| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อายุวัฒนามีนามาส (๓)
สลักธรรม 1
การที่จะทำให้ใจคลายจากความเศร้าหมองเร่าร้อน ก็จำเป็นที่จะต้องทำลายจิตที่เป็นฝ่ายอกุศล หรือทำลายการพูด การทำ การคิดที่ไม่ดี ที่เป็นบาปลงเสีย เพื่อมิให้อกุศลกำเริบยิ่งขึ้น ทั้งในขณะเดียวกันกุศลจิตก็จะได้ให้ผลโดยสะดวก การทำลายอกุศลจิตนั้นเรียกว่า ประหาณ มีอยู่ ๓ อย่าง คือ ตทงฺคปหาน ละได้ชั่วคราว วิกขมฺภนปหาน ละได้โดยการข่มเอาไว้ สมุจฺเฉทปหาน ละได้โดยเด็ดขาด
การประหาณกิเลสซึ่งเป็นตัวการทำให้จิตเศร้าหมองเร่าร้อน โดยวิธีการประหาณทั้ง ๓ ประการนี้ เราจะทำการประหาณอย่างไร ที่ไหนนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงตัวกิเลสเสียก่อน เปรียบเหมือนหนึ่งเป็นตำรวจ ถ้าเป็นตำรวจที่ดี ก่อนที่จะจับผู้ร้ายก็ควรจะได้ศึกษาผู้ร้ายเสียให้ละเอียด แล้วก็ต้องทราบด้วยว่า ผู้ร้ายมีความเก่งกาจสามารถอย่างไรบ้าง ผู้ร้ายอยู่ที่ไหน ควรจะลงมือจับกุมเวลาใด และจะใช้วิธีการจับกุมอย่างไร
ต่อไปนี้ ผมขออธิบายถึงกิเลสที่เป็นเหมือนตัวผู้ร้ายที่หลบหรือซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจอย่างลึกซึ้งให้ท่านได้รู้จักเสียก่อนว่า กิเลสคืออะไร?
ธรรมชาติที่ชื่อว่า "กิเลส" นั้น เมื่อแบ่งออกมาโดยย่อก็มีอยู่ ๓ อย่าง คือ อนุสัยกิเลส กิเลสอย่างละเอียด ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลาง วีติกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบ โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:00:27 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )
สลักธรรม 2
สัตว์ทั้งหลายย่อมจะมีธรรมชาติอันเร้นลับน่าอัศจรรย์แอบแฝงอย่างมิดชิดอยู่ภายในจิตใจอย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่แอบแฝงอยู่ภายในจิตใจนี้ เรียกว่า อนุสัยกิเลส อันเป็นตัวการสำคัญที่จะอุดหนุนก่อให้เกิดความเร่าร้อนขึ้นมาทางใจ แล้วก็แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ดังเราจะเห็นจากหน้าตา กิริยา เช่นแสดงอาการดุร้าย แล้วก็มีตบตีกันเป็นต้น และแสดงออกทางวาจา มีการด่าว่าใช้ผรุสวาจาต่างๆ อันทำให้ผู้รู้เห็นทั้งหลายไม่สบายใจไปด้วย
ตัวการที่ทำความเศร้าหมองเร่าร้อนที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจที่ชื่อว่าอนุสัย เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจอย่างมิดชิด ไม่มีใครได้พบเห็นหน้าค่าตามันเลย
ตัวอย่างเช่นเวลานี้ ท่านทั้งหลายกำลังมีความโกรธอยู่หรือเปล่า ท่านก็คงตอบว่า ในขณะนี้มิได้กำลังโกรธใครอยู่เลย เพราะกำลังฟังธรรมะอยู่ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรกับใครทั้งนั้น แต่ผมก็จะขอถามต่อไปว่า ความโกรธมิได้มีซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจดอกหรือ ในใจของเรามีความโกรธซ่อนอยู่หรือไม่ ถ้าภายในจิตใจมิได้มีอนุสัยกิเลสคือความโกรธ ซึ่งเรียกในภาษาธรรมะว่า ปฏิฆานุสัย อยู่ภายในจิตใจแล้ว หรือกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจมิได้ถูกกระทบแล้ว จะเกิดความโกรธขึ้นมาได้หรือจะมีความรู้สึกโกรธขึ้นมาได้อย่างไร
