| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พระอภิธรรมสังเขป (๒๗)
![]()
พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ
โดย พระนิติเกษตรสุนทร
ตอนที่ (๒๖) อ่านที่นี่
การเจริญมรรค ๘
การเจริญมรรค ๘ หาใช่เจริญแยกต่างหากจากกันคราวละองค์สององค์ไม่ ต้องเพียรที่จะเจริญพร้อมกันทั้ง ๘ องค์ เพราะมีสภาวะเกี่ยวเนื่องอาศัยกันอยู่ จึงจะสำเร็จประโยชน์เกิดวิปัสสนาปัญญา เห็นประจักษ์ในความจริงแท้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่คิดนึกเอาหรือจำได้
วิปัสสนาต้องการให้เกิดปัญญารู้เห็นเอง ไม่ใช่เราตัวตนเข้าไปรู้เข้าไปเห็น เป็นแต่ให้สติกำหนดดูอยู่ เมื่อปัญญาเกิดขึ้นเห็นประจักษ์แจ้งตามสภาพความจริง กิเลสก็ลดน้อยถอยหมดไปตามความรู้ความเห็นนั้น
เหตุที่ให้เอาสติกำหนดอยู่ที่ปัจจุบัน ก็เพื่อมิให้อดีตสัญญาเข้าปะปน อารมณ์ในปัจจุบันจะได้เป็นอิสระเป็นเอกเทศไม่สืบเนื่องคือขาดตอนกับอดีต และไม่เกิดความจำได้หมายรู้ตามสัญญาอันเนื่องจากอดีต ปัญญาก็จะเห็นความจริงได้ถูกต้องแจ่มชัด
การเจริญมหาสติปัฏฐาน ๔ นั้น ไม่ใช่แยกกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน คงให้สติกำหนดตามไปทุกอารมณ์ที่มีกำลังมากมากระทบ เพื่อให้เห็นความจริงแท้ของสภาวะ
กล่าวคือ เมื่อกำลังเอาสติกำหนดนามรูปทำวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ถ้ามีเวทนาเจ็บปวดกระทบ ก็ให้เอาสติจากนามรูปเปลี่ยนไปกำหนดดูอยู่ที่จิตนั้น
รวมความว่าอารมณ์ใดเกิดขึ้นเด่นชัด ก็ให้เอาสติไปกำหนดดูอยู่ที่อารมณ์นั้น ทั้งนี้เพื่อจะได้เห็นสัจธรรมความจริงแท้ของสภาวะเกิดปัญญารู้เท่าทันต่อความจริง ไม่หลงเพ้อไปตามสมมติบัญญัติ โดย ศาลาธรรม [13 พ.ย. 2558 , 14:34:59 น.] ( IP = 101.51.98.86 : : )
สลักธรรม 1
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามวรรค ๘ นั้น ย่อมเริ่มด้วย
๑.สัมมาทิฏฐิ ในเบื้องต้น มีความเห็นถูกเห็นชอบ ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน ขันธ์ ๕ นามรูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ชีวิตความเป็นอยู่เป็นกองทุกข์ ตัณหาความอยากได้เป็นตัวเหตุให้ทุกข์เกิด จะพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยการออกจากโลกียอารมณ์ และต้องกระทำวิปัสสนาปัญญาให้เกิดจากการเพ่งพิจารณาในมหาสติปัฏฐาน เช่นมีอานาปานสติเป็นกรรมฐาน หรือกรรมฐานอื่น (แต่ที่จะกล่าวต่อไปนี้ขอใช้อานาปานสติ)
๒. สัมมาสังกัปปะ คือการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ของกรรมฐาน (อานาปานสติคือกำหนดการหายใจเข้าและออก) ทั้งนี้เท่ากับยกเอาจิตออกไปเสียจากกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก เอาไปตั้งไว้ที่อารมณ์การหายใจเข้าออก ในขณะนี้จึงไม่มีความยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ไม่มีโกรธ เคือง พยาบาท และคิดเบียดเบียนในประการใด
๓. สัมมาสติ คือมีสติกำหนดรู้อยู่ทุกขณะที่ลมหายใจเข้าและออกกระทบริมฝีปากบน หรือปลายจมูก กำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจกระทบร้อนหรือเย็นตลอดไป มิให้จิตไปสอดรู้สอดเห็นอย่างอื่น นอกจากการกระทบเข้าออกของลมหายใจนั้น
๔. สัมมาวายามะ คือเพียรพยายามให้สติตั้งอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก มิให้สติตกไปหรือเผลอไปที่อื่น เป็นความเพียรชอบในสัมมัปปธาน ๔ นั่นเอง คือเพียรให้กุศลธรรมเกิดอยู่ตลอด ส่วนอกุศลธรรมก็เป็นอันไม่เกิด โดย ศาลาธรรม [13 พ.ย. 2558 , 14:35:49 น.] ( IP = 101.51.98.86 : : )
สลักธรรม 2
๕. เมื่อเพียรเอาสติกำหนดอยู่ที่อารมณ์เดียว คือลมหายใจกระทบอันเป็นปัจจุบันขณะอยู่ตลอดเวลา ดังนี้กายทุจริตและวจีทุจริตก็ย่อมเกิดไม่ได้ เป็นศีลในทางวาจาคือสัมมาวาจา ในทางกายคือสัมมากัมมันตะ และการดำรงชีพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นก็เป็นสัมมาอาชีวะ การเพียรมีสติกำหนอยู่ที่อารมณ์เดียวเป็น อินทรียสังวรสีล และเป็นเหตุให้เกิดสมาธิ
๖. ขณะที่มีสติเพ่งดูสภาวะในปัจจุบันอยู่นั้น กิเลสตัณหาย่อมไม่เกิด และทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยงเป็นตัวตนก็ไม่เกิดเช่นกัน คงเห็นแต่เพียงเป็นนามเป็นรูปเกิดดับอยู่
เมื่อสติเกิดกำหนดอยู่ที่นามรูป นิวรณธรรมอันได้แก่กามฉันทะ ความยินดีพอใจในกามารมณ์ พยาบาทความไม่ชอบใจ ถีนมิทธะความง่วงเหงาหดหู่ อุทธัจจะกุกกุจจะความฟุ้งซ่านรำคาญใจ วิจิกิจฉาความสงสัยลังเล และอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริงก็ย่อมไม่เกิด
เมื่อนิวรณธรรมถูกปิดกั้นไม่มีโอกาสปรากฏขึ้น จิตก็เข้าสู่ความสงบเป็นสมาธิเรียกว่า สัมมาสมาธิ จิตในขณะนั้นก็มีการรู้รอบอยู่แต่ในอารมณ์ที่เพ่งนั้นเพียงอารมณ์เดียว เป็นสัมปชัญญะ (ปัญญา)คือความรู้รอบถี่ถ้วนตรงตามสภาวะ
สัมปชัญญะนี้นอกจากจะควบคุมให้กำลังแก่สติตั้งอยู่ได้แล้ว ยังทำให้เห็นความจริงโดยแจ้งชัดตามสภาวะสูงขึ้นตามลำดับจนถึงญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ปัญญาที่เห็นถูกตามความจริงอันบริสุทธิ์ คือเห็นในอริยสัจ ๔ มีความละเอียดประณีตสูงกว่าความเห็นถูกเห็นชอบที่กล่าวแล้วในตอนต้น ทำให้ข้ามพ้นจากโลกียะไปสู่โลกุตระ โดย ศาลาธรรม [13 พ.ย. 2558 , 14:36:20 น.] ( IP = 101.51.98.86 : : )
สลักธรรม 3
การเจริญภาวนาเพื่อให้เกิดวิปัสสนาปัญญาดังกล่าวแล้วนั้น ต้องอาศัยมรรค ๘ ให้รวมจับอยู่พร้อมกันที่อารมณ์เดียวและในขณะปัจจุบันเดียวกัน ต้องเกิดขึ้นเป็นไปพร้อมกันเป็นธรรมสมังคี ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่อย่างหนึ่งก่อน แล้วจึงเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งในภายหลัง เปรียบเหมือนยาต้มแก้ไข้ต้องใช้สมุนไพรหลายอย่างมารวมต้มเข้าด้วยกัน แล้วรับประทานน้ำยาที่ต้มนั้นเพื่อรักษาไข้ หาใช่รับประทานสมุนไพรแต่ทีละอย่างๆ ไม่
มรรคองค์ ๘ นี้ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันในขณะจิตหนึ่งโดยกำลังของมรรคองค์หนึ่งๆ นั้นเท่าเทียมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จึงจะเกิดวิปัสสนาปัญญารู้เห็นตามสภาวะความเป็นจริง เป็นความรู้ความเห็นที่ประจักษ์ขึ้นเอง ไม่ใช่เป็นการรู้ตามสมมติบัญญัติรู้ตามที่เคยเล่าเรียนได้ยินมา
ที่กล่าวมานี้เป็นหลักย่อเพื่อให้เข้าใจในเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าต้องการศึกษาโดยละเอียดถี่ถ้วน ขอได้โปรดศึกษาจากพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคและมหาสติปัฏฐานสูตร.
![]()
ขอนุโมทนากับคุณนวลพรรณ รามวณิช ผู้บันทึกข้อมูลโดย ศาลาธรรม [13 พ.ย. 2558 , 14:36:44 น.] ( IP = 101.51.98.86 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |