| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พระอภิธรรมสังเขป (๑๕)
![]()
พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ
โดย พระนิติเกษตรสุนทร
ตอนที่ (๑๔) อ่านที่นี่
กรรม
กรรมคือเจตนา การกระทำบุญหรือบาปดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า กรรม
คำว่า กรรม เป็นคำกลางๆ แปลว่า การกระทำ
ใช้ได้ทั้งทำดี เรียกว่ากุศลกรรม และทำชั่วเรียกว่า อกุศลกรรม
กรรมมิได้หมายความเฉพาะการกระทำที่ประกอบด้วยความตั้งใจที่แสดงออกทางกาย และทางวาจาเท่านั้น แม้ความนึกคิดในใจก็นับว่าเป็นกรรมเช่นกัน เช่นนึกคิดไปทางบาปหยาบช้าก็เป็นอกุศลกรรม เช่นนึกคิดไปในทางบุญดีงามก็เป็นกุศลกรรม แต่ผลที่จะเกิดสนองนั้นหนักเบาแตกต่างกัน
เพราะถ้าทำกรรมลงขนาดถึงแสดงออกด้วยกาย วาจา ผลสนองก็รุนแรงสมตามที่แสดงออกนั้น
ถ้ากระทำแต่เพียงคิดนึกอยู่ในใจ ผลสนองก็เบากว่าที่แสดงออกทางกาย วาจา (ยกเว้นมหัคคตะและโลกุตรกุศล)
โดย ศาลาธรรม [2 ต.ค. 2558 , 10:01:03 น.] ( IP = 101.109.81.178 : : )
สลักธรรม 1
กรรมในคติพระพุทธศาสนาต้องประกอบด้วยเจตนา เจตนานี้มีลักษณะละเอียดประณีต ผิดกว่าเจตนาที่เข้าใจกันตามธรรมดาทางโลก ซึ่งหมายเอาเพียงความตั้งใจ
พระพุทธองค์ตรัสว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนาคือกรรม
เจตนานี้หมายถึง เจตนาเจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิตทุกครั้ง คราวใดที่จิตเกิดขึ้นรับอารมณ์มีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น ฯลฯ เจตนาเจตสิกก็จะเกิดขึ้นพร้อมด้วยทุกขณะ มีลักษณะชักจูงสัมปยุตธรรมอื่นที่เกิดร่วมด้วยตน ให้กระทำหน้าที่การงานตรงไปยังอารมณ์โดยไม่บกพร่อง
กรรมเกิดขึ้นโดยอาศัยเจตนาเป็นสังขารปรุงแต่ง กล่าวคือ เจตนาเป็นธรรมที่เกิดก่อนกรรมเป็นธรรมที่เกิดภายหลัง ท่านจึงกล่าวว่าเจตนาคือกรรม
กรรมทั้งที่เป็นกุศลหรืออกุศลย่อมเกิดขึ้นได้ในทุกอารมณ์ แม้ในขณะนอนหลับจิตฝันเห็นมีอารมณ์โกรธ รัก ชอบ ไม่ชอบ เป็นไปต่างๆ นั้น กรรมก็เกิดขึ้น
ทุกครั้งที่กรรมเกิดขึ้น ก็ย่อมประทับเก็บสะสมไว้ในจิต และคอย สนองผลปรุงแต่งให้ในเมื่อถึงคราวที่มีโอกาส กรรมไม่ว่าเล็กน้อยปานใดย่อมให้ผลสนองโดยยุติธรรม ไม่มีขาดตกบกพร่อง
เจตนาที่เรียกว่า มโนสัญญาเจตนา คือเจตนา ๒๙ เป็นตัวกรรมวัฏฏ์ (ปรุงแต่งนำเกิด) ทำให้เกิดวิปากวัฏฏ์ (รูปนาม) วนเวียนอยู่ไม่ออกไปจากสังสารวัฏฏ์ได้
ตามสภาวะกรรมก็คือเจตนาของผู้กระทำ มีความปรารถนาพอใจอยากให้ผลเกิดขึ้นดังที่ต้องการ เมื่อปรารถนาพอใจมุ่งมั่นต่อผลในประการใด และกระทำกรรมลง วิบากคือผลก็ย่อมเกิดสนองให้สมคล้อยตามเจตนารมณ์ ไม่ขาดตกบกพร่องไปจากเจตนาปรารถนานั้น
เช่นผู้ฆ่าสัตว์ย่อมมีเจตนาปรารถนาให้สัตว์ตาย ให้สัตว์นั้นอายุสั้น ให้เจ็บปวดเดือดร้อน วิบากอันเป็นผลของกรรมที่ผู้ฆ่าสัตว์จะได้รับก็คือ มีโรคภัยไข้เจ็บ เดือดร้อนทุกข์ลำเค็ญ มีอายุสั้น ตายไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน ทนทุกขเวทนายากแค้นอันเป็นผลสนองตามอำนาจของกรรมที่ได้กระทำไว้
กรรมย่อมให้ผลเป็นไปตามความปรารถนาพอใจของผู้กระทำ อย่าประมาทสำคัญหมายว่าเป็นกรรมเล็กน้อยโดย ศาลาธรรม [2 ต.ค. 2558 , 10:01:49 น.] ( IP = 101.109.81.178 : : )
สลักธรรม 2
กุศลกรรมย่อมนำสุขสมบูรณ์มาให้ แต่อกุศลกรรมย่อมนำมาซึ่งโทษทุกข์ ที่เข้าใจและกล่าวโทษว่าภูตผีปีศาจ พระเสาร์ พระราหู เทวดามาดลบันดาลให้เกิดเคราะห์กรรมเป็นไปนั้นหาใช่ความจริงไม่ ที่แท้จริงก็คือวิบากของกรรมในอดีต ที่เนื่องมาจากจิตใจมีเจตนาปรารถนาเช่นนั้น ภูตผีปีศาจอาจเป็นเพียงแค่พลอยผสมอาศัยหากิน มีผลพลอยได้ด้วยเล็กน้อยในบางคราว
ท่านสอนให้หมั่นนึกถึงไว้เสมอว่า เรามีกรรมเป็นของเรา เราเป็นผู้รับผลของกรรมมีกรรมมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยทำกรรมอันใดไว้ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
เจตนาที่นับว่าเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรมนั้น ได้แก่เจตนาเจตสิกในกุศลจิต ๑๗ และอกุศลจิต ๑๒ รวม ๒๙ ดวงที่เกิดในขณะจิตเสพย์อารมณ์อันเป็นชวนจิต กล่าวคือ กามาวจรกุศล ๘ รูปาวจรกุศล ๕ อรูปาวจรกุศล ๔ รวม ๑๗ ดวง เป็นฝ่ายกุศล และโลภะ ๘ โทสะ ๒ โมหะ ๒ รวม ๑๒ ดวง เป็นฝ่ายอกุศล
กุศลหรืออกุศลจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในชวนจิตเท่านั้น หาได้เกิดในจิตทั่วๆ ไปไม่ การทำบุญกุศลก็ตาม การทำบาปอกุศลก็ตาม จะเป็นบุญเป็นบาปมากน้อยเพียงใด ต้องอาศัยเจตนานี้เป็นสังขารปรุงแต่งกรรมนั้นๆโดย ศาลาธรรม [2 ต.ค. 2558 , 10:02:10 น.] ( IP = 101.109.81.178 : : )
สลักธรรม 3
กรรมเมื่อได้กระทำลงแล้ว ไม่ว่าจะเล็กน้อยปานใด ย่อมจารึกประทับไว้ในจิตใจของผู้นั้นทุกครั้งที่กระทำลงมิได้สูญหายไปไหน
กรรมดีที่เก็บสะสมไว้ก็เป็นเหตุให้จิตใจดีขึ้น ถ้าเป็นกรรมชั่วก็ทำให้จิตใจชั่วเลวลง นี่เป็นผลประการหนึ่งที่เห็นได้ว่ากรรมนั้นเก็บสะสมไว้ในจิต
ถ้าหากเป็นกรรมที่กระทำลงโดยเจตนาอันแรงกล้า ก็จะถูกประทับเก็บเป็นความทรงจำไว้ในจิตใจของผู้นั้นเด่นชัดไม่ลืมเลือน และจะปรากฏขึ้นในจิตใจอยู่เสมอ แม้ผู้นั้นต้องการลืมเสียก็หาใคร่ลืมได้ไม่ ซ้ำยังจะก่อให้เกิดกรรมใหม่ต่อไปด้วย เพราะอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้วทุกครั้งที่นึกคิดปรากฏขึ้น ย่อมจะทำให้จิตใจของผู้นั้นเศร้าหมอง ขุ่นมัวไม่ชอบใจ
แต่ถ้าเป็นกุศลกรรมแล้วก็จะทำให้เกิดความปลื้มปีติยินดี ทำให้จิตของผู้นั้นกอปรไปด้วยกุศลกรรมเมื่อได้กระทำลงย่อมเป็นเหตุให้เกิดวิบาก คืออำนาจให้ผลสนองกรรมที่ไม่ให้ผลสนองนั้นไม่มี (นอกจากยังสนองไม่ได้และอโหสิกรรม) ไม่ว่าจะทำในที่ลับหรือแจ้ง ย่อมให้ผลไม่ขาดตกบกพร่องโดย ศาลาธรรม [2 ต.ค. 2558 , 10:02:25 น.] ( IP = 101.109.81.178 : : )
สลักธรรม 4
กรรมที่บุคคลไปถือกำเนิดในสุคติภูมิ มีมนุษย์ สวรรค์ และพรหม หรือในทุคติภูมิ มีนรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานนั้น ก็เนื่องด้วยอำนาจของกรรม กรรมถูกเก็บประทับอยู่ในจิตใจไม่สูญหายไปไหน แม้ว่าจะได้กระทำมาแล้วนาน ลืมนึกไม่ออกดูประหนึ่งว่าสูญหายหมดไป แต่ความจริงหาได้สูญหมดไปไม่ ในบางคราวเวลานอนหลับก็ยังฝันละเมอเห็นไปได้ กรรมนั้นจึงยังคงมีประทับฝังลึกอยู่ในจิตใจ
คราวใดที่จิตระงับถอยจากอารมณ์ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เช่นในขณะเมื่อใกล้ตาย กรรมก็จะปรากฏขึ้นเป็นนิมิตให้เห็นเสมอ เช่นผู้ที่ฆ่าสัตว์ ภาพของการฆ่า และสัตว์นั้นย่อมปรากฏให้เห็นได้เมื่อเวลาใกล้จิตจะแตกดับ มีการร้องหรือแสดงอาการอย่างสัตว์นั้นเป็นต้น แสดงว่ากรรมนั้นมิได้สูญไป
โดยเหตุนี้แหละกรรมจึงเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งที่ควรสนใจ ในกรณีที่บุคคลเมื่อใกล้ชีวิตจะแตกดับ ร่างกายและจิตใจอ่อนมีกำลังลดน้อยลง อารมณ์ที่เคยเกิดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่เกิดหรือเกิดน้อย อารมณ์ทางมโนทวารคือทางจิตใจก็เกิดถี่ขึ้นมากหลาย เพื่อให้จิตใจในขณะนั้นยึดเกาะเสพย์ตามสภาวะบาปอกุศลความชั่วหรือบุญกุศลความดีที่ได้กระทำและเก็บประทับไว้ในจิตก็จะผุดปรากฏเป็นอารมณ์เกิดขึ้นให้จิตของบุคคลนั้นเสพย์ และยึดเกาะเอาเป็นนิมิตนำไปปฏิสนธิถือกำเนิดในภพชาติใหม่
ถ้าจิตใจยึดเอานิมิตที่เกิดจากอารมณ์บาปอกุศลก็ย่อมไปถือกำเนิดในทุคติเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าเป็นนิมิตที่เกิดจากอารมณ์บุญกุศลก็ย่อมนำไปปฏิสนธิในสุคติ เกิดเป็นมนุษย์ เทวดา และ พรหมโดย ศาลาธรรม [2 ต.ค. 2558 , 10:02:43 น.] ( IP = 101.109.81.178 : : )
สลักธรรม 5
การปฏิสนธิต้องอาศัยกรรมนำเกิด เรียกว่า ชนกกรรม กล่าวคือ นาม(จิต) ที่ถือปฏิบัติใหม่อาศัยกรรมเป็นผู้นำจะเกิดในทุคติหรือสุคติ ก็แล้วแต่อำนาจของกรรมที่ได้กระทำไว้เลือกเอาไม่ได้ตามใจชอบ
ส่วนรูปคือร่างกายนี้ก็อาศัยกรรมเป็นผู้สร้างเรียกว่า กรรมชรูป เหตุที่รูปร่างกายเกิดมาเป็นไปต่างๆ กัน เช่น สวยงาม ไม่สวยงาม หูหนวก ตาบอด พิกล พิการ ฯลฯ นั้นก็โดยอำนาจของกรรมและเป็นไปสมคล้อยตามความปรารถนาพึงพอใจของผู้กระทำกรรม
จะเห็นได้ว่าการเกิดขึ้นทุกภพชาติ ต้องอาศัยกรรมเป็นหลักเป็นผู้สร้างไปตามเจตนา ความปรารถนาพอใจมนุษย์ เทวดา พรหม และสัตว์ทั้งหลายหาใช่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัยไม่
โดยเหตุที่เรามีกรรมเป็นของเรา เราเป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ท่านจึงสอนให้งดกระทำความชั่ว
กรรมชั่วใดที่ได้กระทำแล้ว ก็ให้พยายามลืมเสีย ถ้านึกถึงขึ้นก็จะเกิดอกุศลใหม่ และจะทำให้ทรงจำไว้ระลึกถึงได้ง่ายเมื่อเวลาใกล้ตาย กับให้พยายามกระทำแต่กรรมดีเป็นกุศลให้มาก เมื่อกระทำแล้วก็ให้หมั่นระลึกถึงกุศลนั้นเสมอ ระลึกถึงกุศลคราวใดก็ย่อมได้กุศลและจะทำให้ระลึกถึงกุศลได้ง่ายเมื่อเวลาใกล้ชีวิตจะแตกดับ จะได้ยึดเอาอารมณ์กุศลนั้นนำไปสู่สุคติสวรรค์ในภพชาติใหม่ กรรมย่อมบันดาลผลเป็นวิบากเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำ สมคล้อยตามเจตนารมณ์ของผู้กระทำโดย ศาลาธรรม [2 ต.ค. 2558 , 10:03:01 น.] ( IP = 101.109.81.178 : : )
สลักธรรม 6
ครั้งหนึ่ง สุภมานพผู้เลื่อมใสในลัทธิเดียรถีย์ มีความเชื่ออยู่ว่า มนุษย์จะชั่วดีมีจนต้องเป็นไปตามพรหมลิขิต ให้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า อะไรเป็นเหตุ มนุษย์จึงมีอายุไม่เท่ากัน เหตุใดบางคนจึงมีโรค บางคนไม่มี ฯลฯ
พระพุทธองค์ทรงตอบมีสาระสำคัญว่า กรรมที่ได้กระทำไว้ย่อมเป็นสมบัติตามให้ผลสนองเสมอไป กล่าวคือ การฆ่าสัตว์ทำให้มีอายุสั้น ละการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเสียทำให้มีอายุยืน โหดร้ายทำทารุณต่อสัตว์เป็นเหตุให้มีโรค กรุณาปรานีต่อสัตว์เป็นเหตุให้ไม่มีโรค เมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสัตว์เป็นเหตุให้สวยงาม อาฆาตพยาบาทชิงชังแก่สัตว์เป็นเหตุให้ไม่สวยงาม มีมุทิตาจิตแก่สัตว์เป็นเหตุให้มีบริวารสมบูรณ์ อิจฉาริษยาเป็นเหตุให้อาภัพ ตระหนี่เหนียวไม่บริจาคทานเป็นเหตุให้ยากจน นิยมบำเพ็ญทานอยู่เป็นนิจเป็นเหตุให้มีทรัพย์ มีความเคารพในผู้ที่ทรงคุณวุฒิ และวัยวุฒิเป็นเหตุให้เป็นผู้ที่สูงศักดิ์ ขาดความเคารพยำเกรงผู้ใหญ่เป็นเหตุให้เป็นที่ต่ำศักดิ์ คบหาอยู่กับบัณฑิตเป็นอาจิณย่อมเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม เมื่อไม่นำพาต่อการคบหาสมาคมกับบัณฑิตย่อมเป็นผู้ที่โง่เขลา
ปัญหาทำนองเดียวกันนี้ พระพุทธองค์ก็ได้เคยทรงตอบแก่พระนางมัลลิกา มเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล.
อปฺปมตฺโต หิ ฌายนฺโต ปปฺโปติ วิปุลํ สุขํ
บุคคลผู้ไม่ประมาท มาเพ่งพิจารณาสังขารให้เห็น
ตามความเป็นจริง ย่อมบรรลุสุขอันไพบูลย์ คือ นิพพาน
![]()
ขอนุโมทนากับคุณนวลพรรณ รามวณิช ผู้บันทึกข้อมูล
โดย ศาลาธรรม [2 ต.ค. 2558 , 10:03:20 น.] ( IP = 101.109.81.178 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |