มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


พระอภิธรรมสังเขป (๒๙)







พระอภิธรรมสังเขป และธรรมบางประการที่น่าสนใจ
โดย พระนิติเกษตรสุนทร


ตอนที่ (๒๘) อ่านที่นี่

หลักประกอบวิปัสสนากรรมฐานบางประการ (๑)


การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือเรียกสั้นๆ ว่า วิปัสสนา ควรทำความเข้าใจในสาระสำคัญของวิปัสสนากรรมฐานเสียให้ดีและถูกต้องก่อน มิฉะนั้นการกระทำจะเสียเปล่าไม่เกิดวิปัสสนาปัญญา

ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติวิปัสสนา ต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นให้ถูกต้องก่อนว่า จะเข้าปฏิบัติเพื่ออะไร ถ้ามีเจตนาแต่เพียงเพื่ออยากได้บุญกุศล อยากรู้อยากเห็น อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากได้สุขแบบโลกๆ หรืออยากให้จิตแนบแน่นอยู่ในความสงบมีแต่สมาธิ หรืออยากได้มรรคผลเป็นพระอริยะโดยไม่มีเหตุผล เป็นต้น ความประสงค์ต้องการดังกล่าวนี้หาใช่จุดหมายของวิปัสสนาไม่ แต่เป็นเรื่องของตัณหา มานะ ทิฏฐิ

การปฏิบัติวิปัสสนาที่ถูกต้องนั้นเป็นไปเพื่อทำลายสังสารทุกข์ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ เพื่อให้เกิดวิปัสสนาปัญญารู้แจ้งแทงตลอดในไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ตามสภาพที่เป็นจริง

ไตรลักษณ์นั้นมีลักษณะเนื่องกันอยู่ ถ้าเห็นชัดแจ้งในอย่างใดแล้ว ก็ย่อมเห็นในอีก ๒ ลักษณะนั้นด้วย

โดย ศาลาธรรม [25 พ.ย. 2558 , 16:03:26 น.] ( IP = 101.51.105.128 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

วิปัสสนาปัญญา หมายถึงปัญญาที่เข้าไปเห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติว่า เป็นเพียงนามรูป อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวแล้วก็ดับไป เป็นอนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ โดยทนอยู่ไม่ได้ และเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนที่จะบังคับได้ ซึ่งเรียกว่าไตรลักษณ์ อันเป็นสภาวะความจริงของนามรูปอยู่ตามธรรมชาติ

วิปัสสนาปัญญามีกิจเห็นแจ้งในสภาวธรรมจนที่สุดสามารถกำจัดความไม่รู้ คืออวิชชาหรือโมหะที่ปิดบังความจริงในสภาวธรรมให้หมดไป การจะเห็นไตรลักษณ์ได้ต้องทำลายเครื่องปิดบัง คือวิปลาสธรรม ๔ เสียก่อน โดยอาศัยมหาสติปัฏฐานเป็นเครื่องทำลายให้เข้าถึงความจริงนั้น

วิปัสสนาปัญญาหรือเรียกอีกอย่างว่า ภาวนามยปัญญาบังเกิดขึ้นได้ ก็โดยอาศัยสุตามยปัญญาที่ได้สดับตรับฟังศึกษามาก่อน อันจะเกิดปัญญาจากการฟัง แล้วนำเอาข้อที่ได้สดับตรับฟัง ศึกษานั้นมาพิจารณาใคร่ครวญพินิจพิเคราะห์ตามเหตุผล เกิดปัญญาความรู้ความเข้าใจถูกต้องขึ้นเรียกว่า จินตามยปัญญา และเนื่องด้วยจินตามยปัญญานี้เป็นปัจจัยให้มีการกระทำที่ถูกต้องขึ้น จนเกิดภาวนามยปัญญาหรือวิปัสสนาปัญญา จึงเห็นได้ว่าปัญญาทั้ง ๓ นี้เป็นปัจจัยต่อเนื่องกัน

วิปัสสนาปัญญาเกิดมีขึ้นได้ มิใช่อาศัยเฉพาะความเพียรหรือสมาธิ หรือความต้องการที่จะรู้เห็นแต่อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเอกเทศไม่ หากขึ้นอยู่กับปัญญาความรู้ความเข้าใจเป็นสาระสำคัญ ผู้ปฏิบัติจึงจะต้องระวังจิตมิให้ตกไปในทางยินดีหรือยินร้าย หรืออุเบกขา หากแต่จะต้องรู้เท่าทันยินดียินร้ายและอุเบกขา เอาสติกำหนดอยู่ในอารมณ์ปัจจุบัน มีมนสิการในใจโดยแยบคาย ความรู้ความเข้าใจ คือวิปัสสนาปัญญาจึงจะเกิดขึ้น

โดย ศาลาธรรม [25 พ.ย. 2558 , 16:04:01 น.] ( IP = 101.51.105.128 : : )


  สลักธรรม 2

สาระสำคัญของการเจริญวิปัสสนามีว่า เอานามรูปเป็นอารมณ์ (คือตัวกรรมฐาน) มีสติสัมปชัญญะ (ความเพ่งเล็งสังเกตโดยละเอียด) เป็นผู้ทำกรรมฐาน กำหนดอยู่ที่อารมณ์ของนามรูปในขณะที่มีการกระทบเป็นปัจจุบัน

เช่น เสียงกระทบโสตปสาท เกิดการได้ยิน ให้มีสติสัมปชัญญะกำหนดที่การได้ยิน คือ โสตวิญญาณอันเป็นนามในขณะที่เป็นปัจจุบันนั้น อย่างไรก็ดี การเจริญวิปัสสนาจำต้องอาศัย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาเป็นคุณธรรมประกอบร่วมด้วย

สติปัฏฐาน คือการมีสติกำหนดตั้งอยู่ที่กาย เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

มีสติกำหนดตั้งอยู่ที่เวทนา การเสวยอารมณ์ สุข ทุกข์ อุเบกขา เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

มีสติกำหนดตั้งอยู่ที่อาการเป็นไปของจิต เรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

และมีสติกำหนดตั้งอยู่ที่ธรรม คือสภาวะอันมิใช่สัตว์มิใช่ชีวิต เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ทั้งหมดนี้ได้แก่การ มีสติสัมปชัญญะกำหนดตั้งอยู่ที่นามรูปนั่นเอง นามรูปนามนี้ก็คือขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ฯลฯ

โดย ศาลาธรรม [25 พ.ย. 2558 , 16:04:24 น.] ( IP = 101.51.105.128 : : )


  สลักธรรม 3

เมื่อมีสติกำหนดอยู่ที่นามรูปจะเกิดปัญญาทำลายวิปลาสธรรม ๗ ที่สำคัญผิดเห็นเป็น สวยงาม สุขสบาย เที่ยงคงทน และอัตตาตัวตนนั้นเสียได้ การกำหนดนี้ต้องให้มีสติติดต่อสืบเนื่องกันตลอดไปเป็นลูกโซ่ อย่าเผลอปล่อยให้สติขาดลงได้ ครั้งใดที่ขาดสติ โมหะความหลงจะเข้าแทนที่ นั่นหมายถึงอภิชฌา ความยินดีพอใจ หรือโทมนัสความยินร้ายขุ่นใจเนื่องจากตัณหา มานะ ทิฏฐิ จะเข้าปรุงแต่งจิตให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริง

เมื่อได้เอาสติกำหนดในอารมณ์ใดอยู่ต่อมามีอารมณ์อื่นเกิดขึ้น ปรากฏเด่นชัด ก็ให้เอาสติตามไปกำหนดดูอารมณ์ใหม่ที่เด่นชัดนั้น เช่นชั้นแรกกำหนอยู่ที่อิริยาบถนั่ง ต่อมาเกิดเมื่อยเด่นชัดขึ้น ก็ให้เอาสติไปกำหนดดู เมื่อยนั้นเป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือจิตเกิดฟุ้งซ่านเด่นชัด ก็ให้เอาสติไปกำหนดดูที่จิตฟุ้งซ่านนั้น เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดังนี้ต้องพยายามให้สติกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้สติเว้นว่างจากอารมณ์ที่จะกำหนด

นามรูปมีไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นสภาพความจริงประจำอยู่ตามปกติ ใครจะเห็นหรือไม่เห็นก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่วิปริตแปรผันเป็นอย่างอื่น

นามรูป คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาท ๑๒ โดยเมื่อแยกธรรมดังกล่าวนี้ออกไปตามสภาวะ ก็จะได้เพียงนามกับรูปเท่านั้นหามีอย่างอื่นไม่

นามรูปเป็นแต่ปรมัตถสภาวะ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวิต ท่านจึงให้ใช้นามรูปอันเป็นสภาวะความจริง เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา

จุดหมายของวิปัสสนาก็เพื่อให้เกิดปัญญา เห็นนามรูปตามสภาวะความเป็นจริงอันไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เพื่อดูสมมติบัญญัติอันประกอบด้วยการปรุงแต่ง

ฉะนั้นการนั่งบริกรรมหลับตาเห็นนรกสวรรค์ เห็นปีศาจญาติพี่น้อง เทวดาและนิมิตต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นสมมติบัญญัติ จึงไม่ใช่วิปัสสนากรรมฐาน

โดย ศาลาธรรม [25 พ.ย. 2558 , 16:04:43 น.] ( IP = 101.51.105.128 : : )


  สลักธรรม 4

ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาต้องมีความเข้าใจนามรูปดี เพราะจะต้องเอาสติกำหนดเพ่งที่นามรูป ด้วยความประสงค์เพื่อเห็นนามรูปตามความเป็นจริง ถ้าไม่มีความเข้าใจดีแล้วจะเพ่งไม่ถูกและวิปัสสนาปัญญาจะไม่เกิด ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจปริยัติบ้างโดย ศึกษาให้มีความเข้าใจในนามรูป ให้รู้ถึงที่เกิดของนามรูป และที่ที่จะเอาสติกำหนด จึงจะมนสิการได้ถูกต้อง

การศึกษาจึงเป็นส่วนสำคัญในเบื้องต้นประการหนึ่ง เช่น ขณะการเห็นเกิดขึ้นก็รู้ว่ารูปารมณ์กับจักขุปสาทเป็นรูป และจิตมารับกระทบ เมื่อกระทบกันก็เป็นเหตุให้การเห็น (จักขุวิญญาณ) เกิดขึ้นเป็นนาม ต้องเอาสติสัมปชัญญะกำหนดตรงกระทบ เพื่อให้เห็นปรากฏการณ์ตามความเป็นจริง และระวังป้องกันตัณหา มานะ ทิฏฐิมิให้เข้าแอบแฝงชักจูงจิต คือการเห็นนั้นให้รู้สึกเห็นผิดไปจากความจริง

การกำหนดดูนามรูปในขณะปฏิบัติไม่จำต้องดูถึงรายละเอียดของนามรูปตามที่ได้ศึกษา ให้รู้จักเพียงนามรูปตามสภาวะก่อน และอาศัยอะไรเป็นปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป

การดูนามรูปหมายถึงดูสภาวะความจริงตามลักษณะของนามรูป ไม่ใช่ตัวนามตัวรูปอันเป็นสมมติ กล่าวคือกำหนดรู้ว่านี่เป็นนามนี่เป็นรูปไม่ได้

ขณะที่ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสถูกต้อง และคิดนึกในใจ ก็ให้เอาสติกำหนดนามรูปตรงที่กระทบดังกล่าว และให้รู้อยู่แต่เพียงสภาวะของนามรูป คือรู้แต่เพียงสักว่าได้ยินเฉยๆ รู้กลิ่นเฉยๆ รู้รสเฉยๆ ฯลฯ อย่าให้รู้เลยไปถึงสมมติบัญญัติว่าดีหรือไม่ดีอันผิดไปจากสภาวะความจริงในขณะนั้น

โดย ศาลาธรรม [25 พ.ย. 2558 , 16:05:04 น.] ( IP = 101.51.105.128 : : )


  สลักธรรม 5

อนึ่ง การที่ให้มีสติกำหนดอยู่ที่นามหรือรูปนั้นมีข้อสำคัญควรทราบคือ การทำวิปัสสนากรรมฐาน ก็เพื่อจะทำลายวิปลาสธรรม อันเป็นความเห็น ความจำ หรือความเข้าใจที่ผิดจากสภาวะความจริง ซึ่งได้แก่ตัณหา มานะ ทิฎฐิ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาว่า ตัณหา มานะ ทิฏฐิ เกิดขึ้นที่ตรงรูปหรือนาม แล้วก็เอาสติไปกำหนดที่ตรงนั้นเพื่อสกัดกั้นมิให้ตัณหา มานะ ทิฏฐิเกิด

ถ้ากำหนดไม่ถูกที่แม้จะเป็นปรมัตถสภาวะ วิปัสสนาปัญญาก็ไม่เกิด จะเกิดก็แต่สมถะ เช่นการได้ยินเกิดขึ้น ก็ให้เอาสติกำหนดที่การ ได้ยิน (โสตวิญญาณ) อันเป็นนาม เพราะการได้ยินยอมก่อให้เกิดตัณหา มานะ ทิฏฐิ สติจะได้สกัดกั้นกิเลสตัณหาไว้

แต่ถ้าเอาสติไปกำหนดที่ เสียง ซึ่งเป็นรูป และเป็นอายตนะภายนอก ก็จะได้แต่เพียงสมถะ เพราะเสียงไม่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ เกิดอยู่ในตัวแต่ประการใด แม้จะเห็นว่าเสียงนั้น ไม่เที่ยงเกิดขึ้นและดับไปก็ดี ก็เป็นแต่ความจริงของปรากฏการณ์ตามธรรมชาติภายนอกอย่างหนึ่งเท่านั้น ยังหาเพียงพอจะนำมาพิจารณาทำลายล้างกิเลสตัณหาให้หมดไปได้ไม่

สติสัมปชัญญะ เป็นผู้ทำกรรมฐานโดยมีความเพ่งเล็งสังเกตโดยละเอียดนั้น หมายความว่า ให้มีจิตกำหนดรู้อยู่เสมอว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

เช่น การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การยืน การเดิน ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเรื่องนาม (จิต) กับรูปอาศัยซึ่งกันและกันเป็นไปอยู่ หาใช่บุคคลตัวตนเราเขาเป็นผู้เห็น เป็นผู้ได้ยิน เป็นผู้ได้กลิ่น เป็นผู้ยืน เป็นผู้เดิน ฯลฯ แต่ประการใดไม่

การเห็นเกิดขึ้นก็เพราะรูปกระทบกับจักขุปสาทเกิดจักขุวิญญาณคือการเห็น หรือการเดินเกิดขึ้นก็เพราะนาม (จิต) ต้องการเดิน จิตตชวาโยธาตุก็ก่อพลังให้แก่รูป และมีการเดินเกิดขึ้น กล่าวคือ อารมณ์ + วัตถุ + วิญญาณ ประชุมพร้อมกันเข้าคราวใดก็ต้องมีปรากฏการณ์เกิดขึ้น มิได้เกิดขึ้นจากบุคคลเราเขา ผู้ใดกระทำแต่ประการใดไม่

ดังนั้นขณะเมื่อสติกำหนดเพ่งอยู่ที่นามรูป ก็ให้ทำความรู้สึกอยู่ว่า (ทำครั้งแรกๆ ความจริงดูอยู่เฉยๆ แต่ตั้งเจตนาให้ถูกเท่านั้น) ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา เป็นเพียงนามรูปเกิดขึ้นเป็นไปตามปัจจัย อย่าได้เอาตัวตนเราเขาเข้าไปปะปน เพราะความจริงนามรูปที่ปรากฏอยู่นั้นก็เป็นเพียงสภาวะ ทั้งนี้จะได้ถอนสักกายทิฏฐิที่ว่าเป็นตัวตนเราเขานั้น ให้ออกไปเสียจากความเข้าใจผิด สติสัมปชัญญะต้องกำหนดเพ่งอยู่ที่ปรมัตถสภาวะอย่างแต่อย่างเดียว หาใช่กำหนดเพ่งที่สมมติบัญญัติไม่



ขอนุโมทนากับคุณนวลพรรณ รามวณิช ผู้บันทึกข้อมูล

โดย ศาลาธรรม [25 พ.ย. 2558 , 16:05:24 น.] ( IP = 101.51.105.128 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org