| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
พระอภิธรรมสังเขป (๒๘)
![]()
พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ
โดย พระนิติเกษตรสุนทร
ตอนที่ (๒๗) อ่านที่นี่
วิปัสสนาญาณ
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องตั้งจิตไว้ในศีล คือมีศีลเป็นรากฐาน และต้องตั้งจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อให้จิตเกิดกำลังความสามารถที่จะเพ่งดูนามรูปต่อไป
สมาธิในชั้นแรกนี้หมายเพียงขณิกสมาธิ คือ สมาธิที่เกิดขึ้นเป็นขณะๆ เท่านั้น โดยเอานามรูปในปัจจุบันขณะ เป็นอารมณ์กำหนดของจิต คือตั้งสติกำหนดอยู่ที่นามรูป ดูการเกิดดับความเป็นไปของนามรูปนั้น ด้วยใจจดจ่อ จนประจักษ์แจ้งโดยไม่สงสัยว่ารูปนามนั้นเกิดขึ้นและเป็นไปตามสภาวะ
เมื่อได้ปฏิบัติวิปัสสนาติดต่อกันไปโดยไม่ท้อถอย ก็จะเกิดญาณ คือปัญญาความรู้แจ้งประจักษ์ขึ้นตามกำลังแห่งความเพียร มีลำดับและสาระสำคัญโดยสังเขปดังต่อไปนี้ คือ
โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2558 , 16:15:13 น.] ( IP = 101.51.107.57 : : )
สลักธรรม 1
๑.นามรูปปริจเฉทญาณ ญาณที่รู้แจ้งชัดว่านี้เป็นนามนี่เป็นรูป โดยทางวิปัสสนาภาวนา
กล่าวคือ เมื่อเอาสติกำหนดเพ่งอยู่ที่อารมณ์นามรูป จนทำลายฆนสัญญา (ที่ยึดถือว่าเป็นก้อนเป็นตัวตน) สามารถแยกนามรูปออกไม่ปะปนกันและถอนอัตตวิปลาสว่าตัวตนสัตว์บุคคลออกได้
เช่น เสียงมากระทบเกิดการได้ยิน ก็รู้ทันทีว่า การได้ยินนั้นเป็นนาม เสียงเป็นรูป ในการเห็นก็รู้ทันที่ว่า การเห็นเป็นนาม รูปารมณ์เป็นรูป ในการนั่งก็รู้ว่านั่งเป็นรูป จิตที่รู้ว่านั่งเป็นนาม ฯลฯ
คงมีแต่นามกับรูป เท่านั้นที่เป็นสัจธรรมความจริงไม่ใช่เราเขาใครผู้ใดได้เห็นได้ยินยืนเดิน ฯลฯ ที่ว่าเราเขาสัตว์บุคคลตัวตน เทวดาอินทร์พรหมเป็นผู้เห็นผู้ได้ยินเป็นผู้นั่งผู้นอน ฯลฯ นั้น คงเป็นแต่เพียงสมมติบัญญัติ ซึ่งความจริงแท้แล้วย่อมไม่มี
ความรู้สึกที่เห็นเป็นนามเป็นรูปไปหมดตามความเป็นจริง ย่อมกระจายนามและรูปออกจากกัน อัตตวิปลาสที่ว่าเป็นตัวตนก็หลุดพ้นออกไปด้วย นามแลรูปที่เห็นดังกล่าวนี้เป็นนามแลรูปตามสภาวะ มิได้เคลือบแฝงโดยสมมติบัญญัติ เป็นการเห็นที่ถูกต้องตามสภาวะความจริง จัดเข้าในญาณความรู้ เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณโดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2558 , 16:16:12 น.] ( IP = 101.51.107.57 : : )
สลักธรรม 2
๒. นามรูปปัจจปริคคหญาณ ญาณที่รู้แจ้งชัดว่านามและรูปมีอะไรเป็นปัจจัย
กล่าวคือ ในนามรูปปริจเฉทญาณนั้น มีญาณความรู้อยู่แต่เพียงว่า อะไรเป็นนามอะไรเป็นรูปเท่านั้น หาได้รู้ถึงปัจจัยหรือเหตุที่เกิดของนามและรูปไม่ เมื่อกำหนดเพ่งนามรูปนั้นหนักเข้า ญาณความรู้ก็จะปรากฏว่านามนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด และรูปนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ตามหลักของสภาวะ
นามและรูปย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยในอดีตซึ่งได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน และกรรม และปัจจัยในปัจจุบันกาล คือผัสสะการประชุมพร้อมกันแห่งวัตถุ อารมณ์และวิญญาณ
เช่นการได้ยินเสียง พอเสียงกระทบโสตปสาทการได้ยินเกิดขึ้น ก็รู้ทันทีว่า การได้ยิน (โสตวิญญาร) เป็นนามเกิดขึ้นเพราะเสียง (เป็นรูปและเป็นอารมณ์) กระทบโสตปสาท (เป็นรูปและเป็นวัตถุ) เป็นเหตุปัจจัย หรือการเดินเกิดขึ้นก็โดยจิต (เจตนา) เป็นนามต้องการเดิน เป็นปัจจัยให้รูปคือ การเดินเกิดขึ้น รู้แจ้งชัดว่า นามรูปต่างเป็นปัจจัยแก่กัน และยังรู้ต่อไปด้วยว่า นามรูปเกิดขึ้นเป็นวิบากของกรรมในอดีต อันเนื่องมาจากอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน
ดังนั้นในกรณีที่สงสัยว่า เราได้มีแล้วหรือหนอในชาติก่อน เราจักมีหรือหนอในชาติหน้า และเดี๋ยวนี้เรามีหรือหนอ คือการสงสัยในอดีต อนาคตและปัจจุบัน เมื่อรู้เหตุปัจจัยของนามรูปว่ามาจากอะไรแล้ว ความกังขาสงสัยก็ย่อมหมดไป ญาณความรู้ถึงเหตุปัจจัยของนามรูปดังกล่าวนี้เรียกว่า นามรูปปัจจยปริคคหญาณโดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2558 , 16:16:32 น.] ( IP = 101.51.107.57 : : )
สลักธรรม 3
๓. สัมมสนญาณ ญาณที่รู้ว่านามรูปที่กำหนดอยู่นั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ตระหนักอยู่ในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
กล่าวคือ การกำหนดดูนามรูปตามที่ปรากฏในนามรูปปัจจยปริคคหญาณยังหยาบอยู่ เวลาที่นามรูปเกิดขึ้นนั้นรู้ แต่เวลาที่นามรูปนั้นดับไปยังไม่เห็น ทั้งนี้เพราะการดับของนามรูปนั้นเร็ว จิตยังหยาบอยู่ ยังไม่ทันต่อปัจจุบันอารมณ์ จึงเห็นแต่การเกิด
เมื่อเอาสติกำหนดเพ่งรูปต่อไป จิตได้สมาธิดีขึ้นก็จะเห็นความดับ คือ นามรูปเกิดขึ้นและดับไปแล้ว ก็เห็นความดับของนามรูปนั้น เป็นการเห็นเมื่อนามรูปนั้นดับไปแล้ว ไม่ใช่เห็นความดับของนามรูป ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะปัจจุบัน เป็นการเห็นดับตามหลังอารมณ์ หาได้เห็นในขณะปัจจุบันไม่ และการเห็นนั้นต่อไปก็ย่อมจะปรากฏ
นามรูปเกิดขึ้นแล้วในกาลใด ก็ดับสิ้นไปในกาลนั้น ไม่ล่วงกาลนั้นๆ ไปได้ นามรูปที่เกิดในอดีตก็ดับสิ้นไปแล้วในอดีต หาได้มาถึงปัจจุบันไม่ นามรูปใดเกิดในปัจจุบันก็ดับไปในปัจจุบันหาได้ไปถึงอนาคตไม่ นามรูปภายในก็ดับสิ้นไปในภายในหาถึงความเป็นนามรูปภายนอกไม่ ฯลฯ
การรู้เห็นตามสภาวะความจริงดังกล่าวนี้เรียกว่า สัมมสนญาณโดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2558 , 16:16:49 น.] ( IP = 101.51.107.57 : : )
สลักธรรม 4
๔. อุทยัพพยญาณ ญาณที่เห็นนามรูปทั้งเกิดทั้งดับพร้อมๆ กัน ทั้งวิปัสสนาผู้รู้ (สติสัมปชัญญะ) ก็ดับไปด้วย รู้ชัดเจนแจ่มใสยิ่งขึ้น เป็นปัจจุบันแท้
กล่าวคือ ในสัมมสนญาณนั้น นามรูปดับไปแล้วจึงรู้ว่าดับ คือรู้ตามหลัง แต่เมื่อผู้ปฏิบัติวิปัสสนาทำการกำหนดนามรูปต่อไป สมาธิดีขึ้น จิตละเอียดเข้า พยายามตามดูมากเข้าจิตได้ปัจจุบันธรรมยิ่งขึ้น เพ่งปัจจุบันอยู่ นามรูปก็จะแสดงให้เห็นสภาวะความเกิดขึ้นและดับไปของนามรูปในปัจจุบันนั้น คือเห็นทันนามรูปเกิดดับ ไม่ใช่เห็นในภายหลัง ไม่เจือด้วยอดีต อนาคต
สาระสำคัญที่ต่างกันในญาณทั้ง ๓ ข้างต้นกับญาณนี้
คือในนามรูปปริจเฉทญาณเห็นเพียงเป็นนามเป็นรูป
ในนามรูปปัจจยปริคคหญาณ เห็นปัจจัยความเกิดขึ้นของนามและรูป
และในสัมมสนญาณเห็นความดับไปของนามรูป
แต่เป็นการเห็นภายหลังที่นามรูปนั้นดับไปแล้ว
ส่วนในอุทยัพพยญาณนี้ เห็นทันความเกิดดับของนามรูปในปัจจุบัน สันตติความเกิดขึ้นสืบต่อของนามรูปย่อมถูกตัดให้ขาดลงในญาณนี้ คือ เห็นความดับของนามรูปในระหว่างที่นามรูปใหม่ยังไม่ทันเกิด รู้แต่สภาวะไม่สืบเนื่องถึงบัญญัติ รู้ได้เร็วทันการเกิดดับของนามรูปยิ่งกว่าสัมมสนญาณเพราะสมาธิและสติดีขึ้น การเห็นนี้เห็นด้วยวิปัสสนาญาณ ที่เกิดจากความเพ่งที่ถูกต้องอันไม่ได้เจือปนด้วยกิเลส คือตัณหาและทิฏฐิ
อุทยัพพยญาณนี้เป็นญาณสำคัญของวิปัสสนา เรียกว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิโดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2558 , 16:17:11 น.] ( IP = 101.51.107.57 : : )
สลักธรรม 5
วิปัสสนูปกิเลส ๑๐
เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรกำลังเจริญวิปัสสนาภาวนาอยู่ ถ้าสมาธิมีกำลังกล้า อุทยัพพยญาณกำลังเกิด วิปัสสนูกิเลสอาจเกิดขึ้นในระหว่างญาณนี้
วิปัสสนูปกิเลสหมายถึงกิเลสของวิปัสสนามีอยู่ ๑๐ ประการ คือ โอกาส-แสงสว่าง ปีติ-ความยินดี ปัทสัสธิ-ความสงบกายใจ อธิโมกข์-ความศรัทธาน้อมใจเชื่อ ปัคคหะ-ความเพียร สุข-ความสบาย ญาณ-ความรู้ อุปัฏฐาน-สติที่เข้าไปตั้งไว้ อุเบกขา-ความวางเฉย และนิกันติ- ตัณหาความยินดีชอบใจในอุปกิเลสทั้ง ๙ ที่กล่าวข้างต้นนั้น
วิปัสสนูปกิเลสนี้มีกำลังแรงกล้ามาก ทำให้ยินดีหยุดอยู่ เพลินอยู่ อารมณ์ของวิปัสสนาจะหายไป กิเลสต่างๆ จะกลับฟื้นมีขึ้นอีก อาจทำให้หลงไปว่ามรรคผลเกิด วิปัสสนูปกิเลสเกิดขึ้นด้วยอำนาจของสมาธิที่แรงกล้าขัดขวางอารมณ์ของวิปัสสนาในต่อไป จึงควรทำความเข้าใจให้ถูกว่าใช่ทางมรรคผลหรือไม่ เพื่อจะได้กระทำความเพียรในทางที่ถูก
ในระหว่างวิปัสสนูปกิเลสเกิดอารมณ์นั้นไม่ใช่อารมณ์ของวิปัสสนา วิปัสสนูปกิเลสไม่เกิดแก่พระอริยะ แก่ผู้ปฏิบัติผิด และแก่ผู้มีความเพียรน้อย เพราะวิริยะกับสติเป็นองค์ของสมาธิ โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2558 , 16:17:34 น.] ( IP = 101.51.107.57 : : )
สลักธรรม 6
๕. ภังคญาณ ญาณที่เห็นนามรูปดับสลายไปๆ ละเอียดยิ่งขึ้น
คือ เห็นแต่ดับสลายไปเป็นส่วนใหญ่ เพราะสมาธิกล้าขึ้น ญาณความเห็นก็กล้าแข็ง เห็นทันความดับของนามรูปเร็วยิ่งขึ้นจนเกือบไม่เห็นการเกิด ผู้เพ่งรู้สึกเหมือนกับเวลาตกใจ ใจคอหายไปหมด เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็น
จิตจึงไปคอยจับอยู่ที่ความดับ ไม่เอาใจใส่ในความเกิด ความดับของนามรูปก็ปรากฏเป็นอารมณ์มากขึ้น เด่นชัดทั่วไปทุกอารมณ์เห็นแต่ดับเป็นสายติดต่อเนื่องกันไป
๖. ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณที่เห็นนามรูปดับไปๆ ถ่ายเดียว เป็นภัยน่าสะพรึงกลัว หมดความยินดี อาลัยในนามรูป มองเห็นภัยในความเกิดขึ้นของสังขาร
๗. อาทีนวญาณ ญาณที่เห็นแต่นามรูปดับไปๆ เป็นโทษ จนไม่มีความอภิรมย์ยินดีในนามรูปเลย
๘. นิพพิทาญาณ ญาณที่เห็นแต่นามรูปดับไปถ่ายเดียว จนถึงความระอาเบื่อหน่าย ต่อความไม่เป็นแก่นสารของนามรูปนั้น ความระอาเบื่อหน่ายนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจของปัญญาที่เห็นในสภาวะความจริง มิใช่ด้วยอำนาจของโทสะ โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2558 , 16:17:55 น.] ( IP = 101.51.107.57 : : )
สลักธรรม 7
๙. มุญจิตุกามยตาญาณ ญาณที่เห็นแต่นามรูปดับไปๆ จึงใคร่จะหนีจะปลดให้หลุดพ้น ไปจากการหมุนเวียนเกิดดับของนามรูปเสีย
๑๐.ปฏิสังขาญาณ ญาณเห็นนามรูปเกิดดับ แสวงหาอุบายที่จะหนีไปให้พ้นจากนามรูปนั้น ยกนามรูปขึ้นสู่ไตรลักษณ์ ขะมักเขม้นในการพิจารณาเพื่อจะหลุดพ้น
๑๑. สังขารุเปกขาญาณ ญาณเห็นนามรูปดับไปๆ และหาหนทางหนีไปไม่พ้นจึงจำเป็นต้องดูเฉยอยู่ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ วางเฉยต่อการเกิดดับของนามรูป ทั้งนี้จิตของผู้บำเพ็ญนั้นสิ้นกลัว สิ้นสะดุ้ง สิ้นรักใคร่ เป็นอุเบกขาวางเฉยอยู่ไม่เกี่ยวข้องพัวพัน
อุเบกขาในที่นี้ไม่ใช่อุเบกขาเวทนา แต่หมายถึงปัญญาที่เห็นสภาวะความจริงแล้ว ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องและวางเฉยอยู่
มุญจิตุกามยตาญาณ ปฏิสังขาญาณ และสังขารุเปกขาญาณ ว่าโดยอรรถแล้วก็เป็นอันเดียวกันโดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2558 , 16:18:12 น.] ( IP = 101.51.107.57 : : )
สลักธรรม 8
๑๒. อนุโลมญาณ ญาณความรู้ครั้งสุดท้ายในบรรดาความรู้พิเศษนั้น อันได้แก่อนุโลมชวนะโลกุตรวิถี เป็นอารมณ์ของไตรลักษณ์อันใดอันหนึ่งหลังจากอนุโลมญาณเกิดแล้ว ความรู้กับอารมณ์นามรูปก็ดับสงบลงทั้งสิ้น คล้ายกับว่าได้หยิบเอาความรู้และอารมณ์นามรูปโยนทิ้งไปเสีย
๑๓. โคตรภูญาณ เป็นญาณที่เกิดต่อจากอนุโลมญาณกล่าวคือ เมื่ออารมณ์นามรูปอันเป็นโลกียธรรมได้ดับหรือสิ้นสุดลง พร้อมกับภวังค์คะขณะของอนุโลมญาณ โคตรภูญาณก็เกิดขึ้นขณะหนึ่ง มีนิพพานเป็นอารมณ์ ทำลายซึ่งโคตรปุถุชนย่างขึ้นสู่โคตรของพระอริยะ เป็นสื่อให้มรรคญาณเกิด น้อมไปรู้อารมณ์ของพระนิพพาน แต่ยังไม่ได้ทำลายกิเลส
๑๔. มรรคญาณ ญาณที่เห็นพระนิพพาน สงบจากนามรูป รู้แจ้งอริยสัจ ทำลายกิเลสและสัญโญชน์ขาดเป็นสมุจเฉทปหาน ตัดเสียซึ่งสังสารวัฏฏ์
๑๕. ผลญาณ ญาณที่มีหน้าที่เสวยวิมุติสุขของมรรคญาณ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์
๑๖. ปัจจเวกขณญาณ ญาณความรู้ที่เกิดขึ้นพิจารณา มรรค ผล นิพพาน ที่ได้ผ่านมา กับพิจารณาถึงกิเลสที่ได้ปหานไปแล้ว และที่ยังไม่ได้ปหาน ว่ามีอะไรบ้าง
วิปัสสนากรรมฐานมีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่ง ทำให้ผู้ที่เจริญนั้นมีสติมั่นไม่หลงทำกาลกิริยา มีสุคติภพเป็นที่ไปในเบื้องหน้าและมีอุปนิสัยมรรค ผล นิพพาน ติดสันดานต่อไปด้วย.
![]()
ขอนุโมทนากับคุณนวลพรรณ รามวณิช ผู้บันทึกข้อมูลโดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2558 , 16:18:29 น.] ( IP = 101.51.107.57 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |