มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระอภิธรรมสังเขป (๒๐)







พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ
โดย พระนิติเกษตรสุนทร


ตอนที่ (๑๙) อ่านที่นี่

ปัญญาทางสภาวธรรม


การที่กล่าวว่า การทำกุศลนั้น ต้องประกอบด้วยปัญญา คือญาณสัมปยุตต์จึงจะได้กุศลที่ถูกต้องเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้ากระทำโดยปราศจากปัญญา คือเป็นญาณวิปปยุตต์แล้ว ก็ย่อมจะได้กุศลน้อยไม่สมตามตั้งใจ ผลยิ่งหย่อนนี้ย่อมอาศัยปัญญาเป็นสำคัญ

ปัญญาคือญาณนี้ หมายถึงความรู้ตามความเป็นจริงแห่งสภาวธรรม เช่น รู้ว่าอัตตภาพร่างกายนี้ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลตัวตน เราเขา เป็นแต่เพียงสภาวะประกอบด้วยขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นอนิจจังไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ดับ ทุกขัง เป็นทุกข์เพราะทนอยู่ไม่ได้ อนัตตาไม่ใช่ตัวตน บังคับไม่ได้

ที่พากันถืออยู่ว่า อัตตภาพร่างกายนี้เป็น เรา เขา สัตว์ บุคคล ตัวตนนั้น เป็นความเข้าใจผิดนึกฝันไปตามอารมณ์ปรารถนาพอใจ

ที่แท้จริงแล้ว สัตว์ บุคคล ตัวตน หามีไม่เป็นแต่เพียงสมมติบัญญัติตามโลกียวิสัยเท่านั้น อันทำให้หลงยึดว่าเที่ยง ว่าเป็นตัวตน ที่เข้าใจว่าเที่ยงนั้นก็เพราะสันตติแห่งการเกิดดับเร็วมากสืบเนื่องติดต่อกัน จนทำให้ความเข้าใจผิดเห็นไปว่า ไม่มีการเกิดดับ

ที่แท้แล้วทุกสิ่งย่อมมีการเกิดและการดับอยู่ตลอด เช่น รูปนั้นเกิดดับอยู่ทุกๆ ๑๗ ขณะจิต ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น เกิดดับอยู่ทุกๆ ขณะจิต แต่การเกิดดับนี้สืบต่อกันเร็วจึงทำให้เห็นว่าไม่มีการเกิดดับ

โดย ศาลาธรรม [16 ต.ค. 2558 , 15:57:08 น.] ( IP = 101.108.92.230 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ที่เข้าใจว่าเป็นสุขนั้นก็เพราะอิริยาบถ ปิดบังไว้โดยมีการเปลี่ยนอยู่เสมอ เช่น นั่ง นอน ยืน เดิน สลับสับเปลี่ยนกันอยู่นับครั้งไม่ถ้วน จึงมองไม่ใคร่เห็นว่าอัตตภาพร่างกายนี้เป็นทุกข์

ขอให้ลองตั้งใจนั่งอยู่สักครู่สักพักหนึ่ง จะรู้สึกเดือดร้อนเมื่อยขบกระวนกระวายที่จะยืนขึ้นหรือนอนลงเปลี่ยนไปจากการนั่ง แม้ได้นอนลงแล้วก็ดี ในไม่ช้าก็จะเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นหรือเดิน จะอยู่ในอิริยาบถเดียวตลอดไปไม่ได้

ทั้งนี้เพราะทุกข์เวทนาเกิดขึ้นทนไม่ได้ จึงต้องยักย้ายเปลี่ยนหนีไปหาอื่นใหม่โดยความเคยชินแห่งการเปลี่ยนอิริยาบถ หนีทุกขเวทนาอยู่ดังนี้ จึงทำให้ลืมไม่เห็นความทุกข์เสีย ท่านจึงกล่าวว่าอิริยาบถปิดบังทุกข์

และโดยเหตุที่ตั้งคงทนอยู่ตลอดไปไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนแปลงดับไปเช่นนี้ ท่านว่าเป็นสภาวทุกข์ ความจริงที่ว่าสุขนั้นจึงไม่มี

โดย ศาลาธรรม [16 ต.ค. 2558 , 15:57:33 น.] ( IP = 101.108.92.230 : : )


  สลักธรรม 2

ส่วนที่เห็นว่าเป็นอัตตาตัวตนนั้นก็เพราะขันธ์ ๕ ประชุมรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน (ฆน) ทำให้เห็นเป็นแท่งเป็นรูปยึดถือเอาเป็นตัวตน เช่นที่เรียกว่าร่างกายนี้ ที่แท้ก็คือส่วนย่อย มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ฯลฯ ประชุมรวมกันเข้าเป็นแท่งเป็นก้อน

ส่วนย่อยเหล่านั้นถ้าแยกลงไปอีก ก็จะเห็นว่าเป็นเพียงมหาภูตรูป ๔ คือ ปถวี อาโป เตโช วาโย ไม่มีอะไรอื่นใดนอกจากธาตุทั้ง ๔ นี้

เมื่อจิตดับคือจุติ อัตตภาพร่างกายนี้ก็แตกแยกสลาย ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นตัวตน กลับไปสู่สภาวะเดิมคือมหาภูตรูป ๔ จะบังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใดๆ ตามใจชอบมิได้ จึงเป็นอนัตตา

การมีความคิดเห็นตรงตามสภาวะความเป็นจริงดังกล่าวนี้แหละเรียกว่าปัญญา

โดย ศาลาธรรม [16 ต.ค. 2558 , 15:57:50 น.] ( IP = 101.108.92.230 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อกล่าวโดยทั่วๆ ไปแล้ว ปัญญามีลักษณะอาการต่างๆ เป็นอันมาก เช่น ปัญญาฉลาดในศิลปศาสตร์สรรพวิชาต่างๆ บรรดาที่มีในโลก ตลอดจนฉลาดในการทำไร่ไถนา การค้าขวนขวายให้เกิดทรัพย์สมบัติ

แต่ปัญญาอันเป็นญาณสัมปยุตต์นี้ หมายถึงปัญญาประกอบด้วยกุศล จิตพิจารณาเห็นสภาวธรรม และไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา (หรือเข้าใจในเรื่องชีวิต เช่น เรื่องกรรม ผลของกรรม เรื่องการตายการเกิด)

ปัญญานี้ว่าด้วยอรรถแล้วแปลว่า รู้ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า ธรรมชาติที่รู้นี้มี ๓ ประการต่างกัน คือ

๑.สัญญา รู้ตามที่เคยได้ประสบมา คือรู้เท่าที่จำได้ไม่รู้มากไปกว่านั้น

๒.วิญญาณ รู้ในสิ่งที่เคยประสบพบมาอย่างที่สัญญารู้และรู้ตลอดถึงไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา แต่ไม่ถึงขั้นอริยมรรค อริยผล

๓.ปัญญา รู้อย่า'สัญญาและวิญญาณ และยังรู้พิเศษสูงไปกว่าสัญญาและวิญญาณอีก คือรู้ถึงขั้นโลกุตรมรรค ผลนิพพาน สิ้นทุกข์ สิ้นภัยในวัฏฏสงสาร

โดย ศาลาธรรม [16 ต.ค. 2558 , 15:58:07 น.] ( IP = 101.108.92.230 : : )


  สลักธรรม 4

ปัญญานี้ว่าตามสภาวะแล้ว

ก.มีลักษณะ ให้รู้ซึ่งสภาวะปกติแห่งรูปนาม คือไม่เที่ยงแท้ ประกอบด้วยทุกข์ ไม่เป็นแก่นสารตัวตน

ข. ขจัดเสียซึ่งมืดมน คือ โมหะอันปกปิดไว้ซึ่งสภาวะปกปิดแห่งรูปนาม เช่นเห็นว่าสัตว์เที่ยง โลกเที่ยง เป็นสุขสนุกสบาย เป็นตัวตน เป็นกิจ

ค. มิให้หลง เมื่อวิปัสสนาปัญญาเกิดกล้าแล้ว จิตก็ปราศจากความหลง เป็นผล

ง. สมาธิเป็น เหตุใกล้ ให้เกิดวิปัสสนาปัญญา จะเห็นแท้รู้แท้แน่นั้นต้องอาศัยจิตตั้งมั่นอยูในสมาธิ จึงจะได้วิปัสสนาปัญญารู้แท้เห็นแน่

ดังนั้น การทำบุญกุสลที่ถูกต้องให้เกิดผลปํญญาเป็นญาณสัมปยุตต์ การกระทำนั้นจะต้องประกอบด้วยจิตที่รู้ตามสภาวะความเป็นจริงว่า อัตตภาพตัวตนนั้นไม่มี มีแต่เพียงรูปกับนามเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ดับ เป็นทุกข์เพราะมีคงทนอยู่ได้ และเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนบังคับบัญชาไม่ได้ เบญจขันธ์เป็นวิบากของกรรมที่ได้ทำไว้ในอดีต กรรมเป็นเหตุให้เป็นชนกกรรมนำเกิด ทำกรรมใดไว้จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

ขณะที่กำลังกระทำบุญกุศลใดมีจิตคิดเห็นถูกต้องตามสภาวะความจริงดังกล่าวนี้ บุญกุศลนั้นย่อมให้ผลานิสงส์แรงเต็มเม็ดเต็มหน่วย



ขอนุโมทนากับคุณนวลพรรณ รามวณิช ผู้บันทึกข้อมูล

โดย ศาลาธรรม [16 ต.ค. 2558 , 15:58:23 น.] ( IP = 101.108.92.230 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org