มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สวัสดีปีใหม่..จากหลวงพ่อ




ความสุขในเกลียวคลื่น


ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ซึ่งจะมีกันอยู่ทุกๆ ปี เราต่างมีความชื่นชมยินดีกับปีใหม่ แต่สิ่งที่เรามีอยู่แล้ว คือ กิน ยืน เดิน นอน ขับถ่าย เพ้อเจ้อ นินทา โกรธ เกลียด รัก ชอบ ชัง ไม่ว่าวันนี้วันหน้า ปีนี้ปีหน้า ก็เป็นอยู่อย่างนี้ ไม่มีอะไรเลยที่เป็นมงคล ไม่ว่าเราจะไปขอให้ใครให้พร หรือไปรับน้ำมนต์จากใคร ก็ไม่ประเสริฐเท่ากับการตั้งกาย วาจา ใจตนให้สุจริต เพราะความสุจริตจะทำให้ดำรงชีวิตอันสถาพรในพุทธศักราชใหม่ได้

พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแจกแจงความเป็นไปของชีวิตว่า ตั้งแต่เกิดขึ้นมาจนกระทั่งตายลงไปนั้น ทุกชีวิตต้องผ่านพบความทุกข์ต่างๆ เปรียบประดุจมรสุมของชีวิตอยู่ตลอดเวลา เหมือนกันว่าต้องแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นมรสุมของชีวิต โดยไม่รู้ว่าวันใดจึงจะพ้นไปจากแรงซัดสาดของคลื่นอันทารุณแสนสาหัสนั้น

มรสุมของชีวิตนี้แยกออกแล้วมีถึง ๙ ระยะ คือ



๑. ขณะอยู่ในครรภ์มารดา

๒. ขณะเป็นทารกแบเบาะ

๓. ขณะเป็นเด็กเล็กๆ

๔. ตอนเป็นวัยรุ่น

๕. ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว

๖. ตอนอยู่ในวัยกลางคน

๗. ตอนอยู่ในวัยชรา

๘. ตอนเจ็บป่วย

๙. ผจญชีวิตกับความตาย

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:17:34 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ทุกชีวิตที่เกิดมาต้องผจญกับคลื่นชีวิต สุดแต่ว่าจะมากหรือน้อยต่างกัน บางคนทำกรรมชั่วมาหนักก็ต้องผจญชีวิตมาก บางคนทำบาปมาน้อยก็มีมรสุมน้อย แต่ไม่มีใครสักคนเดียวเกิดมาโดยไม่พ่วงเอาทุกข์ติดตามมา ต้องมีทั้งนั้น จะมากจะน้อยต่างกันเท่านั้นเอง บุคคลที่ตั้งตนเองอยู่ในความไม่ประมาทจึงจำเป็นต้องเพียรพยายามหาวิธีป้องกันมิให้ชีวิตของตนเองต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตต่อไป แม้จะยังต้องเผชิญอยู่ก็หาวิธีเตรียมตัวเตรียมใจอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่โง่ๆ บุคคลที่ตั้งตนเองอยู่ในความไม่ประมาทเช่นนี้ย่อมเป็นผู้ฝึกฝนตนเองให้มีแสงสว่างคือปัญญา เพื่อจะขจัดความมืดบอดของชีวิตคือโมหะออกไป ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า “ผู้ไม่มีปัญญาเวลาสุขก็มัวเมา เวลาเศร้าก็มืดมน ส่วนผู้ที่มีปัญญาเวลาสุขก็ไม่มัวเมา เวลาเศร้าก็ไม่มืดมน”

เราก็นำคำที่พระพุทธองค์ทรงบอกความจริงของชีวิตแต่ละคนมาตั้งคำถาม ถามตนเองดูว่าพอเวลามีความสุขเกิดขึ้นนี่เรามีไหม ยิ้ม ตอบในใจ มี ยิ้มหนักเข้า หัวเราะ มีไหม มี ชื่นใจไหม ชื่นใจ แสดงว่ายังมัวเมาอยู่ เวลาเศร้านี่กลุ้มไหม กลุ้ม อึดอัดไหม อัดอัด แสดงว่ายังมืดมนอยู่

พระไตรปิฎกมีอยู่ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระพุทธองค์ทรงสอนมากเพราะอะไร ก็เพราะจริตแต่ละคนต่างกัน บางคนสงสัยตรงนี้ บางคนสงสัยตรงโน้น พระพุทธองค์ทรงรู้อัธยาศัยอันอ่อนแก่หย่อนตึงของเวไนยสัตว์จึงทรงสอนทุกอย่าง บ้างก็สอนหลักนี้ บ้างก็สอนหลักโน้น เช่น สอนหลักนี้แล้ว พราหมณ์ผู้นี้ยังมีความสงสัยอยู่ พระพุทธองค์ก็ทรงเทศน์อีกแบบหนึ่ง พระอานนท์เป็นผู้มีความจำเป็นเลิศ ประกอบกับอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาก็จำ แล้วประมวลมาจนเป็นอรรถกถา อธิบายออกมาเป็นพระธรรมคำสั่งสอนจนทุกวันนี้ก็เพราะว่านานาจิตตัง แต่พระพุทธองค์มีจิตอันตั้งมั่นที่จะให้เวไนยสัตว์ยอมรับความจริงอันประเสริฐ จึงเกิดการสอนหลายๆ แบบ ที่จริงแล้วคือเรื่องราวของชีวิต ให้ยอมรับว่าในชีวิตเรามีจริงแท้และจริงเทียม จริงแท้ก็คือที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ จริงเทียมก็คือสิ่งที่เรารู้กันอยู่ทุกวันนี้

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:19:27 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )


  สลักธรรม 2

คำสอนของพระพุทธองค์มีมากมาย แต่คำสั่งมีเพียงสามคือ ให้ละความชั่วทางกาย วาจา ใจ ให้ประพฤติความดีทางกาย วาจา ใจ และให้ทำจิตใจหนีจากมลทินให้หมดจดจากกิเลสนั่นเอง แต่ทุกวันนี้ ยุคนี้ พุทธศาสนิกชนไม่ได้สนใจคำสั่ง ๓ ประการของพระพุทธองค์ ไม่ได้เอามาจ้ำจี้จ้ำไชถกเถียงกันเลย แต่เอาคำสอนมาถกเถียงกัน พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ อันนี้ไม่ใช่พุทธพจน์ ทำไมไม่สนใจคำสั่งของพระพุทธองค์ ถ้าเรายอมรับคำสั่งมาดำรงชีวิตด้วยการยอมสยบในคำสอน สยบเพราะอะไร มีเหตุผลเถียงท่านไม่ขึ้น เราได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง เมื่อท่านชี้ว่านี่ทางมรรคผล เราจึงเดินตามโดยศิโรราบ แต่ทุกวันนี้เราไม่ได้เดินตาม เราไปพยายามเถียงตามเถียงตามอะไร ตามอดีต เถียงกับอดีต อดีตอันเป็นอดีตกาลของพระพุทธองค์ การผจญชีวิตจึงมีอยู่ไม่มีวันสิ้นสุด เราต้องแก้ไขที่เรา

กระแสชีวิตของคนเราในชาติหนึ่งๆ เริ่มต้นขึ้นเมื่อชีวิตได้อุบัติในครรภ์มารดาอันต้องประกอบไปด้วยเหตุปัจจัย คือ

- สตรีมีระดูงาม
- มีการผสมระหว่างเซลล์สืบพันธุ์ของบิดาและมารดา
- มีจิตมาปฏิสนธิ


เมื่ออุบัติขึ้นในครรภ์มารดาแล้วจากนั้นก็คลอดออกมาเป็นทารกแบเบาะ เป็นเด็ก เป็นหนุ่มสาว อยู่ในวัยกลางคน แก่เฒ่าชรา และตายไปในที่สุด จากเบาะสู่โลง จากโลงสู่เบาะ แค่นี้ จากเบาะนิ่มๆ สู่โลงแข็งๆ จากอ้อมอกแม่ไปสู่อ้อมอกเตาไฟ ชีวิตดูแล้วมันน่าเกิดที่ไหน

ชีวิตของเราทุกคนตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดา ต้องผจญอยู่กับความมืดปิดตาย คลุมด้วยความมืดแล้วก็ปิดตายประมาณ ๒๙๐ วัน บางคนยังไม่รู้เลยว่าตนเองอยู่ในครรภ์มารดากี่วัน คนเราไม่เคยถามที่มาของตนเอง ออกจากครรภ์มารดาพอเดินได้ก็ไปแล้ว ไปกับกิเลส

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:20:39 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )


  สลักธรรม 3

ชีวิตเริ่มต้นจากการที่เชื้อของบิดาและไข่ของมารดามาผสมกัน แล้วก็มีสัตว์จุติมาปฏิสนธิ

สภาพในตอนแรกๆ ก็เป็นน้ำใสชนิดหนึ่งเท่านั้นเท่ากับน้ำมันงาหยาดหนึ่งเท่านั้นเอง คือเอาขนของจามรีจิ้มในน้ำมันงาแล้วสลัดเจ็ดครั้ง ต่อมาอีก ๗ วันก็จะมีลักษณะเหมือนฟองน้ำ ต่อมาก็เจริญเหมือนเมือกไข่ อยู่มา ๗ วันก็แน่นเข้าเป็นก้อนไข่ มีสัณฐานดังไข่ไก่ อยู่ได้อีก ๗ วันก็แตกออกเป็น ๕ ปุ่ม ๕ แห่ง เขาเรียกว่าปัญจสาขา คือ ศีรษะหนึ่ง แขนสอง ขาสอง แต่ละคนเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น

ตั้งแต่ตอนนี้ก็เป็นการขยายตัวออกเป็นอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ลูกนัยน์ตาอันเป็นที่ตั้งของประสาทตา มีจมูก มีหู มีลิ้น มีกาย มีประสาทต่างๆ ร่างกายก็ค่อยๆ ดำรงอยู่ได้ด้วยการหล่อเลี้ยงอาหารจากครรภ์มารดา ส่วนต่างๆ ของร่างกายถูกตรึงอยู่ในท่าต่างๆ เช่น ท่านั่งยองๆ ยกมือสองข้างขึ้นค้ำคางไว้ กอดเข่าแน่น นี่แหละ ความรักตัวอุปาทานยึดมั่นเป็นอย่างนี้ หันหลังออกไปข้างพื้นท้องของมารดา แล้วหันหน้าเข้าข้างกระดูกสันหลังของมารดา ดูประหนึ่งวานรที่นั่งอยู่ในโพรงไม้เมื่อฝนตก แต่ละคนนี่คือวานรหนีฝนมากัน ๒๙๐ วัน

จากนั้นพังผืดก็คือรกนั่นเอง ที่ห่อหุ้มร่างกายอยู่มิอาจช่วยให้เหยียดขาออกมาได้ เพราะมันห่อเอาไว้คลุมเอาไว้ ความน่าเกลียดในท้องนี่มันมีหนักหนาเลย ไฟธาตุจากมารดาเผาให้ร้อนเกิดทุกขเวทนาดุจก้อนเนื้อนึ่งอยู่ในหม้อ

ความรู้สึกตอนนั้นนะสำหรับผู้ที่มีอำนาจฌานจะมองแล้วหยั่งความรู้สึก รู้ว่าเด็กในครรภ์มารดาผจญกับคลื่นมรสุมชีวิตอย่างไร ท่านเปรียบว่าประดุจก้อนเนื้ออันนึ่งอยู่ในหม้อ ไม่ว่าจะเป็นคนดี คนจน คนรวย จะประเสริฐ เป็นใครมาจากไหน เมื่อตอนอยู่ในท้องต้องผจญกับความทุกข์เช่นเดียวกันทั้งนั้น

ที่จริงคนเรานี่เวลาร้อนมากๆ ตายไหม ตาย แต่มันมีกรรมพี่เลี้ยงอยู่ มันอุดหนุนให้สามารถทรงสภาวะนั้นได้ แต่ถ้ามีกรรมมาเบียดเบียนแล้วตัดรอน ตายไหม คนเราร้อนจัดตายไหม หนาวจัดตายไหม ตาย ฉะนั้น อำนาจกรรมที่รักษาชีวิตมิให้ตายได้ แต่อำนาจของวิบากกรรมต้องให้ทนต่อทุกขเวทนา ที่นั่งงอก่องอขิงเหมือนลิงหลบฝน แล้วก็มีการเผานึ่ง เนื้อเด็กอ่อนมากแต่ก็แสดงอะไรไม่ได้ จะดิ้นให้กว้างกว่านี้ก็ไม่ได้ ทุกข์ชนิดนี้พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการหยั่งลงสู่ครรภ์มารดา เรียกว่าทุกข์เบื้องแรก ทุกข์จากไออุ่น

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:22:30 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )


  สลักธรรม 4

ถ้ามารดาล้ม หรือมารดาเดินไปมาก็ดี หมุนไปหมุนมาหรือลุกขึ้นนั่ง ยืน เดิน ชีวิตความจำเป็นที่ต้องอยู่ในครรภ์ก็ต้องเสวยทุกขเวทนาหนัก ผู้ที่มีฌานท่านเห็นเลยว่า นั่งอยู่ในท่านี้ก็เหมือนกับเด็กที่กำลังหลับ

จิตนั้นไม่สามารถทำงานอะไรได้มาก รับรู้อะไรไม่ได้ก็อยู่อย่างนี้ พอแม่ลุกขึ้นทีหนึ่งก็สร้างความหวาดผวาสะดุ้งตกใจ เหมือนมีแรงสะเทือนขึ้นมาทั่วสรรพางค์ดุจลูกทรายอ่อนอยู่ในมือนักเลงสุรา หรือดุจงูตัวน้อยอยู่ในมือของหมองู แล้วร่างกายทารกในครรภ์ก็ต้องซัดไปซัดมา กลิ้งไปกลิ้งมาไม่อาจทรงอยู่ได้ ดูแล้วน่าลำบากและน่าเวทนายิ่งนัก

และเมื่อมารดากินของเย็นเข้าไป ทารกก็ต้องเย็นยิ่งนัก และเมื่อมารดากินของเย็นเข้าไป ทารกก็ต้องเย็นยะเยือกสยดสยองตาม เมื่อมารดากินของร้อนเข้าไป พวกน้ำพริกเผ็ดจัดๆ ทารกก็ต้องทุรนทุรายดิ้นรนดุจห่าฝนถ่านเพลิงอันเรี่ยราดรดลงบนศีรษะ ทารกจะมีอาการเจ็บแสบทั่วสรรพางค์กายดุจคนต้องราชอาญา ราชอาญาสมัยก่อนคือแล่เนื้อออกมาทาเกลือ แสบไปหมด แต่ทารกไม่มีโอกาสแสดงออก เพราะอะไร ถูกคุมอยู่ในที่มืดไม่มีโอกาสร้องครวญคราง ทุกขเวทนาอันแสนสาหัสจากการผจญทุกข์ชนิดนี้มีอยู่ทุกรูปทุกนาม ที่นั่งอยู่ที่นี้ (ห้องฟังธรรม) ผ่านมรสุมอันนี้มาแล้วทั้งสิ้น แต่เพราะไม่เห็นทุกข์จึงอยากเกิดกัน

ที่ชอบอธิษฐานกันนักว่า เจ้าประคุ้น ขอให้ชาติหน้าร่ำรวยแต่ซวยอยู่ตั้ง ๒๙๐ วันกว่าจะออกมาจากท้อง

เมื่อตอนทารกออกจากคุกมืด มีลมของมารดาพัด มีการกลับตัว มีเท้าอยู่เบื้องบน มีศีรษะอยู่เบื้องล่าง ตอนนั้นร่างกายของทารกถูกเบียดเสียดเหมือนช้างสารถูกอัดเป็นกระดาษแผ่นเดียว เสวยทุกข์แสนสาหัส มีเสียงร้อง การร้องของเด็กเป็นการแสดงว่าเริ่มหายใจอิสระ ไม่ต้องอาศัยการหายใจของมารดา หายใจนาทีละเท่าไร รู้หรือไม่ ทุกคนที่เคยเป็นเด็กมาหายใจนาทีละกี่ครั้ง เห็นไหม เรื่องตัวเองยังไม่รู้จัก แล้วจะไปรู้จักเรื่องใคร นี่คือทฤษฏี หายใจนาทีละ ๓๒ ครั้ง ระบบ การหายใจตอนนี้ต้องอาศัยจิตช่วย

