มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อายุวัฒนามีนามาส (๓)




ทำลายอกุศลจิตที่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
โดย ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร


หลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นหัวข้อย่อที่สุด ๓ ประการคือ สอนให้ละความประพฤติที่ไม่ดีประการหนึ่ง สอนให้ประพฤติแต่ความดีมีศีลธรรมประการหนึ่ง และสอนให้ปฏิบัติต่อจิตใจของตนเองให้สะอาดบริสุทธิ์ปราศจากเรื่องรบกวนทำให้จิตใจเศร้าหมอง อันเป็นประการสุดท้าย

ในข้อแรกที่ว่าให้ละความประพฤติชั่วนั้น ผมก็ได้แสดงถึงเหตุของความประพฤติชั่วมาแล้วว่ามีสาเหตุอะไรบ้าง แต่อย่างไรก็ดี ในบางครั้งบางคราวก็หนีไปจากความชั่วความเสียหายไม่พ้น และบางทีก็สุดที่จะหลีกเลี่ยงเสียได้ก็มี จึงได้ประพฤติเป็นไป เช่นถึงคราวเคราะห์หามยามร้ายตัวเองจะต้องได้รับโทษภัย เพราะอำนาจของอกุศลกรรมที่ได้กระทำมาแล้วในอดีต เป็นตัวสนับสนุนให้ต้องเสียทรัพย์สินเงินทอง และได้รับความเดือดร้อนต่างๆ จึงได้บันดาลใจให้รับเอาคนแปลกหน้าที่ชอบทำทุจริตคิดร้าย หรือชอบเล่นการพนันเข้ามาช่วยเหลือการงานของตน เป็นต้น

ถ้าอำนาจของอกุศลกรรมแต่อดีตนั้นๆ มีกำลังมากแล้ว ก็จะหนีไม่พ้นจากความเดือดร้อนเหมือนกัน ถ้าความคิดอ่านในปัจจุบันไม่รอบคอบ ถ้าการงานที่กระทำไปนั้นจิตใจขาดสติเครื่องคุ้มครองตนให้พ้นจากอกุศลมิได้มาช่วยขัดขวางเอาไว้ หนทางเดินก็อาจจะลื่นไถลไปสู่อบายมุขจนลึกลงไปมากแทบจะถอนตัวไม่ได้

แต่ถ้ามีความระแวดระวังเอาไว้มิให้จิตใจไหลไปสู่อกุศลได้ตามชอบใจแล้ว อำนาจแห่งการคิดพิจารณาที่เข้าหากุศลผลบุญ แม้ว่าจะมีกำลังไม่มากเพียงพอที่จะมาสกัดกั้นหนทางที่จะไปสู่ภัยพิบัติได้จริงจัง เพราะผลที่จะได้รับอันเป็นโทษภัยนั้นมีกำลังมาก ก็จะทำให้ลดกำลังแรงลงไปได้มิใช่เล็กน้อยเหมือนกัน

ดังนั้นการระวังให้จิตเกิดแต่กุศลเป็นส่วนมาก จึงเป็นการกระทำของผู้ที่ฉลาด ด้วยผลดีมีความสุขจะเกิดขึ้นทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 12:59:39 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

การที่จะทำให้ใจคลายจากความเศร้าหมองเร่าร้อน ก็จำเป็นที่จะต้องทำลายจิตที่เป็นฝ่ายอกุศล หรือทำลายการพูด การทำ การคิดที่ไม่ดี ที่เป็นบาปลงเสีย เพื่อมิให้อกุศลกำเริบยิ่งขึ้น ทั้งในขณะเดียวกันกุศลจิตก็จะได้ให้ผลโดยสะดวก การทำลายอกุศลจิตนั้นเรียกว่า ประหาณ มีอยู่ ๓ อย่าง คือ ตทงฺคปหาน ละได้ชั่วคราว วิกขมฺภนปหาน ละได้โดยการข่มเอาไว้ สมุจฺเฉทปหาน ละได้โดยเด็ดขาด

การประหาณกิเลสซึ่งเป็นตัวการทำให้จิตเศร้าหมองเร่าร้อน โดยวิธีการประหาณทั้ง ๓ ประการนี้ เราจะทำการประหาณอย่างไร ที่ไหนนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงตัวกิเลสเสียก่อน เปรียบเหมือนหนึ่งเป็นตำรวจ ถ้าเป็นตำรวจที่ดี ก่อนที่จะจับผู้ร้ายก็ควรจะได้ศึกษาผู้ร้ายเสียให้ละเอียด แล้วก็ต้องทราบด้วยว่า ผู้ร้ายมีความเก่งกาจสามารถอย่างไรบ้าง ผู้ร้ายอยู่ที่ไหน ควรจะลงมือจับกุมเวลาใด และจะใช้วิธีการจับกุมอย่างไร

ต่อไปนี้ ผมขออธิบายถึงกิเลสที่เป็นเหมือนตัวผู้ร้ายที่หลบหรือซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจอย่างลึกซึ้งให้ท่านได้รู้จักเสียก่อนว่า กิเลสคืออะไร?

ธรรมชาติที่ชื่อว่า "กิเลส" นั้น เมื่อแบ่งออกมาโดยย่อก็มีอยู่ ๓ อย่าง คือ อนุสัยกิเลส กิเลสอย่างละเอียด ปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลาง วีติกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบ

โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:00:27 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )


  สลักธรรม 2

สัตว์ทั้งหลายย่อมจะมีธรรมชาติอันเร้นลับน่าอัศจรรย์แอบแฝงอย่างมิดชิดอยู่ภายในจิตใจอย่างหนึ่ง ธรรมชาติที่แอบแฝงอยู่ภายในจิตใจนี้ เรียกว่า อนุสัยกิเลส อันเป็นตัวการสำคัญที่จะอุดหนุนก่อให้เกิดความเร่าร้อนขึ้นมาทางใจ แล้วก็แสดงออกมาทางกาย ทางวาจา ดังเราจะเห็นจากหน้าตา กิริยา เช่นแสดงอาการดุร้าย แล้วก็มีตบตีกันเป็นต้น และแสดงออกทางวาจา มีการด่าว่าใช้ผรุสวาจาต่างๆ อันทำให้ผู้รู้เห็นทั้งหลายไม่สบายใจไปด้วย

ตัวการที่ทำความเศร้าหมองเร่าร้อนที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจที่ชื่อว่าอนุสัย เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจอย่างมิดชิด ไม่มีใครได้พบเห็นหน้าค่าตามันเลย

ตัวอย่างเช่นเวลานี้ ท่านทั้งหลายกำลังมีความโกรธอยู่หรือเปล่า ท่านก็คงตอบว่า ในขณะนี้มิได้กำลังโกรธใครอยู่เลย เพราะกำลังฟังธรรมะอยู่ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรกับใครทั้งนั้น แต่ผมก็จะขอถามต่อไปว่า ความโกรธมิได้มีซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจดอกหรือ ในใจของเรามีความโกรธซ่อนอยู่หรือไม่ ถ้าภายในจิตใจมิได้มีอนุสัยกิเลสคือความโกรธ ซึ่งเรียกในภาษาธรรมะว่า ปฏิฆานุสัย อยู่ภายในจิตใจแล้ว หรือกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจมิได้ถูกกระทบแล้ว จะเกิดความโกรธขึ้นมาได้หรือจะมีความรู้สึกโกรธขึ้นมาได้อย่างไร

เหมือนในกระเป๋าของเราไม่มีสตางค์อยู่เลยแม้แต่สตางค์เดียวแล้ว เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าสักกี่ครั้งกี่หน ก็จะมีสตางค์ติดมือขึ้นมาหาได้ไม่ หรือเหมือนพระอรหันต์ท่านไม่มีอนุสัยกิเลสอยู่ภายในจิตใจเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น ใครจะทำอะไรใครจะว่ากล่าวท่านสักแค่ไหน ท่านก็แสดงความโกรธออกมาไม่ได้เลย

โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:00:45 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )


  สลักธรรม 3

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า ถ้าอนุสัยกิเลสที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจนั้นมิได้มี ถ้าอนุสัยกิเลสที่แอบแฝงอยู่นั้นมิได้ถูกกระทบกระเทือน ความโกรธก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้

เหมือนตะกอนที่ตกอยู่ก้นตุ่มน้ำ เราเห็นน้ำนั้นใสสะอาดอยู่ ถ้าน้ำนั้นถูกกระทบกระเทือนลงไปถึงก้นตุ่มแล้ว น้ำที่ใสสะอาดก็จะเริ่มขุ่นขึ้นมา ซึ่งเหมือนกับบุคคลทั้งหลายที่มิได้มีความโกรธเลย กำลังยิ้มย่องผ่องใสอยู่ดีๆ ครั้นมีคนมาด่าว่ากระทบกระเทือนใจถึงอนุสัยกิเลส จิตใจก็จะเกิดความขุ่นมัว เศร้าหมองหรือเร่าร้อนขึ้นมาทีเดียว

และเมื่อความเศร้าหมองเร่าร้อนขึ้นมาในใจนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็ได้ชื่อว่า ตกอยู่ในฐานะก้าวจากขั้นต้น คืออนุสัยกิเลส ขึ้นมาอยู่ในขั้นปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสอย่างกลางต่อไปอีก

เมื่อจิตใจเร่าร้อนขุ่นมัวเป็นปริยุฏฐานกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างกลาง ซึ่งได้แก่ความขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนใจแล้ว ถ้ากำลังของการกระทบนั้นมีมาก เช่น สบประมาทกันซึ่งหน้าอย่างแรง เป็นต้น ความเร่าร้อนนั้นก็จะทับทวีจำนวนยิ่งขึ้น จนกลับกลายเป็นกิเลสอย่างหยาบที่เรียกว่า วีติกมกิเลสต่อไป

เมื่อถึงกิเลสอย่างหยาบที่เรียกว่า วีติกมกิเลส ดังนี้แล้ว ก็จะมองเห็นได้ง่ายและชัดเจนมากทีเดียว เพราะจะแสดงออกมาทางกายและทางวาจา มีการตบตีกัน หรือต่าว่าเสียดสีกันด้วยคำหยาบคายเป็นต้น

โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:01:06 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )


  สลักธรรม 4

ตามที่ผมได้แสดงมานี้ ท่านนักศึกษาทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า ถ้ามิได้มีอะไรไปกระทบถึงอนุสัยกิเลสแล้ว ก็จะเกิดขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนใจไม่ได้ หรือถ้าอนุสัยกิเลสไม่มี เช่น จิตใจของพระอรหันต์ เป็นต้น ย่อมจะไม่มีอะไรไปเร้าให้เกิดความกลุ้มใจหรือเกิดความโกรธขึ้นเลย

ดังนั้น อนุสัยกิเลส คือกิเลสอย่างละเอียดไม่ได้ถูกกระทบกระเทือน ปริยุฏฐานกิเลสอันได้แก่กิเลสอย่างกลางที่ทำให้ใจขุ่นมัวก็จะไม่มี เมื่อใจขุ่นมัวอันเนื่องมาจากปริยุฏฐานกิเลส กิเลสอย่างกลางไม่เกิดขึ้นก่อนแล้ว จะเป็นเหตุให้เกิดวีติกมกิเลส กิเลสอย่างหยาบขึ้นมาได้อย่างไร การตบ การตี การทะเลาะเบาะแว้ง ตลอดจนการด่าทอกันหยาบคายจะเกิดขึ้นมาได้หรือ

สรุปก็คือ กิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจไม่มี ก็จะไม่เกิดกิเลสอย่างกลางคือจิตใจขุ่นมัวเร่าร้อน ถ้าใจขุ่นมัวเร่าร้อนมิได้เกิดขึ้น กิเลสอย่างหยาบมีการด่าหรือตบดีจะเกิดขึ้นมาแต่ไหน แต่อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้เป็นไปโดยรวดเร็วเหลือเกินจนบุคคลทั้งหลายกำหนดจิตใจดูลงไปไม่ทัน เมื่อถูกกระทบถึงกิเลสอย่างละเอียด ก็ดูราวกับว่า ความขุ่นมัวใจอันเป็นกิเลสอย่างกลางก็เกิดขึ้นมาโดยทันทีพร้อมๆ กัน

ธรรมชาติที่ดองในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่าอนุสัยกิเลสนั้นไม่มีใครจะมีความรู้ถึงความจริงอันเร้นลับนี้ได้ ว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มันทำงานอย่างไรกัน เพราะมันนิ่งสงบเงียบไม่ปรากฏในทางใดทางหนึ่งขึ้นมาให้เห็นเลย แต่อาศัยพระสัพพัญญุตญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พบความจริงอันลึกซึ้งเหล่านี้ จึงได้สั่งสอนให้ประชาชนทั้งหลายได้ทราบแล้วได้ให้บทพิสูจน์ความจริงเหล่านี้เอาไว้พร้อมบริบูรณ์ รอคอยผู้มีปัญญาทั้งหลายหรือผู้ที่ปรารถนาจะพิสูจน์ให้เข้ามาศึกษาหาความรู้ ทั้งในด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติเพื่อให้เห็นจริง

โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:01:26 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )


  สลักธรรม 5

คำว่า อนุสัยกิเลส นั้น มีวจนนัตถะว่า " สนฺตาเน อนุ อนุ เสนฺตีติ = อนุสยา" แปลว่า ธรรมชาติเหล่าใดที่นอนเนื่องอยู่ในความสืบต่อแห่งรูปนาม ฉะนั้น ธรรมชาติเหล่านั้นชื่อว่าอนุสัย

ปุถุชนทั้งหลายที่หนาไปด้วยกิเลสอยู่ภายในขันธสันดาน เป็นเสมือนหนึ่งมีพืชเชื้อที่อยู่ภายในเม็ด เช่นเม็ดมะม่วงที่แก่แล้ว ก็ย่อมจะมีธรรมชาติที่แอบแฝงซ่อนร้อนอยู่ภายในเม็ด อันผู้ใดมองเห็นไม่ได้ ตรวจค้นเท่าใดก็ไม่พบ เพราะมองดูหรือแม้จะเอากล้องมาส่องขยายดูก็ไม่สามารถเห็นได้ว่ามีอะไร แต่ถ้าเอาเม็ดมะม่วงนี้มาฝังไว้ในดิน เมื่อมันได้อากาศที่อบอุ่นตามสมควร ได้รับน้ำที่ชุ่มชื้นเหมาะสม ไม่ช้าไม่นานเท่าไรนัก มันก็จะแตกออกมาเป็นลำต้น เป็นใบ เป็นรากของต้นมะม่วง แล้วก็จะเติบโตเป็นต้นใหญ่ขึ้นมาใหม่

พืชเชื้อที่อยู่ในเม็ดมะม่วงที่เรามองไม่เห็น ที่ทำให้ลำต้น ใบ และรากเกิดขึ้นมาได้นั้น ย่อมมีอยู่ในเม็ด หรือเกิดขึ้นมาจากเม็ดอย่างแน่นอน เพราะถ้าเอาเม็ดนี้ไปต้มเสียก่อน ทำลายพืชเชื้อที่จะเกิดเป็นต้นต่อไปเสียแล้ว จะเอาไปปลูกเท่าใดก็จะปลูกไม่ขึ้นเลยเป็นอันขาด

ผมยกเรื่องเม็ดมะม่วงขึ้นมา ก็เพื่อจะเป็นการเปรียบเทียบให้ท่านได้เห็นว่า จิตใจของสัตว์ทั้งหลายนั้นย่อมมีอนุสัยกิเลสซ่อนอยู่ภายในอย่างมิดชิดเพียงใด แม้จะมองไม่เห็น แต่เมื่อถูกกระทบกระเทือนแล้วก็จะเกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ เช่น ความโลภ ความโกรธที่มีอยู่ในจิตใจอย่างมิดชิด มองเท่าใดก็ไม่เห็นหน้าตามันเลย แต่เมื่อมีใครมาด่าว่า ก็จะโกรธขึ้นมาทันที เป็นต้น

โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:01:47 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )


  สลักธรรม 6

กิเลสอย่างละเอียดนั้นมีอยู่ ๗ ประการด้วยกัน ผมขอแสดงอย่างย่อๆ พอให้ท่านได้เห็นแนวทาง คือ

๑. กามราคานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความยินดีติดใจในกามคุณารมณ์ องค์ธรรมก็ได้แก่โลภมูลจิตที่เกิดอยู่ในโลภมูลจิต ๘ กามราคานุสัย ได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่างๆ เมื่อเห็นรูปที่สวยงามน่ารักก็มีความติดใจผูกพันในรูปที่สวยงามนั้น ดิ้นรนที่จะให้ได้มา จนบางครั้งบังเกิดความเร่าร้อนแก่จิตใจอันเป็นกิเลสอย่างกลางขึ้น

๒. ภวราคานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความติดใจในรูปฌาน อรูปฌาน เป็นต้น องค์ธรรมได้แก่โลภะที่เกิดอยู่ในทิฏฐิคตวิปปยุตจิต ๔

๓. ปฏิฆานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความโกรธ ความเสียใจ ทุกข์ร้อน กังวลห่วงใย องค์ธรรมได้แก่โทสะที่เกิดอยู่ในโทสมูลจิต ๒ ความโกรธหรือความเสียใจนี้ แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ ดังนั้น เมื่อเวลามีอะไรมากระทบกระเทือนใจเข้าแล้วจึงอดโกรธอดเสียใจไม่ได้ ไม่เหมือนพระอรหันต์ทำลายกิเลสชนิดนี้ออกไปจากจิตใจเสียจนสิ้นแล้ว ใครมากระทบกระเทือนอย่างไร ก็จะโกรธจะเสียใจไม่ได้เลย

๔. มานานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความเย่อหยิ่ง ถือตัว หรืออวดดี องค์ธรรมได้แก่มานเจตสิกที่เกิดอยู่ในทิฏฐิคตวิปปยุตจิต ๔ ธรรมดาบุคคลทั้งหลายย่อมจะยกตีวถือตัวอวดว่าดีกว่าคนอื่น ทั้งนี้ก็เพราะมีพืชเชื้อความยกตัวนี้อยู่ภายในจิตใจ ฉะนั้น จึงได้พยายามเป้นนักหนาที่จะโอ้อวดตัวเองด้วยประการต่างๆ

๕. ทิฏฐานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความเห็นผิดไม่มีความเข้าใจในเรื่องชีวิต องค์ธรรมได้แก่ทิกฐิเจตสิกที่เกิดอยู่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔

๖. วิจิกิจฉานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานคือความสงสัยลังเลใจในสิ่งที่ควรเชื่อถือ เช่นการเวียนว่ายตายเกิดเป็นต้น องค์ธรรมได้แก่วิจิกิจฉาเจตสิกที่เกิดอยู่ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต

๗. อวิชชานุสัย ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานอันได้แก่ ความโง่ ความหลง ไม่รู้เรื่องของชีวิตตามความเป็นจริง องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิกที่เกิดอยู่ในอกุศลจิตทั้ง ๑๒

โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:02:07 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )


  สลักธรรม 7

ตามที่ผมได้แสดงมาแล้วถึงอนุสัยทั้ง ๗ ประการ จะเห็นได้แล้วว่า ปุถุชนทั้งหลายย่อมจะมีอยู่ครบบริบูรณ์ทั้ง ๗ ประการ แต่อาจจะมีอันใดอันหนึ่งมีกำลังมากหรือน้อยกว่าอันอื่นๆ ก็ได้ เช่น คนบางคนมีปฏิฆานุสัย คือโทสะร้าย มีเรื่องราวอะไรกระทบใจสักนิดหน่อยก็อดคิดวุ่นวาย อดคิดมากไม่ได้ บางทีก็ถึงนอนไม่หลับ หรือบางคนมีมานานุสัยเป็นใหญ่ ชอบให้ใครมายกย่องชมเชยมากมาย แต่ถ้าใครๆ มาติเตียนแม้แต่นิดหน่อยก็ไม่ชอบใจ เหล่านี้เป็นต้น

การจับผู้ร้ายนั้นจะต้องอาศัยกำลังของตำรวจที่คู่ควรกัน ถ้าเป็นผู้ร้ายที่ใจดำอำมหิต เคยฆ่าคนตายมาแล้ว เฉลียวฉลาดมีความสามารถมากแล้ว เราก็จะต้องอาศัยฝีมือของตำรวจที่มีความสามารถทัดเทียมกัน หรือเหนือกว่า จะเอาตำรวจที่ไม่เคยออกทำงานนอกสถานที่ เคยแต่พิมพ์หนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงาน ให้ไปจับผู้ร้ายใจฉกรรจ์เหล่านี้ งานก็ย่อมจะล้มเหลวลงอย่างแน่นอน

การงานปราบกิเลสก็ต้องอาศัยกำลังโดยทำนองเดียวกันนี้ จะต้องหาตัวการปราบกิเลสอันเป็นคู่ปรับที่พอจะฟัดเหวี่ยงกันได้ ให้สมน้ำสมเนื้อกัน ทั้งจะต้องสร้างสมกำลังความสามารถให้เข้มแข็งขึ้นด้วย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นคว้าพบแล้ว และได้เผยแพร่ไปยังพุทธมามกะทั้งหลาย ถ้าผมกล่าวขึ้นมาเมื่อใด ท่านทั้งหลายก็คงจะจำได้ คือพระองค์ได้สอนให้ใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นตัวปราบกิเลสอันเป็นศัตรูร้าย

โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:02:26 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )


  สลักธรรม 8

อำนาจของศีล ใช้ทำลายวีติกมกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างหยาบที่แสดงออกทางกาย ทางวาจาให้ย่อยยับไป

อำนาจของสมาธิ ใช้ทำลายปริยุฏฐานกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างกลางที่มีจิตใจขุ่นมัวเร่าร้อน ไม่ให้เกิดขึ้นมาได้

อำนาจของปัญญา ใช้ทำลายอนุสัยกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจให้หลุดถอนออกไปจากจิตได้

กิเลสอย่างหยาบที่แสดงออกทางกาย ทางวาจา เช่นตบตีหรือด่าทอกันนั้น เราจะใช้สมาธิก็ข่มมันไม่ไหว เพราะออกมาถึงกายหรือวาจาแล้ว ส่วนสมาธินั้นเล่า ก็ไม่อาจที่จะลบล้างกายหรือวาจาที่แสดงออกไปได้ มีอยู่ทางเดียวที่จะไม่ให้ทันเกิดขึ้นมาก็คือ การรักษาศีล เมื่อรักษาศีลแล้ว ก็ไม่อาจจะฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือพูดเท็จได้

กิเลสอย่างกลางที่ทำให้จิตใจขุ่นมัวเศร้าหมอง หรือเร่าร้อน เมื่อใจมันขุ่นมัวทุกข์ร้อน ดิ้นรนกระวนกระวาย ศีลที่รักษาก็ช่วยป้องกันมิให้จิตใจต้องถูกกระทบกระเทือนไม่ไหว แม้กายและวาจาจะมีความสงบอย่างไรเท่าที่ตาเห็น แต่จิตใจนั้นแสนที่จะกลัดกลุ้มรุ่มร้อน ดังนั้น จึงจำจะต้องอาศัยสมาธิเป็นตัวปราบปราม ต้องเอาสมาธิเข้ามาข่มทำให้จิตใจสงบระงับมีอารมณ์เป็นอันเดียวเสีย

กิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจนั้น เราจะใช้ศีลเข้าทำลายศีลที่รักษาไม่ให้ก้าวล่วงเข้ามาในอกุศล คือ ทำให้กายวาจาเรียบร้อยนั้น ก็ไม่มีความสามารถเข้าทำลายได้ ครั้นจะใช้สมาธิเข้าข่ม สมาธินั้นก็ได้แต่ทำให้จิตใจสงบระงับไม่ซัดส่ายไปมา หามีความสามารถที่จะทำลายอนุสัยกิเลสอรยในขันธสันดานได้ไม่ ด้วยเหตุที่ศีลและสมาธิทำลายกิเลสอย่างละเอียดไม่ได้นี่เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้สอนให้สร้างปัญญาให้เกิดขึ้นเพื่อทำลายอนุสัยกิเลส คือกิเลสอย่างละเอียดนั้นเสีย

โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:03:18 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )


  สลักธรรม 9

สำหรับการศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎก ดังที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้ เป็นการเสริมสร้างปัญญาให้เกิดมีขึ้นในตน ให้ได้เห็นความจริงว่า กรรมนั้นคืออะไร ผลของกรรมที่ได้ทำเอาไว้แล้วมีความสามารถก่อให้เกิดผลทั้งในชาตินี้และชาติหน้าอย่างไร สัตว์ทั้งหลายเมื่อล้มตายลงแล้ว ถ้ากิเลสยังมิได้สิ้นก็จะต้องเกิดในภพชาติต่อๆ ไป อีกอย่างแน่นอน

การศึกษาเล่าเรียนเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นการสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นมาเหมือนกัน แต่เป็นสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา อันเป็นปัญญาจากการฟัง การศึกษา และการพิจารณา ปัญญาชนิดนี้ก็มีความสามารถประหาณกิเลสที่มีอยู่ในจิตใจได้เป็นตทังคปหาน คือทำลายกิเลสลงได้เป็นคราวๆ ทำให้กิเลสอย่างหยาบเกิดขึ้นมาได้ยาก จึงไม่กล้าใช้กิริยาวาจาที่หยาบออกไป แม้จิตใจที่เคยเร่าร้อนก็สงบระงับลงไปมากกว่าเดิมอย่างเทียบกันไม่ได้เลย

และกิเลสอย่างละเอียดก็โดนกระทบกระเทือนหวั่นไหว ตัวการก่อให้เกิดความพลุ่งพล่านเร่าร้อนก็จะสงบระงับลงได้เป็นอันมาก ความคิดอ่านและการกระทำก็จะได้ถูกหันเหไปในทิศทางที่ไม่มีอันตราย จิตใจก็จะมีความเยือกเย็นแจ่มใส ได้รับความสุขความสบายยิ่งกว่าเดิมโดยมิได้รู้สึกตัวว่าเป็นผลอันเกิดขึ้นมาจากการศึกษาเรื่องราวของชีวิตเข้าใจ ไม่ได้เคี่ยวเข็ญหามาจากที่ไหนอย่างที่ใครๆ เขาท่องเที่ยวไปแสวงหา

ส่วนปัญญาอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาอันเกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ปฏิบัติจะเกิดปัญญาขึ้นมาทำการประหาณกิเลสอย่างละเอียดให้เด็ดขาดลงได้ในทันที ทั้งกิเลสที่ประหาณลงไปแล้วจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นมาใหม่ได้อีกเลย ในขณะนี้จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ ผู้ใช้ปัญญาชนิดนี้ประหาณกิเลสลงได้ในพระพุทธศาสนาเรียกชื่อว่าเป็นอริยบุคคล เป็นบุคคลผู้ประเสริฐเพราะห่างไกลจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง

ท่านนักศึกษาทั้งหลาย บัดนี้เวลาแห่งการบรรยายก็ได้ล่วงเลยไปแล้ว ผมก็ได้รวบรัดให้การบรรยายจบเรื่องของอกุศลกรรมบถ ผมก็หวังว่าคงจะพาให้ท่านทั้งหลายให้บังเกิดความเข้าใจได้พอสมสวร สำหรับในวันนี้ผมของดคำถามด้วยเวลาได้หมดลงไปเสียแล้ว ขอเชิญท่านพบกันใหม่ในคราวหน้า ขอความเจริญ ความผาสุก และความมีปัญญา พึงบังเกิดมีแก่ท่านนักศึกษาทุกท่าน



โดย ศาลาธรรม [7 มี.ค. 2559 , 13:03:32 น.] ( IP = 101.51.111.230 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org