| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
กระทู้กระเทาะใจ
สลักธรรม 1ณ ช่วงเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำของวันธรรมสวนะ .
คำถามแรกในวันนี้ก็คือ เมื่อต้องเผชิญกับโทสะ จะมีวิธีการรับมืออย่างไร?
ผู้รับเชิญท่านแรก คือ อาจารย์มาลี อาณากุล ได้มาตีแผ่ความเป็นไปของโทสะในจิตใจว่า ..ครั้งที่ยังไม่ได้มาศึกษาธรรมนั้น เมื่อมีเรื่องราวมากระทบแล้วก่อให้เกิดความโกรธ อ.มาลี ก็จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ไปทันที เช่น กล่าวคำสบถต่างๆ หรือคำด่าเจ็บแสบเท่าที่จะนึกขึ้นได้ ซึ่งการยั้บยั้งชั่งใจว่า ควรทำหรือไม่นั้น เกิดขึ้นน้อยมากหรือแทบจะไม่เกิดเลย แต่เมื่อได้มาศึกษาธรรมบ้างแล้วก็เริ่มที่จะมีความตริตรองว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นมานี้ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ เช่น อ.มาลีได้ยกตัวอย่างว่า มีเพื่อนร่วมงานอีกสองคน ซึ่งอ.มาลีบอกว่าทำงานเก่งกว่าอ.มาลีมาก เพื่อนคนที่ทำงานเก่งเป็นอันดับหนึ่งนั้น มีอุปนิสัยที่ไม่ค่อยชอบคบหาสมาคมกับใคร ส่วนเพื่อนร่วมงานคนที่สองนั้นค่อนข้างจะชอบพูดคุย อยู่มาวันหนึ่งเธอผู้นั้นก็มาบอกว่า เพื่อนคนที่ทำงานเก่งที่สุดนั้นนินทาและด่าอ.มาลีว่า ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ .
ในตอนแรกนั้นอ.มาลีได้รับฟังพร้อมด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง โดยไม่ได้แสดงคำพูดอะไรออกไป แต่ก็สงสัยว่า ตนเองถูกนินทาจริงหรือเปล่า ..ต่อมาเพื่อนคนดังกล่าวก็มาบอกเรื่องที่ถูกนินทานั้นซ้ำอีกเรื่อยๆ จนอ.มาลี เริ่มใช้ความสังเกตพิจารณาหาเหตุผลในเรื่องนี้ และก็ค้นพบว่า เพื่อนคนที่นำเรื่องราวมาเล่าให้ฟังอยู่เสมอนั้น มีอุปนิสัยชอบไปบอกคนนั้นคนนี้ว่ากำลังถูกใครคนหนึ่งนินทาหรือด่าลับหลังอยู่ .และในที่สุด วันนี้ที่รอคอยก็มาถึงเมื่อเพื่อนคนเดิมน่ะแหละมาบอกอ.มาลีว่า เพื่อนคนนั้นเขาด่าอ.มาลีว่า จุด จุด จุด ...เมื่อ อ.มาลีฟังจบแล้วก็พูดขึ้นทันทีว่า .ไม่ใช่เพื่อนคนนั้นหรอกที่ด่าฉัน เธอน่ะแหละที่กำลังด่าฉันอยู่ . หลังจากนั้นอ.มาลีก็ไม่ได้เล่าต่อว่ามีเหตุการณ์นองเลือดตามมาหรือเปล่านะคะโดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:45:04 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )
สลักธรรม 2..อ.มาลีบอกว่า ความรู้สึกโกรธนั้นยังมีอยู่ แต่ด้วยความที่เรียนมาแล้วก็ทำให้สามารถควบคุมมิให้ปะทุออกมาทางกายและวาจาได้มากขึ้น แต่คำด่าและคำบริภาษนั้นได้เกิดขึ้นมาเตรียมไว้ในใจอยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่ได้นำออกมาใช้คือด่าออกมาเท่านั้นเอง
.อ.มาลียืนยันอย่างหนักแน่นว่า เมื่อได้เรียนพระอภิธรรมแล้วทำให้มีสติมากขึ้น มีการพิจารณาหาเหตุผลมากขึ้นว่า การที่ถูกด่านี้เป็นเรื่องของวิบาก ความโกรธที่เกิดขึ้นนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี ให้ผลไปในทางต่ำ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ .จากที่เคยโกรธมากๆ ก็เลยกลายสภาพมาเป็นเพียงความไม่พอใจ ..และเมื่อลดดีกรีความรุนแรงลงแล้วก็เริ่มหาสาเหตุว่า เรื่องที่ถูกด่าว่านี้เป็นเพราะอะไร เราทำผิดจริงหรือไม่ และเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า หรือว่ามาหลอกด่ากันเล่นๆ อ.มาลีบอกว่า กลวิธีเหล่านี้เป็นสิ่งที่นำมาใช้ไกล่เกลี่ยอารมณ์ของตนเองให้คลายความโกรธลงไปได้.... การกระทำกรรมจึงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จากเดิมที่เคยแสดงพฤติกรรมออกมาทันทีเพราะกิเลสอย่างหยาบ คือ การโต้เถียง ด่าว่า หรือทะเลาะเบาะแว้ง ก็พัฒนาขึ้นมาอยู่ในระดับที่เป็นกิเลสอย่างกลาง คือ สามารถควบคุมการแสดงอาการออกมาทางกายหรือวาจาไว้ได้แม้จะมีความรู้สึกไม่พอใจคุกรุ่นอยู่ก็ตาม ......นี่แหละค่ะคือคำตอบโดยสรุปของ อ.มาลีโดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:45:55 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )
สลักธรรม 3....แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพราะใจความสำคัญของงานนี้ยังไม่เปิดตัวออกมาเลย ดังนั้น จะรอช้าอยู่ไยน้องกิ๊ฟจึงถามต่อไปว่า ..แล้วกระทู้ที่คุณประภพเข้ามาถามความรู้สึกของอ.บุษกรนั้น อ.มาลีอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร ..
อ.มาลีทำท่ายิ้มกริ่มแล้วก็ตอบว่า อ่านผ่านๆตาเท่านั้น ก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับโกรธเพราะเราเรียนแล้วก็รู้ว่าการโกรธนั้นไม่ดีให้โทษแก่ชีวิต แต่ก็คิดหาสาเหตุว่า เขาทำอย่างนั้นทำไม ...แต่ก็อย่างว่าแหละสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ....เขามีสิทธิที่จะทำอย่างนั้นได้ และก็เห็นว่า อาจเป็นเพราะมีความคิดแปลกๆอยู่จึงได้ถามคำถามนี้ ...
และคำถามที่สามสำหรับอ.มาลี ก็คือ คิดว่าอ.บุษกรโกรธหรือไม่ที่ถูกล้อเลียนเช่นนั้น อ.มาลีท่านตอบว่า ไม่ได้รับสัมผัสความโกรธจากอ.บุษกรเลย เห็นแต่ความสงบเยือกเย็น เมื่อมาอ่านคำตอบในกระทู้แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่า อ.บุษกรไม่ได้โกรธ.... ที่จริง อ.มาลีตอบไว้ยาวกว่านี้นะคะ แต่เกรงใจผู้ที่เข้ามาอ่านก็เลยย่อมาเท่าที่จำสาระสำคัญไว้ได้โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:46:33 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )
สลักธรรม 4.... แต่ก่อนที่จะไปถึงผู้รับเชิญท่านที่สอง ... ต้องขอเรียนให้ทุกท่านทราบก่อนนะคะว่า น้องกิ๊ฟเองน่ะอ่านคำถามของคุณประภพ และอ่านคำตอบของอ.บุษกร สลับกันไปมาอยู่หลายรอบ ....ขอบอกตามตรงว่า ครั้งแรกรู้สึกไม่ค่อยพอใจนักที่มาตั้งกระทู้อย่างนี้ เพราะยังหาประโยชน์จากคำถามนี้ไม่ได้เลย ซ้ำยังอาจจะก่อหวอดให้เป็นชนวนวิวาทกันได้ เพราะคำถามนี้เหมือนคำถามทะลุกลางปล้อง และเหมือนคำถามที่มาถามยั่วเล่นสนุกๆเท่านั้น .... อยู่ๆก็มาถามในเรื่องที่ผ่านไปตั้งนานแล้ว และก็เป็นเรื่องคำพูดที่แซวกันเล่นเท่านั้นเอง .....
...แต่เมื่อได้อ่านคำตอบของอ.บุษกรแล้ว ก็รู้สึกว่าจิตใจนุ่มนวลขึ้น ได้ระลึกนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ระลึกถึงกุศลที่ได้ทำไปแล้ว และนึกอนุโมทนากุศลกับผู้ที่มาร่วมงานทั้งหลาย ....และก็คิดว่า เป็นเพราะคำตอบของอ.บุษกรนี่แหละที่มารอรับพวกเราด้วยกุศล ก่อนที่จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นในกระทู้ ทำให้จิตใจของผู้ที่เข้ามาอ่านมีความเยือกเย็นลง ได้ระลึกถึงกุศลที่ผ่านมาตามที่อ.บุษกรชี้ชวนไว้ในคำตอบ ....และการณ์ก็เป็นไปตามที่เห็นคือ ทุกคนรู้สึกดีใจที่ได้มาเป็นลูกศิษย์ของอ.บุษกร.....โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:47:08 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )
สลักธรรม 5และเพื่อไม่ให้เสียเวลาจึงได้หันไปเรียนถามอาจารย์บุษกรเสียเลยในฐานะบุคคลสำคัญในข่าว ว่า รู้สึกอย่างไรกับคำล้อเลียนในวันนั้น.....
ทั้งๆที่ไม่หายจากความป่วยไข้และยังมีอาการปวดกระดูกเป็นอย่างมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องตอบคำถามนั้น น้องกิ๊ฟลืมไปเลยค่ะว่า ผู้ที่กำลังจะตอบคำถามนี้เป็นผู้ป่วย เพราะภายใต้กิริยาท่าทางที่ดูสบายๆ น้ำเสียงที่สดใส และแววตาที่เปล่งประกายอย่างมุ่งมั่นนั้นแปรเปลี่ยนความรู้สึกกังวลของพวกเราไปเลยค่ะ
. อ.บุษกรตอบว่า เหตุการณ์ที่คุณประภพอ้างถึงในวันนั้นต้องใช้เวลานึกนานมาก เพราะไม่ได้ใส่ใจให้ความสำคัญ ขณะนั้นกำลังตั้งใจฟังเนื้อหาสาระของการบรรยาย ซึ่งอาจารย์ได้ให้เหตุผลว่า ...ในฐานะของผู้ที่รับพระธรรมอันเป็นสุนทรพจน์ที่งดงามยิ่งนั้นมากล่าวแก่สาธุชนทั้งหลาย ผู้กล่าวจะต้องเป็นผู้ที่มีสติและสมาธิในการพูดเป็นอย่างมาก เพื่อมิให้ผิดไปจากพระธรรมอันเกิดจากพระสัพพัญญุตญาณ ถ้าหากผิดเพี้ยนไปแล้วก็จะเป็นกรรมที่หนักมากเป็นบาปมาก และเมื่อจะต้องมาเป็นผู้ฟังก็ต้องมีสติและสมาธิในการรับฟังสาระประโยชน์เป็นอย่างมาก ฉะนั้น สิ่งที่ไม่เป็นสาระก็จะถูกผ่านเลยไปเป็นธรรมดา .......ความรู้สึกโกรธในคำล้อเลียนจึงไม่ได้เกิดขึ้นเลยโดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:47:45 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )
สลักธรรม 6คำถามต่อมาก็คือ รู้สึกอย่างไรกับคำถามของคุณประภพ ....ไม่โกรธบ้างเลยคะ? และทำได้อย่างไรที่ให้คำตอบที่เป็นประโยชน์กว้างไกลได้เช่นนั้น?
อาจารย์บอกว่า อุปสรรคท้าทายความสามารถ ..เมื่อมีอุปสรรคเกิดขึ้นแล้วเราสามารถตอบสนองสิ่งเร้าเหล่านั้นได้ด้วยปัญญา ก็นับว่าเราประสบกับชัยชนะแล้ว ...แม้จะบอกให้ใครรับรู้ไม่ได้ แต่ใจของเราย่อมทราบดีว่าเรารู้สึกนึกคิดอย่างไร จึงต้องสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นให้ได้ในทุกสถานการณ์ จากที่เราเรียนมาแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นเรียกว่า วิบาก ซึ่งเป็นผลที่สุกแล้ว .....ไม่ใช่ดีแต่พูดแล้วทำไม่ได้ ...จะไม่ขอใช้คำว่า พระอาจารย์ใบลานเปล่า หรือคำว่า มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เพราะเป็นคำที่ธรรมดาเกินไป ..ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั้นยังไม่น่ากลัวเท่า ความรู้ท่วมตัวเอาหัวไม่รอด อ.บุษกรพูดมาถึงตรงนี้ก็ปิดคำตอบลงในทันที ทำให้น้องกิ๊ฟที่กำลังฟังอยู่นั้นมึนงงเป็นอย่างมาก ไม่เข้าใจภาษิตฉบับปรับปรุงใหม่นี้เลย
อาจารย์จึงได้เฉลยว่า .ที่บอกว่า ความรู้ท่วมตัวเอาหัวไม่รอดนั้นน่ากลัวมากกว่าก็เพราะตัว ไม่มีความสำคัญเท่าหัว ตัวนั้นเป็นสิ่งปฏิกูลทำประโยชน์ได้น้อยกว่าหัว ..เช่น ถ้าหากต้องเป็นอัมพาตนอนอยู่เฉย ก็ยังสามารถใช้อวัยวะต่างๆที่ประกอบอยู่ในศีรษะนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้ เช่น ยังสามารถใช้ปากบรรยายธรรมได้ ยังใช้ตาดูในสิ่งที่ดี หูฟังในเสียงที่ดี เป็นต้น.....จึงต้องเอาหัวให้รอด คือรอดจากอกุศลและทำกุศลให้มากที่สุด .....ส่วนตัวที่เป็นอัมพาตก็ได้แต่นอนอยุ่เฉยๆทำอะไรไม่ได้ และแม้จะไม่เป็นอัมพาตก็ทำประโยชน์ได้น้อย เพียงแค่เคลื่อนไหวร่างกายไปตามที่ต่างๆ หยิบจับในสิ่งที่เป็นโทษ ซ้ำยังมีพื้นที่มากต้องดูแลทำความสะอาดมาก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อยครั้ง สิ้นเปลืองเครื่องประดับมากมาย ...หัว จึงมีความสำคัญมากกว่าตัว...โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:48:26 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )
สลักธรรม 7ระหว่างที่ฟังอ.บุษกรอธิบายมาตามลำดับนั้น ก็ทำให้นึกถึงเรื่อง รูป ที่เรียนในปริจเฉทที่ ๖ ว่า ทวาร ...อายตนะส่วนใหญ่ ..กรรมชกลาปที่สำคัญๆจะไปรวมกันอยู่ที่กายส่วนบนกันเป็นจำนวนมาก ที่กายเบื้องบนจะมีกรรมชกลาปถึง ๗ กลาป ในกายเบื้องกลางมีเพียง ๔ กลาป และกายเบื้องต่ำมีเพียง ๓ กลาปเท่านั้น ....นอกจากนี้ยังค้นพบว่า ในการเผชิญกับสภาวอนิฏฐารมณ์ของอ.บุษกรนั้นมีความแตกต่างกันกับ อ.มาลี ...สำหรับอ.มาลีนั้นเมื่อมีสภาพที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้น ก็จะค้นหาสาเหตุว่า เกิดจากอะไร จริงหรือไม่ ใครเป็นตัวต้นเหตุกันแน่ ..ส่วนใหญ่ก็นำความรู้ที่เกิดจากเรียนพระอภิธรรมแล้วมาให้คำตอบว่าเป็นเรื่องของวิบาก .....และก็หักห้ามโทสะเอาไว้ไม่ให้แสดงออกมาทางกายและวาจาเพราะทราบจากการเรียนว่า จะให้ผลไปในทางต่ำ
.....ส่วน อ.บุษกรนั้นจะไม่ค้นหาสาเหตุเพราะทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของวิบาก แต่จะพยายามหาหนทางหยุดปัญหาและสร้างประโยชน์จากปัญหาให้ได้ โดยไม่ตอบโต้ด้วยปฏิกิริยาที่แสดงถึงอาการประทุษร้าย เช่น การย้อนกลับไประลึกถึงกุศลที่มีปริมาณมากกว่าเรื่องราวของคำพูดเล็กๆน้อยๆ ....ดังคำตอบที่พวกเราได้อ่านกันอยู่แล้ว และคำตอบนี้ก็สามารถชักจูงจิตใจของผู้ที่เข้ามาอ่านให้คลายจากโทสะทั้งมีโอกาสได้ระลึกถึงกุศลอันเป็นอปรเจตนาอีกด้วย ......อาจารย์บอกว่า เพราะธรรมะจึงทำให้บรรเทาความโกรธได้ และสิ่งเหล่านี้กว่าจะเกิดขึ้นมาได้มิใช่เพียงการเรียนรู้อย่างเดียว จะต้องอาศัยการฝึกฝนอีกด้วย ที่ดูเหมือนว่าเยือกเย็นนั้นมิใช่หมดความโกรธแล้ว แต่เพราะรู้ว่าเวลากับชีวิตเป็นของสำคัญ จึงต้องบริหารชีวิตและเวลาที่นับวันจะเหลือน้อยลงนี้ให้คุ้มค่าแก่กัน....
.......ไหนๆก็พูดถึงเรื่องของความโกรธกันมามากแล้ว เพื่อให้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน น้องกิ๊ฟจึงได้นำคำถามยอดฮิตมาถามอาจารย์เสียเลย ...นั่นก็คือ ทำไมผู้ที่เรียนพระอภิธรรมจึงโทสะมากเหลือเกิน ..แทนที่จะมีโทสะลดลง.... แต่ว่าโปรดติดตามคำตอบในคราวหน้านะคะ ....โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:49:06 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )
สลักธรรม 8
อนุโมทนากับน้องกิ๊ฟมากเลยค่ะ ที่นำเรื่องดังกล่าวนี้ที่เคยอยู่ในคีตธรรมนำมาพิมพ์ให้อ่านกัน เพราะเคื่องของพี่เล็ก พี่อุ๊และอีกหลายท่านยังฟังเสียงจากคีตธรรมไม่สำเร็จเลยค่ะ โหลดแล้วโหลดอีกก็ยังไม่สำเร็จเลยค่ะ และในวันเข้าชมรมพอดีพี่เล็กไม่ค่อยสบายเลยไม่ได้อยู่ฟังจนจบ ได้มาอ่านจากกระทู้ของน้องกิ๊ฟ ขอบคุณมากค่ะ และอนุโมทนากับท่านอาจารย์บุษกร และพี่มาลีค่ะที่ยับยั้งความโกรธได้ น้องเล็กต้องฝึกอีกมากค่ะแต่จะไม่ลดความเพียรนะเจ้าคะ
![]()
โดย พี่เล็ก [27 ส.ค. 2545 , 13:40:29 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )
สลักธรรม 9
น้องกิ๊ฟนี่ยอดมากเลย up date ข้อมูลได้รวดเร็วราวกามนิตเชียวนะคะ น้องถ้วยเลยต้องเกาะติดสถานการณ์ด้วย อิ อิ
โดย น้องถ้วย [28 ส.ค. 2545 , 00:09:05 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )
สลักธรรม 10
......... อนุโมทนากับน้องกิ๊ฟมากค่ะ
ฟังแล้ว..และกลับมาอ่านซ้ำอีก
คงเหมือนๆ กันทุกคนนะ เมื่อได้มาเรียนที่มูลนิธิฯแล้ว...
...ความโกรธที่เคยมีมาก ก็รู้สึกว่าน้อยลง ที่ว่าน้อยเพราะเราไม่แสดงออกทางกาย วาจา แต่ทางใจ เราย่อมรู้ดีว่า...ยังคงมีอยู๋
...แต่ถึงจะมี...เวลาแห่งการมีอยู่นั้น มันสั้นลง
ก็ต้องกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ที่สอนสั่งให้รู้จักโทษของโทสะ
และปลูกฝังเรื่อง "สติ" ให้กับพวกเรา![]()
![]()
![]()
.........
โดย วยุรี [28 ส.ค. 2545 , 06:28:38 น.] ( IP = 203.113.39.12 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |