มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ปัญหายากที่จะหาคำตอบครับ




...อยากให้ช่วยไขปัญหาให้ที่ครับผมว่า..เจตสิกเป็นอายตนะภายใน หรือ อายตนะภายนอกครับผมและ..
เจตสิกที่เป็นอารมณ์ของจิต เป็นธรรมารมณ์ หรือ ธรรมายตนะครับ

โดย โคจรธรรม [23 ส.ค. 2545 , 15:13:25 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ทำไมถามยากจังง่ะคะ จะมีใครตอบมั๊ยคะเนี่ย ยังไงก็อยากรู้จังเจ้าค่ะ

โดย น้องถ้วย [23 ส.ค. 2545 , 16:26:04 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 2

สวัสดีครับคุณโคจรธรรม คำถามที่ถามมานั้นดีมากครับเพราะจะได้สร้างความเข้าใจถูกได้ดีครับ

. .เจตสิกต้องเป็นอายตนะภายนอก จะเป็นอายตนะภายในไม่ได้เลยนะครับ

และเจตสิกที่ดับไปแล้ว และเป็นอารมณ์ของจิต ก็เป็นธรรมารมณ์


.เจตสิกที่ดับไปแล้ว

เป็นเพียง ธรรมารมณ์ ไม่ใช่ ธรรมายตนะ

เพราะดับไปแล้ว จึงไม่ได้เป็นสภาพธรรม

ที่กำลังประชุมอยู่จริง และสำหรับผู้ที่มี.....

เจโตปริยญาณ ขณะใดที่มีเจตสิกของผู้อื่นเป็น

อารมณ์ ขณะนั้นก็เป็นธรรมารมณ์ครับผม.
.

โดย เทพธรรมครับ [23 ส.ค. 2545 , 23:50:27 น.] ( IP = 202.183.228.67 : : 203.170.157.28 )


  สลักธรรม 3


..........
อ่านแล้ว..

ต้องยอมรับว่า อาจารย์เทพธรรมเยี่ยมจริงๆ

แล้วยอมรับกับตัวเองว่า "เรายังจะต้องศึกษาอีกมากๆ"

ขอบพระคุณอาจารย์เทพธรรมมากค่ะ
........

โดย วยุรี [25 ส.ค. 2545 , 06:53:20 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 4

อ่านแล้วก็ต้องขอบอกตามตรงค่ะว่า ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก ....ว่าเป็นอายตนะภายนอกได้อย่างไรค่ะ....

โดย น้องกิ๊ฟ [25 ส.ค. 2545 , 08:49:14 น.] ( IP = 203.170.141.3 : : )


  สลักธรรม 5



เมื่อได้อ่านกระทู้ถามของท่านโคจรธรรม และความคิดเห็นของท่านเทพธรรมแล้ว ยอมรับว่ายังไม่เคยคิดถึงจุดนี้ ออกจะงง ๆ อยู่เหมือนกัน อย่างไรก็ดีขอขอบพระคุณทั้งผู้ถามและผู้ตอบเป็นอย่างมากค่ะ

เหตุที่งง อาจเป็นเพราะยกทัศนะส่วนตัวมาตัดสินสภาวะธรรมว่า จิต-เจตสิกต้องไปด้วยกัน เหตุไฉนเจตสิกกลายเป็นอายตนะภายนอกไป แต่เมื่อพิจารณาถึงองค์ธรรมต่าง ๆ ได้ความว่า

องค์ธรรมของอายตนะภายในคือ
จักขายตนะ โสตายตนะ.ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายยตนะ มนายตนะ

องค์ธรรมของอายตนะภายนอกคือ
รูปายตนะ สัทธายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ธัมมายตนะ

องค์ธรรมของ ธัมมายตนะ คือ เจตสิก ๕๒ สุขุมรูป ๑๖ นิพพาน

องค์ธรรมของ ธัมมารมณ์ คือ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ ปสาทรูป ๕ สุขุมรูป ๑๖ นิพพาน และบัญญัติ

ส่วนที่สังเกตได้คือ มนายตนะ ได้แก่จิต ๘๙ เท่านั้นไม่รวมเจตสิกด้วย ถ้าเจตสิกเป็นอายตนะภายในจริง องค์ธรรมของมนายตนะควรจะเป็น จิต ๘๙ และเจตสิกที่ประกอบ แต่ท่านจัดเจตสิกเป็นธัมมายตนะแยกออกมา อาจเป็นเพราะกิจต่างกัน ความมุ่งหมายต่างกัน

เปรียบเทียบกับรูปภายในและรูปภายนอก รูปภายในได้แก่ปสาทรูป ๕ เท่านั้น ส่วนอีก ๒๓ รูป(มีสุขุมรูปด้วย) เป็นรูปภายนอก แม้ความเบา ความอ่อน ความควรแก่การงาน และหทัยรูปก็เป็นรูปภายนอกเช่นกัน

คำว่ารูปภายในนี้มิได้มุ่งหมายเอารูปที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของสัตว์ทั้งหลาย แต่หมายถึงรูปที่ช่วยเหลือในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มาก กิจกรรมในที่นี้คือ เป็นที่ให้จิตอาศัยทำการงาน มีการเห็นเป็นต้น ภายหลังการเห็น ย่อมเกิดวิถีจิตและพฤติกรรมต่าง ๆ ตามมา

นิพพาน เป็นธัมมายตนะ ธัมมารมณ์ เป็นธรรมภายนอก ไม่เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจ มิได้มีอยู่ในตัวเรา

ขณะรับจิตเจตสิกของผู้อื่นเป็นอารมณ์ จิตเจตสิกของผู้อื่นเป็น ธัมมารมณ์สำหรับเรา จิตเจตสิกของเราเป็นมนายตนะและธัมมายตนะเกิดขึ้นในตัวเรา และเป็นธัมมารมณ์ในขณะต่อมาได้ด้วย

ขณะนึกคิดถึงเรื่องในอดีต จิตเจตสิกในอดีตเป็นธัมมารมณ์

โดย มาลี [25 ส.ค. 2545 , 23:01:20 น.] ( IP = 203.155.233.51 : : )


  สลักธรรม 6



คำว่า อายตนะ เกี่ยวเนื่องด้วย ธรรมที่ขยายธรรมที่เป็นทุกข์ให้กว้างขวางขึ้น หรือนำธรรมชาติแห่งสังสารทุกข์ให้ปรากฏ
ใช้ในความหมาย ๕ ประการ คือ

๑. ที่อาศัย คือเป็นที่เกิดของวิถีจิตได้

๒. บ่อเกิด คือการรับรู้อารมณ์

๓. ที่เกิดพร้อม คือเกิดพร้อมด้วยรูป-นาม

๔. ที่รวม คือรวมธรรมต่าง ๆ ทั้งบาปและบุญ

๕. ที่ประชุม คือที่ประชุมกันของนามและรูป ที่เป็นภายในและภายนอก

สังสารทุกข์ปรากฏขึ้นได้ก็ด้วย การประชุมกันของรูป-นาม (ธาตุรับ ธาตุกระทบ และธาตุรู้) ขณะรับอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่ง วิถีจิตภายหลังการกระทบอารมณ์มีได้ทั้งบุญและบาป ขณะนั้นเอง ขันธ์ ๕ หรือ โลกปรากฏขึ้นแล้ว ขอยกตัวอย่างเรื่องการเห็นครั้งหนึ่ง ๆ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับอายตนะใดบ้าง

รูป(วัตถุที่ถูกเห็น) เป็น รูปายตนะ

จักขุปสาท(ปสาทตา) เป็น จักขายตนะ

อาการเห็น(จักขุวิญญาณ) เป็น มนายตนะ

เจตสิกทั้ง ๗ เป็น ธัมมายตนะ

จักขุปสาทและจักขุวิญญาณ เป็น อายตนะ(รูป-นาม)ภายใน ส่วนรูปที่ถูกเห็นและเจตสิก ๗ เป็นอายตนะ(รูป-นาม)ภายนอก

หากไม่มีอายตนะอันเป็นเครื่องต่อเสียแล้ว สังสารทุกข์หรือโลกย่อมไม่ปรากฏ ก็ไม่แน่ใจว่านั่นคือสภาวะที่เรียกว่าอายตนะนิพพานใช่หรือไม่


โดย มาลี [25 ส.ค. 2545 , 23:04:37 น.] ( IP = 203.155.233.51 : : )


  สลักธรรม 7

ขออนุโมทนาท่านผู้ถามและอาจารย์ท่านผู้ตอบทั้ง 2 ท่านค่ะ
อ่านแล้วได้ความรู้ละเอียดชัดเจนขึ้นมากเลยค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย ธัญธร [26 ส.ค. 2545 , 18:34:41 น.] ( IP = 203.146.53.228 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนาค่ะ ที่จำแนกองค์ธรรมออกเป็นส่วน ๆ ได้ชัดเจนมากทำให้เกิดความเข้าใจขึ้นบางส่วนค่ะ

โดย สุธาดา [30 ส.ค. 2545 , 23:30:46 น.] ( IP = 203.113.38.13 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org