มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ชีวิต




เรื่อง ชีวิต




สวัสดีค่ะ คำว่า “ชีวิต” เป็นสิ่งที่น่าศึกษาและทำความรู้และความเข้าใจให้เกิดขึ้น เพื่อจะได้เกิดปัญญาเป็นบารมีธรรมอันจะทำให้ชีวิตนั้นสามารถดำเนินไปได้ถูก และสามารถใช้ชีวิตไปถูกต้องตรงต่อหลักธรรมเพื่อจะนำชีวิตนั้นให้หลุดรอดพ้นไปจากวัฏสงสาร

คำว่า “ชีวิต” นี้ คือความเป็นอยู่ของสัตว์ทั้งหลาย ถ้าจะเจาะลึกลงไปก็จะกล่าวได้ว่า ชีวิตก็คือความเป็นอยู่ของร่างกายและจิตใจ

ในพุทธศาสนาเรียกว่า ความเป็นอยู่ของนามรูป เมื่อว่าโดยสภาวธรรม ก็คือตัวการที่รักษานามรูปให้เป็นอยู่ได้ ก็ได้แก่ ชีวิตินทรีย์เจตสิก เป็นผู้รักษานามธรรมให้เป็นอยู่ได้ และรูปชีวิตินทรีย์เป็นผู้รักษารูปที่เกิดจากกรรม อันเป็นฐานของรูปธรรมทั้งหลายให้เป็นอยู่ได้

ทั้งชีวิตินทรีย์เจตสิกและรูปชีวิตินทรีย์ ทั้งสองอย่างนี้ มีกรรมเป็นผู้สร้างขึ้นมา เพื่อเป็นการรักษานามธรรมและรูปอื่นๆ ที่เป็นผลของกรรมด้วยกัน

ฉะนั้น เมื่อถามว่าชีวิตเกิดมาจากไหน? คำตอบก็ตอบได้ทันทีเลยว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้นั้นเนื่องจากกรรม ใครเคยทำกรรมดีไว้ ย่อมได้เกิดดีในคติที่ดี ใครทำกรรมชั่วไว้ ย่อมไปเกิดในคติที่ไม่ดี เหลือแต่ความทุกข์

และถ้าเผื่อจะถามว่าแล้วใครล่ะใช้ให้ไปทำกรรมเหล่านั้น ? ใครเป็นผู้ทำให้สัตว์ทั้งหลายทำกรรมเหล่านั้นออกมา ? สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตอบไว้ในปฏิจจสมุปบาทว่า กิเลสเป็นเหตุให้กระทำกรรม

ฉะนั้น กล่าวได้ว่า กิเลสเป็นผู้ก่อชีวิตของสัตว์ทั้งหลายให้เกิดมาในโลกนั่นเอง ซึ่งตรงกับอริยสัจจ์ที่ตรัสว่า กิเลสเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ รูปนามขันธ์ห้าของสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง ดังนั้น กิเลสเป็นผู้สร้างสัตว์ทั้งหลายให้เกิดขึ้นในโลก ไม่มีใครสร้างไม่มีใครดลบันดาล

โดย บุษกร เมธางกูร [14 ธ.ค. 2558 , 09:54:51 น.] ( IP = 171.96.177.72 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ชีวิตเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะเป็นอยู่ได้อย่างไร?

คราวนี้มาพิจารณาเฉพาะชีวิตของคนเรา เท่าที่พอจะสังเกตมองเห็นได้ ก็จะกล่าวได้ว่า ชีวิตนั้นเป็นอยู่ได้ด้วยลมหายใจเข้าลมหายใจออก อยู่ได้ด้วยอิริยาบถน้อยใหญ่ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย อยู่ได้ด้วยความร้อน อยู่ได้ด้วยความเย็น และอยู่ได้ด้วยอาหารทั้งคาวทั้งหวานที่แต่ละคนหรือสัตว์แต่ละชีวิตรับประทานเข้าไปอยู่ทุกวัน

นี่เป็นการกล่าวถึงความเป็นอยู่ของชีวิตในด้านรูปกายเท่านั้นยังไม่ได้พูดถึงความเป็นอยู่ของด้านจิตใจ

และเมื่อสงเคราะห์ความเป็นอยู่ของชีวิตทางด้านพุทธศาสนาแล้ว ชีวิตเป็นอยู่ได้ด้วยอำนาจของกรรม จิต อุตุ อาหาร เป็นการบำรุงรักษาไว้ ทางด้านจิตใจเป็นอยู่ได้ด้วยกรรม โดยมีภวังคจิตซึ่งเป็นผลของกรรมเป็นผู้ตามรักษา

ส่วนทางด้านรูปกาย เป็นอยู่ได้ทั้งกรรม ทั้งจิต ทั้งอุตุ และอาหารเป็นผู้บำรุงรักษาไว้ ถ้ารูปกายต้องเจ็บป่วยไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน โรคนั้นก็มีกรรมเป็นเหตุ จะไม่สามารถเยียวยารักษาไว้ได้ แต่ถ้าเผื่อโรคนั้นเกิดจากจิต อุตุ หรือ อาหาร ก็จะพอรักษาได้

ความเป็นอยู่ของเรา จึงต้องเพียรพยายามรักษาสุขภาพกาย สุขภาพจิตไว้ให้ดี ด้วยเหตุนี้เองพระพุทธองค์จึงตรัสว่าชีวิตเป็นทุกข์ตลอดไป ตั้งแต่เกิดจนตายไป ชีวิตจึงเป็นอยู่ได้ด้วยการแก้ทุกข์ไปตลอดเวลานั่นเอง.

โดย บุษกร เมธางกูร [14 ธ.ค. 2558 , 09:56:15 น.] ( IP = 171.96.177.72 : : )


  สลักธรรม 2

ฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ เราอยู่ทำไม เราจะอยู่กันทำไม?

พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ชีวิตของคนเราอยู่เพื่อการแสวงหา และการแสวงหาของชีวิตนั้น จึงแยกออกเป็นสามประการ

๑. แสวงหากาม คือ การแสวงหา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข การแสวงหาเกียรติก็อยู่ในการแสวงหากาม ก็คือสรรเสริญ ก็เช่นเดียวกัน

๒. แสวงหาภพ การแสวงหาความสุข ด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เพื่อหวังจะมีผลดี ได้รับความสุขในภพหน้าชาติหน้า ก็เรียกว่าแสวงหาภพ ก็จัดอยู่ในการแสวงหาอยู่นั่นเอง

๓. แสวงหาความพ้นทุกข์ เป็นการแสวงหาตามวิธีการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือแสวงหาความพ้นทุกข์ได้ด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงชี้ชัดเจนว่าชีวิตเราต้องอยู่เพื่อสร้างปัญญาแสวงหาความพ้นทุกข์ ปัญญาพระพุทธองค์ทรงชี้ให้สร้างนั้น ได้แก่ สัจจะปฏิเวคญาณ ก็คือปัญญาที่จะต้องรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจสี่ อย่างน้อยก็ต้องเป็นสัญญารู้จักนามรูป เพราะตัวนามรูปเป็นตัวทุกขสัจจะที่จะใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญมรรค หรือในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้

โดย บุษกร เมธางกูร [14 ธ.ค. 2558 , 09:57:43 น.] ( IP = 171.96.177.72 : : )


  สลักธรรม 3

เรามาดูกันว่าทำไมชีวิตเราต้องมีการตาย ? พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า สัพเพ สังขาระ อนิจจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

รูปนามขันธ์ห้า ที่เรียกว่าสังขารธรรม เป็นธรรมที่เกิดขึ้นได้โดยอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เหตุปัจจัยนั้นก็ได้แก่กรรม จิต อุตุ อาหาร เมื่อหมดเหตุปัจจัย ก็ดับไปเป็นของธรรมดา ไม่มีใครสักคนเดียวที่จะสามารถบังคับบัญชาได้ตามความปรารถนา



ด้วยเหตุนี้ชีวิตจึงต้องมีความตาย ตายเพราะสิ้นอายุบ้าง ตายเพราะสิ้นทั้งกรรมทั้งอายุบ้าง หรือต้องสิ้นไปหรือตายไปด้วยประสบอุบัติเหตุ เรียกว่า ไม่พ้นอำนาจของกรรมไปได้เช่นกัน

ส่วนชีวิตภายหลังความตาย หรือตายแล้วจะไปไหน พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงไว้ชัดเจนว่า อยู่ที่กรรมจัดแจง ถ้ากิเลสเป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรม ผลของกรรมคือวิบาก ได้แก่ รูปนามขันธ์ห้าของสัตว์ทั้งหลายก็จะเกิดขึ้นใหม่ในภพต่อไปแน่ๆ ส่วนผู้ที่หมดสิ้นจากกิเลสเป็นพระอรหันต์ ก็จะพ้นจากกรรมนั้นอย่างแน่นอน

ในคติทางพุทธศาสนาจึงชี้ให้เห็นว่าการเกิดของสัตว์ทั้งหลายเป็นเรื่องธรรมดา และการพ้นจากการเกิดหรือตายหรือไม่เกิดแล้ว เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ จะมีได้ในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกเท่านั้น นอกจากพระปัจเจกพุทธเจ้า



ฉะนั้น เรามาพึงสังวรว่าชีวิตของคนเรานี้เต็มไปด้วยปัญหาคือความทุกข์ ที่จะต้องแก้ไขทุกข์อยู่ทุกวินาที ตั้งแต่ตื่นนอน หรือตอนเช้าจนถึงเข้านอน แม้เข้านอนแล้วแต่ท่านก็ยังนอนไม่หลับ ก็เป็นปัญหาที่จะต้องตามมาให้แก้ไขกันต่อไป ถ้าแก้ไขด้วยตนเองไม่ได้ก็ต้องไปหาหมอ ให้หมอช่วยเยียวยา บางทีหมอเองก็หมดปัญญาที่จะแก้ไข ผลสุดท้ายชีวิตก็ต้องตายลง

ปัญหาชีวิตเหล่านี้จะมีใครที่เป็นผู้ก่อขึ้นมาก็ได้แก่อวิชชา และตัณหา อันเป็นตัวกิเลสนั่นเอง ที่เราจะต้องรับใช้อยู่ตลอดเวลา เป็นผู้สร้างปัญหาให้กับชีวิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

โดย บุษกร เมธางกูร [14 ธ.ค. 2558 , 09:58:58 น.] ( IP = 171.96.177.72 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านทั้งหลายพอจะมองเห็นปัญหาว่าเรามีชีวิตอยู่กันไปทำไมในโลก? ก็มีชีวิตอยู่เพื่อละกิเลสหรือเพื่อทำปัญญาให้เกิดขึ้น จึงจะเรียกว่ามีกำไรชีวิต แต่การที่จะละกิเลสให้เด็ดขาดนั้น ต้องละที่ตัวอวิชชาซึ่งเป็นหัวหน้าของกิเลสทั้งหลาย แล้วจะละตัวอวิชชาได้ด้วยวิธีใด? ก็ด้วยการทำปัญญาหรือวิชชาให้เกิดขึ้น จะทำปัญญาหรือวิชชาให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ก็ด้วยการศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงค้นคว้ามาและนำมาให้เราได้เล่าเรียนด้วยความมีศรัทธา

ฉะนั้น การทำวิชชาหรือการทำปัญญาให้เกิดขึ้นนั้นจึงมีอยู่ในพระพุทธศาสนา เป็นธุระในพุทธศาสนา คือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ จะต้องมีทั้งสองอย่างสม่ำเสมอกัน

คันถธุระนั้น เราจะเรียนอะไรจึงจะถึงจุดจบในพระพุทธศาสนาได้ ก็จะต้องเรียนสภาวธรรมตามความเป็นจริง ก็คือปรมัตธรรมนั่นเอง เพราะพระอภิธรรมเป็นหลักการสอนที่ทำให้เข้าถึงสภาวธรรมคือนามรูปที่จะนำไปปฏิบัติวิปัสสนาได้

คัมภีร์ในพุทธศาสนานั้น ในพระวินัย ในพระสูตร ถ้าพระพุทธองค์ทรงยังทรงพระชนมชีพอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็คงจะบัญญัติสิกขาทางพระวินัยเพิ่มขึ้นไปอีกมากมาย หรือพระสูตรก็เช่นเดียวกัน คงจะมีเรื่องเล่าอีกมากมาย มาเป็นตำนานเล่าขานไปอีกมากมายเลย

แต่สำหรับพระอภิธรรมนั้น ถ้าศึกษาให้เข้าใจถึงสภาวธรรมก็จะสามารถนำไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องมีการสอนเพิ่มเติมอะไรอีกแล้ว เพราะว่าเป็นการเรียนที่จบลงไปได้เพราะสภาวธรรมนั้น หรือปรมัตถธรรมนั้นเป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน ไม่วิปริตผันแปร ด้วยกาลเวลาใดๆ

ฉะนั้น จึงอยากจะเชิญท่านทั้งหลายสนใจเรื่องราวของชีวิตและอุทิศเวลาสร้างศรัทธาเพื่อที่จะได้เกิดปัญญาบารมีวางชีวิตนั้นพ้นจากกองอาสวะกิเลสเปลี่ยนกิเลสให้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยไว ด้วยความปรารถนาดี สวัสดีค่ะ


โดย บุษกร เมธางกูร [14 ธ.ค. 2558 , 10:00:36 น.] ( IP = 171.96.177.72 : : )


  สลักธรรม 5

อ่านดูและพิจรณาตามไปด้วยรู้สึกได้ชัดว่า ใจสลดเลยครับ เพราะไม่มีอะไรให้ยึดถือได้อย่างจริงแท้เลย ทุกอย่างล้วนเป็นวงจรของ กรรม กับ กิเลส ทั้งนั้น



และคำว่า ชีวิต คำนี้เป็นคำสั้นๆ แต่มากไปด้วยปัญหาสารพัด ไม่ต้องไปมองปัญหานอกตัว แค่จิตใจเราเองนี้ละครับ รักษาได้ยากมาก หรือจะพูดได้ว่ารักษาให้สงบไม่ฟุ้งซ่าน ไม่หงุดหงิดรำคาญ ไม่ได้เลย จึงทำให้เกิดปัญหาชีวิตตามมา ที่เรียกกันว่าเป็นโรคเคลียด นั่นเอง

วัฏฏจักรแห่งชีวิต ที่ฝังรากไว้ด้วย อวิชชา คือ ความไม่รู้ และตัณหา คือความทะยานอยาก นี้เอง ซึ่งเป็นตัวการทำร้ายชีวิตสัตวโลกให้จมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งทุกข์อย่างแท้จริง

ขออนุโมทนากับ อ.บุษกร ที่นำเสนอเรื่องชีวิต เพื่อให้เราท่านเปลี่ยนทัศนะ ที่เคยหลงผิดว่าชีวิตนั้นดี มีความสุข มาสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักชีวิต ตามคำสอนของพระพุทธองค์ เพื่อปลุกศรัทธาให้เกิดการเร่งหาความรู้ ในการเดินออกจากวงจรแห่งกรรมและกิเลส สาธุครับผม.

โดย เทพธรรม [14 ธ.ค. 2558 , 10:01:54 น.] ( IP = 171.96.177.72 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org