มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


กระทู้กระเทาะใจ




กระทู้กระเทาะใจ


วันที่ 15 สิงหาคม 2545 เวลา 17.34 น. มีผู้ใช้ชื่อว่า ประภพ มาตั้งกระทู้ที่ 1416 ถามว่า …….ตอนที่ อ.บุษกร ไปแสดงธรรมที่สนามหลวงวันวิสาขบูชา อ.โดนล้อว่า เป็นนางเอกจากเรื่องสุสานคนเป็น แต่ผมจำคนที่พูดไม่ได้ อยากทราบว่า อ.โกรธหรือเปล่าครับ…..
วันที่ 15 สิงหาคม 2545 เวลา 19.01 น. อาจารย์บุษกร เมธางกูร ได้เข้าไปตอบคำถามในกระทู้ดังกล่าวของคุณประภพ
วันที่ 16 สิงหาคม 2545 เวลา 00.45 น. การร่วมแสดงความคิดเห็นก็เริ่มทะยอยกันเข้ามาจวบจนกระทั่งถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2545 เวลา 19.27 น. รวมทั้งหมด 14 ท่าน
(ท่านที่ต้องการทราบรายละเอียดทั้งหมด หรือต้องการร่วมแสดงความคิดเห็น ก็ขอเชิญที่กระทู้ 1416 นะคะ)

วันที่ 23 สิงหาคม 2545 เวลาประมาณ 18.10 น. รายการคีตธรรมออนไลน์ ก็เริ่มดำเนินการเจาะใจผู้รับเชิญสองท่าน ว่าด้วยหัวข้อเรื่องของ โทสะ…

..ก็แหมช่วงนี้กระทู้ดังกล่าวกำลัง hot เป็น talk of the town เชียวนะคะท่านผู้ชม น้องกิ๊ฟก็เลยหยิบยกขึ้นมาคุยกันเสียเลยเพื่อให้ทันเหตุการณ์....

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:43:34 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ณ ช่วงเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำของวันธรรมสวนะ ….
คำถามแรกในวันนี้ก็คือ เมื่อต้องเผชิญกับโทสะ จะมีวิธีการรับมืออย่างไร?
ผู้รับเชิญท่านแรก คือ อาจารย์มาลี อาณากุล ได้มาตีแผ่ความเป็นไปของโทสะในจิตใจว่า …..ครั้งที่ยังไม่ได้มาศึกษาธรรมนั้น เมื่อมีเรื่องราวมากระทบแล้วก่อให้เกิดความโกรธ อ.มาลี ก็จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ไปทันที เช่น กล่าวคำสบถต่างๆ หรือคำด่าเจ็บแสบเท่าที่จะนึกขึ้นได้ …ซึ่งการยั้บยั้งชั่งใจว่า ควรทำหรือไม่นั้น…เกิดขึ้นน้อยมากหรือแทบจะไม่เกิดเลย… แต่เมื่อได้มาศึกษาธรรมบ้างแล้วก็เริ่มที่จะมีความตริตรองว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นมานี้ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ เช่น อ.มาลีได้ยกตัวอย่างว่า มีเพื่อนร่วมงานอีกสองคน ซึ่งอ.มาลีบอกว่าทำงานเก่งกว่าอ.มาลีมาก เพื่อนคนที่ทำงานเก่งเป็นอันดับหนึ่งนั้น มีอุปนิสัยที่ไม่ค่อยชอบคบหาสมาคมกับใคร ส่วนเพื่อนร่วมงานคนที่สองนั้นค่อนข้างจะชอบพูดคุย อยู่มาวันหนึ่งเธอผู้นั้นก็มาบอกว่า เพื่อนคนที่ทำงานเก่งที่สุดนั้นนินทาและด่าอ.มาลีว่า ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้….


ในตอนแรกนั้นอ.มาลีได้รับฟังพร้อมด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง โดยไม่ได้แสดงคำพูดอะไรออกไป แต่ก็สงสัยว่า ตนเองถูกนินทาจริงหรือเปล่า…..ต่อมาเพื่อนคนดังกล่าวก็มาบอกเรื่องที่ถูกนินทานั้นซ้ำอีกเรื่อยๆ จนอ.มาลี เริ่มใช้ความสังเกตพิจารณาหาเหตุผลในเรื่องนี้ และก็ค้นพบว่า เพื่อนคนที่นำเรื่องราวมาเล่าให้ฟังอยู่เสมอนั้น มีอุปนิสัยชอบไปบอกคนนั้นคนนี้ว่ากำลังถูกใครคนหนึ่งนินทาหรือด่าลับหลังอยู่ ….และในที่สุด วันนี้ที่รอคอยก็มาถึงเมื่อเพื่อนคนเดิมน่ะแหละมาบอกอ.มาลีว่า เพื่อนคนนั้นเขาด่าอ.มาลีว่า …จุด…จุด จุด ...เมื่อ อ.มาลีฟังจบแล้วก็พูดขึ้นทันทีว่า ….ไม่ใช่เพื่อนคนนั้นหรอกที่ด่าฉัน เธอน่ะแหละที่กำลังด่าฉันอยู่…. หลังจากนั้นอ.มาลีก็ไม่ได้เล่าต่อว่ามีเหตุการณ์นองเลือดตามมาหรือเปล่านะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:45:04 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 2

…..อ.มาลีบอกว่า ความรู้สึกโกรธนั้นยังมีอยู่ แต่ด้วยความที่เรียนมาแล้วก็ทำให้สามารถควบคุมมิให้ปะทุออกมาทางกายและวาจาได้มากขึ้น แต่คำด่าและคำบริภาษนั้นได้เกิดขึ้นมาเตรียมไว้ในใจอยู่แล้วเพียงแต่ยังไม่ได้นำออกมาใช้คือด่าออกมาเท่านั้นเอง

….อ.มาลียืนยันอย่างหนักแน่นว่า เมื่อได้เรียนพระอภิธรรมแล้วทำให้มีสติมากขึ้น มีการพิจารณาหาเหตุผลมากขึ้นว่า การที่ถูกด่านี้เป็นเรื่องของวิบาก …ความโกรธที่เกิดขึ้นนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดี ให้ผลไปในทางต่ำ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ….จากที่เคยโกรธมากๆ ก็เลยกลายสภาพมาเป็นเพียงความไม่พอใจ ..และเมื่อลดดีกรีความรุนแรงลงแล้วก็เริ่มหาสาเหตุว่า เรื่องที่ถูกด่าว่านี้เป็นเพราะอะไร เราทำผิดจริงหรือไม่ และเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า หรือว่ามาหลอกด่ากันเล่นๆ…… อ.มาลีบอกว่า กลวิธีเหล่านี้เป็นสิ่งที่นำมาใช้ไกล่เกลี่ยอารมณ์ของตนเองให้คลายความโกรธลงไปได้.... การกระทำกรรมจึงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จากเดิมที่เคยแสดงพฤติกรรมออกมาทันทีเพราะกิเลสอย่างหยาบ คือ การโต้เถียง ด่าว่า หรือทะเลาะเบาะแว้ง ก็พัฒนาขึ้นมาอยู่ในระดับที่เป็นกิเลสอย่างกลาง คือ สามารถควบคุมการแสดงอาการออกมาทางกายหรือวาจาไว้ได้แม้จะมีความรู้สึกไม่พอใจคุกรุ่นอยู่ก็ตาม ......นี่แหละค่ะคือคำตอบโดยสรุปของ อ.มาลี

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:45:55 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 3

....แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพราะใจความสำคัญของงานนี้ยังไม่เปิดตัวออกมาเลย ดังนั้น จะรอช้าอยู่ไยน้องกิ๊ฟจึงถามต่อไปว่า ..แล้วกระทู้ที่คุณประภพเข้ามาถามความรู้สึกของอ.บุษกรนั้น อ.มาลีอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร…..

อ.มาลีทำท่ายิ้มกริ่มแล้วก็ตอบว่า อ่านผ่านๆตาเท่านั้น ก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับโกรธเพราะเราเรียนแล้วก็รู้ว่าการโกรธนั้นไม่ดีให้โทษแก่ชีวิต แต่ก็คิดหาสาเหตุว่า เขาทำอย่างนั้นทำไม ...แต่ก็อย่างว่าแหละสำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ....เขามีสิทธิที่จะทำอย่างนั้นได้ และก็เห็นว่า อาจเป็นเพราะมีความคิดแปลกๆอยู่จึงได้ถามคำถามนี้ ...

และคำถามที่สามสำหรับอ.มาลี ก็คือ คิดว่าอ.บุษกรโกรธหรือไม่ที่ถูกล้อเลียนเช่นนั้น อ.มาลีท่านตอบว่า ไม่ได้รับสัมผัสความโกรธจากอ.บุษกรเลย เห็นแต่ความสงบเยือกเย็น เมื่อมาอ่านคำตอบในกระทู้แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่า อ.บุษกรไม่ได้โกรธ.... ที่จริง อ.มาลีตอบไว้ยาวกว่านี้นะคะ แต่เกรงใจผู้ที่เข้ามาอ่านก็เลยย่อมาเท่าที่จำสาระสำคัญไว้ได้

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:46:33 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 4

.... แต่ก่อนที่จะไปถึงผู้รับเชิญท่านที่สอง ... ต้องขอเรียนให้ทุกท่านทราบก่อนนะคะว่า น้องกิ๊ฟเองน่ะอ่านคำถามของคุณประภพ และอ่านคำตอบของอ.บุษกร สลับกันไปมาอยู่หลายรอบ ....ขอบอกตามตรงว่า ครั้งแรกรู้สึกไม่ค่อยพอใจนักที่มาตั้งกระทู้อย่างนี้ เพราะยังหาประโยชน์จากคำถามนี้ไม่ได้เลย ซ้ำยังอาจจะก่อหวอดให้เป็นชนวนวิวาทกันได้ เพราะคำถามนี้เหมือนคำถามทะลุกลางปล้อง และเหมือนคำถามที่มาถามยั่วเล่นสนุกๆเท่านั้น .... อยู่ๆก็มาถามในเรื่องที่ผ่านไปตั้งนานแล้ว และก็เป็นเรื่องคำพูดที่แซวกันเล่นเท่านั้นเอง .....

...แต่เมื่อได้อ่านคำตอบของอ.บุษกรแล้ว ก็รู้สึกว่าจิตใจนุ่มนวลขึ้น ได้ระลึกนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ระลึกถึงกุศลที่ได้ทำไปแล้ว และนึกอนุโมทนากุศลกับผู้ที่มาร่วมงานทั้งหลาย ....และก็คิดว่า เป็นเพราะคำตอบของอ.บุษกรนี่แหละที่มารอรับพวกเราด้วยกุศล ก่อนที่จะเข้าไปแสดงความคิดเห็นในกระทู้ ทำให้จิตใจของผู้ที่เข้ามาอ่านมีความเยือกเย็นลง ได้ระลึกถึงกุศลที่ผ่านมาตามที่อ.บุษกรชี้ชวนไว้ในคำตอบ ....และการณ์ก็เป็นไปตามที่เห็นคือ ทุกคนรู้สึกดีใจที่ได้มาเป็นลูกศิษย์ของอ.บุษกร.....

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:47:08 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 5

และเพื่อไม่ให้เสียเวลาจึงได้หันไปเรียนถามอาจารย์บุษกรเสียเลยในฐานะ”บุคคลสำคัญในข่าว” ว่า รู้สึกอย่างไรกับคำล้อเลียนในวันนั้น.....

