มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สะพานข้ามอารมณ์




สะพานข้ามอารมณ์


ชราธัมโมมหิ เรามีความแก่เป็นธรรมดา
ชะรัง อะนะตีโต จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
พยาธิธัมโมมหิ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
พยาธิง อะนะตีโต จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้
มะระณะธัมโมมหิ เรามีความตายเป็นธรรมดา
มะระณัง อะนะตีโต จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้...


บทสวดมนต์ "อภิณหปัจจเวกขณะ"
ผู้เขียนได้มามูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2529 ซึ่งตอนนั้น ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิในสมัยนั้น(ยังเป็นฆราวาส)ป่วยเจ็บต้องเข้าโรงพยาบาล วันแรกที่พบท่านนั้น ท่านออกจากโรงพยาบาลแล้วและถือพานดอกไม้เข้ามากราบหลวงพ่อเสือ ดูท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดีบุคคลิกภูมิฐานน่านับถือแม้การเดินเหินจะยังไม่คล่องเพราะเพิ่งฟื้นตัว จากนั้นทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และจันทร์ที่ผู้เขียนไปมูลนิธิก็จะพบท่านเป็นประจำ และได้รับฟังมาว่าท่านมามูลนิธิทุกวันแม้ในช่วงเวลานั้นท่านก็อยู่ในวัยชราแล้วก็ตาม ทำให้เกิดความเลื่อมใสในตัวท่านเป็นอย่างมาก

และเมื่อได้ใกล้ชิดเพราะมีโอกาสติดรถเพื่อนไปรับท่านมามูลนิธิในวันเสาร์อาทิตย์ได้พูดคุยกับท่านก็ยิ่งเพิ่มความเคารพเป็นทวีคูณ

พอปีถัดมาท่านอาจารย์บุญมีก็บวชเป็นพระและพำนักอยู่ที่สำนักปฏิบัติวิปัสสนาอ้อมน้อย แต่ยังคงไปสอนพระอภิธรรมที่มูลนิธิเป็นประจำ ผู้เขียนได้มีโอกาสติดตามอาจารย์บุษกรไปเยี่ยมท่านบ่อยๆ และเมื่อเข้าปฏิบัติที่อ้อมน้อยคราใดก็จะไปให้ท่านสอบอารมณ์ ความคุ้นเคยกับท่านจึงมีมากขึ้น

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [21 พ.ย. 2558 , 10:13:06 น.] ( IP = 61.90.114.55 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ช่วงที่อยู่ในเพศบรรพชิตนี้ท่านเริ่มมีอาการอาพาธบ่อยครั้ง ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมทั้งที่โรงพยาบาลและที่บ้าน ได้สัมผัสกับความทุ่มเทแรงกายและแรงใจที่ท่านให้กับมูลนิธิ ความรับผิดชอบที่ท่านมีแม้ว่าสุขภาพจะไม่เอื้ออำนวยทำให้ผู้เขียนมีความยินดีที่จะช่วยงานท่านสุดความสามารถ

วันใดที่เลิกงานเร็วผู้เขียนจะไปที่บ้านท่านช่วยเขียนธรรมะตามที่ท่านบอกเพื่อนำไปลงวารสารชีวิต ภาพที่เห็นทุกครั้งคือท่านนั่งอยู่ท่ามกลางแผ่นกระดาษเก่าๆที่เป็นลายมือของท่านเอง ค่อยๆหยิบมาทีละแผ่นพร้อมพูดไป พอได้ช่วงหนึ่งท่านให้อ่านให้ฟังแล้วแก้ไขตามที่ท่านต้องการ ท่านไม่เคยบ่นเรื่องการเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่เคยได้ยินคำว่าไม่ไหวจากปากท่านทั้งๆที่ดูเหมือนบางครั้งอาการของท่านทรุดลงกว่าเดิมแล้ว แม้ครั้งสุดท้ายที่ได้ไปเยี่ยมเพื่อนำกุศลจากการเข้าปฏิบัติไปกราบท่านตอนต้นเดือนพฤศจิกายน 2534 ซึ่งพยาบาลที่ดูแลประจำบอกว่าท่านไม่ลุกจากเตียงเลย ท่านก็ไม่ปริปากบ่นอะไร แต่สีหน้าท่านบอกถึงความดีใจ ในที่สุดท่านไม่อาจต้านแรงกรรมได้ "พญามัจจุราชผู้น่ารัก"ที่ท่านเคยเขียนถึงได้มาพรากท่านไป ทำให้พวกเราทุกคนต้องสูญเสียผู้มีอุปการคุณที่ยิ่งใหญ่ไปในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2534 นั่นเอง

จะว่าไปแล้วชีวิตผู้เขียนได้ถูกอบรมบ่มฟัก(ด้วยปัญญา)เป็นอย่างดีจากหลวงพ่อและครูบาอาจารย์ที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้ ถึงกระนั้นก็ตามความเสียใจและรู้สึกเศร้าสลดกับการสูญเสียผู้ที่เรารักและผูกพันไปในแต่ละครั้งนั้นมันไม่ธรรมดาเหมือนบทสวดที่เราท่องกันเป็นประจำเลย โดยเฉพาะเมื่อผู้เขียนมีอายุมากขึ้น ผู้ที่แวดล้อมต่างก็ย่างเข้าสู่วัยชรา ข่าวคราวที่ได้รับล้วนเป็นสัจธรรมที่หนีไม่พ้นคือพยาธิสภาพ การเจ็บไข้ได้ป่วยของแต่ละคน การล้มหายตายจากของแต่ละท่าน บางครั้งทำใจตั้งรับแทบไม่ทัน ทั้งๆที่หลวงพ่อท่านก็เคยเตือนด้วยความเป็นห่วงเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

"...ที่ว่าเป็นห่วงเพราะเดินทางกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของใครก็เป็นทางเดินที่มีกำหนด มีจุดจบ ตรงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตจากภพไปสู่ภพนั้นน่าห่วง เพราะคนที่อายุมากขึ้นคุณสมบัติที่ดีของร่างกายก็น้อยลง แต่การงานที่ยังต้องดูแลชีวิตนั้นยังเท่าเดิม หรือกลับจะมากขึ้นอีก เพราะต้องมาพยุงสังขารร่างกายนี้ คือต้องดูแลมากขึ้น เพราะกระบวนการของกรรมที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาให้วิบากส่งผลมาอย่างไม่มีวันหยุด

...วิบากนั้นไม่มีตาที่จะมองดูจนเห็นว่าคนนั้นดีคนนี้ดีแล้วอย่าไปลงโทษเขา....อย่าไปให้ผลเขา มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เพราะถ้ามีช่องโอกาสเมื่อใดก็จะให้ผลทันที แล้วยิ่งคนอายุมากๆ ความเสื่อมก็จะมาปรากฏชัด เมื่อความเสื่อมปรากฏแล้วก็เหมือนการเปิดประตูต้อนรับวิบาก โดยเฉพาะวิบากอกุศลที่ยังไม่ให้ผลในตอนหนุ่มสาวที่ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ จึงยังรอโอกาส เมื่อประตูเริ่มแง้มมันก็เริ่มเข้ามาแล้ว เพราะชีวิตนั้นมันเป็นรังของโรค ไม่ว่าจะโรคตา โรคหู โรคท้อง และสารพัดโรค เมื่อมีโอกาสเปิดช่องไว้วิบากอกุศลเหล่านี้ก็สาดซัดโหมกระหน่ำเข้ามา แล้วจะเอาแรงอะไรไปสู้กับโรคล่ะ...."

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [21 พ.ย. 2558 , 10:17:34 น.] ( IP = 61.90.114.55 : : )


  สลักธรรม 2

ผู้เขียนลาออกจากงานก่อนเกษียณเพื่อมาดูแลมารดาที่ป่วยเป็นอัมพาตนานถึง 10 ปี ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อและครูบาอาจารย์ที่มูลนิธิแห่งนี้ที่ให้ทั้งคำแนะนำ ให้ทั้งกำลังใจ ยามใดที่ท้อแท้ก็จะได้ข้อคิดเตือนใจทำให้ผ่านอุปสรรคในแต่ละครั้งไปได้ โดยเฉพาะอาจารย์บุษกรนั้นเป็นต้นแบบแห่งความกตัญญูให้กับผู้เขียนเป็นอย่างดี จนทำให้เราสามารถประคองตนเดินตามแบบอย่างท่านได้

ทั้งๆที่ตอนลาออกจากงานนั้นยังมีความหวังว่าเราจะมีเวลาปฏิบัติได้มากขึ้นกว่าเดิม แต่ความหวังกับความจริงเป็นสิ่งที่สวนทางกัน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามที่หลวงพ่อท่านเตือนไว้ว่าเมื่อไม่มีแม่แล้ว ยังมีคิวต่อๆไปให้ผู้เขียนได้ดูแลต่อ เพราะหลังจากนั้นไม่นานพี่สาวคนหนึ่งเป็นมะเร็งตับทำให้ต้องดูแลต่อจากแม่อีก 4 ปี พอพี่สาวเสียจึงมีโอกาสช่วยงานมูลนิธิอย่างเต็มกำลังและเวลา ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนตั้งใจทุ่มเทให้อย่างเต็มที่ ด้วยความมั่นใจในสิ่งที่หลวงพ่อเตือนทุกอย่างซึ่งล้วนเป็นความจริงทุกประการ

เพราะในเวลาต่อมาเพียงไม่กี่ปีพี่ชายคนโตป่วยเกี่ยวกับเส้นเลือดในสมอง ตามมาด้วยพี่สาวคนโตเป็นมะเร็งลำไส้ต้องเข้ารับการผ่าตัด

ไม่เพียงแค่ประสบเหตุกับญาติที่ใกล้ชิด แม้แต่เพื่อนสนิทมิตรสหายทั้งทางโลกและทางธรรมต่างดูเหมือนจะพร้อมใจกันทะยอยป่วยเจ็บ และจากไปสร้างความหดหู่เศร้าหมองจนบางครั้งลืมนึกถึงคำเตือนหลวงพ่อไปจนหมดสิ้น แต่โชคดีที่แทบทุกครั้งยังมีท่านอาจารย์มาคอยแก้ไขสภาพจิตใจที่กำลังเกิดอกุศลให้ทุเลาเบาบางลงไปได้
ท่านอาจารย์บอกว่า "...ชีวิตของแต่ละคนเดินทางมาจนโค้งสุดท้ายแล้ว อะไรที่สามารถแก้ไขให้เดินได้ร่มเย็นใจ และเดินอย่างสงบมีคุณค่าได้ ก็จะพยายามช่วยให้มีเส้นทางนั้น"

แล้วท่านก็ทำตามอย่างที่ท่านพูด ลูกศิษย์คนใดเจ็บป่วย ท่านก็ไปเยี่ยมเยียน ไปพูดธรรมะให้ฟัง ให้อารมณ์ อย่างเช่นพี่คนหนึ่งที่ป่วยด้วยมีปัญหาเกี่ยวกับปอด ทำให้นั่งนานไม่ได้เพราะรู้สึกเหนื่อยอึดอัด ต้องเดินไปเดินมาตลอดเวลา ท่านอาจารย์พยายามย้ายอารมณ์เขาออกจากความรู้สึกที่หมกมุ่นกับอาการที่เป็นอยู่ ด้วยการให้ต่อคำที่หลวงพ่อเคยให้พวกเราท่อง

เมื่ออาจารย์พูดว่า "คิดแก้ไข ใจ...." พี่เขาก็ต่อได้ว่า"ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากก็หมดไป" เป็นต้น

พอพี่เขาบ่นว่าเหนื่อย...."ยามเหนื่อย ทำความรู้สึกระลึกให้ได้ว่า ...นี่ไง ชรา ธัมโมมหิ เรามีความแก่เป็นธรรมดา เมื่อยามทุกข์ ระลึกให้ได้ว่า ชาติปิทุกขา เพราะการเกิดพ่วงเอาความแก่ ความเจ็บ และความตายตามมา"

"ไม่เอาอาจารย์...ไม่ตาย...ยังไม่ตาย...."