ดังนั้น ภายหลังการคลอดออกมานี่งานก็มีมากขึ้น ต้องร้องไห้ ต้องหายใจ อาจเพิ่มนาทีเป็น ๑๐๐ ครั้ง ต้องมีการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ๔ – ๕ ครั้ง โดยปกติแล้วก็ถ่ายปัสสาวะประมาณ ๑๘ – ๒๐ ครั้ง ส่วนมากแม่ก็ไม่รู้ ตัวเราก็ไม่รู้ แม่ได้แต่นั่งซักผ้าอ้อมบ่นไปแต่ไม่รู้หรอกว่าซักผ้าอ้อมไปกี่ผืน สมัยนี้พวกมักง่ายใช้ผ้าอ้อมพิเศษใช้แล้วโยนทิ้ง การกระทำของร่างกายเหล่านี้ต้องอาศัยจิตของทารกช่วยทั้งนั้น ตรงนี้จะเน้นให้เห็นว่า จิตเริ่มทำงานตั้งแต่เกิด นอนหลับจิตก็ยังต้องทำงาน ฉะนั้น ใครที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตสงสารเถอะ จิตใจ มันบอกช้ำมาตั้งแต่เด็กแล้ว

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:24:32 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )


  สลักธรรม 5

วัยทารก พอออกมาได้รับการประคบประหงมจากมารดาก็เกิดความรู้สึกที่ได้ไออุ่น ได้ความทะนุถนอมก็เริ่มเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง คราวนี้แหละ ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ กระตุ้นเหตุ โลภะมาแล้ว ได้กอดใช่ไหม ใครสอนให้เด็กเป็นคนโลภ มันมีของเก่าแต่มันยังไม่ถูกปลุก พออุ้มขึ้นมากอดให้นมดูดพอดึงออกเอาน้ำใส่ก็บ้วนทิ้ง ใครสอนให้เด็กรู้จักเลือก ใครสอน พ่อแม่คนไหนที่อยากได้ลูกมีโลภะ มีไหม ไม่มีใครให้โลภะมา มันมาเอง มันมีได้อย่างไรถ้าไม่มีอดีต นี่คือการยืนยันเรื่องอดีตชาติ ไม่ต้องไปเถียงกันเลย หลับตาต้องเห็นอดีตชาติจึงจะมีชาตินี้ มันมีอดีต มันจึงมีปัจจุบัน

ความรักของมารดาที่มีต่อบุตรบริสุทธิ์และลึกซึ้งยิ่งนัก ทารกเป็นวัยที่ร่างกายยังอ่อนแอไม่แข็งแรง ถ้าหากมีอะไรมากระทบกระเทือนสักนิดหนึ่งก็อาจพบจุดจบของชีวิตได้ ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนกับต้นไม้ที่ถูกลมพายุพัดอาจทำให้ล้มลงได้

ที่เรามองดูว่าน่ารักท่านเปรียบเหมือนคนง่อย ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หากปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่ในที่มีอากาศเหม็นอันปราศจากการถ่ายเทก็อาจตายได้ และเมื่ออากาศวิปริตร้อนเกินไปเย็นเกินไป ไม่มีใครปกป้องร่างกายให้ทารก ย่อมถึงความวิบัติของชีวิตได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้เป็นมรสุมทั้งนั้น เย็นก็เป็นมรสุมชีวิต ร้อนก็เป็นมรสุมชีวิต แม่ไกวเปลและกล่อมให้ บอกแม่ได้ไหมว่าเวียนหัว บอกไม่ได้ มีอยู่อย่างเดียวเวียนหัวกลัวตายหลับเสียหมดเรื่องราว อย่างนักเรียนนี่เวียนหัวนิดหน่อยก็บอกแล้ว ครูครับ ผมเวียนหัว ขอลาไปนอนห้องพยาบาล

แต่เด็กเล็กๆ ที่ถูกเขย่าเปลมีโอกาสหรือไม่ที่จะลุกขึ้นมานั่งแล้วบอกว่าอย่าไกว มีโอกาสพูดอย่างนี้ไหมลูก ไม่มีโอกาส มีอยู่อย่างเดียว หมดฤทธิ์เพราะพิษของความงง นี่ไม่ต้องเรียนเรื่องใคร เรียนเรื่องตัวเอง อย่าไปสงสารลูก สงสารตัวเองเพราะเราก็คือลูก การกำเนิดมันน่าสงสาร

มีข้อน่าสังเกตว่า วัยทารกเป็นวัยที่ไม่มีความสามารถช่วยตัวเองได้เป็นระยะเวลานานมาก เมื่อเทียบกับวัยทารกของสัตว์เดรัจฉาน ลูกลิงเวลาออกจากท้องแม่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ แต่ประมาณ ๒ หรือ ๓ สัปดาห์เท่านั้น ลูกลิงก็สามารถวิ่งจี๋ไปเก็บอะไรกินได้ กระโดดข้ามกิ่งต้นไม้ได้ มนุษย์เรากว่าจะตั้งไข่เดินเตาะแตะ ลิงกระโดดข้ามไปแล้ว กว่าจะช่วยตัวเองได้นั้นนานกว่าสัตว์เดรัจฉาน ยิ่งอ้วนๆ ยิ่งคว่ำยากด้วย พอกำลังเอียงๆ หงายกลับไปที่เดิมอีกแล้ว แม่ก็ฟูมฟักให้อ้วนทีเดียว แล้วก็บ่นว่าลูกไม่คว่ำ โถ มันก็เป็นแตงโมผ่าซีกหงายอยู่อย่างนั้นแหละ ชีวิตเป็นอย่างนี้แล้วก็เป็นผู้ที่น่าสงสารอยู่นานในเบาะนี่ ที่นำเรื่องนี้มาอธิบายไม่ใช่เพื่อให้เกิดความสนุกหรืออะไร แต่เพื่อให้เกิดสมเพชตัวเองเสีย อย่าไปอธิษฐานอยากเกิด แต่จำเป็นต้องเกิดขอเกิดสุคติภูมิเพื่อจะดำริพระนิพพานต่อไป แต่ไม่ใช่อยากเกิดเพราะว่าชีวิตมันดี ชีวิตมันไม่ดีทั้งสิ้นเลย

ได้บอกแล้วนะว่าทารกที่แบเบาะก็เหมือนกับคนง่อยแล้วเป็นคนง่อยนานกว่าสัตว์เดรัจฉานอีก เคยเห็นลูกยีราฟไหมลูก พอมันหลุดจากท้องแม่ สลัดๆ ลุกขึ้น เดินไปได้แล้ว ลูกวัว ลูกควายพอตกมาผลุบ สักประเดี๋ยวหนึ่งแม่เลียๆ ก็ออกเดินไปได้แล้ว

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:26:35 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )


  สลักธรรม 6

วัยเด็ก เมื่อพ้นจากการเป็นทารกแบเบาะเข้าอยู่ในระยะที่พลิกตัวได้ นั่งได้ เดินได้ ยืนได้ วิ่งได้ ความซุกซนของเด็กมีบทบาทอย่างมาก การแสดงนิสัยอย่างตรงไปตรงมาปราศจากมายาสาไถย เป็นการเปิดโอกาสให้มีภยันตรายมาสู่ชีวิตเด็กได้ง่ายที่สุด

เด็กบางคนเอามือไปแหย่ไฟจนมือพอง คลานๆ ไปเอามือคว้าโน่นคว้านี่ ความที่ขาดความสำรวมจากอดีตชาติชอบหา ชอบเกาะ ชอบแกะ ชอบคว้า หยิบโน่น หยิบนี่ หยิบน้ำร้อนที่ชงนมหกรดตัวเอง อย่างนี้มีบ่อยใช่ไหมลูก แม่จุดยากันยุงไว้นึกว่าเป็นที่นั่งจึงเอาก้นไปทับจนพองอีก เยอะแยะลูก ทรมานกว่าจะโตขึ้นมาได้ เราเรียกกันว่าไร้เดียงสา ความจริงไม่ใช่หรอก โง่หนา ภาษาธรรมะท่านบอกตอนนั้นเป็นวัยที่โง่หนา ไม่รู้อะไรควรทำ อะไรควรละ เอามือแหย่พัดลมจนนิ้วด้วนก็มี เอามือแหย่รูปลั๊กไฟฟ้าดูดตาย ความซุกซนของวัยเด็กนี่จึงง่ายต่อการทำให้ร่างกายพิกลพิการ

เด็กบางคนปวดศีรษะรุนแรงเพราะซนมากเกินไป บางคนสายตาไม่ดีแล้วก็ยิ่งใช้สายตามากก็ยิ่งทำให้ปวดศีรษะมาก และที่อันตรายที่สุดก็คือ เป็นวัยที่ง่ายต่อการสั่งสมนิสัยเลวๆ ง่ายต่อการวางยาพิษลงไปในจิต คือสอนอะไรก็เชื่อหมด ยิ่งเป็นเด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมไม่ดี เช่น พ่อแม่ด่ากันทุกวัน ตีกันทุกวัน พูดกันหยาบๆ คายๆ เท่ากับวางยาพิษลงไปในจิตใจเด็ก จริงหรือไม่เด็กคนนั้นก็เป็นคนปากไม่ดี วาจาไม่สุภาพ เขาบอกว่าเหมือนกับแจกันปักดอกอุตพิด แล้วก็ยังเป็นเหตุให้เกิดการเลียนแบบไม่ดี

หากผู้เลี้ยงรักมากเกินไปปล่อยให้ตามใจตนเองบ่อยๆ เข้าเท่ากับเพาะนิสัยเหมือนเพชฌฆาตที่ประหารตนเอง อะไรก็ได้ตามใจ อะไรก็จะเอาให้ได้ดังใจ แล้วถ้าเผื่อแม่ตายไปล่ะ ช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ไม่มีใครเขาจะให้เราได้เหมือนแม่ แล้วแม่ก็ไม่ได้อยู่กับเราค้ำฟ้า

ฉะนั้น ใครที่เอาแต่ใจตัวเอง เห็นตัวเองเป็นใหญ่ นี่แหละ กำลังฆ่าตัวเองตาย เพราะเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่มักทำตามใจตัวเอง และไม่ยอมเชื่อฟังกฎระเบียบของบ้านเมือง ในที่สุดก็ต้องถูกลงอาญา หรือไม่ก็ถูกประหารชีวิต หรือถูกจำจองตลอดชีวิต ปัญหาของผู้ใหญ่หลายคนโดยมากจะเกิดมาจากวัยเด็ก ยากที่จะเยียวยาแก้ไข ในที่สุดก็ฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เคยมีคนอุปถัมภ์ค้ำจุนหมดทุกอย่าง แม่ กินนี่ แม่ก็ผัดว่าเดี๋ยวลูก ลูกบอกว่าเอาเดี๋ยวนี้ แม่ก็ต้องวางงานธุระตัวเอง หาให้ลูกกินก่อน พอแม่ตายไป บอกโลงศพไม่ได้ ตัวเองอดตาย ฉะนั้น ต้องช่วยตัวเอง ไม่มีใครช่วยเราได้

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:28:58 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )


  สลักธรรม 7

คราวนี้มรสุมในวัยรุ่น ถ้าหากเรามาพิจารณาสถิติการทำผิดของวัยรุ่นในสมัยนี้ทั้งในสังคมตะวันตกและในเมืองไทยปรากฏว่ามีอัตราเพิ่มรวดเร็วอย่างน่าวิตกจนให้ฉายาวัยรุ่นว่าเป็นวัยวิกฤติ หรือเรียกว่าวัยพายุบุแคม ๑๔ – ๒๐ ปี หรือถ้าเปรียบกับลมก็เป็นลมบ้าหมู อยู่ดีๆ ก็เป็นเลย ไม่มีการตั้งเค้ามาก่อน

วัยรุ่น หมายถึงวัยที่เจริญเติบโตไปสู่วัยผู้ใหญ่ และเป็นวัยที่เชื่อมระหว่างวัยเด็กกับวัยผู้ใหญ่ โดยอาศัยความเจริญทางด้านร่างกายเป็นเกณฑ์ตัดสิน เด็กผู้ชายจะเจริญเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นช้ากว่าเด็กผู้หญิงประมาณ ๒ ปี มีการแบ่งวัยรุ่นออกเป็น ๔ ระยะ คือ

๑. วัยเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ชายอายุระหว่าง ๑๓ – ๑๕ ปี หญิงระหว่าง ๑๑ – ๑๓ ปี

๒. วัยรุ่นตอนต้น ชายอายุระหว่าง ๑๕ – ๑๗ ปี หญิง ระหว่าง ๑๓ – ๑๗ ปี

๓. วัยรุ่นตอนกลาง ชายอายุตั้งแต่ ๑๗ – ๑๘ ปี หญิง ตั้งแต่ ๑๗ – ๑๙ ปี

๔. วัยรุ่นตอนปลาย ชายอายุตั้งแต่ ๑๘ – ๒๑ ปี หญิงตั้งแต่ ๑๙ – ๒๐ ปี

วัยรุ่นเป็นวัยคะนอง คะนองอะไร คะนองกาย คะนองวาจา และคะนองใจ มักจะทำอะไรมือไวใจเร็ว ด่วนได้ฉิบหายช่างมัน ขาดประสบการณ์ มักมองปัญหาไม่สุขุมรอบคอบ และมักหลงระเริงไปกับสภาพแวดล้อมภายนอก สร้างความประมาทให้กับชีวิตได้ง่ายๆ

บางคนถูกอำนาจฝ่ายต่ำคือบาปจากชาติก่อนๆ มาครอบงำความรู้สึกนึกคิด แม้จะได้รับคำตักเตือนจากบิดามารดาครูบาอาจารย์สั่งสอนอย่างไรก็แล้วแต่สภาพแวดล้อมจะชักจูงให้เป็นคนดีมากแค่ไหนก็ตาม วัยรุ่นพวกนี้ก็ยังมีนิสัยสันดานชั่วมาแต่อดีตชาติ มีวิถีชีวิตบาปมากและเป็นบาปทุจริตเบียดเบียนตนเองและสังคมด้วย

และยังมีวัยรุ่นอีกประเภทหนึ่งที่อาศัยสภาพแวดล้อมชักจูงให้โน้มน้าวจิตใจไปในสิ่งใดๆ ก็ได้ ไม่เป็นตัวของตัวเอง มรสุมชีวิตในช่วงนี้มีอิทธิพลสร้างให้เป็นผู้ใหญ่ที่เป็นคนจนถาวรได้เสมอ คือไม่รู้จักพอ ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ มีชีวิตอยู่ในความเพ้อฝัน

บาปและอันตรายที่เกิดกับวัยรุ่นที่สำคัญที่สุดคืออันตรายทางเพศ เพราะเป็นวัยที่พร้อมจะประกอบกามกิจ สภาพร่างกายของฝ่ายหญิงมีการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการไป เริ่มมีการผลิตไข่พร้อมจะผสมได้ ส่วนวัยรุ่นฝ่ายชายก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน มีทุกอย่างพร้อมที่จะเป็นสื่อให้เกิดกิจอันข้องติดอยู่ในกามอันเป็นของโสโครกได้ง่าย การเสพเมถุนนี่ถามว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป ตอบว่าบาป เป็นอันตราย เพราะทำให้ชีวิตฉิบหาย

หลับตาดูแล้วนี่หาช่องว่างระหว่างชีวิตที่ไม่มีอันตรายยากยิ่งนัก อยู่ในครรภ์มารดาดีไหม? ตอนคลอดดีไหม? นอนแบเบาะเป็นง่อยดีไหม? ตอนเป็นวัยรุ่นดีไหม? นอนแบเบาะเป็นง่อยดีไหม? ตอนเป็นวัยรุ่นดีไหม?

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:31:29 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )


  สลักธรรม 8

การผจญคลื่นชีวิตในวัยหนุ่มสาวก็ยังจัดอยู่ในประเภทของวัยคะนอง ชอบลองในสิ่งที่ท้าทายต่อบาปทุจริตต่างๆ และเป็นวัยที่มีศัตรูประชิดติดอยู่กับชีวิตตลอดเวลา ศัตรูผู้นี้คือตัณหาวัยหนุ่มสาวนี่ยินดีติดใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยากได้มา อยากมีอย่างโน้นอยากมีอย่างนี้ แต่ถ้าเผื่อเป็นวิภวตัณหาเขาจะแปลตรงๆ ว่าไม่อยากมีไม่อยากเป็น คราวนี้ตัณหาแปลว่า ความอยาก ถ้าไม่อยากมีไม่อยากเป็นมันก็ไม่เป็นตัณหาน่ะซิ มันต้องแปลอย่างนี้ว่า “อยากไม่มี อยากไม่เป็น” อยากไม่มี เช่น อยากไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ จะเป็นไปได้อย่างไร เกิดมาแล้วต้องมี อยากไม่เป็นอะไร

เช่น ฉันไม่อยากตาสั้นเลย ถามดูซิ คนสายตาสั้นเขาอยากไหม ฉันไม่อยากใส่แว่นเลย ฉันไม่อยากนอนโรงพยาบาลเลย ก็แปลว่าคนที่นอนโรงพยาบาล เขาอยากนอนซิ อย่างนี้เรียกว่ามีความเห็นผิดว่า ทุกอย่างไม่ได้อาศัยเหตุปัจจัย เกิดขึ้นมาโดยไม่ต้องอาศัยกรรม ไม่ต้องมีเหตุมีผลอะไรทั้งสิ้น

วัยหนุ่มสาวนี่มีศัตรูอยู่ชิดเลย และศัตรูผู้นี้เป็นผู้ให้ความสุขเพื่อความทุกข์ ที่เขากล่าวว่า พ่อไม่ค่อยอยากจะพูด “ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน” อะไรทำนองนี้ ขอโทษเถิด ไม่เช่นนั้นมันสื่อภาษากันไม่ได้ นึกว่าวันนี้พ่อพูดก็แล้วกัน อย่านึกว่าพระพูด ถ้าเผื่อพระพูดก็บรรลัยละ ตัณหามันให้ความสุขอยู่แบบเจอกัน ยิ้ม มีความพอใจ ที่จริงแล้วการยิ้มนี่เมื่อยแก้มจะตาย

ครั้งหนึ่ง นี่เรื่องจริงนะ กิตติศัพท์มันดังไปก็ตอนพ่อเสกปลาตะเพียนด้วยความรำคาญน่ะ บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นมันรำคาญ ทำแก้รำคาญไป เขาเอาปลาตะเพียนมาให้เสกคู่หนึ่งจะไปค้าขายบอกว่า “หลวงพ่อ เสกให้ขายไม่หยุดเลยนะ” พ่อก็คิดว่า “ไอ้นี่มันหาทุกข์ใส่ตัว ขายไม่หยุดมันก็ไม่ต้องหลับต้องนอนซิ” ก็นั่งลงปลาตะเพียนคือเขียนคาถาลงไปในตัวปลา พอยื่นให้เขาถามว่า “จะมีผลหรือหลวงพ่อ ไม่เห็นมีฤทธิ์เลย” พ่อก็มอง “ไอ้นี่มันเอาใหญ่” ก็จับปลาตะเพียนเสกโยนใส่อ่างน้ำมนต์ มันก็ดิ้นใหญ่ ก็บอกให้มันเอาไปเลี้ยงไว้ ตอนนั้นอยากให้มันไปพ้นๆ เพราะเกิดเดือดขึ้นมาว่า “ไอ้นี่มันไม่รู้จักพอ ถ้ามันไม่แน่ใจมันก็เสกเองซิ”

ทีนี้กิตติศัพท์มันไปไกลถึงบ้านแพ้วโน่นแน่ะ มีพระผู้ใหญ่ท่านให้คนมาเชิญ ท่านบอกว่าไม่ต้องไปเสกอะไรเลย ชาวบ้านเขาอยากเจอ อยากชมบารมีท่าน พ่อก็ถามว่าจะให้ฉันไปทำไม เขาก็กราบแล้วกราบอีกบอกว่า “ถ้าหลวงพ่อไปแล้วจะบวชถวาย” คราวนี้เราก็ยินดีกับการบวชของคน พอเขาบอกว่าจะบวชถวาย ใจมันฟูขึ้นมา ยอมแน่ะ เขาว่ามีพระมา ๕ รูป พร้อมกัน ขอหลวงพ่อไปนั่งยิ้มอย่างเดียว เราก็รับปากว่าได้แล้วพ่อก็ถือสัจจะเป็นหัวใจ

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:33:27 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )


  สลักธรรม 9

พอไปถึงนะ เขามีอาสนะยาวๆ มีผ้าปู มีหมอนพิงและมีถ้วยน้ำชา ไปถึงเราก็นั่งท่านี้ โฆษกเขาก็พูดว่า “สรรพมงคลเกิดขึ้นที่บ้านแพ้วแล้ว ขณะนี้พระวิรุฬหผลได้มาถึงที่นี้แล้ว ท่านเป็นผู้มีเมตตาปรานี ท่านใจดี ท่านยิ้มตลอดเวลา”

ชาวบ้านก็หันมามองเรา เราก็นั่งยิ้มซิลูก “ท่านไม่เคยละที่จะบึ้งตึงกับใคร” คราวนี้พอเราเมื่อยขึ้นมา คนข้างนี้มองเราก็ยิ้ม พอคนนี้เลิกมองคนโน้นมองเราก็ยิ้ม แหม ลูก ได้แต่นึกในใจ ไอ้ยิ้มนี่มันทุกข์ เพราะเราด่วนได้ ฉิบหายช่างมัน ไปด่วนรับปากว่าไปไม่ต้องเทศน์ ไปนั่งยิ้มเท่านั้น แล้วลูกดูซิ คนนั่งทั่วสารทิศ หันไปข้างนี้เขายกมือไหว้เราก็ยิ้ม “โยม เจริญพร” ข้างเดียวไม่ได้ ข้างนี้เขาก็บอก หลวงพ่อครับ เราก็ “โยม เจริญพร” โฆษกพูดว่า “เดี๋ยวเชิญทำบุญกับทางวัดได้นะ ความเมตตาของพระวิรุฬหผลหรือหลวงพ่อเสือท่านจะประทับใจพวกเราชาวบ้านแพ้วตลอดเวลา” ทีนี้ประทับไปหน้าบึ้งได้ไหม นั่งยิ้มจนเสร็จ พอถึงเพลมันไม่อยากจะเคี้ยวเลย เมื่อยกราม นึกในใจว่าชีวิตนี่มันมีมรสุม

กลับมาก็เล่าให้ตาเผยฟัง ตาเผยแกบอกว่า “หลวงพ่อเบี่ยงๆ สัจจะบ้างซิ รับปากใครก็ทำเพียงครึ่งๆ พอ ทำเต็มที่ก็เหนื่อยเราเอง” พอเช้าขึ้นมาไปบิณฑบาตเจอตาเผยท่านก็ทักที่หัวชานเรือน ถามทุกข์สุขธรรมดา พ่อก็ยิ้มตอบ เช้าๆ พ่อจะไม่พูดกับใคร กำหนดเดิน “อาจารย์ยังยิ้มไม่เบื่ออีกหรือ” แน่ะ โดนอีกนะลูก ชีวิตมีแต่ภัย นึกในใจแล้วขันชีวิต พ่อเองนึกทีไรแล้วขันทุกที ดูแล้วมันสมเพช ขันว่าเออ บัดนี้เรารู้แล้ว ขันความโง่ของตัวเอง ทำอะไรไม่ค่อยคิด

ฉะนั้น ตัณหา นี่มันให้ความสุขเพื่อความทุกข์ หรือเรียกว่าตัณหาของหนุ่มสาววัยนี้ให้ความสมหวังเพื่อความผิดหวัง หรือเรียกว่าตัณหาเป็นผู้ปลูกต้นรักเพื่อดอกโศก ตัณหาคือยางเหนียวติดตรึงให้คลุกคลีกับสิ่งนั้น ถูกจองจำกับสิ่งนั้นเหมือนกับถูกล่ามโซ่เอาไว้ ตัณหาล่ามคอผู้นั้นไว้กับบ้านเรือนใช่ใหม ความยินดีติดใจออกเรือนไปนี่ มีเหย้ามีเรือนไปแล้ว ทิ้งได้ไหม ทิ้งบ้านทิ้งเรือนได้ไหม เหมือนกับสุนัขถูกเชือกมัดไว้กับเสาไปไหนไม่ได้ ความเศร้าโศก ความร่ำไห้เพ้อรำพัน มีน้ำตาไหลฟูมฟายอยู่ตลอดเวลาหาที่สิ้นสุดไม่ได้ การเล่นกับตัณหาคือการเล่นกับไฟ วัยรุ่นใดก็แล้วแต่ปล่อยใจให้แล่นไปกับตัณหาโดยปราศจากการสั่งสมบุญกุศลไว้ เหมือนกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ

ที่อธิบายมานี่ก็เพื่อให้หนุ่มสาวมีความระมัดระวังเรื่องตัณหาให้มากๆ ชะตาชีวิตเป็นของเราคนเดียวอย่าให้ใครมากำหนดโดยเฉพาะตัณหา อย่าให้กามกิจมากำหนดวิถีชีวิตเราให้ติดคุกมากไปกว่านี้เลย

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:42:46 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )


  สลักธรรม 10

คราวนี้ ตอนกลางคน ต้องผจญกับหน้าที่การงาน แก่งแย่งตำแหน่งกันไปเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เพื่อไขว่คว้าเงินทองมา หาที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค โดยไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดเมื่อไร

วัยกลางคนนี่เป็นวัยที่เหมือนกับลูกคนกลาง เหมือนใช้ชีวิตสู้คนเดียว ลูกคนโตพ่อแม่รักใช่ไหม เพราะเป็นคนแรก กับคนสุดท้องที่ไม่มีอีกแล้ว ลูกคนกลางจะไม่ค่อยได้รับความสนใจ ฉะนั้น วัยกลางคนจึงสู้ชีวิตลำพังคนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบ จะมีอนาคตสดใสก็อยู่ตรงนี้ จะมีอนาคตบรรลัยก็ตรงนี้ วัยกลางคนจึงมีแต่ความสับสนวุ่นวาย คิดไม่ตก จะหาซื้อบ้าน จะหาซื้อรถ จะซื้ออะไรนี่จะต้องคิดแล้วคิดอีก มีมรสุมของความคิดอยู่ตลอดเวลา และเป็นวัยที่จะต้องพบกับภาษีสังคม เพื่อนฝูงแต่งานต้องไป กิจการงานโน่นนี่ไม่ทำไม่ได้ แล้วก็ยาดมแห่งความทุกข์

“แหม คุณเจริญนะ สบายนะ” ชมอย่างนี้เป็นยาดม เสร็จแล้วเป็นความทุกข์ ถ้าเขาไม่ชมอีกเดี๋ยวเราก็แย่ กำลังมีลูกมีเต้าใช่ไหม เป็นพ่อแม่เขา เริ่มทุกข์อีกแล้ว เริ่มแบกขันธ์ห้า เริ่มมีอีกห้าขันธ์แล้ว ขันธ์ห้าของตัวเองก็ทุกข์แล้ว มันพรรณนาไม่จบ

ใกล้เข้ามาอีก ตอนนี้ผจญชีวิตใน วัยชรา นั่งก็โอย ลุกก็โอย จะนอนทีก็ลำบาก หลับก็ไม่ค่อยสนิท กินก็ไม่ได้ ท้องก็อืดง่าย เป็นเพราะเครื่องจักรมันเก่า สนิมมันเริ่มขึ้น ต้องเริ่มใช้ยาเข้าไปซ่อมแซม ตาเริ่มฝ้าฟาง หรือไม่ก็ของใกล้ๆ ไม่เห็นเห็นไกลไปโน่น เพราะสายตามันยาวมองไกลเกินไป หรือไม่ก็ของควรจะเห็นไม่เห็น ลูกก็เริ่มโตใช่ไหม มีรักมีจากแล้ว เริ่มอยู่ในวัยน้อยเนื้อต่ำใจ เริ่มรู้จักเวรรู้จักกรรม แต่ไม่ใช่เวรกรรม ในความหมายตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนนะ เป็นเวรกรรมตามความรู้สึกของตัวเอง

โดย เทพธรรม....นำมาฝาก [23 ธ.ค. 2558 , 13:45:21 น.] ( IP = 171.96.176.108 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org