ทั้งๆที่ไม่หายจากความป่วยไข้และยังมีอาการปวดกระดูกเป็นอย่างมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องตอบคำถามนั้น น้องกิ๊ฟลืมไปเลยค่ะว่า ผู้ที่กำลังจะตอบคำถามนี้เป็นผู้ป่วย เพราะภายใต้กิริยาท่าทางที่ดูสบายๆ น้ำเสียงที่สดใส และแววตาที่เปล่งประกายอย่างมุ่งมั่นนั้นแปรเปลี่ยนความรู้สึกกังวลของพวกเราไปเลยค่ะ

……. อ.บุษกรตอบว่า เหตุการณ์ที่คุณประภพอ้างถึงในวันนั้นต้องใช้เวลานึกนานมาก เพราะไม่ได้ใส่ใจให้ความสำคัญ ขณะนั้นกำลังตั้งใจฟังเนื้อหาสาระของการบรรยาย ซึ่งอาจารย์ได้ให้เหตุผลว่า ...ในฐานะของผู้ที่รับพระธรรมอันเป็นสุนทรพจน์ที่งดงามยิ่งนั้นมากล่าวแก่สาธุชนทั้งหลาย ผู้กล่าวจะต้องเป็นผู้ที่มีสติและสมาธิในการพูดเป็นอย่างมาก เพื่อมิให้ผิดไปจากพระธรรมอันเกิดจากพระสัพพัญญุตญาณ ถ้าหากผิดเพี้ยนไปแล้วก็จะเป็นกรรมที่หนักมากเป็นบาปมาก และเมื่อจะต้องมาเป็นผู้ฟังก็ต้องมีสติและสมาธิในการรับฟังสาระประโยชน์เป็นอย่างมาก ฉะนั้น สิ่งที่ไม่เป็นสาระก็จะถูกผ่านเลยไปเป็นธรรมดา .......ความรู้สึกโกรธในคำล้อเลียนจึงไม่ได้เกิดขึ้นเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:47:45 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 6

คำถามต่อมาก็คือ รู้สึกอย่างไรกับคำถามของคุณประภพ ....ไม่โกรธบ้างเลยคะ? และทำได้อย่างไรที่ให้คำตอบที่เป็นประโยชน์กว้างไกลได้เช่นนั้น?

อาจารย์บอกว่า อุปสรรคท้าทายความสามารถ ..เมื่อมีอุปสรรคเกิดขึ้นแล้วเราสามารถตอบสนองสิ่งเร้าเหล่านั้นได้ด้วยปัญญา ก็นับว่าเราประสบกับชัยชนะแล้ว ...แม้จะบอกให้ใครรับรู้ไม่ได้ แต่ใจของเราย่อมทราบดีว่าเรารู้สึกนึกคิดอย่างไร จึงต้องสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นให้ได้ในทุกสถานการณ์ จากที่เราเรียนมาแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นเรียกว่า “วิบาก” ซึ่งเป็นผลที่สุกแล้ว .....ไม่ใช่ดีแต่พูดแล้วทำไม่ได้ ...จะไม่ขอใช้คำว่า “พระอาจารย์ใบลาน”เปล่า หรือคำว่า “มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด“ เพราะเป็นคำที่ธรรมดาเกินไป ..ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดนั้นยังไม่น่ากลัวเท่า “ความรู้ท่วมตัวเอาหัวไม่รอด”……อ.บุษกรพูดมาถึงตรงนี้ก็ปิดคำตอบลงในทันที ทำให้น้องกิ๊ฟที่กำลังฟังอยู่นั้นมึนงงเป็นอย่างมาก ไม่เข้าใจภาษิตฉบับปรับปรุงใหม่นี้เลย

อาจารย์จึงได้เฉลยว่า ….ที่บอกว่า “ความรู้ท่วมตัวเอาหัวไม่รอด”นั้นน่ากลัวมากกว่าก็เพราะ”ตัว” ไม่มีความสำคัญเท่า”หัว” ตัวนั้นเป็นสิ่งปฏิกูลทำประโยชน์ได้น้อยกว่าหัว ..เช่น ถ้าหากต้องเป็นอัมพาตนอนอยู่เฉย ก็ยังสามารถใช้อวัยวะต่างๆที่ประกอบอยู่ในศีรษะนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อไปได้ เช่น ยังสามารถใช้ปากบรรยายธรรมได้ ยังใช้ตาดูในสิ่งที่ดี หูฟังในเสียงที่ดี เป็นต้น.....จึงต้องเอาหัวให้รอด คือรอดจากอกุศลและทำกุศลให้มากที่สุด .....ส่วนตัวที่เป็นอัมพาตก็ได้แต่นอนอยุ่เฉยๆทำอะไรไม่ได้ และแม้จะไม่เป็นอัมพาตก็ทำประโยชน์ได้น้อย เพียงแค่เคลื่อนไหวร่างกายไปตามที่ต่างๆ หยิบจับในสิ่งที่เป็นโทษ ซ้ำยังมีพื้นที่มากต้องดูแลทำความสะอาดมาก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อยครั้ง สิ้นเปลืองเครื่องประดับมากมาย ...”หัว” จึงมีความสำคัญมากกว่าตัว...

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:48:26 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 7

ระหว่างที่ฟังอ.บุษกรอธิบายมาตามลำดับนั้น ก็ทำให้นึกถึงเรื่อง ”รูป” ที่เรียนในปริจเฉทที่ ๖ ว่า ทวาร ...อายตนะส่วนใหญ่ ..กรรมชกลาปที่สำคัญๆจะไปรวมกันอยู่ที่กายส่วนบนกันเป็นจำนวนมาก ที่กายเบื้องบนจะมีกรรมชกลาปถึง ๗ กลาป ในกายเบื้องกลางมีเพียง ๔ กลาป และกายเบื้องต่ำมีเพียง ๓ กลาปเท่านั้น ....นอกจากนี้ยังค้นพบว่า ในการเผชิญกับสภาวอนิฏฐารมณ์ของอ.บุษกรนั้นมีความแตกต่างกันกับ อ.มาลี ...สำหรับอ.มาลีนั้นเมื่อมีสภาพที่ไม่น่าพอใจเกิดขึ้น ก็จะค้นหาสาเหตุว่า เกิดจากอะไร จริงหรือไม่ ใครเป็นตัวต้นเหตุกันแน่ ..ส่วนใหญ่ก็นำความรู้ที่เกิดจากเรียนพระอภิธรรมแล้วมาให้คำตอบว่าเป็นเรื่องของวิบาก .....และก็หักห้ามโทสะเอาไว้ไม่ให้แสดงออกมาทางกายและวาจาเพราะทราบจากการเรียนว่า จะให้ผลไปในทางต่ำ

.....ส่วน อ.บุษกรนั้นจะไม่ค้นหาสาเหตุเพราะทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของวิบาก แต่จะพยายามหาหนทางหยุดปัญหาและสร้างประโยชน์จากปัญหาให้ได้ โดยไม่ตอบโต้ด้วยปฏิกิริยาที่แสดงถึงอาการประทุษร้าย เช่น การย้อนกลับไประลึกถึงกุศลที่มีปริมาณมากกว่าเรื่องราวของคำพูดเล็กๆน้อยๆ ....ดังคำตอบที่พวกเราได้อ่านกันอยู่แล้ว และคำตอบนี้ก็สามารถชักจูงจิตใจของผู้ที่เข้ามาอ่านให้คลายจากโทสะทั้งมีโอกาสได้ระลึกถึงกุศลอันเป็นอปรเจตนาอีกด้วย ......อาจารย์บอกว่า เพราะธรรมะจึงทำให้บรรเทาความโกรธได้ และสิ่งเหล่านี้กว่าจะเกิดขึ้นมาได้มิใช่เพียงการเรียนรู้อย่างเดียว จะต้องอาศัยการฝึกฝนอีกด้วย ที่ดูเหมือนว่าเยือกเย็นนั้นมิใช่หมดความโกรธแล้ว แต่เพราะรู้ว่าเวลากับชีวิตเป็นของสำคัญ จึงต้องบริหารชีวิตและเวลาที่นับวันจะเหลือน้อยลงนี้ให้คุ้มค่าแก่กัน....

.......ไหนๆก็พูดถึงเรื่องของความโกรธกันมามากแล้ว เพื่อให้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน น้องกิ๊ฟจึงได้นำคำถามยอดฮิตมาถามอาจารย์เสียเลย ...นั่นก็คือ ทำไมผู้ที่เรียนพระอภิธรรมจึงโทสะมากเหลือเกิน ..แทนที่จะมีโทสะลดลง.... แต่ว่าโปรดติดตามคำตอบในคราวหน้านะคะ ....

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ส.ค. 2545 , 12:49:06 น.] ( IP = 203.113.34.237 : : )


  สลักธรรม 8

อนุโมทนากับน้องกิ๊ฟมากเลยค่ะ ที่นำเรื่องดังกล่าวนี้ที่เคยอยู่ในคีตธรรมนำมาพิมพ์ให้อ่านกัน เพราะเคื่องของพี่เล็ก พี่อุ๊และอีกหลายท่านยังฟังเสียงจากคีตธรรมไม่สำเร็จเลยค่ะ โหลดแล้วโหลดอีกก็ยังไม่สำเร็จเลยค่ะ และในวันเข้าชมรมพอดีพี่เล็กไม่ค่อยสบายเลยไม่ได้อยู่ฟังจนจบ ได้มาอ่านจากกระทู้ของน้องกิ๊ฟ ขอบคุณมากค่ะ และอนุโมทนากับท่านอาจารย์บุษกร และพี่มาลีค่ะที่ยับยั้งความโกรธได้ น้องเล็กต้องฝึกอีกมากค่ะแต่จะไม่ลดความเพียรนะเจ้าคะ

โดย พี่เล็ก [27 ส.ค. 2545 , 13:40:29 น.] ( IP = 203.155.71.37 : : )


  สลักธรรม 9

น้องกิ๊ฟนี่ยอดมากเลย up date ข้อมูลได้รวดเร็วราวกามนิตเชียวนะคะ น้องถ้วยเลยต้องเกาะติดสถานการณ์ด้วย อิ อิ

โดย น้องถ้วย [28 ส.ค. 2545 , 00:09:05 น.] ( IP = 202.28.169.165 : : unknown )


  สลักธรรม 10


.........
อนุโมทนากับน้องกิ๊ฟมากค่ะ

ฟังแล้ว..และกลับมาอ่านซ้ำอีก
คงเหมือนๆ กันทุกคนนะ เมื่อได้มาเรียนที่มูลนิธิฯแล้ว...
...ความโกรธที่เคยมีมาก ก็รู้สึกว่าน้อยลง ที่ว่าน้อยเพราะเราไม่แสดงออกทางกาย วาจา แต่ทางใจ เราย่อมรู้ดีว่า...ยังคงมีอยู๋

...แต่ถึงจะมี...เวลาแห่งการมีอยู่นั้น มันสั้นลง

ก็ต้องกราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์ที่สอนสั่งให้รู้จักโทษของโทสะ
และปลูกฝังเรื่อง "สติ" ให้กับพวกเรา

.........

โดย วยุรี [28 ส.ค. 2545 , 06:28:38 น.] ( IP = 203.113.39.12 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org