"....เราไม่ได้อยากอยู่ เราไม่ได้อยากไป เมื่อยังอยู่เราต้องทำดีให้ได้

เราไม่อยากตาย เราไม่อยากไป ก็ต้องอยู่ให้ดีแล้วจะมีที่ไปดีเอง ตั้งเจตนาเอาไว้ซิ..ตอนนี้ทิ้งอย่างอื่นให้หมด มีหลวงพ่อเพียงอย่างเดียว บอกตัวเองเราต้องดีให้ได้ อยู่ให้ดี ไปให้ดี

ยามอึดอัด หาที่พึ่ง มองรูปหลวงพ่อ อยู่ไหวก็อยู่ อยู่ไม่ไหวก็ไป ไปกับหลวงพ่อ...."

เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถยอมรับเรื่องความตายได้ ท่านอาจารย์ก็ย้ายอารมณ์เขาไปในเรื่องกุศลที่เคยทำด้วยกันมา

"..77 ปี พี่ทำดีมาตลอด ตั้งแต่ใส่งอบดายหญ้ามาพัฒนามูลนิธิกัน"เพราะเมื่อปี 2529 ก่อนจะย้ายมูลนิธิจากวัดโพธิ์ ท่าเตียน มาที่พุทธมณฑลสาย 4 แห่งนี้ ท่านอาจารย์ได้พาพวกเราซึ่งมีพี่ที่ป่วยท่านนี้รวมอยู่ด้วยมาพัฒนาสถานที่ที่ยังรกไปด้วยพงหญ้า ...นอกจากนี้ท่านยังท้าวความเล่าไปถึงการเดินทางไปทำบุญที่ประเทศอินเดียและพม่าทั้งเหตุการณ์ที่ประทับใจในกุศลรวมทั้งเรื่องตลกขบขันที่เกิดขึ้นในการเดินทางนั้นจนเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ป่วยได้

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [21 พ.ย. 2558 , 10:55:52 น.] ( IP = 61.90.114.55 : : )


  สลักธรรม 3

วันนั้นรู้สึกประทับใจในวิธีการย้ายอารมณ์ของท่านอาจารย์ซึ่งท่านได้มาอธิบายให้ฟังในภายหลังว่า ทุกวันนี้การดำเนินชีวิตเราเป็นเสมือนการเดินผ่านสะพานข้ามคลอง เพียงแต่ว่าสะพานที่ใช้ข้ามนั้นเป็นเพียงแค่ไม้ไผ่ที่พาดข้ามท้องร่อง และคลองที่ว่านี้ก็คือคลองอารมณ์ นั่นก็คือเรื่องราวหรือสิ่งต่างๆที่เข้ามาให้เราได้รับรู้ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี หากเราขาดสติเราก็มีโอกาสตกลงไปในคลองหรือท้องร่องนั้นอย่างแน่นอน แต่ยามใดที่เรามีสติจดจ่ออยู่กับการเดินทีละก้าวไม่ใส่ใจไปกับน้ำและสิ่งที่อยู่ในคลองหรือท้องร่องนั้น ค่อยๆก้าวไปทีละก้าวเราก็อาจข้ามผ่านคลองนั้นได้ในที่สุด และหากพยายามฝึกบ่อยๆ เราก็จะสามารถข้ามผ่านสิ่งนั้นๆได้อย่างคล่องแคล่วและง่ายดาย

ท่านอาจารย์จึงย้ำว่าให้เราพยายามก้าวผ่าน "สะพานอารมณ์". ไปให้ได้

โดยเฉพาะในช่วงปีนี้ผู้ที่ใกล้ชิดหลายคนต่างเป็นโรคที่ทุกคนยอมรับว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน สิ่งที่ต้องประสบพบเห็นคือสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลงของแต่ละท่าน อาการของโรคที่กำเริบมากขึ้นต้องพาหาหมอเวียนเข้าเวียนออกโรงพยาบาลจนบางครั้งทำให้เกิดความท้อแท้ หดหู่และเศร้าหมอง แต่พอมาคิดถึงคำเตือนของท่านอาจารย์ที่ว่า...เราต้องก้าวผ่านสะพานอารมณ์นี้ไปให้ได้ จึงได้กลับมาแก้ไขใจตนเองด้วยการทบทวนคำสอนที่ผ่านๆมาของหลวงพ่อ พบว่าท่านได้เคยเตือนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

"...เมื่อทำดีแล้วก็ทำต่อไป แล้วหัดดูละครให้เป็น เราเกิดมาก็แค่นี้เดี่ยวก็จากกันหมด เขาไม่ตายจากเรา เราก็ตายจากเขา ชีวิตที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ก็จากกันไปทีละคน ต่างคนต่างไปในที่ต่างๆ เพียงแต่ว่าในขณะที่เราทำข้อสอบขอให้ตั้งใจให้มากที่สุด ผลออกมาอย่างไรก็ยินดี ขณะที่เราจะช่วยเหลือใครก็ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด เพราะเกินความสามารถนั้นทำไม่ได้

เหมือนการนำพ่อแม่ครูบาอาจารย์หรือญาติมิตรไปโรงพยาบาล ถ้าหากเรามีโอกาสก็หาแพทย์เฉพาะทางให้ดีที่สุด ดูแลเขาให้ดีที่สุด นอกจากนี้แล้วก็เกินความสามารถที่เราจะทำได้ เพราะเราไม่สามารถยับยั้งลมหายใจของใครได้ แม้กระทั่งลมหายใจของตนเองที่ยังบอกให้มีอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ เพราะอย่างไรก็แล้วแต่เราต้องมีวันสิ้นลมของเราอย่างแน่นอน..."

ก่อนหน้านี้หลวงพ่อท่านพยายามฝึกพวกเราให้เจริญสติ นับตั้งแต่การแต่งตัว การดื่มน้ำ การรับประทานอาหาร การใส่รองเท้า ฯลฯ แม้กระทั่งการเจริญมรณานุสติ โดยท่านแนะนำลูกศิษย์ว่า ทุกวันที่เดินออกจากบ้านไปให้ระลึกว่า วันนี้เราอาจจะไม่ได้กลับมาบ้านอีกเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเราข้างหน้า ที่สำคัญอนิมิตคือสิ่งที่เราไม่อาจรู้ ๕ ประการ คือ เราจะตายเมื่อไร ตายเวลาไหน. ตายที่ไหน ตายด้วยโรคอะไร ที่สำคัญตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร เพราะความตายขึ้นอยู่กับเหตุ 4 แต่ขณะนี้เรายังมีชีวิต เรากำลังจะไปทำความดี ขอสติจงคุ้มครองชีวิตให้ไม่ประมาทพลาดถลำไปกระทำอกุศลเลย

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [21 พ.ย. 2558 , 11:01:10 น.] ( IP = 61.90.114.55 : : )


  สลักธรรม 4

ที่ผู้เขียนตั้งใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา. ไม่เพียงแค่จะช่วยแก้ไขสภาพจิตใจของตนเองเท่านั้น แต่ยังสืบเนื่องด้วยแรงบันดาลใจที่ว่า เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นเดือนสำคัญของพวกเราชาวมูลนิธิ เพราะเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของท่านพระอาจารย์บุญมี เมธังกุโร ซึ่งครบรอบ 24ปี ในวันที่25 พฤศจิกายนนี้

ภาพต่างๆของท่านผู้เขียนไม่เคยลืม ยิ่งได้ฟังเสียงท่านสอนพระอภิธรรม(จากเทป) ก็ยิ่งระลึกถึงคุณค่าของท่านมากขึ้น และยังคิดเสมอว่าในตอนนั้นท่านอาจารย์บุญมีเองก็คงยังไม่อยากตายเพราะจิตใจของท่านนั้นฝักใฝ่อยู่กับการสอนพระอภิธรรม มีความพร้อมที่จะให้กับทุกๆคนในทุกเวลา ท่านให้ความเห็นถูก ให้คำปรึกษาในยามที่คนประสบทุกข์ ใครที่ได้ฟังท่านสอนต้องยอมรับว่าท่านมีความสันทัดและเชี่ยวชาญในเรื่องพระอภิธรรมเป็นอย่างมาก จะว่าไปแล้วการทำงานของท่านที่ผ่านมานั้นท่าน ได้สะสมเสบียงบุญมากมายพอที่จะเดินทางไกลได้อย่างปลอดภัย แล้วพวกเราล่ะ ?

ซึ่งเรื่องนี้หลวงพ่อท่านก็เตือนลูกศิษย์บ่อยๆ
".....เรามีความพร้อมที่จะตายหรือยัง เรามีเสบียงรับรองชีวิตเราแล้วหรือยัง พ่อถึงให้เร่งทำกุศลกันเพื่อเป็นเสบียงใช้ในการเดินทาง เพราะเรายังต้องเดินทางไกล ถ้าเผื่อไม่มีเสบียงติดตัว....น่ากลัว..."


"...เบาๆงานทางโลกลงเสียบ้าง ถึงเวลาหรือยังที่เราจะทำให้กับชาติหน้าของตนเอง เราทำเพื่อหน้าของเรากันมามากแล้ว หน้าตาของเรา เราทำมามากแล้ว แต่เมื่อปิดฝาโลงมันก็จบ เขาไม่เห็นหน้าเราอีกต่อไปแล้ว จงทำเพื่อชาติหน้าเถอะ....ลูกเอ๊ย อายุงานก็ทำกันมาเต็มที่แล้ว จนเกษียนแล้ว เป็นเวลาบอกถึงความแก่ ฉะนั้นชีวิตวัยแก่เป็นชีวิตที่เป็นวัยเดินไปสู่ความตาย ที่เขาปลดเกษียนก็เพื่อให้มีเวลาเหลือว่างจากธุระ การงาน มาบำเพ็ญบุญกุศล ทำผลบุญให้เกิดขึ้นในจิตตนเองให้มากเพื่อพร้อมเดินทางไกลไปเริ่มต้นใหม่.....น่ากลัวนะ" ความตาย"ถ้าเผื่อเราไม่พร้อม"

มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อบอกพวกเราให้หลับตา แล้วถามว่า
"...ท่านมองเห็นที่หมายปลายทางชาติหน้าของท่านแล้วหรือยัง ?
...ก็ตอบได้ว่า ไม่มีใครรู้เลย และเราทุกคนต้องตายแน่แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าชาติหน้าจะไปสุคติหรือทุคติ ไม่มีใครมีความมั่นคงต่อตนเองได้ เพราะจิตนั้นดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก เราคิดว่าเราทำดีแล้ว แต่อารมณ์ใกล้ตายอะไรจะมาส่งให้ ถ้าเราไม่สันทัด ...สิ่งที่ส่งและส่องมานั้นก็คือความสันทัด แล้วเราสันทัดอะไรมาก...."

"....รีบทำดีเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะได้มีเกราะ มีกำบัง มีร่มธรรม เมื่อเราต้องระเหเร่ร่อนไปเกิด อย่างน้อยเราก็มีเสื้อกันฝน กันเปียก มีร่มกันแดดที่ถือไปเป็นเศวตฉัตรกางกั้นใจเราที่จะต้องตกอยู่ในความรุ่มร้อนของคนทั้งโลก ทำดีเสียตั้งแต่ชาตินี้ สถานที่ก็มีให้เรียน มีทั้งสถานที่ให้ปฏิบัติ สัปปายะเหล่านี้ยังมีอยู่ ถ้าเรามุ่งมั่นและตั้งใจ 10 ปีไม่น้อยเลยกับการเดินทางที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตขึ้นมา ภายใน10 - 30 ปี มันจะตายก็ให้ตายไป ในเมื่อเรามีเสบียงแล้ว...."

โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [21 พ.ย. 2558 , 11:07:37 น.] ( IP = 61.90.114.55 : : )


  สลักธรรม 5

"...ขณะนี้ทุกคนเหมือนยืนอยู่บนบันไดเลื่อน ถึงเราไม่อยากเดิน มันก็เลื่อนไปถึง ก็เหมือนเราไม่อยากตาย แต่ก็ต้องตาย. ทุกคนไม่อยากตาย ไม่อยากก้าวแต่บันไดมันเลื่อนไปสุดทางแน่ๆ แล้วเราขึ้นมานานแล้วหรือยัง นานแล้ว ลองนึกซิ เหลืออีก 5 ขั้น บันไดก็พาไปสุด มากสุด 5 ปีหรือเร็วกว่านั้น ถึงไม่อยากก้าวมันก็ต้องถึง แต่ระหว่างที่ยังไม่ถึง ชีวิตต้องเร่งรีบทำความดี เร่งรีบปลดเปลื้องเครื่องพันธนาการออกจากใจ ออกไปให้มากๆ ตัดความกังวลออกไป อะไรไม่ควรทำ อะไรไม่ควรคิด อะไรไม่ควรมานั่งเสพสร้อง ก็หยุดเสีย เหลือเวลากันคนละไม่เท่าไรก็ย้ายภพภูมิกันไปแล้ว...."

มาถึงตอนนี้คำสอนคำเตือนของหลวงพ่อล้วนเป็นสิ่งมีค่าสำหรับผู้เขียนที่ได้ใช้เป็นสะพานอารมณ์ข้ามความหดหู่เศร้าหมองที่เกิดจากความผูกพันกับผู้ที่ใกล้ชิด ทำให้ได้คิดว่าหากเราดำเนินชีวิตไปตามครรลองแห่งธรรมที่หลวงพ่อชี้แนะ เราคงจะมีความเชื่อมั่นในการเดินทางสู่การเปลี่ยนภพ โดยเฉพาะตอนนี้ผู้เขียนเหลือเวลาอีกเพียง 10 ปีก็จะครบอายุขัย...หลวงพ่อท่านก็บอกแล้วว่า ถ้าเรามุ่งมั่นและตั้งใจ 10 ปีไม่น้อยเลยกับการเดินทางที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตขึ้นมา และคิดว่าเมื่อถึงวันนั้นเราคงสามารถเข้าถึงท่อนท้ายของบทสวด ที่ว่า

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
มะรันติ จะ ย่อมตายด้วย
มะริงสุ จะ ตายแล้วด้วย
มะริสสะเร จักตายด้วย
ตะเถวาหัง มะริสสามิ เราจักตายอย่างนั้นด้วย
นัตถิ เม เอตทัคคะ สังสะโย ฯ ความสงสัยในเรื่องตายนั้นไม่มีแก่เราเลย


จึงขอนำเรื่อง "สะพานข้ามอารมณ์" ที่ได้รวบรวมคำสอนคำเตือนของหลวงพ่อนี้มาฝากทุกท่านด้วยความหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่พี่ๆน้องๆชาวมูลนิธิฯได้บ้าง

กุศลใดที่พึงบังเกิดจากการรวบรวมและเรียบเรียงในครั้งนี้ ผู้เขียนขอกราบถวายกุศลนั้นแด่ท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร เพื่อเป็นเครื่องบูชาพระคุณท่านเนื่องในวันคล้ายวันมรณภาพวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 นี้ด้วยเทอญ



โดย วยุรี สุวรรณอินทร์ [21 พ.ย. 2558 , 11:16:10 น.] ( IP = 61.90.114.55 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org