เหมือนในกระเป๋าของเราไม่มีสตางค์อยู่เลยแม้แต่สตางค์เดียวแล้ว เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าสักกี่ครั้งกี่หน ก็จะมีสตางค์ติดมือขึ้นมาหาได้ไม่ หรือเหมือนพระอรหันต์ท่านไม่มีอนุสัยกิเลสอยู่ภายในจิตใจเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ใครจะทำอะไรใครจะว่ากล่าวท่านสักแค่ไหน ท่านก็แสดงความโกรธออกมาไม่ได้เลย โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:00:45 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )
สลักธรรม 3
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า ถ้าอนุสัยกิเลสที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจนั้นมิได้มี ถ้าอนุสัยกิเลสที่แอบแฝงอยู่นั้นมิได้ถูกกระทบกระเทือน ความโกรธก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้
เหมือนตะกอนที่ตกอยู่ก้นตุ่มน้ำ เราเห็นน้ำนั้นใสสะอาดอยู่ ถ้าน้ำนั้นถูกกระทบกระเทือนลงไปถึงก้นตุ่มแล้ว น้ำที่ใสสะอาดก็จะเริ่มขุ่นขึ้นมา ซึ่งเหมือนกับบุคคลทั้งหลายที่มิได้มีความโกรธเลย กำลังยิ้มย่องผ่องใสอยู่ดีๆ ครั้นมีคนมาด่าว่ากระทบกระเทือนใจถึงอนุสัยกิเลส จิตใจก็จะเกิดความขุ่นมัว เศร้าหมองหรือเร่าร้อนขึ้นมาทีเดียว
และเมื่อความเศร้าหมองเร่าร้อนขึ้นมาในใจนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็ได้ชื่อว่า ตกอยู่ในฐานะก้าวจากขั้นต้น คืออนุสัยกิเลส ขึ้นมาอยู่ในขั้นปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสอย่างกลางต่อไปอีก
เมื่อจิตใจเร่าร้อนขุ่นมัวเป็นปริยุฏฐานกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างกลาง ซึ่งได้แก่ความขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนใจแล้ว ถ้ากำลังของการกระทบนั้นมีมาก เช่น สบประมาทกันซึ่งหน้าอย่างแรง เป็นต้น ความเร่าร้อนนั้นก็จะทับทวีจำนวนยิ่งขึ้น จนกลับกลายเป็นกิเลสอย่างหยาบที่เรียกว่า วีติกมกิเลสต่อไป
เมื่อถึงกิเลสอย่างหยาบที่เรียกว่า วีติกมกิเลส ดังนี้แล้ว ก็จะมองเห็นได้ง่ายและชัดเจนมากทีเดียว เพราะจะแสดงออกมาทางกายและทางวาจา มีการตบตีกัน หรือต่าว่าเสียดสีกันด้วยคำหยาบคายเป็นต้น โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:01:06 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )
สลักธรรม 4
ตามที่ผมได้แสดงมานี้ ท่านนักศึกษาทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า ถ้ามิได้มีอะไรไปกระทบถึงอนุสัยกิเลสแล้ว ก็จะเกิดขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนใจไม่ได้ หรือถ้าอนุสัยกิเลสไม่มี เช่น จิตใจของพระอรหันต์ เป็นต้น ย่อมจะไม่มีอะไรไปเร้าให้เกิดความกลุ้มใจหรือเกิดความโกรธขึ้นเลย
ดังนั้น อนุสัยกิเลส คือกิเลสอย่างละเอียดไม่ได้ถูกกระทบกระเทือน ปริยุฏฐานกิเลสอันได้แก่กิเลสอย่างกลางที่ทำให้ใจขุ่นมัวก็จะไม่มี เมื่อใจขุ่นมัวอันเนื่องมาจากปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลางไม่เกิดขึ้นก่อนแล้ว จะเป็นเหตุให้เกิดวีติกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบขึ้นมาได้อย่างไร การตบ การตี การทะเลาะเบาะแว้ง ตลอดจนการด่าทอกันหยาบคายจะเกิดขึ้นมาได้หรือ
สรุปก็คือ กิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจไม่มี ก็จะไม่เกิดกิเลสอย่างกลางคือจิตใจขุ่นมัวเร่าร้อน ถ้าใจขุ่นมัวเร่าร้อนมิได้เกิดขึ้น กิเลสอย่างหยาบมีการด่าหรือตบดีจะเกิดขึ้นมาแต่ไหน แต่อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้เป็นไปโดยรวดเร็วเหลือเกินจนบุคคลทั้งหลายกำหนดจิตใจดูลงไปไม่ทัน เมื่อถูกกระทบถึงกิเลสอย่างละเอียด ก็ดูราวกับว่า ความขุ่นมัวใจอันเป็นกิเลสอย่างกลางก็เกิดขึ้นมาโดยทันทีพร้อมๆ กัน
ธรรมชาติที่ดองในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่าอนุสัยกิเลสนั้นไม่มีใครจะมีความรู้ถึงความจริงอันเร้นลับนี้ได้ ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มันทำงานอย่างไรกัน เพราะมันนิ่งสงบเงียบไม่ปรากฏในทางใดทางหนึ่งขึ้นมาให้เห็นเลย แต่อาศัยพระสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พบความจริงอันลึกซึ้งเหล่านี้ จึงได้สั่งสอนให้ประชาชนทั้งหลายได้ทราบแล้วได้ให้บทพิสูจน์ความจริงเหล่านี้เอาไว้พร้อมบริบูรณ์ รอคอยผู้มีปัญญาทั้งหลายหรือผู้ที่ปรารถนาจะพิสูจน์ให้เข้ามาศึกษาหาความรู้ ทั้งในด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติเพื่อให้เห็นจริง โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:01:26 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )
สลักธรรม 5
คำว่า อนุสัยกิเลส นั้น มีวจนนัตถะว่า " สนฺตาเน อนุ อนุ เสนฺตีติ = อนุสยา" แปลว่า ธรรมชาติเหล่าใดที่นอนเนื่องอยู่ในความสืบต่อแห่งรูปนาม ฉะนั้น ธรรมชาติเหล่านั้นชื่อว่าอนุสัย
ปุถุชนทั้งหลายที่หนาไปด้วยกิเลสอยู่ภายในขันธสันดาน เป็นเสมือนหนึ่งมีพืชเชื้อที่อยู่ภายในเม็ด เช่นเม็ดมะม่วงที่แก่แล้ว ก็ย่อมจะมีธรรมชาติที่แอบแฝงซ่อนร้อนอยู่ภายในเม็ด อันผู้ใดมองเห็นไม่ได้ ตรวจค้นเท่าใดก็ไม่พบ เพราะมองดูหรือแม้จะเอากล้องมาส่องขยายดูก็ไม่สามารถเห็นได้ว่ามีอะไร แต่ถ้าเอาเม็ดมะม่วงนี้มาฝังไว้ในดิน เมื่อมันได้อากาศที่อบอุ่นตามสมควร ได้รับน้ำที่ชุ่มชื้นเหมาะสม ไม่ช้าไม่นานเท่าไรนัก มันก็จะแตกออกมาเป็นลำต้น เป็นใบ เป็นรากของต้นมะม่วง แล้วก็จะเติบโตเป็นต้นใหญ่ขึ้นมาใหม่
พืชเชื้อที่อยู่ในเม็ดมะม่วงที่เรามองไม่เห็น ที่ทำให้ลำต้น ใบ และรากเกิดขึ้นมาได้นั้น ย่อมมีอยู่ในเม็ด หรือเกิดขึ้นมาจากเม็ดอย่างแน่นอน เพราะถ้าเอาเม็ดนี้ไปต้มเสียก่อน ทำลายพืชเชื้อที่จะเกิดเป็นต้นต่อไปเสียแล้ว จะเอาไปปลูกเท่าใดก็จะปลูกไม่ขึ้นเลยเป็นอันขาด
ผมยกเรื่องเม็ดมะม่วงขึ้นมา ก็เพื่อจะเป็นการเปรียบเทียบให้ท่านได้เห็นว่า จิตใจของสัตว์ทั้งหลายนั้นย่อมมีอนุสัยกิเลสซ่อนอยู่ภายในอย่างมิดชิดเพียงใด แม้จะมองไม่เห็น แต่เมื่อถูกกระทบกระเทือนแล้วก็จะเกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ เช่น ความโลภ ความโกรธที่มีอยู่ในจิตใจอย่างมิดชิด มองเท่าใดก็ไม่เห็นหน้าตามันเลย แต่เมื่อมีใครมาด่าว่า ก็จะโกรธขึ้นมาทันที เป็นต้น โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:01:47 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )
สลักธรรม 6
กิเลสอย่างละเอียดนั้นมีอยู่ ๗ ประการด้วยกัน ผมขอแสดงอย่างย่อๆ พอให้ท่านได้เห็นแนวทาง คือ
๑. กามราคานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความยินดีติดใจในกามคุณารมณ์ องค์ธรรมก็ได้แก่โลภมูลจิตที่เกิดอยู่ในโลภมูลจิต ๘ กามราคานุสัย ได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เมื่อเห็นรูปที่สวยงามน่ารักก็มีความติดใจผูกพันในรูปที่สวยงามนั้น ดิ้นรนที่จะให้ได้มา จนบางครั้งบังเกิดความเร่าร้อนแก่จิตใจอันเป็นกิเลสอย่างกลางขึ้น
๒. ภวราคานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความติดใจในรูปฌาน อรูปฌาน เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่โลภะที่เกิดอยู่ในทิฏฐิคตวิปปยุตจิต ๔
๓. ปฏิฆานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความโกรธ ความเสียใจ ทุกข์ร้อน กังวลห่วงใย องค์ธรรมได้แก่โทสะที่เกิดอยู่ในโทสมูลจิต ๒ ความโกรธหรือความเสียใจนี้ แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ ดังนั้น เมื่อเวลามีอะไรมากระทบกระเทือนใจเข้าแล้วจึงอดโกรธอดเสียใจไม่ได้ ไม่เหมือนพระอรหันต์ทำลายกิเลสชนิดนี้ออกไปจากจิตใจเสียจนสิ้นแล้ว ใครมากระทบกระเทือนอย่างไร ก็จะโกรธจะเสียใจไม่ได้เลย
๔. มานานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความเย่อหยิ่ง ถือตัว หรืออวดดี องค์ธรรมได้แก่มานเจตสิกที่เกิดอยู่ในทิฏฐิคตวิปปยุตจิต ๔ ธรรมดาบุคคลทั้งหลายย่อมจะยกตีวถือตัวอวดว่าดีกว่าคนอื่น ทั้งนี้ก็เพราะมีพืชเชื้อความยกตัวนี้อยู่ภายในจิตใจ ฉะนั้น จึงได้พยายามเป้นนักหนาที่จะโอ้อวดตัวเองด้วยประการต่างๆ
๕. ทิฏฐานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความเห็นผิดไม่มีความเข้าใจในเรื่องชีวิต องค์ธรรมได้แก่ทิกฐิเจตสิกที่เกิดอยู่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
๖. วิจิกิจฉานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความสงสัยลังเลใจในสิ่งที่ควรเชื่อถือ เช่นการเวียนว่ายตายเกิดเป็นต้น องค์ธรรมได้แก่วิจิกิจฉาเจตสิกที่เกิดอยู่ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต
๗. อวิชชานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานอันได้แก่ ความโง่ ความหลง ไม่รู้เรื่องของชีวิตตามความเป็นจริง องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิกที่เกิดอยู่ในอกุศลจิตทั้ง ๑๒โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:02:07 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )
สลักธรรม 7
ตามที่ผมได้แสดงมาแล้วถึงอนุสัยทั้ง ๗ ประการ จะเห็นได้แล้วว่า ปุถุชนทั้งหลายย่อมจะมีอยู่ครบบริบูรณ์ทั้ง ๗ ประการ แต่อาจจะมีอันใดอันหนึ่งมีกำลังมากหรือน้อยกว่าอันอื่นๆ ก็ได้ เช่น คนบางคนมีปฏิฆานุสัย คือโทสะร้าย มีเรื่องราวอะไรกระทบใจสักนิดหน่อยก็อดคิดวุ่นวาย อดคิดมากไม่ได้ บางทีก็ถึงนอนไม่หลับ หรือบางคนมีมานานุสัยเป็นใหญ่ ชอบให้ใครมายกย่องชมเชยมากมาย แต่ถ้าใครๆ มาติเตียนแม้แต่นิดหน่อยก็ไม่ชอบใจ เหล่านี้เป็นต้น
การจับผู้ร้ายนั้นจะต้องอาศัยกำลังของตำรวจที่คู่ควรกัน ถ้าเป็นผู้ร้ายที่ใจดำอำมหิต เคยฆ่าคนตายมาแล้ว เฉลียวฉลาดมีความสามารถมากแล้ว เราก็จะต้องอาศัยฝีมือของตำรวจที่มีความสามารถทัดเทียมกัน หรือเหนือกว่า จะเอาตำรวจที่ไม่เคยออกทำงานนอกสถานที่ เคยแต่พิมพ์หนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงาน ให้ไปจับผู้ร้ายใจฉกรรจ์เหล่านี้ งานก็ย่อมจะล้มเหลวลงอย่างแน่นอน
การงานปราบกิเลสก็ต้องอาศัยกำลังโดยทำนองเดียวกันนี้ จะต้องหาตัวการปราบกิเลสอันเป็นคู่ปรับที่พอจะฟัดเหวี่ยงกันได้ ให้สมน้ำสมเนื้อกัน ทั้งจะต้องสร้างสมกำลังความสามารถให้เข้มแข็งขึ้นด้วย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นคว้าพบแล้ว และได้เผยแพร่ไปยังพุทธมามกะทั้งหลาย ถ้าผมกล่าวขึ้นมาเมื่อใด ท่านทั้งหลายก็คงจะจำได้ คือพระองค์ได้สอนให้ใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวปราบกิเลสอันเป็นศัตรูร้าย โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:02:26 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )
สลักธรรม 8
อำนาจของศีล ใช้ทำลายวีติกมกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างหยาบที่แสดงออกทางกาย ทางวาจาให้ย่อยยับไป
อำนาจของสมาธิ ใช้ทำลายปริยุฏฐานกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างกลางที่มีจิตใจขุ่นมัวเร่าร้อน ไม่ให้เกิดขึ้นมาได้
อำนาจของปัญญา ใช้ทำลายอนุสัยกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจให้หลุดถอนออกไปจากจิตได้
กิเลสอย่างหยาบที่แสดงออกทางกาย ทางวาจา เช่นตบตีหรือด่าทอกันนั้น เราจะใช้สมาธิก็ข่มมันไม่ไหว เพราะออกมาถึงกายหรือวาจาแล้ว ส่วนสมาธินั้นเล่า ก็ไม่อาจที่จะลบล้างกายหรือวาจาที่แสดงออกไปได้ มีอยู่ทางเดียวที่จะไม่ให้ทันเกิดขึ้นมาก็คือ การรักษาศีล เมื่อรักษาศีลแล้ว ก็ไม่อาจจะฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือพูดเท็จได้
กิเลสอย่างกลางที่ทำให้จิตใจขุ่นมัวเศร้าหมอง หรือเร่าร้อน เมื่อใจมันขุ่นมัวทุกข์ร้อน ดิ้นรนกระวนกระวาย ศีลที่รักษาก็ช่วยป้องกันมิให้จิตใจต้องถูกกระทบกระเทือนไม่ไหว แม้กายและวาจาจะมีความสงบอย่างไรเท่าที่ตาเห็น แต่จิตใจนั้นแสนที่จะกลัดกลุ้มรุ่มร้อน ดังนั้น จึงจำจะต้องอาศัยสมาธิเป็นตัวปราบปราม ต้องเอาสมาธิเข้ามาข่มทำให้จิตใจสงบระงับมีอารมณ์เป็นอันเดียวเสีย
กิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจนั้น เราจะใช้ศีลเข้าทำลายศีลที่รักษาไม่ให้ก้าวล่วงเข้ามาในอกุศล คือ ทำให้กายวาจาเรียบร้อยนั้น ก็ไม่มีความสามารถเข้าทำลายได้ ครั้นจะใช้สมาธิเข้าข่ม สมาธินั้นก็ได้แต่ทำให้จิตใจสงบระงับไม่ซัดส่ายไปมา หามีความสามารถที่จะทำลายอนุสัยกิเลสอรยในขันธสันดานได้ไม่ ด้วยเหตุที่ศีลและสมาธิทำลายกิเลสอย่างละเอียดไม่ได้นี่เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้สอนให้สร้างปัญญาให้เกิดขึ้นเพื่อทำลายอนุสัยกิเลส คือกิเลสอย่างละเอียดนั้นเสีย โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:03:18 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )
สลักธรรม 9
สำหรับการศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎก ดังที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้ เป็นการเสริมสร้างปัญญาให้เกิดมีขึ้นในตน ให้ได้เห็นความจริงว่า กรรมนั้นคืออะไร ผลของกรรมที่ได้ทำเอาไว้แล้วมีความสามารถก่อให้เกิดผลทั้งในชาตินี้และชาติหน้าอย่างไร สัตว์ทั้งหลายเมื่อล้มตายลงแล้ว ถ้ากิเลสยังมิได้สิ้นก็จะต้องเกิดในภพชาติต่อๆ ไป อีกอย่างแน่นอน
การศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นการสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นมาเหมือนกัน แต่เป็นสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา อันเป็นปัญญาจากการฟัง การศึกษา และการพิจารณา ปัญญาชนิดนี้ก็มีความสามารถประหาณกิเลสที่มีอยู่ในจิตใจได้เป็นตทังคปหาน คือทำลายกิเลสลงได้เป็นคราวๆ ทำให้กิเลสอย่างหยาบเกิดขึ้นมาได้ยาก จึงไม่กล้าใช้กิริยาวาจาที่หยาบออกไป แม้จิตใจที่เคยเร่าร้อนก็สงบระงับลงไปมากกว่าเดิมอย่างเทียบกันไม่ได้เลย
และกิเลสอย่างละเอียดก็โดนกระทบกระเทือนหวั่นไหว ตัวการก่อให้เกิดความพลุ่งพล่านเร่าร้อนก็จะสงบระงับลงได้เป็นอันมาก ความคิดอ่านและการกระทำก็จะได้ถูกหันเหไปในทิศทางที่ไม่มีอันตราย จิตใจก็จะมีความเยือกเย็นแจ่มใส ได้รับความสุขความสบายยิ่งกว่าเดิมโดยมิได้รู้สึกตัวว่าเป็นผลอันเกิดขึ้นมาจากการศึกษาเรื่องราวของชีวิตเข้าใจ ไม่ได้เคี่ยวเข็ญหามาจากที่ไหนอย่างที่ใครๆ เขาท่องเที่ยวไปแสวงหา
ส่วนปัญญาอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาอันเกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ปฏิบัติจะเกิดปัญญาขึ้นมาทำการประหาณกิเลสอย่างละเอียดให้เด็ดขาดลงได้ในทันที ทั้งกิเลสที่ประหาณลงไปแล้วจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมาใหม่ได้อีกเลย ในขณะนี้จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ ผู้ใช้ปัญญาชนิดนี้ประหาณกิเลสลงได้ในพระพุทธศาสนาเรียกชื่อว่าเป็นอริยบุคคล เป็นบุคคลผู้ประเสริฐเพราะห่างไกลจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง
ท่านนักศึกษาทั้งหลาย บัดนี้เวลาแห่งการบรรยายก็ได้ล่วงเลยไปแล้ว ผมก็ได้รวบรัดให้การบรรยายจบเรื่องของอกุศลกรรมบถ ผมก็หวังว่าคงจะพาให้ท่านทั้งหลายให้บังเกิดความเข้าใจได้พอสมสวร สำหรับในวันนี้ผมของดคำถามด้วยเวลาได้หมดลงไปเสียแล้ว ขอเชิญท่านพบกันใหม่ในคราวหน้า ขอความเจริญ ความผาสุก และความมีปัญญา พึงบังเกิดมีแก่ท่านนักศึกษาทุกท่าน
![]()
โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:03:32 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |