุตุชรูปภายนอกมีอยู่ในดินฟ้าอากาศ ภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น

ส่วนอุตุชรูปภายในได้แก่ลักษณะเย็นร้อนที่เกิดอยู่ในขันธสันดานของสัตว์

รูปที่เกิดด้วยอุตุมี ๑๓ รูป คือ วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑ อุตุชรูปภายในเกิดตลอดไปจนจุติจิตดับ แล้วอุตุภายนอกก็เกิดมีในซากศพนั้น

โดย ศาลาธรรม [4 ก.ย. 2558 , 14:56:19 น.] ( IP = 182.53.155.225 : : )


  สลักธรรม 6


อาหาร โอชะที่เกิดจากอาหารที่กินเข้าไปเป็นเหตุให้เกิดอาหารชรูป อาหารชรูป คือ รูปที่เกิดจากอาหารมี ๑๒ รูป ด้วยกัน ได้แก่วิการรูป ๓ อวินิพโภครูป ๘ ปริจเฉทรูป ๑

ตัวอย่างเช่น วิการรูป ๓ คือ อาการเบา อ่อนโยน คล่องแคล่ว ย่อมอาศัยอาหารรูปเป็นสมุฏฐาน มิฉะนั้นแล้วลักษณะเช่นนั้นจะไม่เกิด เป็นต้น

อาหารชรูปเกิดทำการเลี้ยงร่างกายอยู่ทุกฐีติขณะ

โดย ศาลาธรรม [4 ก.ย. 2558 , 14:56:37 น.] ( IP = 182.53.155.225 : : )


  สลักธรรม 7


กรรม จิต อุตุ อาหาร เป็นสมุฏฐานของรูปพอจะเห็นได้ดังนี้

ในขณะที่สัตว์ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน พูดจา ทำการงานประการใด สมุฏฐานทั้ง ๔ ย่อมเป็นปัจจัยอยู่เสมอ กล่าวคือ

กรรมก็กำลังสร้างกรรมชรูปไปตามวิบากของกุศลและอกุศลที่ได้กระทำไว้

จิตก็กำลังสร้างจิตตชรูปให้นั่งให้ยืน หรือทำการงาน

อุตุก็กำลังสร้างอุตุชรูปให้เกิดความร้อนอบอุ่น ทำให้ร่างกายเบาว่องไว อ่อนโยน เหมาะสมที่จะประกอบกิจการงาน

และอาหารก็กำลังสร้างอาหารชรูปให้เกิดพละกำลังทำให้รูปเบาว่องไว อ่อนโยน เหมาะสมที่จะประกอบกิจการงาน

รวมความว่าสมุฏฐานทั้ง ๔ ประชุมรวมกันเป็นปัจจัยแก่รูปอยู่ในทุกขณะจิต

รูปยังมีกล่าวต่อไปอีกหลายอย่าง เกินความหมายที่จะนำลงในหนังสือนี้เพื่อความเข้าใจในเบื้องต่ำ ถ้ามีความประสงค์จะทราบโดยละเอียดถี่ถ้วน ขอได้โปรดศึกษาจากตำราพระอภิธรรมปริจเฉทที่ ๖.

โดย ศาลาธรรม [4 ก.ย. 2558 , 14:56:55 น.] ( IP = 182.53.155.225 : : )


  สลักธรรม 8


“กาลย่อมล่วงไป
ราตรีย่อมผ่านไป
วัยย่อมละลำดับไป
ผู้เล็งเห็นภัยในมรณะ พึงทำบุญอันนำสุขมาให้”




ขอนุโมทนากับคุณนวลพรรณ รามวณิช ผู้บันทึกข้อมูล

โดย ศาลาธรรม [4 ก.ย. 2558 , 14:57:16 น.] ( IP = 182.53.155.225 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org